คนที่ผ่าน่เวลาที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติมานั้น แม้ว่าต่อมาชีวิตจะดีขึ้นแล้วก็ยังคงมีความรู้สึกประหยัดมัธยัสถ์โดยไม่รู้ตัว
จ้าวลี่เจวียนนั้นเป็คนตระหนี่ถี่เหนียวอยู่แล้ว ยิ่งใน่หลายปีที่เกือบจะอดตายทำให้ตอนนี้เวลาทำอาหารก็ยังตระหนี่ถี่เหนียวอยู่ดี สวี่จือจือมาอยู่บ้านตระกูลลู่ได้หลายวันนอกเสียจาก่วันที่สองคนแต่งงานกันที่ยังพอเห็นเศษเนื้อบ้าง อาหารใน่หลายวันนี้ น้ำมันก็แทบจะไม่มี
“ป้าสะใภ้ใหญ่” สวี่จือจือพูดด้วยความเป็ห่วง “หนูใช้น้ำมันเยอะไปหรือคะ?”
“หนูแค่คิดว่า คุณกับคุณลุงทำงานหนักอยู่ในไร่นา พอกลับมาแล้วยังไม่ได้กินข้าวที่อร่อยๆอีก หนูรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ ค่ะ” สวี่จือจือพูดอย่างเศร้าสร้อย
จ้าวลี่เจวียน “...น้ำมันมันเยอะไปหน่อย”
เธอรู้สึกเ็ปหัวใจมาก น้ำมันพวกนี้ถ้าเอาไปผัดพริก ยังกินได้อีกหลายมื้อแต่นี่กลับเอามาใส่ในบะหมี่ ราดลงไปมื้อเดียวก็หมดแล้ว
อร่อยก็อร่อยอยู่หรอก แต่มันก็สิ้นเปลืองเกินไป
จ้าวลี่เจวียนรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังหลั่งเื แต่พอเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของสวี่จือจือสุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา “ยกสำรับเถอะ”
ช่างเถอะๆ ยังไงเสียต่อไปนี้ก็ให้เธอเป็คนทำอาหารแล้วกัน
แต่พอได้กินบะหมี่เย็นคลุกเคล้ากับซุปถั่วเขียวเข้าไปคำหนึ่ง ความคิดของจ้าวลี่เจวียนก็เปลี่ยนไป
ถึงแม้ว่านังหนูคนนี้จะมือเติบไปบ้าง แต่บะหมี่เย็นที่ทำนั้นอร่อยอย่างถึงเครื่องเป็บะหมี่เย็นที่เธอเคยกินอร่อยที่สุดในชีวิตแล้ว
เห็นได้ชัดว่าคนอื่นๆ ในบ้านก็คิดเหมือนกัน
โดยเฉพาะลู่จิ่งเหนียนที่แทบจะเลียก้นชาม “พี่สะใภ้สาม บะหมี่เย็นของพี่ทำไมถึงอร่อยขนาดนี้”
แสดงว่าที่ผ่านมายี่สิบกว่าปี เขาเคยกินแต่เศษอาหารที่เหมือนหมูกินอย่างนั้นเหรอ?
แต่คำพูดนี้เขาไม่กล้าพูดออกไป ไม่อย่างนั้นแม่ของเขาคงจะเฉือนเขาเป็ชิ้นๆในพริบตา!
“เมื่อก่อนอาหารที่ป้าสะใภ้ใหญ่ทำมันไม่อร่อย เหมือนอาหารหมู”
ไม่คิดว่าลู่หลิงซานจะพูดสิ่งที่คิดออกมา ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ของเธอมักจะหาบิสกิตให้กิน เธอคงจะอดตายไปแล้ว
“หนูแค่ใช่น้ำมันเยอะไปหน่อย สิ้นเปลืองเกินไป” สวี่จือจือพูด “ถ้าป้าสะใภ้ใหญ่ทำเองต้องอร่อยกว่าที่หนูทำแน่ๆ ค่ะ”
“แต่หลิงซานพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก ไม่ได้เป็คนทำอาหารเอง ก็จะไม่รู้ว่าข้าวของมันแพง”สวี่จือจือพูดอย่างจริงจัง “ป้าสะใภ้ใหญ่เหนื่อยยากเพื่อให้พวกเราอิ่มท้อง เธอกลับไม่ช่วยแล้วยังมาพูดแบบนี้เธอช่าง...น่าผิดหวังจริงๆ!”
