จอมยุทธ์เจ้ายุทธจักร (จบแล้ว)

    ตอนที่ 40 ต่อยตีสอบถามนามแซ่

            ตอนที่40

            ต่อยตีสอบถามนามแซ่

            จากนั้นก้าวเดินช้า ๆ เข้าหาลามะทั้งสองซึ่งบัดนี้ร่างท่อนล่างมิสามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ เจ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนจึงกล่าววาจาขึ้นว่า

            “เท็กลื้อ(คำด่าหลวงจีน) ทั้งสอง มิทราบว่าท่านทั้งสองเป็นหลวงจีนมาจากสารทิศใด? ข้าพเจ้ามิเคยมีเรื่องบาดหมางกับท่านเหตุใดเมื่อพบข้าพเจ้ากลับลงมืออย่างหักโหมโดยมิสอบถามให้ทราบความเสียก่อนตอนนี้ท่านทั้งสองรีบแจ้งชื่อแซ่ของพวกท่านออกมาแล้วโปรดบอกกล่าวว่าจะให้ข้าพเจ้าจัดส่งซากศพของท่านทั้งสองไปยังสถานที่ใด?”            

            เจ้าโอสถสายรุ้งรู้สึกโกรธแค้นลามะทั้งสองเหลือประมาณจึงได้ใช้คำด่าเรียกหาลามะทั้งสองรูปไปแล้วเอ่ยถามชื่อแซ่พร้อมกับสถานที่ที่จะให้ท่านส่งซากศพกลับไป ลามะสองรูปเมื่อได้ยินเช่นนั้นรู้สึกโกรธกริ้วเป็นที่สุดแต่หาทำเยี่ยงไรได้หันมองหน้ากันแล้วกล่าวตอบออกมาว่า

            “อาตมาเส่าเทียนเต็กไต้ซือ” 

            เมื่อกล่าวจบลามะอีกรูปกล่าวว่า

            “อาตมาทิเทียนเต็กไต้ซือเราทั้งสองเป็นลามะเดินทางมาจากทิเบตเพื่อมาเยี่ยมเยียนศิษย์หลานนามต๊กม้อเต็กไต้ซือแต่พอเหยียบย่างเข้าสู่เขตจงหยวนกลับทราบว่าหลานศิษย์ของเราทั้งสองถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมด้วยน้ำมือของท่านดังนั้นเราทั้งสองจึงออกติดตามหาตัวท่านเพื่อแก้แค้นให้กับหลานศิษย์ของเรากระทำเช่นนี้เราทั้งสองล้วนกระทำถูกต้องหาผิดพลาดแม้แต่น้อย”            

            เจ้าโอสถสายรุ้งเมื่อได้ยินสองลามะกล่าวออกมาแสดงสีหน้างุนงงต่อคำพูดของลามะรูปนั้น ดังนั้นจึงกล่าวถามลามะทั้งสองต่อไปว่า

            “ผู้ใดกันคือต๊กม้อเต็กไต้ซือ แล้วท่านทั้งสองทราบได้เช่นไร? ว่าข้าเป็นผู้ลงมือฆ่าหลานศิษย์ของท่านอย่าชักช้ารีบกล่าวออกมาให้กระจ่าง มิเช่นนั้นข้าจะให้ท่านทั้งสองตายอย่างทรมาน”            

            เจ้าโอสถสายรุ้งกล่าวจบ ลามะนามเส่าเทียนเต็กใต้ซือกล่าวตอบว่า

            “จะฆ่าเราทั้งสองจงอย่ารอช้าตอนนี้ท่านเป็นฝ่ายได้เปรียบท่านจะใช้คำพูดเช่นไรล้วนย่อมกล่าวได้ หลานศิษย์ของเราถูกท่านฆ่าตายไปแล้วตอนนี้จะฆ่าเราทั้งสองอีกอย่ารีรอพิรี้พิไร”            

            เจ้าโอสถสายรุ้งยิ่งรับฟังคำพูดของสองลามะยิ่งไม่เข้าใจท่านเองไม่เคยรู้จักต๊กม้อเต็กไต้ซือมาก่อนขณะที่จะกล่าววาจากระไรสืบต่อพลันปรากฏร่างบุคคลสามคนโลดแล่นมา เมื่อทิ้งร่างลงสู่พื้นส่งเสียงร้องเรียกดังแต่ไกลว่า

            “ซือแป๊ะ(ศิษย์ผู้พี่ของอาจารย์)เตี่ยซือเจ่ก(ศิษย์ผู้น้องของอาจารย์) ท่านทั้งสองมาถึงจงหยวนแล้วว่าแต่ไฉนท่านทั้งสองจึงลงไปยืนอยู่ใต้พื้นดินเช่นนั้นเล่า?”

