ในขณะที่นางยักษ์สาวกำลังลังเล สีหน้าศิลาเปลี่ยนเป็นตึงเครียด ไม่ใช่แค่ศิลาคนเดียวที่สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง แต่พวกเขาทั้งหมดรับรู้การมาถึงของสามสิ่งมีชีวิตสุดแข็งแกร่ง ดูเหมือนสามบุคคลปริศนากำลังยืนรอเขาอยู่ด้านนอกชายป่าทำเอาศิลาถอนหายใจออกมาก่อนจะหันไปพูดกับนางยักษ์สาว
“สิ่งที่ท่านกำลังจะขอร้อง ผมทำให้ไม่ได้” ศิลามองแวบเดียวรู้ได้ทันทีว่านางยักษ์สาวตนนี้กำลังจะขอร้องเรื่องอะไร
“งั้นท่านไปจัดการธุระของท่านก่อนเถิด เรารอได้”
“จอมมาร” พระอถัยมณีเอ่ยขึ้น “ข้าขอบคุณท่านมากที่ช่วยปลอดปล่อยพวกข้า”
“พวกข้าเป็นหนี้ท่าน” สินสมุทรกล่าว
ศิลาก้มหัวเล็กน้อย “เรื่องเล็กน้อย ผมช่วยเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์เพียงเท่านั้น พวกท่านไม่ต้องคิดว่าเป็นหนี้บุญคุณอะไรทั้งนั้น แต่ถ้าหากอย่างตอบผมจริงๆช่วยอย่ามาขวางเส้นทางที่ผมเลือกเดิน ผมไม่อยากลงมือฆ่าคนที่ตัวเองเคยช่วยเหลือ”
พระอภัยมณีมองศิลาอย่างค้นหาราวกับจะมองให้ทะลุถึงจิตใจของชายหนุ่ม สิ่งที่เขาค้นพบมีเพียงความจริง ทำให้ทราบทันทีว่าหากพวกตนไปขวางทางศิลา จอมมารคนนี้ก็พร้อมจะฆ่าพวกเขาอย่างไร้เยื่อใย
“ข้าทราบแล้ว” พระอภัยมณีถอนหายใจก่อนจะพูดขึ้นต่อ “ข้าขอเตือนท่านไว้หนึ่งเรื่อง องค์ราม องค์ลักษมณ์ และพวกพาลี เป็นสมุนของมหาเทพสงคราม” ศิลาไม่แปลกใจ “ดูเหมือนท่านจะไม่แปลกใจ หรือว่ารู้อยู่ก่อนแล้ว?”
ศิลาก็พอจะเดาได้อยู่แล้วเพียงแต่ยังไม่มีอะไรมาสนับสนุนข้อสัฐนิฐานของเขาก็เท่านั้น พวกสิ่งมีชีวิตในตำนานรามเกียรติ์ล้วนปรากฎเผยโฉมออกมาเกือบจะหมด เว้นเสียแต่พระราม พระลักษมณ์ ที่ยังไม่ได้เคลื่อนไหว เหมือนกับว่ารอคำสั่งอะไรบางอย่างจากใครบางคน
“ผมแค่คาดเดา ได้คำพูดของท่านมายืนยันแบบนี้ถือว่าผมคิดถูก ขอบคุณท่านที่เตือน”
“ข้าขอให้ท่านปลอดภัย” นางยักษ์สาวกล่าวด้วยสายตาระเลียด “และหวังว่าหลังจากเสร็จธุระท่านจะทำตามสิ่งที่เรากำลังจะร้องขอ”
ฟ้าครามจิกแขนศิลาเล็บจิกจมลึก ฟันกัดแน่นเขม็นมองนางยักษ์สาวใช้สายตาประทุษร้าย เสียงฮืมๆครางอยู่ในลำคอของสาวเจ้า อยากจะบีบคอเสียให้ตายคามือหรือโบกให้ดาวดิ้นจะได้รู้สะมั่งว่าโลกนี้ก็มีของบางอย่างที่ไม่ควรแตะต้อง เพราะเธอถือคติที่ว่าเสียอะไรเสียได้ แต่จะไม่ยอมเสียศิลาให้ใคร
