Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    สงครามตะวันจันทรา : เทพสงคราม

                ในขณะที่นางยักษ์สาวกำลังลังเล    สีหน้าศิลาเปลี่ยนเป็นตึงเครียด    ไม่ใช่แค่ศิลาคนเดียวที่สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง  แต่พวกเขาทั้งหมดรับรู้การมาถึงของสามสิ่งมีชีวิตสุดแข็งแกร่ง    ดูเหมือนสามบุคคลปริศนากำลังยืนรอเขาอยู่ด้านนอกชายป่าทำเอาศิลาถอนหายใจออกมาก่อนจะหันไปพูดกับนางยักษ์สาว

                “สิ่งที่ท่านกำลังจะขอร้อง   ผมทำให้ไม่ได้”  ศิลามองแวบเดียวรู้ได้ทันทีว่านางยักษ์สาวตนนี้กำลังจะขอร้องเรื่องอะไร

                “งั้นท่านไปจัดการธุระของท่านก่อนเถิด  เรารอได้”  

                “จอมมาร”  พระอถัยมณีเอ่ยขึ้น  “ข้าขอบคุณท่านมากที่ช่วยปลอดปล่อยพวกข้า”

                “พวกข้าเป็นหนี้ท่าน”  สินสมุทรกล่าว

                ศิลาก้มหัวเล็กน้อย  “เรื่องเล็กน้อย   ผมช่วยเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์เพียงเท่านั้น   พวกท่านไม่ต้องคิดว่าเป็นหนี้บุญคุณอะไรทั้งนั้น   แต่ถ้าหากอย่างตอบผมจริงๆช่วยอย่ามาขวางเส้นทางที่ผมเลือกเดิน   ผมไม่อยากลงมือฆ่าคนที่ตัวเองเคยช่วยเหลือ”

                พระอภัยมณีมองศิลาอย่างค้นหาราวกับจะมองให้ทะลุถึงจิตใจของชายหนุ่ม    สิ่งที่เขาค้นพบมีเพียงความจริง   ทำให้ทราบทันทีว่าหากพวกตนไปขวางทางศิลา   จอมมารคนนี้ก็พร้อมจะฆ่าพวกเขาอย่างไร้เยื่อใย

                “ข้าทราบแล้ว”  พระอภัยมณีถอนหายใจก่อนจะพูดขึ้นต่อ  “ข้าขอเตือนท่านไว้หนึ่งเรื่อง   องค์ราม   องค์ลักษมณ์   และพวกพาลี  เป็นสมุนของมหาเทพสงคราม”   ศิลาไม่แปลกใจ  “ดูเหมือนท่านจะไม่แปลกใจ   หรือว่ารู้อยู่ก่อนแล้ว?”

                ศิลาก็พอจะเดาได้อยู่แล้วเพียงแต่ยังไม่มีอะไรมาสนับสนุนข้อสัฐนิฐานของเขาก็เท่านั้น     พวกสิ่งมีชีวิตในตำนานรามเกียรติ์ล้วนปรากฎเผยโฉมออกมาเกือบจะหมด   เว้นเสียแต่พระราม   พระลักษมณ์   ที่ยังไม่ได้เคลื่อนไหว   เหมือนกับว่ารอคำสั่งอะไรบางอย่างจากใครบางคน   

                “ผมแค่คาดเดา    ได้คำพูดของท่านมายืนยันแบบนี้ถือว่าผมคิดถูก   ขอบคุณท่านที่เตือน”

                “ข้าขอให้ท่านปลอดภัย”  นางยักษ์สาวกล่าวด้วยสายตาระเลียด  “และหวังว่าหลังจากเสร็จธุระท่านจะทำตามสิ่งที่เรากำลังจะร้องขอ”

                 ฟ้าครามจิกแขนศิลาเล็บจิกจมลึก   ฟันกัดแน่นเขม็นมองนางยักษ์สาวใช้สายตาประทุษร้าย    เสียงฮืมๆครางอยู่ในลำคอของสาวเจ้า    อยากจะบีบคอเสียให้ตายคามือหรือโบกให้ดาวดิ้นจะได้รู้สะมั่งว่าโลกนี้ก็มีของบางอย่างที่ไม่ควรแตะต้อง   เพราะเธอถือคติที่ว่าเสียอะไรเสียได้   แต่จะไม่ยอมเสียศิลาให้ใคร