คำพูดนี้ทำให้จ้าวลี่เจวียนรู้สึกอบอุ่นในใจ แต่ก็รู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลออกมา
ใช่แล้ว เธอประหยัดเงินทองพวกนี้ไปเพื่ออะไร? ก็เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวไม่อดตายไม่ใช่หรือไง?
แต่ดูเหมือนว่าไม่เคยมีใครเห็นว่าสิ่งที่เธอทำนั้นมีคุณงามความดีอะไร ไม่เพียงแต่ไม่มีคุณงามความดี แต่ยังถูกบ่นเสมอว่าอาหารที่เธอทำนั้นไม่อร่อยหรือว่าเอาเงินของที่บ้านไปให้บ้านเดิมตัวเองหรือเปล่า?
์เป็พยาน ถึงเธอจะเอาไปให้บ้านเดิมตัวเองก็ไม่ได้มากมายเหมือนอย่างเหอเสวี่ยฉินหรอกนะ
จ้าวลี่เจวียนรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ตอนนี้ในที่สุดก็มีคนออกมาพูดให้ความเป็ธรรมกับเธอแล้ว
สายตาที่มองสวี่จือจือก็เมตตาขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
ภรรยาที่จิ่งซานแต่งเข้ามานั้น รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ไม่เหมือนเหอเสวี่ยฉินกับลูกสาวที่เป็เหมือนหมาป่าตาขาว
พลางกลอกตาไปมาแล้วยิ้มออกมา “ในเมื่อเธอว่าอาหารที่ฉันทำมันไม่อร่อยงั้นมื้อเย็นก็ให้พวกเราได้ลิ้มลองฝีมือของหลิงซานบ้างแล้วกัน”
“พี่สะใภ้ใหญ่” เหอเสวี่ยฉินรู้สึกขุ่นเคืองในใจ ไม่คิดว่าสวี่จือจือจะใช้คำพูดไม่กี่คำก็สามารถทำให้เื่ขัดแย้งคลี่คลายไปได้ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้จ้าวลี่เจวียนโกรธเคือง แต่ยังเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ลู่หลิงซานอีก“หลิงซานยังเด็กอยู่ จะทำอาหารเป็ได้ยังไง?”
“หล่อนยังเด็กอยู่” จ้าวลี่เจวียนพูดด้วยรอยยิ้ม “อีกสองปีก็แต่งงานได้แล้วถ้ายังทำอาหารไม่เป็ แล้วไปอยู่บ้านสามีจะทำยังไง?” หรือว่าจะให้บ้านสามีส่งตัวคืน?
ตระกูลลู่จะเสียหน้าไม่ได้!
“ใครว่าผู้หญิงจะต้องทำอาหารเป็ด้วย?” เหอเสวี่ยฉินพูดด้วยความโกรธ “หลิงซานของฉันเรียนเก่งอนาคตจะได้กินเงินเดือนจากรัฐ”
ไม่เหมือนกับคนบางคน วันๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำไร่ทำนา ตระหนี่ถี่เหนียวขนาดนี้ ทำอะไรก็กินไม่ได้สักอย่างกลัวว่าจะอดตายอย่างนั้นแหละ
“ถ้าจะพูดว่าเรียนเก่ง น้องสะใภ้ชมผิดคนแล้วจริงๆ” จ้าวลี่เจวียนวางตะเกียบลงแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม“คนที่เรียนเก่งที่สุดในบ้านเราต้องเป็เสี่ยวอวี่สิ เด็กคนนี้ไม่รู้ว่าหัวสมองทำมาจากอะไร ทำไมถึงได้ฉลาดขนาดนี้ ฉันไม่เคยเห็นหล่อนอ่านหนังสือเลยแล้วทำไมทุกครั้งที่สอบถึงได้คะแนนดีขนาดนั้นล่ะ?”