ศิลาส่ายศรีษะ “ขอโทษด้วย ผมบอกว่าทำให้ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเสร็จธุระแล้วผมจะกลับมาฟังคำขอของคุณ”
“ท่านรู้? ว่าเราจะขอร้องอะไร” นางยักษ์สาวไม่ทุกข์ร้อน มั่นใจว่าศิลาต้องทำตามที่ตนเองขอแน่นอน
“รู้ซิ ท่านจะทำพันธสัญญาเป็นภูติพิทักษ์ประจำตัวผม ใช่หรือไม่”
นางยักษ์ฉีกยิ้มออกมามุมปาก ดูเหมือนชายคนนี้รู้หมดทุกอย่างว่าเธอกำลังคิดอะไร
“ใช่แล้ว แต่ทำไม่ท่านถึงปฏิเสธ หากท่านต้องการพลังการที่มีข้าเป็นภูติพิทักษ์ย่อมจำเป็น ท่านจะได้พลังในการสรรค์สร้างสิ่งมีชีวิตของข้าไว้ในครอบครอง มันไม่ดีตรงไหน เหตุใดท่านจึงเลือกปฏิเสธ”
สร้างสิ่งมีชีวิต!!... ถึงว่า วงแหวนแห่งโลกอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้
“พลังของท่านเลิศล้ำมาก แต่ผมสัญญากับภูติคู่ใจของผมแล้วว่าจะมีเธอเป็นภูติพิทักษ์เพียงคนเดียว”
นางยักษ์สาวดูออกในความหมายของศิลาเขาไม่ต้องการมีหญิงสาวมาอยู่ในพันธสัญญา
หญิงสาวมองฟ้าครามสลับกับศิลา ดูเหมือนจะไม่มีที่ว่างให้ใครแทรกกลางระหว่างคนทั้งสองได้เลย และเธอดูออกว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นคนรักษาคำพูดยิ่งชีพ แววตาของนางยักษ์สาวสั่นไหวเล็กน้อย ความรู้สึกแปล๊บๆแล่นมาจุกตรงลำคอก่อนจะวิ่งเข้าที่อกข้างซ้าย เธอมารับงานเป็น SPC ก็เพื่อฆ่าเวลาและหาสิ่งใหม่เท่านั้น เงินทอง ชื่อเสียง ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการและไขว่คว้า รวมถึงชายใด เพียงแค่เธอกระดิกนิ้วมั่นใจเลยว่าหนุ่มๆจะต้องพร้อมพลีกายถวายชีพให้เธอแน่นอน เพราะเธอเป็นถึงนางแบบสาวสุดฮ๊อต เธอมั่นใจด้วยซ้ำว่าในโลกความจริงรูปร่าง หน้าตา ทรวดทรงองเอว เหนือกว่าหญิงสาวข้างกายเขาตอนนี้อย่างเทียบไม่ติด แต่เธอมองพิจารณาจากอวตารของหญิงสาวแล้วบางทีอาจจะเป็นเธอเองนี่แหละที่เทียบอีกฝ่ายไม่ติด แต่เธอก็ไม่ได้ขี้ลิ้วขี้เหล่ถึงขั้นที่ศิลาจะปฏิเสธแบบไม่คิด
ตลอดชีวิตของเธอไม่เคยถูกชายหนุ่มคนใดปฏิเสธเลยสักครั้งและนี่ถือเป็นครั้งแรกในชีวิต เธอถูกชายหนุ่มที่พึ่งรู้จักหักหารความรู้สึกดังเป๊าะ จะโทษอะไรได้เล่า พรหมลิขิต? โชคชะตาที่มาเจอเขาช้าไป หรือว่ามันคือเวรกรรม ชายหนุ่มร้อยพันเพียบพร้อมหลั่งไหลเข้ามาในชีวิต เธอดันไม่สน ไม่รู้ทำไมกับคนที่พึ่งพบหน้ายังไม่ได้พบตัวจริงด้วยซ้ำเธอกับสนใจและอยากได้เขามาไว้ในครอบครองเป็นของตนเอง หรือเพราะใจง่ายแต่คงไม่ใช่ หากเธอใจง่ายจริงป่านนี้เธอคงควงหนุ่มไม่ซ้ำหน้า ยิ่งคิดยิ่งแค้น ยิ่งคิดยิ่งทรมาน ใจเจ้ากรรมดันปล่อยให้เกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมาได้ เธอแพ้ให้หญิงสาวข้างกายเขาอย่างหมดรูปแต่มันก็แค่โลกจำลอง ในเมื่ออยากได้มาไว้ข้างกาย อยากได้มาครอบครองเธอต้องไม่ยอมแพ้ หากใช้เส้นสายของเธอการจะหาตัวเขาไม่ใช่เรื่องยากเย็น
หลังจากตกอยู่ในห้วงอารมณ์อยู่นานนางยักษ์สาวจุดรอยยิ้มกิ่มมุมปากก่อนจะพูดขึ้น “ไม่เป็นไรเราเข้าใจ และจะไม่บังคับหรือทำให้ท่านผิดคำพูดเด็ดขาด ขอให้ท่านโชคดี แต่ก่อนจะไปบอกชื่อจริงของท่านให้ทราบหน่อยจะได้ไหม”
“ได้ซิ ชื่อของผมคือศิลา ศิลา อัลไซส์” พูดจบเขาก้มหัวลาทั้งหมดก่อนจะเดินออกมาทิ้งหญิงสาวให้ยืนกึกตลึงตัวแข็งทื่อเป็นหินปูน
พวกซุนหงอคงยืนรอศิลาอยู่ห่างๆ อารมณ์ตึงเครียดเคร่งขึมแสดงออกผ่านสีหน้าและแววตาอย่างเห็นได้ชัด เพียงแค่สัมผัสถึงตัวตนอีกฝ่ายรู้ได้ทันทีเลยว่าพลังต่างกันคนละโลก
“ศิลา เอายังไงดี ข้าหวังว่าเจ้าคงจะมีแผนผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ เห็นได้ชัดว่ามันพุ้งเป้ามาที่เจ้า” ซุนหงอคงถามเสียงเครียด
“แผนการ? มีซิ”
ลิงฉีกยิ้ม เช่นเดียวกับที่เหลือเริ่มมีความหวัง
“รายละเอียดแผนเป็นแบบไหนครับจ้าวนาย” สัมพาทีเตรียมพร้อม
“ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไรมาก แผนคือ ให้ทุกคนเตรียมใจ แค่นี้”
............. ไม่มีเสียงใดเอื่อนเอ่ยออกมา เฮออ........ งามแน่งานนี้
“ไม่ต้องกังวล หากคับขันจริงๆพวกนายกลับเข้าที่สถิต ฉันจะวาร์ปกลับนคร แม้ว่าการหนีจะไม่ใช่นิสัยของฉันก็ตาม แต่ถ้าตายด้วยน้ำมือเทพสงครามคงจบเห่” ศิลาหันมายิ้มให้เจ้าหล่อน “พร้อมนะคะ”
ฟ้าครามยิ้มชื่นใบหน้าและแววตาของสาวเจ้าไม่ได้แสดงความรู้สึกหวาดกลัวหรือกังวลออกมาเลยแม้แต่น้อยมีแต่ความพร้อมเท่านั้น เธอเชื่อมั่นในคนของคนเธอ เชื่อมั่นในตัวของศิลาพอๆกับเชื่อมั่นในตัวเองหรือบางที่อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ
“แค่มีพี่อยู่ฟ้าก็พร้อมเสมอ ลุยโลดถึงไหนถึงกันบ่ยั่น”
ผสานวิญญาณ... ศิลาเอ่ยเสียงขึม ร่างของฟ้าครามแตกเป็นละอองแสงซึมหายเข้าร่างของชายหนุ่ม
“ไปกัน อย่างน้อยถือว่านี่เป็นโอกาสดี จะได้รู้ว่าลาสบอสมีพลังอะไร แข็งแกร่งขนาดไหน” ศิลาออกนำหน้า ตามหลังมาด้วยน้องเล็กสดายุ สัมพาที ภุชคินทร์และซุนหงอคงที่คอยระวังหลัง
