เกิดใหม่เป็นตัวประกอบนิยายโอโตเมะจีน

    ตอนพิเศษ ว่าด้วยเรื่องหน้าตาชื่อเสียง

    ตอนพิเศษ ว่าด้วยเรื่องหน้าตาชื่อเสียง

    เรื่องนี้แบบเดียวกับแนวเรื่องลูกสาวดยุกที่พยายามจะอธิบายว่าทำไมเราถึงไม่ควรจะให้นังผู้หญิงชั้นต่ำมาแต่งงานกับองค์ชายรัชทายาทระดับสองและทำให้สังคมศักดินาของพวกเราเสียหาย

    เรื่องนี้ก็พยายามจะแก้ตัวแทนสำนักต่างๆฝ่ายธัมมะที่เราเห็นว่าบ้าบอ รักษาหน้าตายิ่งชีพและดูไร้สาระเช่นกัน

    Face หน้าตานั้นมีคุณค่ามหาศาล

    จะไม่บอกว่าประเมินค่าไม่ได้ แต่มันมีค่ามากกว่าชีวิตคนแน่นอนในโลกที่ชีวิตราคาถูกกว่าของวิเศษบางอย่าง

    มีการแซวกันว่า ตัวประหลาดเฒ่าเห็นแก่หน้าตาซะจนคนอ่านรู้สึกว่า หน้าตาจะเป็นของที่มีค่ามหาศาลหรือมีตลาดหุ้นที่ตีราคาหน้าตาไว้ที่ไหนสักแห่งและพอพระเอกหรือนางเอกเริ่มกระทืบตัวประหลาดเฒ่าหรือตระกูลของตัวประหลาดเฒ่า ราคาของ”หน้าตา”ก็จะตกแบบเดียวกับที่ตลาดหุ้นจะติดตัวแดง เกิดการช็อตเซอกิต ปิดตลาดหุ้นชั่วคราว ปรับโครงสร้างความน่าเชื่อใหม่ของตลาดหุ้นและยุทธภพกันใหม่

    นับเป็นอะไรที่ร้ายแรงมากในการทำเรื่องราวที่ส่งผลกระทบถึงหน้าตานี้

    หน้าตามีผลต่อความน่าเชื่อถือและการรักษาคำพูดที่เกี่ยวพันกับการดีลหรือการทำสัญญาต่างๆในยุทธภพ

    เราอาจจะมองว่าพระเอกในแนวปราณยุทธกระทืบใครต่อใครก็ได้โดยไม่เกรงใจ นั่นก็เพราะพวกเขาไม่มีห่วงจากการที่จะถูกตอบโต้ใส่คนในตระกูลของเขาที่ไม่เก่งเท่าตนเอง

    สังเกตว่า แม้แต่นายน้อยตัวร้ายที่ตีหัวหมาด่าแม่เจ๊กเวลาจะกระทืบใครก็ต้องพูดสอบถามก่อนว่า

    “เจ้าเป็นใครกัน รู้หรือไม่ว่าคุณชายท่านนี้คือลูกชายคนเดียวของพรรคอินทรีย์เหินเรียกลมเรียกฝนได้ในแถบนี้”

    พอพระเอกบอกว่าเป็นคนในตระกูลปลายแถว ไม่ทราบที่มาหรือปลอมตัว

    นายน้อยก็จะรู้ว่าไม่มีใครหนุนหลังหรือตระกูลไม่มีชื่อเสียง ก็จะกระทืบพระเอกแนวปราณยุทธเพราะคิดว่ากระจอกหรือแพ้ไปแล้ว ผู้อาวุโสในตระกูลของเราก็จะกระทืบได้

    “อั๊ก อย่าทำร้ายข้า เจ้ารู้หรือเปล่าว่าพ่อข้าระดับมหาคุรุยุทธที่มีสายสัมพันธ์กับท่านแม่ทัพอู่ตันที่คุมกำลังหนึ่งในสี่ของแผ่นดิน เจ้าต้องคิดให้ดีก่อนที่จะทำอะไรกับข้า อั๊ก”