            “ม้อเต็ก! เจ้ายังไม่ตายหรือนี่?” 

            ลามะสองรูปส่งเสียงกล่าวถามโดยพร้อมเพรียงเมื่อเห็นบุคคลสามคนปรากฏขึ้นหนึ่งในสามคนคือลามะรูปหนึ่งซึ่งมีอายุอ่อนกว่าลามะทั้งสองรูปที่แท้เป็นต๊กม้อเต็กไต้ซืออีกสองคนคือเล่อต้าเต๋อกับเสิ่นซื่อสูอวี้ทั้งสามรีบวิ่งเข้าหาลามะทั้งสองรูป

            จากนั้นต๊กม้อเต็กลามะรีบคุกเข่าคำนับต่อลามะทั้งสองรูปอย่างเคารพแล้วรีบลุกขึ้นมองมายังเจ้าโอสถสายรุ้งอย่างมุ่งร้ายหลวงจีนนั่นส่งเสียงต่อเจ้าโอสถสายรุ้งว่า

            “ท่านเป็นใครกัน อาจารย์ลุงกับอาจารย์อาของอาตมาเป็นฝีมือท่านกระมัง?  ต้าเต๋อสูอวี้เร็วเข้ารีบมาช่วยกันเข่นฆ่าสับร่างคนผู้นี้ให้แก่ฮุดเอี้ย”

            กล่าวจบเล่อต้าเต๋อกับเสิ่นซื่อสูอวี้ พร้อมทั้งต๊กม้อเต็กลามะตระเตรียมที่จะจู่โจมแต่แล้วต้องรีบหยุดชะงักเท้าเมื่อเสียงหนึ่งตวาดขึ้นเสียก่อนว่า

            “ช้าก่อนเจ้าทั้งสามอย่าได้วู่วามอาจารย์คิดว่าเรื่องราวน่าจะไม่ถูกต้องที่อาจารย์ลุงกับอาจารย์อาของเจ้าต่อสู้กับประสกท่านนี้อาจเกิดความเข้าใจผิดตอนแรกเราทั้งสองเข้าใจว่าเจ้าถูกประสกท่านนี้ฆ่าตายจึงได้ลงมือต่อประสกอย่างไม่คิดชีวิต เมื่อเห็นเจ้ายังไม่ตายต้องเกิดความเข้าใจผิดอย่างแน่นอน”

            “ถูกต้องแล้วม้อเต็กเจ้าอย่าได้วู่วามเหมือนอาจารย์ลุงกับอาจารย์อาของเจ้าเป็นอันขาดรีบมาช่วยอาจารย์ทั้งสองขึ้นไปก่อนแล้วค่อยพูดคุยกันว่าที่แท้เกิดเรื่องราวใดขึ้นกันแน่?”

            ยังไม่ทันที่ต๊กม้อเต็กลามะจะกระทำเช่นไร เจ้าโอสถสายรุ้งพุ่งฝ่ามือทั้งสองออกใช้ท่าที่เก้าในวิชาดาวดึงส์นามย้ายเดือนดับตะวันผันจักรวาลเคลื่อนย้ายร่างของสองลามะขึ้นมาจากวงกลมทั้งสองวงเมื่อร่างหลุดพ้นจากหลุมแล้วสองลามะประนมมือทั้งสองขึ้นแล้วกล่าวคำขอขมาต่อเจ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนพร้อมกันว่า

            “ประสกมิทราบว่ามีนามเรียกหาว่ากระไร? อาตมาต้องขออภัยต่อประสกที่ล่วงเกินเสียมารยาทไปขอประสกได้โปรดยกโทษให้แก่อาตมาสักครั้งหนึ่งเถิด”