ออกมาพ้นชายป่าเห็นสามบุรุษในชุดนักรบซามูไรสีแดงเลือดปนดำยืนรอด้วยท่าทางมั่นใจ ศิลาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าทิ้งระยะห่างเจ็ดวา คือระยะที่เขาพอจะดิ้นรนขัดขืนเอาตัวรอดได้หากอีกฝ่ายชิงลงมือทำอะไร
“ดูเหมือนพวกคุณจะมีธุระกับผม แต่โทษที วันนี้ผมไม่รับแขก กรุณามาวันหลังหรือติดต่อคอลเซนต์เตอร์เพื่อนัดร่วงหน้า”
ชายหนุ่มผมสีทองใบหน้านิ่งเรียบ แววตาสงบเยือกเย็น เอวทั้งสองเหน็บดาบคาตานะเอาไว้ เขายืนอยู่ตรงกลางมองหน้าเพื่อนของตนก่อนจะเดินออกมาด้านหน้าเล็กน้อย
“ข้าคืออาบาไน บุตรแห่งมหาเทพสงคราม ไดอาโบ ส่วนนี่ เวน่อมและเดม่อน สอง องครักษ์”
ชายหนุ่มใบหน้าดุร้าย เหมือนโกรธโมโหตลอดเวลานามเดม่อนเชิดหน้าเล็กน้อยเมื่ออาบาไนแนะนำ ชายหนุ่มด้านซ้ายมือคือเวน่อมผู้มีใบหน้าหล่อเหลาข้างเอวมีแซ่ม้วนเหน็บติดไว้
“โทษที ผมไม่ได้อยากรู้จักพวกคุณ” ศิลากล่าวไม่ยีหระ ทว่าในใจกลับครุ่นคิด บุรุษทั้งสามตรงหน้าเขาไม่ว่าจะมองยังไงมันก็ช่างคล้ายกับผู้เล่นเสียเหลือเกิน ไม่เหมือนกับเทพอสูรที่เขาเคยพบมา อาจจะเพราะพวกนี้มีรูปร่างเหมือนคนปกติดูไม่น่าเกรงขามมีไว้เพื่อทำให้ศัตรูตายใจ
เดม่อนชี้ตรงข้อมือศิลา “วันนี้พวกข้ามาขอรับดวงใจภูติและเศษวิญญาณแห่งธรรมชาติ รวมถึงวงแหวนโลกาที่เจ้าครอบครองอยู่ หากมอบให้แต่โดยดีจะไม่มีการฆ่าฟันเกิดขึ้น”
“อย่างที่เดม่อนกล่าว” เวน่อมเสริม “ข้ามองปาดเดียวก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนโง่ที่ไม่รู้ถึงความแต่งต่าง”
“วันนี้พวกคุณมารับไอเทมที่ผมมี วันหน้าคงมารับชีวิตของผมซิท่า”
อาบาไนฉีกยิ้ม คิดไว้แล้วว่าจอมมารคนนี้คงดูออกว่าพวกตนมีเป้าหมายคือการฆ่าเขา เพียงแต่ตอนนี้พวกเขายังลงมือไม่ได้ ไม่รู้ว่าไอเทมที่เห็นตรงหน้าเป็นของจริงหรือของปลอม กับชายแสนเจ้าเล่ห์ด้วยแล้วพวกเขาจำต้องรอบครอบเอาไว้ให้มาก
“ตามนั้น พวกข้าจะให้เวลาเจ้าเตรียมตัวสามเดือน หลังจากนั้นกองทัพเทพสงครามจะเริ่มกวาดล้างพวกมนุษย์ต่างโลก”
“อ่าว!? แล้วทำไมไม่ลงมือตั้งแต่ตอนนี้เลยล่ะ ทำไมต้องสามเดือน ผมไม่คิดว่าพวกคุณจะใจดีให้เวลานานขนาดนั้น หากให้เดา พวกคุณคงรอเวลาที่พระจันทร์ พระอาทิตย์ และโลกโคจรมาทับซ้อนกัน วันที่จะเกิดสุริยคราส เพื่อจะใช้ของทั้งสามหลอมรวมเข้ากับร่างกายจุติเป็นมหาเทพแห่งการสร้างและทำลาย เทพแห่งจุดเริ่มต้นและจุดจบ”