                 ศิลาส่ายศรีษะ  “ขอโทษด้วย   ผมบอกว่าทำให้ไม่ได้  ไม่ใช่ว่าเสร็จธุระแล้วผมจะกลับมาฟังคำขอของคุณ”

                “ท่านรู้?   ว่าเราจะขอร้องอะไร”  นางยักษ์สาวไม่ทุกข์ร้อน   มั่นใจว่าศิลาต้องทำตามที่ตนเองขอแน่นอน

                “รู้ซิ   ท่านจะทำพันธสัญญาเป็นภูติพิทักษ์ประจำตัวผม   ใช่หรือไม่”

                นางยักษ์ฉีกยิ้มออกมามุมปาก   ดูเหมือนชายคนนี้รู้หมดทุกอย่างว่าเธอกำลังคิดอะไร  

                “ใช่แล้ว   แต่ทำไม่ท่านถึงปฏิเสธ   หากท่านต้องการพลังการที่มีข้าเป็นภูติพิทักษ์ย่อมจำเป็น   ท่านจะได้พลังในการสรรค์สร้างสิ่งมีชีวิตของข้าไว้ในครอบครอง   มันไม่ดีตรงไหน   เหตุใดท่านจึงเลือกปฏิเสธ”

                 สร้างสิ่งมีชีวิต!!...      ถึงว่า    วงแหวนแห่งโลกอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้    

                “พลังของท่านเลิศล้ำมาก   แต่ผมสัญญากับภูติคู่ใจของผมแล้วว่าจะมีเธอเป็นภูติพิทักษ์เพียงคนเดียว” 

                 นางยักษ์สาวดูออกในความหมายของศิลาเขาไม่ต้องการมีหญิงสาวมาอยู่ในพันธสัญญา    

                หญิงสาวมองฟ้าครามสลับกับศิลา   ดูเหมือนจะไม่มีที่ว่างให้ใครแทรกกลางระหว่างคนทั้งสองได้เลย    และเธอดูออกว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นคนรักษาคำพูดยิ่งชีพ      แววตาของนางยักษ์สาวสั่นไหวเล็กน้อย   ความรู้สึกแปล๊บๆแล่นมาจุกตรงลำคอก่อนจะวิ่งเข้าที่อกข้างซ้าย        เธอมารับงานเป็น SPC ก็เพื่อฆ่าเวลาและหาสิ่งใหม่เท่านั้น   เงินทอง   ชื่อเสียง   ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการและไขว่คว้า   รวมถึงชายใด   เพียงแค่เธอกระดิกนิ้วมั่นใจเลยว่าหนุ่มๆจะต้องพร้อมพลีกายถวายชีพให้เธอแน่นอน   เพราะเธอเป็นถึงนางแบบสาวสุดฮ๊อต   เธอมั่นใจด้วยซ้ำว่าในโลกความจริงรูปร่าง  หน้าตา   ทรวดทรงองเอว   เหนือกว่าหญิงสาวข้างกายเขาตอนนี้อย่างเทียบไม่ติด   แต่เธอมองพิจารณาจากอวตารของหญิงสาวแล้วบางทีอาจจะเป็นเธอเองนี่แหละที่เทียบอีกฝ่ายไม่ติด   แต่เธอก็ไม่ได้ขี้ลิ้วขี้เหล่ถึงขั้นที่ศิลาจะปฏิเสธแบบไม่คิด     

                ตลอดชีวิตของเธอไม่เคยถูกชายหนุ่มคนใดปฏิเสธเลยสักครั้งและนี่ถือเป็นครั้งแรกในชีวิต    เธอถูกชายหนุ่มที่พึ่งรู้จักหักหารความรู้สึกดังเป๊าะ     จะโทษอะไรได้เล่า   พรหมลิขิต?   โชคชะตาที่มาเจอเขาช้าไป   หรือว่ามันคือเวรกรรม    ชายหนุ่มร้อยพันเพียบพร้อมหลั่งไหลเข้ามาในชีวิต   เธอดันไม่สน   ไม่รู้ทำไมกับคนที่พึ่งพบหน้ายังไม่ได้พบตัวจริงด้วยซ้ำเธอกับสนใจและอยากได้เขามาไว้ในครอบครองเป็นของตนเอง   หรือเพราะใจง่ายแต่คงไม่ใช่   หากเธอใจง่ายจริงป่านนี้เธอคงควงหนุ่มไม่ซ้ำหน้า   ยิ่งคิดยิ่งแค้น   ยิ่งคิดยิ่งทรมาน   ใจเจ้ากรรมดันปล่อยให้เกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมาได้    เธอแพ้ให้หญิงสาวข้างกายเขาอย่างหมดรูปแต่มันก็แค่โลกจำลอง    ในเมื่ออยากได้มาไว้ข้างกาย   อยากได้มาครอบครองเธอต้องไม่ยอมแพ้    หากใช้เส้นสายของเธอการจะหาตัวเขาไม่ใช่เรื่องยากเย็น