            เจ้าโอสถสายรุ้งเห็นดังนั้นจึงกล่าวขึ้นว่า

            “ข้าพเจ้าฉายาเจ้าโอสถสายรุ้งนามเส้าเยี๊ยะเทียนมิได้ราวีต่อยตีย่อมไม่รู้จักกันเมื่อทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้วว่าเกิดการเข้าใจผิดข้าพเจ้าขอให้ไต้ซือทั้งสองโปรดเล่าเรื่องราวโดยละเอียดให้ได้รับทราบด้วยข้าพเจ้าเองอยากทราบเช่นกันว่าไฉนพบหน้าครั้งแรกไต้ซือถึงได้เกรี้ยวกราดและลงมือโดยไม่ยอมฟังวาจาของข้าพเจ้าก่อนแม้แต่ครึ่งคำ”

            เมื่อเจ้าโอสถสายรุ้งกล่าวจบเส่าเทียนเต็กไต้ซือจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ให้แก่ทุกคนได้รับทราบว่าตัวท่านทั้งสองเดินทางมาเยี่ยมเยียนต๊กม้อเต็กลามะขณะที่เดินทางผ่านเมืองลั่วหยางได้สอบถามผู้คนเกี่ยวกับหลานศิษย์ว่าพักอยู่ที่ใด มีคนผู้หนึ่งบอกว่าเห็นต่อสู้อยู่กับสตรีชุดแดงนางหนึ่งแล้วออกเดินทางจากไปแล้ว

            หลังจากนั้นได้พบกับประสกอีกผู้หนึ่งรูปร่างผอมซูบซีดไร้เรี่ยวแรงได้บอกแก่ลามะทั้งสองว่าเห็นลามะรูปหนึ่งถูกฆ่าตายอย่างอนาถเมื่อสอบถามถึงผู้ที่ลงมือจากการบอกเล่าของประสกผู้นั้นได้แจ้งรูปพรรณสัณฐานอย่างละเอียดพร้อมทั้งแจ้งว่าคนผู้ลงมือเดินทางไปยังทิศทางใด ดังนั้นจึงได้รีบติดตามไปเมื่อพบกับเจ้าโอสถสายรุ้งคิดว่าไม่ผิดตัวอย่างแน่นอนด้วยโทสะจึงได้ลงมือทันทีโดยไม่ทันได้ไต่ถามความเป็นมาให้กระจ่างเสียก่อน

            “ม้อเต็กแล้วเจ้าทราบได้เช่นไร? ว่าอาจารย์ลุงกับอาจารย์อาอยู่บริเวณนี้ถึงได้ติดตามมาได้ถูกต้อง”

            ผู้ที่กล่าววาจาเป็นเส้าเทียนเต็กไต้ซือ ผู้เป็นอาจารย์ลุงของต๊กม้อเต็กลามะ

            “เรียนอาจารย์ลุง เรียนอาจารย์อาผู้เป็นศิษย์หลังจากต่อสู้กับสตรีอัปลักษณ์นางหนึ่งซึ่งเรียกหาตัวเองว่าอัปลักษณ์อาภรณ์แดงเซียวเหยาเซิงคาดไม่ถึงสตรีนางนี้แม้ภายนอกดูอัปลักษณ์ด้านพลังฝีมือร้ายกาจพิสดารยิ่งนักหลังจากประมือปรากฏว่าผู้เป็นศิษย์กลับสู้นางมิได้”

            “แล้วเจ้าทราบหรือไม่ว่าประสกสตรีนางนั้น เป็นคนมาจากสารทิศใด?”

            “ผู้เป็นศิษย์เองยังมิทราบว่าประสกนางนั้นเป็นคนจากสารทิศใด ขณะที่ศิษย์และจอมยุทธ์ทั้งสองท่านนี้กำลังพักผ่อนอยู่ในโรงเตี้ยมแห่งหนึ่งสตรีนางนั้นพลันเดินเข้ามาแล้วสอบถามเรื่องราวสะเปะสะปะจับใจความมิได้ผู้เป็นศิษย์เลยออกปากขับไล่ให้นางรีบไปให้พ้นหน้าสตรีนางนั้นนอกจากอัปลักษณ์แล้วภายนอกยังดูอ่อนระโหยโรยแรงก่อนที่นางจะจากไปได้เซถลาหกล้มมาด้านที่ศิษย์นั่งอยู่เมื่อนางจากไปกลับพบว่าสิ่งของบางอย่างของศิษย์ได้หายไปจากตัว จึงแน่ใจว่าเป็นนางที่ใช้วิชาพิสดารล้วงฉกเอาไปนั่นเอง”