“อีกอย่าง เสี่ยวอวี่บ้านเราก็ยังเก่งเื่งานฝีมือด้วยนะ ตัดกระดาษเป็ลวดลายต่างๆได้เหมือนจริงมากเลย งานบ้านก็ไม่เคยขาดตกบกพร่อง หมูที่อยู่หลังบ้านก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ขนาดนั้นส่วนหนึ่งก็เป็ฝีมือของเสี่ยวอวี่นะ”
คำพูดนี้เกือบจะทำให้เหอเสวี่ยฉินกระอักเืตายไปแล้ว ถึงแม้ว่าเธอไม่อยากจะยอมรับ แต่ก็ต้องพูดว่าคนที่เกิดจากพ่อคนเดียวกันทำไมถึงได้แตกต่างกันขนาดนี้!
หลิงซานของเธอด้านอื่นๆ ก็ดีหมด มีแค่เื่เรียนอย่างเดียวที่ไม่เอาไหนเหมือนกับคนไม่เปิดรับอะไรเลย งานบ้านส่วนใหญ่ก็เป็ลู่ซืออวี่ที่ทำ หน้าที่ของอีกฝ่ายก็คือเรียนหนังสืออย่างเดียวแต่ถึงอย่างนั้นทุกครั้งที่สอบก็ได้คะแนนแค่พอผ่านเกณฑ์
“หลิงซานของฉันถึงจะไม่ดี แต่ก็ยังอ่านออกเขียนได้ ไม่เหมือนบางคน อ่านหนังสือก็ไม่ออกแม้แต่ชื่อตัวเองก็ยังเขียนไม่ได้” เหอเสวี่ยฉินพูดเสียดสี
“เธอหมายความว่ายังไง?” จ้าวลี่เจวียนมองเหอเสวี่ยฉินด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ฉันอ่านหนังสือไม่ออกแล้วมันทำไม? ก็ยังดีกว่าบางคนที่เชี่ยวชาญแต่เื่งัดมุมกำแพง[1]ของเพื่อนสนิท”
“พอได้แล้ว พูดกันน้อยๆ หน่อย” คุณนายลู่หน้ามุ่ยวางตะเกียบลงบนโต๊ะ“ ไม่กินก็ไปซะ อย่าให้เสียของ”
“คุณแม่ ฉันผิดไปแล้วค่ะ” จ้าวลี่เจวียนมองเหอเสวี่ยฉินด้วยสายตาไม่พอใจแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป ถ้าไม่กินให้อิ่มแล้วตอนบ่ายจะเอาแรงที่ไหนไปทำงาน?
เหอเสวี่ยฉินรู้สึกโมโห!
“แค่ทำอาหารเอง ใครจะทำไม่ได้กัน” ลู่หลิงซานเหลือบมอง “เธอแอบกินของอร่อยคนเดียวเมื่อกี้ก็ทำมะเขือเทศคลุกน้ำตาล ไม่รู้จักแบ่งให้พวกเรากินบ้าง แถมยังทำของกินให้เสี่ยวอวี่คนเดียวด้วย”
เธอเองก็อยากกินบ้างนะ!
“อ้อ” สวี่จือจือพูดด้วยรอยยิ้ม “งั้นมื้อเย็นหลิงซานก็ทำอาหารเองเลยแล้วกัน ถ้าเธออยากจะกินมะเขือเทศคลุกน้ำตาลอะไรก็ทำเองเลย ฉันจะไม่ว่าอะไรสักคำ”พร้อมแบมือทั้งสองข้าง
“ทำก็ทำสิ” ลู่หลิงซานพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง อย่างมากตอนเย็นก็ให้ลู่ซืออวี่ช่วยทำ ยังไงเสียลู่ซืออวี่ก็ทำอาหารพวกนี้บ่อยอยู่แล้ว
เหอะๆ จ้าวลี่เจวียนได้แต่ยิ้มโดยที่ไม่พูดอะไร
นังหนูไม่มีประสบการณ์ เดี๋ยวสังคมจะสั่งสอนวิธีการเป็คนให้เอง!