                 หลังจากตกอยู่ในห้วงอารมณ์อยู่นานนางยักษ์สาวจุดรอยยิ้มกิ่มมุมปากก่อนจะพูดขึ้น     “ไม่เป็นไรเราเข้าใจ   และจะไม่บังคับหรือทำให้ท่านผิดคำพูดเด็ดขาด  ขอให้ท่านโชคดี   แต่ก่อนจะไปบอกชื่อจริงของท่านให้ทราบหน่อยจะได้ไหม”

                “ได้ซิ   ชื่อของผมคือศิลา   ศิลา  อัลไซส์”   พูดจบเขาก้มหัวลาทั้งหมดก่อนจะเดินออกมาทิ้งหญิงสาวให้ยืนกึกตลึงตัวแข็งทื่อเป็นหินปูน

                พวกซุนหงอคงยืนรอศิลาอยู่ห่างๆ   อารมณ์ตึงเครียดเคร่งขึมแสดงออกผ่านสีหน้าและแววตาอย่างเห็นได้ชัด    เพียงแค่สัมผัสถึงตัวตนอีกฝ่ายรู้ได้ทันทีเลยว่าพลังต่างกันคนละโลก

                “ศิลา   เอายังไงดี   ข้าหวังว่าเจ้าคงจะมีแผนผ่านสถานการณ์นี้ไปได้   เห็นได้ชัดว่ามันพุ้งเป้ามาที่เจ้า”  ซุนหงอคงถามเสียงเครียด   

                “แผนการ?   มีซิ”

                ลิงฉีกยิ้ม    เช่นเดียวกับที่เหลือเริ่มมีความหวัง

                 “รายละเอียดแผนเป็นแบบไหนครับจ้าวนาย”  สัมพาทีเตรียมพร้อม

                 “ง่ายๆ   ไม่ซับซ้อนอะไรมาก   แผนคือ  ให้ทุกคนเตรียมใจ  แค่นี้”

                 .............                      ไม่มีเสียงใดเอื่อนเอ่ยออกมา              เฮออ........    งามแน่งานนี้

                “ไม่ต้องกังวล   หากคับขันจริงๆพวกนายกลับเข้าที่สถิต   ฉันจะวาร์ปกลับนคร แม้ว่าการหนีจะไม่ใช่นิสัยของฉันก็ตาม   แต่ถ้าตายด้วยน้ำมือเทพสงครามคงจบเห่”   ศิลาหันมายิ้มให้เจ้าหล่อน  “พร้อมนะคะ”

                ฟ้าครามยิ้มชื่นใบหน้าและแววตาของสาวเจ้าไม่ได้แสดงความรู้สึกหวาดกลัวหรือกังวลออกมาเลยแม้แต่น้อยมีแต่ความพร้อมเท่านั้น   เธอเชื่อมั่นในคนของคนเธอ   เชื่อมั่นในตัวของศิลาพอๆกับเชื่อมั่นในตัวเองหรือบางที่อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

                “แค่มีพี่อยู่ฟ้าก็พร้อมเสมอ   ลุยโลดถึงไหนถึงกันบ่ยั่น”

                ผสานวิญญาณ...         ศิลาเอ่ยเสียงขึม    ร่างของฟ้าครามแตกเป็นละอองแสงซึมหายเข้าร่างของชายหนุ่ม

               “ไปกัน   อย่างน้อยถือว่านี่เป็นโอกาสดี   จะได้รู้ว่าลาสบอสมีพลังอะไร  แข็งแกร่งขนาดไหน”  ศิลาออกนำหน้า    ตามหลังมาด้วยน้องเล็กสดายุ  สัมพาที  ภุชคินทร์และซุนหงอคงที่คอยระวังหลัง