            ต๊กม้อเต็กลามะเล่าถึงตอนนี้ เล่อต้าต้าจึงสอดคำเสริมขึ้นว่า

            “ถูกต้องหลังจากข้าพเจ้าไล่ติดตามนางไปพบว่าที่แท้นางมีฝีมือติดตัวมีความสามารถมิต่ำทรามท่านม้อเต็กต่อสู้กับนางหลายร้อยกระบวนท่าหาได้เอาชัยต่อนางได้ ข้าพเจ้ากับท่านเสิ่นซื่อสูอวี้เห็นว่าควรร่วมมือกำราบนางให้หายผยอง” 

            แล้วเสิ่นซื่อสูอวี้กล่าวต่อว่า

            “ดังนั้นข้าพเจ้ากับท่านเล่อต้าเต๋อได้ใช้อาวุธลับซัดเข้าเพื่อต้องการสยบนางเอาไว้คำนวณแล้วนางมิอาจหลุดรอดอาวุธลับสองชิ้นไปได้แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งเคยสอดมือเข้าช่วยเหลือศัตรูผู้หนึ่งของเราก่อนหน้านั้นเข้าขัดขวางและช่วยเหลือสตรีนางนั้นเอาไว้” 

            ต๊กม้อเต็กลามะรอให้เสิ่นซื่อสูอวี้กล่าวจบแล้วจึงเล่าเหตุการณ์ต่อทันทีว่า

            “หลังจากนั้นไม่นานเมื่อศิษย์กับท่านเล่อและท่านสูอวี้ฟื้นฟูพละกำลังแล้วจึงได้ออกเดินทางระหว่างทางกลับพบชายชราผอมซูบหลังค่อมผู้หนึ่งซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยฝูงชนจำนวนมากเพื่อรับฟังเรื่องราวที่ชายผู้นั้นเล่าออกจากปากชายชราผู้นั้นเล่าว่าเมื่อราวครึ่งชั่วยามเกิดการต่อสู้ขึ้นระหว่างลามะสองรูปกับหลวงจีนวัดเส้าหลินผลปรากฏว่าลามะทั้งสองถูกหลวงจีนวัดเส้าหลินฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมผู้เป็นศิษย์ทราบว่าอาจารย์ลุงกับอาจารย์อาจะเดินทางมาเยี่ยมเยียนศิษย์ทำให้รู้สึกสังหรณ์ใจดังนั้นจึงได้รีบเดินทางมาตามทิศทางที่ได้รับฟังจากชายผู้นั้นจนในที่สุดมาพบกับอาจารย์ทั้งสองอยู่ในสภาพอย่างที่เห็นเมื่อครู่”

            ต๊กม้อเต็กลามะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดออกมาแต่มิได้เล่ารายละเอียดปลีกย่อยความจริงแล้วลามะชราสองรูปหาทราบว่าหลานศิษย์ของท่านหลังจากมาอยู่แดนจงหยวนได้ก่อกรรมทำเข็ญมากมายหาได้ปฏิบัติตนตามกิจของสงฆ์แต่อย่างใดดังนั้นต๊กม้อเต็กลามะได้สั่งกำชับต่อทุกคนว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปให้อาจารย์ทั้งสองรับทราบโดยเด็ดขาด

            หลังจากสนทนากันอีกครู่ใหญ่เจ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนจึงขอตัวเดินทางส่วนลามะทั้งสามรูปกับเล่อต้าเต๋อและเสิ่นซื่อสูอวี้ต่างเดินทางกลับหมู่ตึกกระเรียนฟ้าเช่นกันแต่การกลับไปครั้งนี้คาดว่าทั้งหมดต้องถูกหลิวซุ่นกงกงเอาผิดอย่างแน่นอนฐานที่ทำงานผิดพลาดจดหมายถูกคนแย่งชิงไปได้นั่นเอง

            อีกสามวันจะถึงวันชุมนุมชาวยุทธ์ที่วัดเส้าหลิน ภายในเมืองลั่วหยางวันนี้คลาคล่ำไปด้วยเหล่าชาวยุทธ์ที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อเข้าร่วมงานชุมนุมชาวยุทธ์และต้องการทราบข่าวความคืบหน้าของมือสังหารลึกลับที่สังหารชาวยุทธ์ไปหลายรายโรงเตี้ยมในเมืองลั่วหยางจึงเป็นจุดศูนย์กลางในการเดินทางขึ้นสู่วัดเส้าหลินนั่นเอง