ชายหนุ่มทั้งสามแปลกใจเล็กน้อยไม่คิดว่าศิลาจะรู้รายละเอียดมากขนาดนี้ ซ้ำยังรู้ถึงตัวตนที่สมบูรณ์แบบที่สุดอีกด้วย
เดม่อนหยิบหอกสพายไว้ที่หลังมากระชับมือพร้อมกับพูดขึ้น “อาบาไน ชายคนนี้อันตราย หากไม่รีบกำตัดเสียตอนนี้วันข้างหน้าอาจไม่มีโอกาส”
ศิลายิ้ม ชี้ทางผู้พูด “ที่สหายของคุณพูดฟังดูไม่เลว มีเหตุมีผลดี ผมว่าคุณควรฟังและทำตามนะ”
“ฮึ...!” อาบาไนครางในลำคอ “การจะลงมือสังหารท่านในเวลานี้ง่ายดายเสียเหลือเกิน เพียงทว่าท่านพ่อของข้าอยากใช้การตายของท่านเป็นการเปิดม่านต้อนรับการจุติเป็นมหาเทพและเปิดฉากสงครามกวาดล้าง”
“ทำไมต้องเป็นผม” ศิลาแกล้งถามแม้ว่าจะรู้สิ่งที่แอบแฝงแล้สก็ตาม
ทราบกันดีศิลาคือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้เล่นด้วยกัน และถ้าหากเขาถูกไดอาโบที่กลายเป็นตัวตนที่สมบูรณ์ฆ่าลงอย่างง่ายดาย บรรดาผู้เล่นคงขวัญกระเจิงพอสมควรหรือบางทีคงหมดใจที่จะสู้ เรียกว่าเป็นแผนทำลายจิตใจดีๆนี่เอง
“เพราะท่านแข็งแกร่งที่สุดในบรรดามนุษย์ต่างโลก”
เป็นอย่างที่เขาคิด
ตอนนั้นเองเสียงเย็นชาสงบราบเรียบของชายหนุ่มดังขึ้นในอากาศธาตุ “สวัสดี บัลลังก์มารสูงสุด มารแห่งการสูญสิ้น ศิลา ยินดีที่ได้รู้จัก”
ศิลาเริ่มไม่ค่อยสบอารมณ์ การกระทำของพวกมันเหมือนจะดูถูกเขามากเกิน นึกจะโผล่มาก็โผล่ มองเขาเป็นเพียงลูกไก่ตัวหนึ่งที่ไม่ต้องให้ความสนใจ คิดอยากจะทำอะไรก็ทำ จะพูดอะไรก็พูด ซ้ำยังไม่สนใจสิ่งที่เขาพูด คนประเภทนี้เขาเกลียจเป็นที่สุด
“เฮอ.. ยินดงยินดีที่ได้รู้จงรู้จักอะไรของแก แกเป็นใครฉันไม่ยักจะจำได้ หน้าตาเป็นแบบไหนก็ไม่เคยเห็นชื่อแกฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ยังมีหน้า อ่อไม่ใช่ซิ ยังมีเสียงมาบอกยินดีที่ได้รู้จักอีก ขี้ตู่เบ้เบ๊”
ขี้ตู่เบ้เบ๊? “ขี้ตู่เบ้เบ๊ที่เจ้าว่ามันคืออะไร” น้ำเสียงเย็นชาเริ่มขุ่นมัว
เจ้าของเสียงนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากจ้าวนายของบุรุษทั้งสามตรงหน้าเขา สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือพยายามล่อให้ตัวบอสใหญ่ออกมาเผชิญหน้ากับเขาเพื่อที่จะได้รับรู้ถึงพลังอีกฝ่าย
“อยากรู้ก็ออกมาคุยกันเองเด่ มาม๊ะคนดี”
ฮึมมม... เจ้าของเสียงครางในลำคอ “อาบาไน เดม่อน เวน่อม จับตัวมันกลับมาที่พาราไดร์ ข้ารออยู่ที่ตำหนักนิรนาม”
ครับท่านมหาเทพ/ครับท่านพ่อ
เวรล่ะ!!.. ดูเหมือนจะซวย