                ออกมาพ้นชายป่าเห็นสามบุรุษในชุดนักรบซามูไรสีแดงเลือดปนดำยืนรอด้วยท่าทางมั่นใจ       ศิลาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าทิ้งระยะห่างเจ็ดวา    คือระยะที่เขาพอจะดิ้นรนขัดขืนเอาตัวรอดได้หากอีกฝ่ายชิงลงมือทำอะไร

               “ดูเหมือนพวกคุณจะมีธุระกับผม   แต่โทษที   วันนี้ผมไม่รับแขก  กรุณามาวันหลังหรือติดต่อคอลเซนต์เตอร์เพื่อนัดร่วงหน้า”

                ชายหนุ่มผมสีทองใบหน้านิ่งเรียบ  แววตาสงบเยือกเย็น   เอวทั้งสองเหน็บดาบคาตานะเอาไว้    เขายืนอยู่ตรงกลางมองหน้าเพื่อนของตนก่อนจะเดินออกมาด้านหน้าเล็กน้อย

               “ข้าคืออาบาไน  บุตรแห่งมหาเทพสงคราม  ไดอาโบ   ส่วนนี่   เวน่อมและเดม่อน   สอง องครักษ์”

               ชายหนุ่มใบหน้าดุร้าย   เหมือนโกรธโมโหตลอดเวลานามเดม่อนเชิดหน้าเล็กน้อยเมื่ออาบาไนแนะนำ   ชายหนุ่มด้านซ้ายมือคือเวน่อมผู้มีใบหน้าหล่อเหลาข้างเอวมีแซ่ม้วนเหน็บติดไว้    

               “โทษที   ผมไม่ได้อยากรู้จักพวกคุณ”  ศิลากล่าวไม่ยีหระ   ทว่าในใจกลับครุ่นคิด   บุรุษทั้งสามตรงหน้าเขาไม่ว่าจะมองยังไงมันก็ช่างคล้ายกับผู้เล่นเสียเหลือเกิน    ไม่เหมือนกับเทพอสูรที่เขาเคยพบมา   อาจจะเพราะพวกนี้มีรูปร่างเหมือนคนปกติดูไม่น่าเกรงขามมีไว้เพื่อทำให้ศัตรูตายใจ   

                เดม่อนชี้ตรงข้อมือศิลา  “วันนี้พวกข้ามาขอรับดวงใจภูติและเศษวิญญาณแห่งธรรมชาติ   รวมถึงวงแหวนโลกาที่เจ้าครอบครองอยู่   หากมอบให้แต่โดยดีจะไม่มีการฆ่าฟันเกิดขึ้น”

                “อย่างที่เดม่อนกล่าว”  เวน่อมเสริม  “ข้ามองปาดเดียวก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนโง่ที่ไม่รู้ถึงความแต่งต่าง”

                “วันนี้พวกคุณมารับไอเทมที่ผมมี   วันหน้าคงมารับชีวิตของผมซิท่า”

                 อาบาไนฉีกยิ้ม  คิดไว้แล้วว่าจอมมารคนนี้คงดูออกว่าพวกตนมีเป้าหมายคือการฆ่าเขา    เพียงแต่ตอนนี้พวกเขายังลงมือไม่ได้   ไม่รู้ว่าไอเทมที่เห็นตรงหน้าเป็นของจริงหรือของปลอม   กับชายแสนเจ้าเล่ห์ด้วยแล้วพวกเขาจำต้องรอบครอบเอาไว้ให้มาก

                “ตามนั้น    พวกข้าจะให้เวลาเจ้าเตรียมตัวสามเดือน   หลังจากนั้นกองทัพเทพสงครามจะเริ่มกวาดล้างพวกมนุษย์ต่างโลก” 

                “อ่าว!?   แล้วทำไมไม่ลงมือตั้งแต่ตอนนี้เลยล่ะ  ทำไมต้องสามเดือน  ผมไม่คิดว่าพวกคุณจะใจดีให้เวลานานขนาดนั้น   หากให้เดา   พวกคุณคงรอเวลาที่พระจันทร์  พระอาทิตย์  และโลกโคจรมาทับซ้อนกัน   วันที่จะเกิดสุริยคราส   เพื่อจะใช้ของทั้งสามหลอมรวมเข้ากับร่างกายจุติเป็นมหาเทพแห่งการสร้างและทำลาย   เทพแห่งจุดเริ่มต้นและจุดจบ”