            บนถนนสายหนึ่งเสียงฝีเท้าม้าวิ่งเหยียบย่างกับพื้นถนนดังมาอย่างเร่งร้อนไม่นานนักอาชาพ่วงพีขบวนหนึ่งห้อตะบึงผ่านไปอย่างรวดเร็วบนหลังม้าตัวหนึ่งนั่งอยู่ด้วยบุรุษสวมชุดขาวผู้หนึ่งบนใบหน้าสวมหน้ากากปีศาจปกปิดใบหน้าเอาไว้ระหว่างเอวเหน็บขลุ่ยเงินยาวราวฟุตครึ่งด้ามหนึ่ง

            ด้านหลังติดตามด้วยดรุณีหน้าตาจิ้มลิ้มสองนางสวมชุดขาวโอบอุ้มปี่แป้ส่วนอีกนางประคองพิณหลังหนึ่งถัดมาเป็นชายฉกรรจ์สองคนหน้าตาดุดันพกพาอาวุธบนใบหน้าคาดผ้าปิดดวงตาด้านขวาไว้ทั้งสองคนต่อจากนั้นเป็นมือดีชาวยุทธจักรที่ติดตามอีกหลายคน

            เมื่อขบวนม้าเหล่านั้นควบขับผ่านไปบนเหลาสุราดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องขบวนม้าเหล่านั้นจนลับสายตาแล้วหันมากล่าวกับสามคนที่นั่งอยู่ด้านตรงข้ามว่า

            “ต้าเอ่อคา หม่าจิ้งเถาท่านทั้งสองแอบติดตามไปอย่าได้เผยพิรุธให้ถูกจับได้แล้วรีบส่งข่าวกลับมาว่าขบวนม้ากลุ่มนี้พักที่ใด? ส่วนเจ้าเฉาลู่ฟางไปสืบดูว่าขบวนของขอทานพเนจรหวงเกาฉือเดินทางผ่านเส้นทางใดแล้วรีบกลับมารายงานต่อข้าอย่าได้ชักช้า”

            คนทั้งสามเมื่อได้รับคำสั่งรีบลุกขึ้นประสานมือต่อผู้ออกคำสั่งแล้วรับคำโดยพร้อมเพรียงจากนั้นรีบแยกย้ายจากไปในทันทีคงเหลือเพียงผู้ออกคำสั่งซึ่งนั่งจิบสุราอย่างเบิกบานใจนางคือเหยาเยี่ยนผิงนั่นเองวันนี้อยู่ในชุดสีชมพูอ่อนตัดกับสีน้ำเงินครามขับเน้นให้เห็นถึงความงามอันเฉิดฉันแต่ทว่าสายตาที่มองออกไปกลับเจ้าเล่ห์เป็นยิ่งนัก

            บนโต๊ะนอกจากมีป้านสุราและกับแกล้มแล้วยังเพิ่มกระบี่ยาวเล่มหนึ่งด้ามกระบี่แกะสลักเสลาด้วยลวดลายน้ำค้างอย่างสวยงามด้ามกระบี่ห้อยพู่สีแดงสดฝักกระบี่ล้วนแกะลวดลายที่หาดูยากยิ่งไม่คิดว่าจะได้พบเห็นนับว่าเป็นกระบี่ล้ำค่าหายากเล่มหนึ่งในบู๊ลิ้ม

            ขณะที่เยี่ยนผิงกำลังเพลิดเพลินกับการดื่มสุราบนบันใดทางขึ้นเหลาสุรามีชายชราผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินขึ้นเหลามา เยี่ยนผิงชำเลืองมองดูเพียงวูบหนึ่งคิดว่าเป็นชายชราทั่วไปจึงไม่ให้ความสนใจเท่าใดนัก

            ขณะเยี่ยนผิงกำลังจะยกจอกสุราขึ้นมาดื่มหางตาเหลือบมองลงมาเบื้องล่างนางรีบวางจอกสุราลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็วพร้อมกับเพ่งมองคนผู้หนึ่งซึ่งกำลังเดินผ่านไปนอกจากนั้นยังมีบุรุษกับดรุณีอีกหนึ่งนางร่วมเดินทางด้วยเมื่อเห็นเช่นนั้นส่งเสียงออกมาเบา ๆ ว่า

            “จ่านจือ”