    ซึ่งก็จะยกชื่อเสียงและอิทธิพลของคนที่เกี่ยวข้องมาเป็นเกราะป้องกันภัยไม่ให้ทำร้ายตนเอง

    และลูกเขยพี่แม่อาก๋งลูกน้องอาม่าลูกของพี่แม่นางสิบสี่น้องร่วมสาบานของลูกบุญธรรมแห่งสำนักกิเลนขาวก็จะผูกสัมพันธ์กับคนระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ สร้างเป็นระบบเครือข่ายอย่างหนึ่ง

    ไม่ต่างกับแนวลูกสาวดยุกก็มีตระกูลดยุกในสังคมศักดินาที่ปกครองพื้นที่และคุมกองกำลังทหารของตนเอง

    ชื่อเสียงจึงอาจจะเป็นตัวอธิบายที่มาที่ไป ของภูมิหลังของคนนั้นๆว่ามีใครหนุนหลังหรือมีความน่าเชื่อถือประการใด

    โกว้เล้ง เอาเรื่องก็อดฟาเธอร์มาบรรยายเรื่องค่ายพรรคของเล่าแป๊ะ

    เราก็สามารถเอาเรื่องก็อดฟาเธอร์มาบรรยายความสัมพันธ์ในยุทธจักรได้เช่นกัน

    ว่าทำไมถึงทำเรื่องไร้สาระอย่างปกป้องนายน้อยจนอาจจะทำให้คนทั้งตระกูลไปตาย?

    เพราะมันไม่ใช่แค่การปกป้องนายน้อยเท่านั้น มันเกี่ยวพันกับชื่อเสียงและสถานะของตระกูลต่อไปด้วย

    ในสังคมที่แก่งแย่งแข่งขันกันตลอดเวลา

    แต่ละค่ายพรรคจ้องหาจังหวะและช่องโหว่จากกันและกัน

    ค่ายพรรคอื่นจะไม่เห็นว่าเราอ่อนแอและหาทางจัดการกับเราหรือหากคิดว่าเราอ่อนแอลงขนาดไม่สามารถปกป้องนายน้อยของเราได้?

    มันจึงไม่ใช่เรื่องของนายน้อยไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของเกียรติภูมิของค่ายพรรค ที่หากไม่อาจจัดการคนที่ทำให้เสียศักดิ์ศรีหรือชื่อเสียง ค่ายพรรคก็อาจจะอ่อนแอได้ในภายหลัง

    แน่นอน เราที่รู้ว่าพระเอกนั้นโคตรโกง สามารถกระทืบค่ายพรรคที่ใหญ่กว่า คนที่ฝึกมานานกว่า มีทรัพยากรมากกว่าได้ จะมองว่าพวกนี้โง่เขลายิ่ง

    แต่หากมองในระดับทั่วไปคนที่ฝึกมาระดับ ระยะเวลาหนึ่ง ไม่มีรากฐานที่ยาวนาน ก็จะไม่สามารถมีคนหนุนหลังระดับตัวประหลาดเฒ่าทั้งหลายภายในพรรค ก็จะโดนกระทืบหากเป็นแค่ระดับอัจฉริยะธรรมดา

    ระดับขี้โม้อย่างพระเอกหรือนางเอกปราณยุทธนั้นไม่ควรจะเกิดขึ้นได้หากวัดค่ากันตามหลักสถิติและระยะเวลาโดยเฉลี่ยในการฝึกปราณยุทธและระดับพลัง

    ดังนั้นแบบเดียวกับที่ประเทศ รัสเซีย จีน อเมริกา อาจจะไม่ต้องการห้ำหั่นกันเอง แต่สามารถทำสงครามกันในขนาดเล็กย่อยหรือตัวแทนได้ก็เพราะเหตุนี้

    ไม่ใช่เรื่องของคนคนหนึ่งที่มีเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวและทำลายประเทศจีน รัสเซีย อเมริกา ได้อย่างไม่มีใครขัดขวางได้