                 ชายหนุ่มทั้งสามแปลกใจเล็กน้อยไม่คิดว่าศิลาจะรู้รายละเอียดมากขนาดนี้   ซ้ำยังรู้ถึงตัวตนที่สมบูรณ์แบบที่สุดอีกด้วย

                 เดม่อนหยิบหอกสพายไว้ที่หลังมากระชับมือพร้อมกับพูดขึ้น  “อาบาไน   ชายคนนี้อันตราย   หากไม่รีบกำตัดเสียตอนนี้วันข้างหน้าอาจไม่มีโอกาส”

                 ศิลายิ้ม   ชี้ทางผู้พูด  “ที่สหายของคุณพูดฟังดูไม่เลว  มีเหตุมีผลดี   ผมว่าคุณควรฟังและทำตามนะ”

                “ฮึ...!”  อาบาไนครางในลำคอ    “การจะลงมือสังหารท่านในเวลานี้ง่ายดายเสียเหลือเกิน   เพียงทว่าท่านพ่อของข้าอยากใช้การตายของท่านเป็นการเปิดม่านต้อนรับการจุติเป็นมหาเทพและเปิดฉากสงครามกวาดล้าง”

                 “ทำไมต้องเป็นผม”  ศิลาแกล้งถามแม้ว่าจะรู้สิ่งที่แอบแฝงแล้สก็ตาม     

                 ทราบกันดีศิลาคือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้เล่นด้วยกัน     และถ้าหากเขาถูกไดอาโบที่กลายเป็นตัวตนที่สมบูรณ์ฆ่าลงอย่างง่ายดาย   บรรดาผู้เล่นคงขวัญกระเจิงพอสมควรหรือบางทีคงหมดใจที่จะสู้    เรียกว่าเป็นแผนทำลายจิตใจดีๆนี่เอง

                 “เพราะท่านแข็งแกร่งที่สุดในบรรดามนุษย์ต่างโลก”

                 เป็นอย่างที่เขาคิด  

                ตอนนั้นเองเสียงเย็นชาสงบราบเรียบของชายหนุ่มดังขึ้นในอากาศธาตุ  “สวัสดี  บัลลังก์มารสูงสุด   มารแห่งการสูญสิ้น  ศิลา   ยินดีที่ได้รู้จัก”

                ศิลาเริ่มไม่ค่อยสบอารมณ์    การกระทำของพวกมันเหมือนจะดูถูกเขามากเกิน   นึกจะโผล่มาก็โผล่   มองเขาเป็นเพียงลูกไก่ตัวหนึ่งที่ไม่ต้องให้ความสนใจ   คิดอยากจะทำอะไรก็ทำ  จะพูดอะไรก็พูด   ซ้ำยังไม่สนใจสิ่งที่เขาพูด   คนประเภทนี้เขาเกลียจเป็นที่สุด

                “เฮอ..   ยินดงยินดีที่ได้รู้จงรู้จักอะไรของแก   แกเป็นใครฉันไม่ยักจะจำได้   หน้าตาเป็นแบบไหนก็ไม่เคยเห็นชื่อแกฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำ   ยังมีหน้า  อ่อไม่ใช่ซิ  ยังมีเสียงมาบอกยินดีที่ได้รู้จักอีก  ขี้ตู่เบ้เบ๊”

                ขี้ตู่เบ้เบ๊?   “ขี้ตู่เบ้เบ๊ที่เจ้าว่ามันคืออะไร”  น้ำเสียงเย็นชาเริ่มขุ่นมัว

                 เจ้าของเสียงนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากจ้าวนายของบุรุษทั้งสามตรงหน้าเขา     สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือพยายามล่อให้ตัวบอสใหญ่ออกมาเผชิญหน้ากับเขาเพื่อที่จะได้รับรู้ถึงพลังอีกฝ่าย

                “อยากรู้ก็ออกมาคุยกันเองเด่  มาม๊ะคนดี”  

                ฮึมมม...    เจ้าของเสียงครางในลำคอ  “อาบาไน  เดม่อน  เวน่อม   จับตัวมันกลับมาที่พาราไดร์   ข้ารออยู่ที่ตำหนักนิรนาม”

                ครับท่านมหาเทพ/ครับท่านพ่อ

                เวรล่ะ!!..  ดูเหมือนจะซวย

                “ข้าว่างานเข้าและล่ะ”  ลิงว่า

                “จ้าวนายเนี่ยเห็นเคร่งขึมแบบนี้แต่ยั่วอ้อนเอาเรื่องเลยนะครับ”  สัมพาทีผสมพร้อมตั้งทาเตรียมรับมือ