            ภาพที่เห็นคือจ่านจือเดินเคียงคู่กับไป่ชิงทั้งสองสนทนากันอย่างสนิทสนมไป่ชิงนางเองเห็นว่าจ่านจือคือบุรุษหนุ่มคนแรกที่นางได้รู้จักด้วยลักษณะนิสัยรวมถึงบุคลิกภาพของเขาเป็นที่พอใจของนางยิ่งนักจึงได้รู้สึกมีใจให้เขาโดยไม่รู้ตัวดังนั้นเมื่ออยู่กับจ่านจือนางจึงแสดงความสนิทสนมและให้ความสำคัญกับเขามากเป็นพิเศษ

            ด้วยอุปนิสัยของไป่ชิงนางชื่นชอบความสนุกสนานชอบเล่นซุกซนคล้ายดั่งเด็กหญิงไม่โตนางหนึ่งก่อนนั้นมีเพียงมู่เหอพี่ชายของนางเป็นเสมือนพี่ชายและเพื่อนเล่นของนางเมื่อได้พบกับจ่านจือเท่ากับเพิ่มสหายที่รู้ใจขึ้นมาอีกผู้หนึ่ง

            ภาพที่เห็นเบื้องหน้ากระตุ้นโทสะของเยี่ยนผิงให้รู้สึกโกรธขึ้นมาจ่านจือเองเขาก็เป็นบุรุษหนุ่มคนแรกที่นางฝังใจโดยไม่รู้เหตุผลที่ผ่านมานางเฝ้าสืบข่าวและหาร่องรอยของจ่านจือเมื่อได้พบกับเขาอีกครั้งแม้จะทราบว่านางกับเขายืนอยู่คนละฝ่ายแต่นางพยายามทำใจแต่เมื่อเห็นภาพเขาสนิทสนมกับสตรีอื่นต่อหน้าต่อตาด้วยอุปนิสัยของนางมีหรือจะยินยอมดังนั้นรีบวางเงินค่าอาหารแล้วคว้ากระบี่หมับวิ่งติดตามไปทันที

            เมื่อเยี่ยนผิงจากไปได้ไม่นานโต๊ะข้าง ๆ กันชายชรารูปร่างผอมซูบซีดเผยอยิ้มอย่างมีเลศนัยในมือเพิ่มกระบี่ล้ำค่ามาเล่มหนึ่งจากนั้นส่งเสียงหัวร่อในลำคอเบา ๆแล้วกล่าวกับตัวเองว่า

            “กระบี่อัคคีน้ำค้างเบาะแสเพียงหนึ่งเดียวที่จะสืบหากระบี่สุริยันและกระบี่จันทราซึ่งเป็นสุดยอดกระบี่คู่ที่ถูกกล่าวขานนอกจากจะเป็นกระบี่วิเศษแล้วยังเป็นตัวแทนของเจ้าสำนักตำหนักหมื่นเทพอีกด้วยมีเพียงข้าเฒ่าประหลาดเซียวเจียนซู่ที่ทราบเรื่องนี้ขอบคุณโกวเนี้ยน้อยนางนั้นที่มอบกระบี่ล้ำค่าเล่มนี้ต่อข้า”

            ที่แท้ชายชราที่เดินขึ้นเหลามาซึ่งเยี่ยนผิงมิได้ให้ความสนใจเป็นเฒ่าประหลาดเซียวเจียนซู่อาศัยช่วงจังหวะตอนที่นางหันมองตามจ่านจือสับเปลี่ยนกระบี่ของนางมาส่วนเยี่ยนผิงด้วยความรีบร้อนจึงมิได้สังเกตว่ากระบี่ของตนถูกคนสับเปลี่ยนไปแล้วนั่นเอง

            กระบี่อัคคีน้ำค้างเป็นของขวัญแก่เหยาเยี๊ยะเหยียนซึ่งเจ้าสำนักตำหนักหมื่นเทพลวี้ยู่เฉียนมอบให้เป็นการรับขวัญตอนที่นางให้กำเนิดเยี่ยนผิงนั่นเอง

            ครั้งนี้เมื่อเห็นว่าเยี่ยนผิงบุตรีออกผาดโผนในยุทธภพนางมารเยือกเย็นจึงได้มอบกระบี่อัคคีน้ำค้างเล่มนี้ให้เพียงบอกว่าเป็นกระบี่ล้ำค่าหายากให้นางรักษาเอาไว้ให้ดีกลับคาดไม่ถึงว่ามีคนทราบว่ากระบี่เล่มนี้มีความลับเป็นเบาะแสสำหรับสืบหากระบี่คู่สุริยันจันทราที่สาบสูญจากยุทธภพไปเนิ่นนานแล้วและยังเกี่ยวข้องกับตำแหน่งเจ้าสำนักตำหนักหมื่นเทพที่ล่มสลายไปอีกด้วย            