ส่วนเื่ความคิดเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ในใจของเธอ จ้าวลี่เจวียนก็พอจะรู้แล้ว เดี๋ยวเธอจะไปพูดคุยกับสวี่จือจือ เธอเห็นแล้วว่าในบ้านหลังนี้ คนที่จะต่อกรกับเหอเสวี่ยฉินและลูกสาวได้ก็มีแต่สะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้ามาของจิ่งซานคนนี้เท่านั้น
บางครั้งจ้าวลี่เจวียนก็สงสัยว่า หรือว่าสวี่จือจือจะรู้เื่อะไรมาบ้าง? หรือว่าเป็เพราะเื่ของกู้ฉิงโหรว? ถึงได้ไม่ลงรอยกับเหอเสวี่ยฉินั้แ่แรกที่เข้ามา?
คิดไปก็คิดไม่ออก พอเห็นลูกชายคนเล็กของตัวเองยังอยากกินบะหมี่เย็นอีกก็ใช้ตะเกียบเคาะเขาด้วยความโมโห “กินๆๆ ทำไมแกถึงรู้จักแต่กิน ตอนเที่ยงกินดีขนาดนี้ตอนบ่ายก็ไปทำงานให้หมด”
เด็กวัยรุ่นกินทีทำให้พ่อหมดตัว แต่ละคนพากันกินเก่งขนาดนี้ แต่กลับทำคะแนนแรงงานไม่กี่แต้มคิดแล้วก็จะกระอักเื แล้วหันไปก็เห็นโจวเป่าเฉิงก้มหน้าก้มตากินข้าว
จ้าวลี่เจวียนรู้สึกเ็ปใจ นี่น่าจะเป็ชามที่สี่แล้ว
“เป่าเฉิง” จ้าวลี่เจวียนพูดด้วยรอยยิ้ม “ตอนบ่ายไปทำงานกับจิ่งเหนียนนะ”
โจวเป่าเฉิง “...” เขาไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นก้มหน้าก้มตากินบะหมี่โดยไม่พูดอะไร
ให้ตายสิ บะหมี่นี่อร่อยจริงๆ!
เมื่อเห็นดังนั้นลู่หลิงซานก็รีบวางชามตะเกียบ แล้ววิ่งเข้าไปในห้องของตัวเองอย่างรวดเร็ว
จ้าวลี่เจวียน “...”
ความคิดขี้โกงเล็กๆ น้อยๆ นี่!
ลู่หลิงซานวิ่งเข้าไปในห้องก็เห็นผ้าอนามัยวางอยู่บนเตียง พอมองดูที่บรรจุภัณฑ์แล้วในใจของลู่หลิงซานก็รู้สึกได้แวบหนึ่งว่า ของพวกนี้คงจะเป็ของที่สวี่จือจือให้ลู่ซืออวี่หรือเปล่า?
เพราะบรรจุภัณฑ์ดูดีกว่าที่เธอเคยใช้มาก แถมตอนที่เหอเสวี่ยฉินให้เธอก็ได้กำชับเอาไว้แล้วว่ามีแค่นี้ให้ใช้ตอนกลางคืนหรือตอนที่มามากเท่านั้น
แต่ในไม่ช้าเธอก็คิดว่าไม่ใช่ ลู่ซืออวี่ไม่คู่ควรที่จะใช้ของดีๆ แบบนี้ของที่เธอเห็นอยู่นี้มันคือของเธอ
ลู่หลิงซานดวงตากลิ้งกลอก แล้วเก็บกระดาษชำระและผ้าอนามัยใส่ลงในกระเป๋าทหารสีเขียวด้วยความขุ่นเคือง
ปกติแล้วของดีๆ ในบ้าน พวกเขาก็จะให้เธอใช้ก่อนอยู่แล้ว ครั้งนี้ก็คงจะไม่ต่างกัน!
.............................
[1] งัดมุมกำแพง หมายถึงแย่งแฟน