“ข้าว่างานเข้าและล่ะ” ลิงว่า
“จ้าวนายเนี่ยเห็นเคร่งขึมแบบนี้แต่ยั่วอ้อนเอาเรื่องเลยนะครับ” สัมพาทีผสมพร้อมตั้งทาเตรียมรับมือ
อานาไนยกมือขวาขึ้นห้ามเพื่อนของตนไม่ให้ทำอะไรก่อนจะชี้หน้าศิลาพร้อมกับพูดขึ้นว่า “เจ้ากับข้า ตัวต่อตัว ไม่มีการสอดมือ ตกลงไหม”
ศิลาไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธการต่อสู้ตัวต่อตัวย่อมดีกว่าให้อีกสองคนที่เหลือเข้ามาร่วมวงสู้ด้วย อีกอย่างพวกซุนหงอคงจะได้กลับเข้าที่สถิตเตรียมพร้อมหลบหนีทุกเมื่อ
“ผมจะแน่ใจได้ยังว่าสองคนนั่นจะไม่สอดมือเข้ามายุ้ง”
เวน่อมหัวเราะลั่นออกมาก่อนจะพูดขึ้น “พวกข้าสัญญา ด้วยเกียรติของนายเหนือหัวแห่งพวกข้า พวกข้าจะไม่ทำให้ชื่อของมหาเทพแห่งสงคราม ไดอาโบ ต้องแปดเปื้อน”
“อีกอย่าง” เดม่อนกล่าวขึ้นต่อด้วยรอยยิ้มเชิดฉัน “อาบาไนถือว่าเก่งที่สุด ลำพังแค่เจ้าไม่จำเป็นต้องให้พวกข้าสอดมือหรือทำอะไรทั้งนั้น บางทีนอนยังไม่ตื่นเจ้าเจ้าคงถูกอาบาไนจัดการเสร็จสิ้น”
โอ่ววว.....จะเทพอะไรกันขนาดนั้น
“ได้ คุณกับผม แต่ผมข้อสู้ในร่างนี้ ถือสะว่าต่อให้จอมมารผู้ต่ำต้อยสักหน่อยก็แล้วกัน”
“ไม่มีปัญหา แต่มีข้อแม้”
“ข้อแม้?...”
“ใช่ข้อแม้ หากเจ้าแพ้จะต้องส่งมองไอเทมนั่นมา ข้อสองตามไปกับข้าแต่โดยดี ข้อสาม พยายามอย่าเสร็จข้าภายในสามนาที”
นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้โดนดูถูกแบบนี้ อารมณ์ของการถูกเหยียดหยามที่เกือบจะหลงลืมไปกลับเข้ามาทักทายอีกครั้ง
“งั้นคุณก็อย่าเร่งเครื่องและกัน ถ้าแบบนั้นเป็นวันผมยังไหว”
ฮึม... “เผอิญว่าข้าเป็นพวกชอบเร่งเครื่อง”
พวกซุนหงอคงรีบกลายเป็นดวงแสงกลับเข้าที่สถิตด้วยความรวดเร็ว ตอนนั้นเอง ไวกว่าที่คิด ร่างของศิลาถูกอะไรบางอย่างกระแทกลอยกระเด็นถอยหลังด้วยความรวดเร็วยิ่งกว่าดาวตก เสี้ยววินาทีกระแทกกับเขตแดนเป็นโดมแสงสีทองเหลื่อมพาย
“พี่ศิ!!!...” ฟ้าครามตื่นตระหนกถึงขีดสุด ร้อนรนอย่างที่ไม่เคยเป็นมา เพียงแค่พริบตาพลังชีวิตของศิลาลดลงมากถึง 40%
ศิลากระแทกม่านจนร่างกายบิดงองุ้มน่าสยดสยอง สีหน้าของชายหนุ่มเบ้เหย่เกอย่างที่ไม่เคยแสดงออกมา เขาพยายามกลั้นเสียงร้องกลืนความเจ็บปวดลงคอ เพื่อไม่ให้ฟ้าครามที่อยู่ในร่างกังวลใจ มิเช่นนั้นการผสานวิญญาณจะเกิดความไม่เสถียร
“อ๊อก” เสียงร้องเบาๆหลุดออกมาจากลำคอของชายหนุ่มก่อนที่เขาจะอวกออกมาเป็นเลือดสีแดงสด