            เยี่ยนผิงเมื่อออกจากเหลาสุรารีบวิ่งตามจ่านจือไปติดตามมาได้ไม่ไกลมากนัก เห็นคนทั้งสามเดินอยู่เบื้องหน้านางมิรอช้าสะกิดปลายเท้าแล้วกระโดดขึ้นลงไม่กี่คราห่างอีกไม่กี่ก้าวจวนจะบรรลุถึงคนทั้งสามฉับพลันร่างสีขาวของบุรุษผู้หนึ่งกระโดดเข้าขวางหน้านางเอาไว้เสียก่อน            

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้แต่จ่านจือกับไป่ชิงและมู่เหอต่างเห็นเหตุการณ์ด้วยเช่นกันบุรุษผู้นั้นเมื่อกระโดดเข้าขวางเยี่ยนผิงแล้วสะบัดโบกพัดจีบในมือไปมาพร้อมกับกล่าววาจาออกมาว่า

            “แม่นางคือเหยาเยี่ยนผิงธิดาอันงดงามของสำนักมารสวรรค์ข้าพเจ้ายินดียิ่งนักที่ได้พบแม่นางในสถานที่แห่งนี้แม้ยังไม่เคยพบพักตร์สักคราเดียว แต่ความงามที่ร่ำลือถือว่าในโลกหล้าหาสตรีใดไหนงามเปรียบเทียบได้อันว่าดอกไม้งามย่อมคู่ควรกับภมรอันเข้มแข็งห้าวหาญเฉกเช่นหญิงงามอันดับหนึ่งในแผ่นดินย่อมคู่ควรกับบุรุษที่ดีพร้อมเช่นข้าพเจ้าแล้ว”            

            บุรุษผู้นั้นมิเพียงกล่าววาจาล่วงเกินน่ารังเกียจกิริยายังกรุ้มกริ่มกรุยกรายสายตาที่ลอดผ่านช่องหน้ากากมิเพียงแต่จับจ้องบนร่างของเหยี่ยนผิงตรง ๆบัดเดี๋ยวมองต่ำบัดเดี๋ยวมองสูงสำรวจตรวจตราเรือนร่างของนางสายตาของคนผู้นี้แทบจะมองทะลุผ่านอาภรณ์ที่สวมใส่ของนางเข้าไปถึงภายใน            

            ไป่ชิงกับมู่เหอไม่เคยพบกับเยี่ยนผิงมาก่อน แต่สองเฮียม่วยต่างมีความเห็นตรงกันว่าดรุณีนางนี้ช่างงดงามเป็นอันดับหนึ่งในแผ่นดินนับว่ามิผิดทำให้ทั้งสองสนใจใคร่ชมเหตุการณ์ต่อจึงพากันหยุดเท้าเพื่อรอชมดูว่าคนผู้นั้นจะกระทำเยี่ยงไรต่อไปอีกทางด้านจ่านจือเขามีความรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ช่างรุ่มร่ามไม่เป็นสภาพบุรุษเอาเสียเลย            

            เยี่ยนผิงเมื่อเห็นบุรุษผู้นั้นกระโดดเข้าขัดขวางแถมยังใช้วาจากับกิริยาล่วงเกินรู้สึกไม่พอใจเป็นยิ่งนักรีบยกปลายกระบี่ชี้เข้าหาบุรุษชุดขาวผู้นั้นทันทีแล้วตะคอกออกไปว่า 

            “มารดาท่านสิคู่ควร ท่านเป็นใคร? บังอาจขวางทางของข้าพเจ้า หากไม่อยากตายจงรีบหลีกทางไสหัวไปให้กับข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้”            

            บุรุษชุดขาวใช้ปลายพัดจีบเขี่ยปลายกระบี่เบา ๆ พร้อมกับกล่าววาจาต่อว่า

            “ข้าพเจ้าเป็นนายน้อยแห่งสำนักอสูรโลกันตร์นามขลุ่ยเงินคร่าวิญญาณเยิ่นหว่อถิงยินดียิ่งนักที่ได้พบแม่นางเยี่ยนผิงนี่คงเป็นบุพเพสันนิวาสโดยแท้ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลกันสุดขอบฟ้าแม้แต่ภูผามิอาจขวางกั้นชั้นฟ้าและมหาสมุทรมิอาจแยกเราจากกัน ต่อให้บุกน้ำลุยไฟไม่ว่าแม่นางเยี่ยนผิงจะอยู่สถานที่ใด? ข้าพเจ้าเยิ่นหว่อถิงจะดั้นด้นไปพบกับแม่นางในบัดดล”            