    แนวทางการรับมือคือการมองว่าประเทศหรือค่ายพรรคไหนมีทรัพยากรประมาณเท่าไร และควรจะรักษาสมดุลของอำนาจอย่างไร ไม่ใช่คิดว่าไอ้เด็กคนที่เดินผ่านไปมาจะมีเทคโนโลยีที่สามารถทำลายได้ร้ายแรงกว่าอาวุธนิวเคลียร์ของอเมริกา

    เรื่องของการดีลหรือทำสัญญากันนั้นเกี่ยวพันกับสัญญาพันธมิตร การเป็นศัตรูพักรบต่างๆ

    พรรคมารอาจจะเล่นมุกว่าเป็นอิสระ ไม่มีกฎเกณฑ์คร่ำครึ แต่กฎเกณฑ์อาจเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้สังคมเป็นสังคม

    โลกปราณยุทธยังมีชาวบ้านร้านตลาดเดินไปมาสร้างเมืองและสังคมได้ ก็เพราะมีราชสำนักและฝ่ายธัมมะคอยปกป้องชาวประชาจากอสูรร้าย สัตว์อสูรต่างๆอยู่

    ชาวบ้านธรรมดายังมีชีวิตรอดให้โดนขุดรีดภาษีได้โดยไม่โดนจับลงไปในหม้อหลอมวิญญาณของพรรคมารเพื่อเพิ่มพูนพลังปราณก็เพราะคุณความดีของฝ่ายธัมมะที่ยังรักษาหน้าตา รักษากติกาของสังคมให้อยู่ในระดับที่มนุษย์ปรกติใช้ชีวิตกันได้

    เมื่อในสังคมที่ไม่มีใครควบคุมกันได้จริงๆนอกจากคนที่อยู่ในระดับเดียวกัน

    ที่ควบคุมคนคือค่านิยมเช่นการรักษาสัจจะ ความน่าเชื่อถือต่างๆ ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องของชื่อเสียงอย่างมาก

    แม้แต่ฝ่ายอธรรม หากหวังจะขยายเป็นค่ายพรรคอธรรมที่ใหญ่โต ก็ต้องมีชื่อเสียงที่สามารถรักษาสัจจะและสัญญาพันธมิตรที่ให้ไว้กับไม่ว่าค่ายพรรคที่เป็นมิตรหรือศัตรูได้

    มันจะโดนตรวจสอบและโดนกดดันทางสังคมด้วยระบบชื่อเสวียงนั่นเอง

    ดังนั้นที่บอกว่ามีตลาดหุ้นของชื่อเสียงอยู่ในเรื่องก็อาจจะไม่ผิดเสียทีเดียวเพราะมันมีคุณค่าในการเจรจาทำให้ความขัดแย้งสามารถยุติลงได้ในบางสถานการณ์ ไม่ใช่ทำให้ต้องมีทางเลือกในการฆ่ากันหรือการทำสงครามระหว่างค่ายพรรคอย่างเดียว

    “ขอท่านผู้เฒ่าได้โปรดละเว้นสักคราเห็นแก่หน้าสำนักโอสถ”

    การกล่าวเช่นนี้ก็คือการนำ”ชื่อเสียง”ของพรรคมาเป้นเดิมพันในการต่อรองทำให้อีกฝ่ายถอยไป

    อีกฝ่ายก็จะใครครวญว่าตนเองพร้อมที่จะเป็นศัตรูกับค่ายพรรค สำนักโอสถนี้หรือไม่ หากคิดว่าดีก็ตอบรับ

    ”ได้เห็นแก่หน้า จ้าวหยุนมึ่ง ข้าจะละเว้นเจ้าสักครา”

    หรือในทางตรงกันข้ามหากเกิดการฆ่าฟันกันขึ้น สำนักเทพโอสถก็ต้องถูกบีบบังคับให้ทำตามคำพูดที่ตนเองให้ไว้ ไม่เช่นนั้นจะเสียความน่าเชื่อถือว่าไม่สามารถทำตามที่ตนเองข่มขวัญหรือทำสัญญาไว้กับค่ายพรรคอื่นๆได้

