บทที่ 35
กลับเมืองวายุแดง
จางหยุนเรียกซากเทวะออกมาไม่ถึงสิบลมหายใจ ก็สามารถสังหารกลุ่มโจรผู้บำเพ็ญพวกนี้ได้อย่างง่ายดาย
ยามนี้ก็ถือว่าเป็นช่วงยามราตรีอยู่ น่าจะไม่มีคนอยู่บริเวณแถวนี้ รวมไปถึงการเรียกใช้งานซากเทวะที่รวดเร็วไปหนักมากใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบลมหายใจ จางหยุนมั่นใจว่าจะไม่มีผู้ใดมองเห็นวิชานี้ของเขา
การสังหารในครั้งนี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ก็เป็นเพราะว่าพวกคนเหล่านั้นประมาทเกินไป
พวกมันไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่าจางหยุน จะมีข้ารับใช้ที่เทียบเท่ากับขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นปลายถึงสามตน ผนวกกับขอบเขตที่พวกมันนั้นเป็นรองอยู่แล้ว การโจมตีในครั้งนี้พวกมันไม่ทันตั้งตัวเลยโดนสังหารได้อย่างง่ายดาย
จางหยุนเดินไปค้นร่างของทั้งสาม จางหยุนรู้สึกว่าตนเองโชคดีขึ้นมาในทันที เขาพบว่าที่มือของชายวัยกลางคนมีแหวนเก็บของอยู่
แหวนเก็บของเป็นสมบัติวิเศษเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าแหวนที่ชายวัยกลางคนสวมใส่อยู่เป็นแหวนเก็บของ ที่เป็นสมบัติวิเศษระดับต่ำ เช่นเดียวกับแหวนที่จางหยุนอยู่
ในตอนที่ไปหอการค้าเดี๋ยวสวรรค์ครั้งที่แล้ว ในช่วงเวลาที่เปิดดูตำรารายการสินค้า จางหยุนเองก็พบเจอสมบัติพิเศษประเภทเก็บของที่เป็นแบบเก็บของเช่นเดียวกัน
ในตอนนั้นเขามองเห็นราคามันก็ต้องรู้สึกตกตะลึง เพราะว่าสมบัติวิเศษที่เป็นแหวนเก็บของประเภทนี้ ต่อให้เป็นระดับต่ำที่เขามีอยู่ มันเองก็มีราคาเทียบเท่ากับสมบัติวิเศษระดับต่ำประเภทบินเลย นั่นก็คืออยู่ราวๆประมาณสามพันเหรียญปฐพี
เพียงแต่ว่าราคานี้ผู้คนมากมายเองก็ยังจำเป็นจะต้องซื้อ เพราะว่ามันถือว่าเป็นของที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก
ในการล่าสัตว์อสูรภายในป่าเก็บเกี่ยวทรัพยากร ถ้าเกิดว่าไม่มีแหวนเก็บของก็คงจะต้องทำการแบบมันกลับเมืองด้วยตนเอง
และในระหว่างนั้นของพวกนี้เองก็จะอยู่ในสายตาของคนอื่น กลายเป็นจุดสนใจแล้วก็อาจจะชักนำภัยร้ายมาถึงตนเองได้
เพราะแบบนั้นการมีแหวนเก็บของนั้นจะทำให้สะดวกสบายกับการเคลื่อนย้าย แล้วก็สามารถปกปิดสายตาของคนอื่นได้ด้วย
จางหยุนได้แหวนเก็บของจากชายวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม แน่นอนว่าเขายังไม่ขายเพราะว่าแหวนเก็บของพวกนี้ยิ่งมีมากก็เทียบเท่ากับว่าตนเองมีที่เก็บของเพิ่มขึ้น