            เยิ่นหว่อถิงพรรณนาถ้อยวาจาเลี่ยนหูชวนให้อาเจียนออกมาเยี่ยนผิงร้องเพ้ยออกมาคำหนึ่งแล้วกล่าววาจาโต้ตอบกลับไปว่า

            “บุพเพสันนิวาสอันใดของท่าน? อย่าได้กล่าววาจาเหลวไหลหากในใต้หล้ามีเพียงบุรุษเยี่ยงท่านผู้เดียวมิต้องให้ท่านต้องลำบากบุกน้ำลุยไฟเพื่อดั้นด้นมาหาข้าพเจ้าสู้ข้าพเจ้าเองกระโดดลงมหาสมุทรหรือกองไฟเพื่อฆ่าตัวตายหลบหนีย่อมประเสริฐกว่ารีบกล่าวออกมาว่าท่านรู้จักชื่อข้าพเจ้าได้เยี่ยงไร?”            

            เยิ่นหว่อถิงไม่ถือสาคำพูดของเยี่ยนผิง หัวร่อในลำคอเบาๆพร้อมกับกล่าววาจาสืบต่อว่า

            “ข้าพเจ้าเยิ่นหว่อถิงย่อมเข้าใจว่าแม่นางเป็นอิสตรีย่อมขวยเขินเอียงอายเป็นธรรมดาส่วนคำถามที่ว่าข้าพเจ้ารู้จักแม่นางได้เช่นไร ขอบอกว่าเมื่อหลายวันก่อนเจ้าอสูรโลกันตร์อาจารย์ของข้าพเจ้าได้เดินทางไปยังสำนักมารสวรรค์ของแม่นางแล้วได้พบกับท่านเจ้าสำนักมารดาของแม่นาง”

            เยิ่นหว่อถิงเว้นจังหวะเล็กน้อยใช้สายตาแทะโลมเรือนร่างของเยี่ยนผิงเขาผู้นี้ส่งสายตาหวานฉ่ำผ่านช่องหน้ากากออกมาพร้อมกับกล่าวต่อว่า

            “นอกจากท่านทั้งสองจะได้พูดคุยเกี่ยวกับการชุมนุมแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านทั้งสองต่างเห็นตรงกันนั่นคือหลังจากเสร็จสิ้นงานชุมนุมชาวยุทธ์แล้วอาจารย์ของข้าพเจ้าจะเดินทางไปสู่ขอแม่นางต่อท่านเจ้าสำนักมารสวรรค์ให้กับข้าพเจ้าพอได้รับทราบความงดงามของแม่นางเพียงได้พบหน้าครั้งแรกคาดเดาได้ว่าไม่ผิดตัวอย่างแน่นอน”

            เยิ่นหว่อถิงกล่าววาจาอย่างไม่รู้สึกกระดากปากแต่อย่างใดตรงกันข้ามกับเยี่ยนผิงนางรู้สึกรังเกียจบุคคลผู้นี้อย่างที่สุดทุกคำพูดของมันฟังแล้วแทบอยากจะอาเจียนเอาของเสียออกมาเมื่อหวนนึกว่าเคยเห็นผู้ใดสวมใส่หน้ากากปีศาจแบบนี้จากที่ไหน พลันนางนึกออกว่าเคยพบพานกับคนผู้นี้เมื่อห้าปีก่อน             

            ตอนนั้นนางปลอมเป็นบุรุษคนผู้นี้สวมใส่หน้ากากไม่เคยเห็นใบหน้ามาก่อนพอนึกได้เยี่ยนผิงปรากฏรอยยิ้มขึ้นมุมปากส่วนเยิ่นหว่อถิงหาทราบว่าสตรีงดงามตรงหน้าครั้งหนึ่งมันเคยประลองบทเพลงกับบทกลอนด้วยกันแต่ยังหาผู้ชนะมิได้นั่นเอง

            หยกเหินลม/ชลชโลทร

     

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์เจ้ายุทธจักร (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 982
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    15.48M 4292
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508