หลังจากงานเลี้ยงได้สิ้นสุดลง ในวันต่อมาไป๋ฉีได้จัดแจงหน้าที่ในหน่วยให้กับเพื่อนๆของเขาทั้งห้าคน โดยแบ่งให้ โจเซฟเป็นลำตัวของมังกรและเป็นหัวหน้าทีมโจมตีระยะไกล โทมัสเป็นหางมังกรหัวหน้าทีมคุ้มกัน ริวและซาช่าเป็นปีกมังกรซ้ายและขวาทั้งสองคนคือหัวหน้าหน่วยจูมโจมความเร็วสูง และสุดท้ายคือจินฮีรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมวิจัย
แน่นอนทุกคนต่างรับหน้าที่ไว้ด้วยความเต็มใจ เมื่อเห็นว่าจัดการทุกสิ่งเรียบร้อยแล้วเช้ามืดของวันถัดมาไป๋ฉีก็ออกเดินทางไปทำภารกิจบุกเบิกต่อในทันทีโดยที่มีหมิงหรงตามมาด้วย
"หรงหรงสวมชุดเกราะเอาไว้ตลอดเวลาและตามอาจารย์มาทุกฝีก้าวเข้าใจไหม"ขณะที่กำลังจะเริ่มบุกเบิกไป๋ฉีกล่าวย้ำเตือนลูกศิษย์เอาไว้
หมิงหรงยิ้ม "เข้าใจค่ะอาจารย์"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋ฉีก็พยักหน้าและเรียกชุดเกราะทไวไลท์ดราก้อนมาปกคลุมร่างกายในทันทีจะมีเพียงส่วนหัวเท่านั้นที่ยังคงไม่มีชุดเกราะปกคลุม
"เอาล่ะ ไปกันเถอะ การล่าครั้งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว"
กล่าวจบเหล่าภรรยาทั้งห้าคนของไป๋ฉีก็พุ่งทะยานกันออกไปคนละทิศคนละทาง ไป๋ฉีและหมิงหรงบินตรงไปทางทิศตะวันออกที่ตัวเขาได้บุกเบิกค้างเอาไว้ เมื่อพบเข้ากับอบิสระดับผู้บัญชาการหรือแม่ทัพไป๋ฉีจะให้หมิงหรงเป็นคนจัดการถือซะว่าเป็นการฝึกฝนไปในตัว
ซึ่งหมิงหรงเองก็ทำได้ดี ด้วยความที่เธอมีพลังจิตบวกกับชุดเกราะระดับตำนาน เหล่าอบิสระดับแม่ทัพขั้นต้นลงมาไม่มีตนไหนเลยที่จะปัดป้องมีดบินของเธอได้
"โฮกก!!"
ในขณะที่หมิงหรงกำลังตื่นเต้นกับการบุกเบิกครั้งแรกของตนเอง ทันใดนั้นเบื้องหลังของเธอปรากฏอบิสรูปร่างสิงโตสีดำ เมื่อเธอหันไปเผชิญหน้ากับมันขาของเธอก็สั่นและขยับไม่ได้ ปากของเธออุทานออกมาเพียงหนึ่งคำ
"ระ ระดับเทพสงคราม"
เจ้าสิงโตสีดำไม่รอช้ากางกรงเล็บตะปบไปที่หมิงหรงอย่างโหดเหี้ยมราวกับอยากจะบดขยี้ให้สิ้นซากไป ทว่าก่อนที่กรงเล็บของมันจะถึงตัวสาวน้อยประกายแสงสีทองก็พุ่งผ่านมันไปพร้อมกับร่างในชุดเกราะสีม่วงดำที่ปรากฏตัวขึ้นมาด้านหลังของสิงโตตนนั้น
ในเวลาต่อมาอบิสระดับเทพสงครามสิงโตดำก็ถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างง่ายดาย หมิงหรงที่เห็นภาพนี้ใกล้ๆก็ถึงกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงอย่างช่วยไม่ได้ อาจารย์ของเธอโจมตีตอนไหนกันทำไมเธอถึงมองไม่เห็นเลยแม้แต่น้อย
ไป๋ฉีปลดชุดเกราะส่วนหัวออกจากนั้นตวัดดาบเพื่อสลัดคราบเลือดออกไป "หรงหรง เธอประมาทเกินไปแล้ว ล่าจนลืมดูเลยใช่ไหมว่าตัวเองออกจากเขตที่อาจารย์กำหนดไว้ให้น่ะ"
หมิงหรงที่เมื่อครู่กำลังตกตะลึงอยู่รีบก้มหน้า "ขอโทษค่ะ อาจารย์หนูจะไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก"
"อืม รู้ว่าตัวเองผิดก็ดีแล้ว จำไว้ทุกวินาทีในการบุกเบิกล้วนแต่มีอันตราย"ไป๋ฉีสอน หมิงหรงแววตาก็กลับกลายเป็นมุ่งมั่น หลังจากนั้นเธอได้เห็นการต่อสู้ของไป๋ฉีและอบิสระดับเทพสงครามหลายต่อหลายครั้ง