                อานาไนยกมือขวาขึ้นห้ามเพื่อนของตนไม่ให้ทำอะไรก่อนจะชี้หน้าศิลาพร้อมกับพูดขึ้นว่า  “เจ้ากับข้า   ตัวต่อตัว   ไม่มีการสอดมือ   ตกลงไหม”

                ศิลาไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธการต่อสู้ตัวต่อตัวย่อมดีกว่าให้อีกสองคนที่เหลือเข้ามาร่วมวงสู้ด้วย   อีกอย่างพวกซุนหงอคงจะได้กลับเข้าที่สถิตเตรียมพร้อมหลบหนีทุกเมื่อ

                “ผมจะแน่ใจได้ยังว่าสองคนนั่นจะไม่สอดมือเข้ามายุ้ง”

                เวน่อมหัวเราะลั่นออกมาก่อนจะพูดขึ้น  “พวกข้าสัญญา   ด้วยเกียรติของนายเหนือหัวแห่งพวกข้า    พวกข้าจะไม่ทำให้ชื่อของมหาเทพแห่งสงคราม  ไดอาโบ  ต้องแปดเปื้อน”

                 “อีกอย่าง”  เดม่อนกล่าวขึ้นต่อด้วยรอยยิ้มเชิดฉัน  “อาบาไนถือว่าเก่งที่สุด  ลำพังแค่เจ้าไม่จำเป็นต้องให้พวกข้าสอดมือหรือทำอะไรทั้งนั้น   บางทีนอนยังไม่ตื่นเจ้าเจ้าคงถูกอาบาไนจัดการเสร็จสิ้น”

                โอ่ววว.....จะเทพอะไรกันขนาดนั้น   

                “ได้   คุณกับผม  แต่ผมข้อสู้ในร่างนี้    ถือสะว่าต่อให้จอมมารผู้ต่ำต้อยสักหน่อยก็แล้วกัน”  

                “ไม่มีปัญหา    แต่มีข้อแม้”  

                “ข้อแม้?...”

                “ใช่ข้อแม้   หากเจ้าแพ้จะต้องส่งมองไอเทมนั่นมา   ข้อสองตามไปกับข้าแต่โดยดี  ข้อสาม  พยายามอย่าเสร็จข้าภายในสามนาที”

                นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้โดนดูถูกแบบนี้   อารมณ์ของการถูกเหยียดหยามที่เกือบจะหลงลืมไปกลับเข้ามาทักทายอีกครั้ง

                 “งั้นคุณก็อย่าเร่งเครื่องและกัน   ถ้าแบบนั้นเป็นวันผมยังไหว”

                 ฮึม...   “เผอิญว่าข้าเป็นพวกชอบเร่งเครื่อง”

                 พวกซุนหงอคงรีบกลายเป็นดวงแสงกลับเข้าที่สถิตด้วยความรวดเร็ว      ตอนนั้นเอง    ไวกว่าที่คิด    ร่างของศิลาถูกอะไรบางอย่างกระแทกลอยกระเด็นถอยหลังด้วยความรวดเร็วยิ่งกว่าดาวตก   เสี้ยววินาทีกระแทกกับเขตแดนเป็นโดมแสงสีทองเหลื่อมพาย

                 “พี่ศิ!!!...”  ฟ้าครามตื่นตระหนกถึงขีดสุด   ร้อนรนอย่างที่ไม่เคยเป็นมา   เพียงแค่พริบตาพลังชีวิตของศิลาลดลงมากถึง 40% 

                 ศิลากระแทกม่านจนร่างกายบิดงองุ้มน่าสยดสยอง   สีหน้าของชายหนุ่มเบ้เหย่เกอย่างที่ไม่เคยแสดงออกมา   เขาพยายามกลั้นเสียงร้องกลืนความเจ็บปวดลงคอ   เพื่อไม่ให้ฟ้าครามที่อยู่ในร่างกังวลใจ   มิเช่นนั้นการผสานวิญญาณจะเกิดความไม่เสถียร

                 “อ๊อก”  เสียงร้องเบาๆหลุดออกมาจากลำคอของชายหนุ่มก่อนที่เขาจะอวกออกมาเป็นเลือดสีแดงสด  

                 

    คล้ายกับเรื่องDemonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก ที่คุณอ่าน