จางหยุนลองตรวจดูภายในแหวนเก็บของของชายวัยกลางคน พบเจอว่าด้านในมีทรัพยากรอยู่ไม่น้อย ส่วนใหญ่แล้วเป็นทรัพยากรระดับต่ำ จางหยุนใช้ความทรงจำของตนเองที่เคยมองเห็นรายการซื้อขายภายในหอการค้าเหรียญสวรรค์
ประเมินได้ว่าของที่อยู่ภายในแหวนเก็บของนี้ มีราวๆประมาณเกือบพันเหรียญปฐพีเลยทีเดียว จางหยุนเมื่อมองเห็นจำนวนเขาก็ต้องสูดหายใจ เป็นเพราะว่าเขารู้สึกถึงความหอมหวานในการปล้นคน
จำนวนขนาดนี้เพียงแค่การต่อสู้ครั้งเดียวก็ได้รับมาแล้ว มันเทียบเท่ากับการล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำหลายตัวเลย
จางหยุนรู้สึกไม่แปลกใจแล้วว่าทำไม การต่อสู้และการปล้นภายในหุบเขาอวี้เฟิงบริเวณนอกเมืองจึงเป็นเรื่องปกติ
เขาสำรวจอาวุธของคนทั้งสามอีกครั้ง ทำให้เขารู้ว่าอาวุธที่คนพวกนี้ใช้ล้วนแล้วเป็นอาวุธวิเศษทั้งหมด
อย่างชายวัยกลางคนก็มีกระบี่วิเศษระดับต่ำเล่มหนึ่ง ชายฉกรรจ์ที่เป็นขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นกลางเหมือนกัน ก็ใช้ดาบวิเศษระดับต่ำที่เหมือนกับของหัวหน้าหวัง ส่วนชายหนุ่มผู้นั้นที่อายุน้อยที่สุดใช้มีดสั้นเล่มนึงที่เป็นของวิเศษระดับต่ำ
อาวุธทั้งสามชิ้นรวมแล้วมีค่าเทียบเท่ากับหนึ่งพันห้าร้อยเหรียญปฐพี ผนวกกับทรัพยากรที่อยู่ภายในแหวนเก็บของแล้วก็ตัวของแหวนเก็บของเอง จางหยุนได้ทรัพยากรจากการต่อสู้ในครั้งนี้ถึง ห้าพันห้าร้อยเหรียญปฐพี
จางหยุนทำการล่าสัตว์อสูรมาสองวันเต็มๆ ยังไม่ได้เงินมากขนาดนี้เลย
จางหยุนยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมาโคจรวิชาซากเทวะ โลงศพโบราณลอยออกมาจากฝ่ามือขยายใหญ่ขึ้นจนเป็นขนาดปกติ จากนั้นฝาโลงศพก็เปิดออก ควันสีดำสามสายพุ่งออกมาเข้าไปพันธนาการร่างของคนทั้งสามจากนั้นก็ลากร่างของพวกมันเข้าไปภายในโลงศพ เมื่อฝาโลงศพปิดลงแล้วมันก็กลับคืนสู่ขนาดจิ๋วเช่นเดิมแล้วก็ลอยกลับเข้าไปคนในฝ่ามือของจางหยุน
ยิ่งนานไปจางหยุนยิ่งคุ้นชินแล้วก็เชี่ยวชาญกับการใช้ทักษะนี้มากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นการเก็บศพที่ทำได้ง่ายดายเหมือนกับการดื่มน้ำกินข้าว
จางหยุนในตอนนี้รู้สึกยินดีในใจ การที่ได้ร่างของคนทั้งสามมาก็เทียบเท่ากับว่า เขาจะมีซากเทวะระดับทองแดงเพิ่มขึ้นมาอีก
แถมถ้าเกิดว่าหลอมเสร็จซากเทวะถึงสองตัว ก็จะเป็นซากเทวะระดับทองแดงขั้นกลางทันทีอีก จางหยุนย่อมรู้สึกพึงพอใจกับการเพิ่มขึ้นของพลัง
เพียงแต่ว่าเมื่อหลอมซากเทวะเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาวุธวิเศษทั้งสามก็ไม่สามารถนำไปขายได้แล้ว เพราะถึงอย่างไรซากเทวะพวกนี้ก็สามารถใช้งานได้ เมื่อพวกมันมีอาวุธวิเศษในมือพวกมันเองก็จะทรงพลังมากขึ้นนี่ถือว่าเป็นประโยชน์กับเขามาก