ซึ่งบอกเลยว่าสิ่งที่เธอเห็นนั้นนับว่าชวนตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะการต่อสู้จบลงเพียงเพราะไป๋ฉีตวัดดาบเท่านั้น จะมีเพียงตอนที่ไป๋ฉีสู้กับอบิสระดับเทพสงครามขั้นปลายเขาถึงได้เคลื่อนไหวร่างกายบ้าง แต่การต่อสู้มันก็จบลงอย่างรวดเร็วอยู่ดี
หมิงหรงตอนนี้รู้สึกเลื่อมใสอาจารย์ของตนเองเป็นอย่างมาก ในใจของเธอไป๋ฉีอยู่สูงเทียบเท่าพ่อกับแม่ของเธอเลยก็ว่าได้
การบุกเบิกในวันแรกเป็นไปได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัดอะไร ตอนนี้หมิงหรงกำลังจ้องไป๋ฉีที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารด้วยแววตาเปล่งประกายใบหน้าเต็มไปด้วยความอ้อนวอนอยากยิ่ง
"อาจารย์สอนทักษะดาบให้หนูเลยหน่อยไม่ได้หรือคะ"เธอกล่าวถามออกไป
"ไม่ได้ ตอนนี้เรียนการควบคุมมีดบินไปก่อน ถ้าควบคุมมีดบินสิบเล่มได้อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อไร จะพิจารณาเรื่องวิชาดาบอีกที"ไป๋ฉีกล่าวจบก็กินข้าวต่อไป
"ฮิฮิ หมิงหรงไม่ต้องรีบร้อน ทำตามที่อาจารย์บอกน่ะดีแล้ว"โนอาที่นั่งอยู่ข้างๆกล่าวออกมา ที่ไป๋ฉีให้หมิงหรงฝึกควบคุมมีดบินไปก่อนก็เพราะมันเหมาะกับพลังจิตของหมิงหรงมากที่สุด
ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่หมิงหรงควรจะฝึกเป็นอย่างแรกและควรทุ่มสมาธิเพื่อฝึกฝนมัน หากต้องแบ่งสมาธิไปฝึกวิชาดาบด้วยเกรงว่าคอสมิคฟรอสพลังจิตของหมิงหรงจะแสดงพลังออกมาได้ไม่เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น นี่คือเหตุผลที่ไป๋ฉีให้เด็กสาวฝึกควบคุมมีดบินไปก่อน พอชำนาญค่อยสอนวิชาดาบเพิ่มเติมเข้าไป
"เข้าใจแล้วค่ะ"หมิงหรงดูท่าทางห่อเหี่ยวเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร
หลังจากนั้นเป็นต้นมาเธอก็ติดตามไป๋ฉีไปทุกๆการบุกเบิก และด้วยการสังหารอบิสอย่างรวดเร็วราวกับเป็นเรื่องง่ายดายของไป๋ฉี มันจึงทำให้หมิงหรงไม่มีความกลัวหรือขาสั่นเวลาที่เจออบิสระดับเทพสงครามอีกเลยในเวลาต่อมา
ภาพเด็กสาวระดับขุนพลขั้นปลายติดตามเทพสงครามไปทุกหนเเห่งกลายเป็นที่ชินตาของผู้คนที่ได้พบเห็น
แม้เทพสงครามคนอื่นจะงงอยู่บ้างว่าเทพสงครามไป๋ฉีพาเด็กสาวระดับขุนพลมาร่วมการบุกเบิกด้วยทำไม แต่ก็ไม่มีใครกล้าถามเพราะไป๋ฉีเป็นผู้ครองสถิติสูงสุดในการบุกเบิกพื้นที่ในตอนนี้
แถมยังมีเทพสงครามบางคนที่เคยเห็นการโซโล่สังหารอบิสระดับเทพสงครามที่รวดเร็วของไป๋ฉี ดังนั้นจึงไม่อยากที่จะมีปัญหากับเขาเสียเท่าไรนัก
ณ ช่วงเวลาพักรับประทานอาหารค่ำ ไป๋ฉีก็กลับมากินข้าวตามปกติกับเหล่าภรรยาทว่าในตอนนี้บรรยากาศกลับเปลี่ยนไปเล็กน้อยเพราะมีแขกสองคนที่อยู่บนเครื่องบินรบของเขา
"เเม่!"หมิงหรงที่กลับมาพร้อมกับไป๋ฉีตะโกนออกมาก่อนที่จะวิ่งเข้าไปกอดหญิงสาวผมสีแดงอีกคนที่อยู่ไม่ไกล ใช่! เธอคือหมิงเย่เป็นแม่ของหมิงหรงนั่นเอง