    ในทางกลับกันคนที่สัญญาว่าจะให้เงินทอง ชื่อเสียง ตำแหน่งก็จะให้เช่นกันแม้จะเป็นฝ่ายอธรรม หากมีชื่อเสียงความน่าเชื่อถือสูง ก็จะต้องทำตามคำพูดของตนเอง

    อย่างอาวเอี้ยงฮง ก็นับว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียงความน่าเชื่อถือสูง แม้ในภาวะที่ฆ่าได้ ปกปิดเรื่องราวได้ไม่มีคนรู้ แต่ก็รักศักดิ์ศรีของตนเองจนปล่อยไปหากได้ของที่ตนเองต้องการ

    เรียกว่ากับในโลกแนวโรมานซ์พีเรียดจีน ความรักของผู้หญิง ที่มีการ ใช้ห้าม้าแยกสังขาร คุณไสยหนอนทองคำไชสมอง หญ้าไส้ขาด เฉือนเนื้อพันชิ้นฯลฯ ให้ตายไม่ได้ตาย

    อาวเอี้ยงฮง ที่ปล่อยไปแม้จะฆ่าปิดปากได้ทั้งหมดไม่ให้ชื่อเสียงที่ว่าผิดคำพูดแพร่กระจายไป ก็เรียกว่านับเป็นคนที่มีคุณธรรมสูงเทียมฟ้าในยุคนั้นจริงๆ

     

    เรียกว่าหากเทียบกับการฆ่าด้วยการใช้หญ้าไส้ขาด เฉือนเนื้อพันชิ้นแยกสังขาร

    ตัวประหลาดเฒ่าที่พูดว่า

    “ข้าจะเมตตาให้ความรวบรัดสมใจแก่เจ้า”

    จะไม่ได้เป็นคำพูดประชดแต่อย่างใด พวกเขาเป็นคนมีเมตตาจริงๆตามมาตรฐานยุทธภพ

    และยิ่งการทำตนแบบอาวเอี้ยงฮงที่ปล่อยไปแม้จะฆ่าปิดปากได้โดยไม่มีคนรู้ในยุทธภพ เรียกว่าคุณธรรมสูงเทียมฟ้าขึ้นไปอีกหนึ่งระดับว่ารักษาศักดิ์ศรีของตนเองจริงๆ แม้คนอื่นจะไม่รู้ก็ตาม

    เพราะเราจะเห็นว่ามีหลายฉากที่ฝ่ายธัมมะแอบไปทำการไม่ดีลับหลัง

    แต่นั่นก็แปลว่ามันไม่สามารถเป็นเรื่องที่กระทำต่อหน้าได้

    หากกระทำต่อหน้าเปิดเผยก็อาจจะโดนสหายแนวร่วมเอามาเป็นข้ออ้างรวมพลังปราบมารนั่นเอง

    แน่นอน ว่าชื่อเสียงไม่ใช่ตัวควบคุมสังคมที่สมบูรณ์แบบ มันมีการหน้าไหว้หลังหลอกของฝ่ายธัมมะ แต่แม้แต่ฝ่ายอธรรมหากอยากให้คนนับถือก็ต้องยึดถือสิ่งนี้เช่นกัน

    ในโลกที่คนสามารถป่นภูเขาได้ภายในนิ้วเดียว ชื่อเสียงอาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้สังคมยังเป็นสังคมอยู่ได้

    จุดยืนของนักพรตคิ้วขาวจึงเป็นเช่นนี้นั่นเอง

    ไม่ว่าจะดูไร้สาระแค่ไหน การปกป้องศิษย์เมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ คือสิ่งที่เขาทุ่มเททำมันจริงๆ

    ที่ว่าฟ้าถล่มลงมาก็จะปกป้องนักพรตคิ้วขาวหมายความตามนั้นจริงๆนั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นตัวประกอบนิยายโอโตเมะจีน ที่คุณอ่าน