จางหยุนลบร่องรอยการต่อสู้ทั้งหมดบริเวณรอบๆ พร้อมกับลบร่องรอยกองไฟของตนเองด้วย
วันนี้เขาจะออกล่าสัตว์อสูรเป็นวันสุดท้ายหลังจากนั้นในช่วงเย็นก็จะเดินทางกลับไปที่เมืองแล้ว เพราะว่าวันนี้เป็นวันที่สามแล้วที่เขาออกล่าสัตว์อสูรในป่า
จางหยุนออกล่าตั้งแต่ช่วงเช้า จนถึงช่วงประมาณยามบ่ายเขาก็ล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำได้อีกสองตัว
เมื่อล่าสัตว์อสูรตัวที่สองสำเร็จแล้ว จางหยุนก็ไม่ออกหน้าต่ออีกพักฟื้นปราณวิญญาณภายในร่างกายที่เสียไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เริ่มเดินทางมุ่งตรงกับไปยังเมืองวายุแดง
เพราะว่าการเดินทางด้วยเท้าและความเร็วของเขาในยามนี้ เกรงว่าคงจะต้องใช้เวลาถึงครึ่งวันกว่าที่จะเดินทางกลับไปถึง กลับไปถึงเมืองท้องฟ้าเองก็คงจะใกล้มืดพอดี
ใช้เวลาเดินทางอยู่หลายชั่วยาม
สุดท้ายก็กลับมาถึงเมืองวายุแดงในตอนที่ท้องฟ้าด้านบนมืดมิด จางหยุนไปยังแถวคนเข้าเมือง เขาแสดงป้ายอนุญาตของตนเอง แล้วก็เดินทางเข้าไปภายในเมืองอย่างง่ายดาย
เมื่อเดินทางเข้ามาภายในเมืองแล้ว จางหยุนไม่ได้กลับไปที่โรงเตี๊ยมของตนเอง เป็นอันดับแรกแต่ว่าเขาเดินทางมุ่งตรงไปยังหอการค้าเหรียญสวรรค์ก่อน
เพราะว่าต้องขายร่างของสัตว์อสูรพวกนี้ สัตว์อสูรยิ่งล่าได้แล้วมาขายเร็วเท่าไหร่ราคายิ่งดี เป็นเพราะว่าแก่นแท้ของปราณภายในเลือดแล้วก็ภายในเนื้อยังไม่สลายหายไปมากนัก เพราะแบบนั้นจางหยุนจึงตั้งใจจะไปขายสัตว์อสูรก่อน
เมื่อเดินทางมาถึงหอการค้าเหรียญสวรรค์
หอการค้าเหรียญสวรรค์ในช่วงยามราตรี ก็ยังคงประดับประดาไปด้วยแสงไฟสว่างไสวงดงาม ยังมีผู้บำเพ็ญมากมายเดินเข้าออกหอการค้าเหรียญสวรรค์หนาแน่นไม่แพ้ยามกลางวันเลย
จางหยุนได้ยินว่าหอการค้าเหรียญสวรรค์ เปิดค้าขายตลอดเวลาสามารถเข้ามาซื้อขายได้ตลอด
เมื่อเดินทางมาถึงก็ไม่ลังเลจางหยุนรีบเดินเข้าไปเพื่อทำการขายร่างของสัตว์อสูร จางหยุนรู้สึกประหลาดใจเมื่อเขาเดินทางเขามา คนที่รอต้อนรับเข้าอยู่ก็เป็นสตรีคนเดิม ที่ต้อนรับแล้วก็รับหน้าที่ในการซื้อขายกับจางหยุนในครั้งก่อน
ในขณะที่จางหยุนประหลาดใจ สตรีผู้นั้นเองก็ประหลาดใจเช่นเดียวกันเมื่อนางมองเห็นจางหยุน เพียงแต่ว่าความประหลาดใจบนใบหน้าก็หายไปอย่างรวดเร็วแทนที่ด้วยรอยยิ้มที่งดงาม นางเดินเข้ามาต้อนรับเหมือนกับครั้งก่อนแต่คราวนี้ทักทายกันอย่างเป็นกันเองมากขึ้น
จากนั้นนางก็นำพาเขาไปยังห้องต้อนรับส่วนตัว