ตอนที่ 41 :คุณพ่อ จะไปไหน
สำหรับเพลงใหม่วันนี้หวางหยิงหยิงที่มาพร้อมกับการแสดงด้วยเครื่องดนตรีโบราณบวกกับกีต้าร์ของหลิวจือเซีย จึงทำให้เพลงนี้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น
ทั้งหกคนกำลังฝึกซ้อมอยู่ในห้องรับรองขนาดเล็ก
หลิวจือเซียที่กำลังอยู่ในโหมดฝึกซ้อมโดยไม่สนใจสิ่งใดอยู่นั้นเขาไม่รู้เลยว่าข่าวลือที่ไป่เหลียนเฉิงและจางหนิงได้ทำข้อตกลงกันแพร่กระจายไปทั่ววิทยาลัยแล้ว
“เถาซีนายได้ยินไหมว่าจางหนิงกำลังจะทำอะไรบางอย่าง ดูเหมือนว่าเขาพนันอะไรสักอย่างกับเพื่อนร่วมชั้น! ”
“ผู้ชายคนนี้จะรังแกใครอีกเพราะเรื่องผู้หญิงงั้นหรือ ? ”
“เท่าที่ฉันได้ยินมาดูเหมือนว่าเรื่องจะเกิดขึ้นเพราะความอิจฉา ! ทั้งสองคนตกลงกันว่าใครที่แพ้จะต้องไปวิ่งเปลือยกายที่สนามของวิทยาลัยฮ่าฮ่า มันน่าตื่นเต้นจริง ๆ ”
เดิมทีนักศึกษาจากสาขาต่างๆ ของวิทยาลัยการละครฮัวเซียไม่ได้สนใจที่จะเข้าร่วมชมการแสดงของสาขาการแสดงเลยแต่ทว่าตอนนี้ ทุกคนต่างก็พากันวิ่งไปที่โรงละครอย่างคับคั่ง
………………………..
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนมาถึงเวลา 9.00 น. ในเช้าวันเสาร์ เมื่อแสงพร้อม เครื่องเสียงพร้อม กล้องพร้อม… ด้วยเสียงเพลงของวิทยาลัยที่ทุกคนคุ้นเคยดังขึ้นการแสดงของเหล่านักศึกษาของวิทยาลัยการละครฮัวเซีย ก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว !
โรงละครแห่งนี้สามารถจุคนได้ 8,000 คน และผู้ชมที่มาในตอนนี้ก็มีถึงครึ่งหนึ่ง ทุกคนที่มาล้วนแต่เป็นนักศึกษาจากสาขาต่างๆ ของวิทยาลัยการละครฮัวเซียบางคนก็มาเพื่อพบกับหลิวฉีฉีบางคนก็โดนเพื่อนลากมาด้วยแต่ส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ก็มาเพื่อรอชมความสนุก
ตรงที่นั่งด้านหน้าสุดของโรงละครจะมีหกที่นั่งที่สงวนไว้สำหรับผู้ตัดสิน
นอกจากหลิวฉีฉีแล้วยังมีต่งลี่ ที่เป็นตัวแทนจากบริษัทเฉิงกวงมีเดีย, ผู้อำนวยการวิทยาลัยการละครฮัวเซียคนปัจจุบัน เฉินซี, ผู้อำนวยการสาขาการแสดง เฝิงเจิ้ง, และรองผู้อำนวยการรองศาสตราจารย์เฉิงกัง ส่วนที่นั่งด้านซ้ายสุดยังคงว่างเปล่า
และครั้งนี้รองประธานสองคนของสภานักศึกษาหลินเซียงหยางและซุ่ยเหมินรุ่ยที่เป็นนักศึกษาชั้นปีที่3 ของสาขาการแสดง ก็ได้มาเป็นพิธีกรในครั้งนี้อีกด้วย
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วหลินเซียงหยางและซุ่ยเหมินรุ่ยก็เดินขึ้นเวทีและพูดกับผู้ชม
“สวัสดีทุกคนฉันหลินเซียงหยางและซุ่ยเหมินรุ่ยในฐานะตัวแทนของสาขาการแสดงขอยินดีต้อนรับผู้ชมทุกท่าน ที่มาชมการแสดงของสาขาการแสดงของพวกเราในโรงละครแห่งนี้…”
พิธีกรทั้งสองคนนี้ควรคู่แก่การเป็นรองประธานสภานักศึกษาจริงๆ เพราะเพียงแค่ขึ้นไปบนเวทีและพูดไม่กี่ประโยค ก็ทำให้บรรยากาศในโรงละครเปลี่ยนไปและผู้ชมต่างก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ด้านหลังเวทีหลิวจือเซียและคนอื่น ๆที่ได้ยินเสียงของเหล่าผู้ชมตะโกนดังขึ้นก็เรียกสติกลับมาและเตรียมตัวให้พร้อม
ไม่นานหลังจากเสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นเบาลงก็ได้ยินเสียงที่ทุกคนพูดอย่างพร้อมเพรียงกันว่า “หลี่อ้ายกัง, ฮั่นซี, หลี่อ้ายกัง,ฮั่นซี…”
“อะไรกันฮั่นซีกับหลี่อ้ายกังก็อยู่ที่นี่ด้วยงั้นหรือ? ”
“ถ้านายอยากจะขอลายเซ็นหรือว่าถ่ายรูปก็รีบไปตอนนี้เลย ! ”
“ไอหยานี่แหละโอกาสทองเลย ! ”
ด้านหลังเวทียกเว้นนักศึกษาสองสามคนที่กำลังเตรียมพร้อมจะขึ้นแสดงอยู่นั้นคนที่เหลือก็วิ่งกรูกันออกไป
ฮั่นซีและ หลี่อ้ายกัง บัณฑิตจากวิทยาลัยการละครฮัวเซียที่ได้เซ็นสัญญากับบริษัทเฉิงกวงมีเดีย ในช่วงสมัยเรียนของทั้งสองคนพวกเขาได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายร้อยเรื่องและบทบาทที่พวกเขาแสดงก็ได้รับคำชมจากผู้ชมมากมาย
ในปี2005 หลี่อ้ายกัง ได้ประกาศลาออกจากบริษัทเฉิงกวงมีเดียและได้ออกมาสร้างสตูดิโอเป็นของตัวเอง ในปีเดียวกันนั้น เขาก็ได้เข้าสู่วงการเพลงและออกอัลบั้มแรกของเขาโดยใช้ชื่อว่า‘อ้ายกัง’ แต่ดูเหมือนว่าอัลบั้มนี้จะไม่ได้รับความนิยมสักเท่าไหร่จึงทำให้มียอดขายไม่น่าพอใจนัก และสุดท้ายก็เงียบไป
ในปี2007 หลี่อ้ายกังที่เงียบไปสองปีก็ได้ออกอัลบั้มใหม่อีกครั้ง และสถานการณ์ของครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าจะดีขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจสักเท่าไหร่อยู่ดี ยอดขายก็ไม่ตรงตามเป้าที่ตั้งไว้จนในที่สุดหลี่อ้ายกังก็ยอมแพ้ และละทิ้งความฝันด้านดนตรีไปโดยหันมาเต็มที่กับการแสดงที่เขาถนัดแทนและดูเหมือนว่าเขาจะไปได้ดีในทางนี้ทีเดียว จนในปี 2009 เขาก็ได้โลดแล่นในวงการการแสดงของชาวตะวันตกในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมซึ่งทำให้เขาดังเป็นพลุแตกขึ้นมา
จากการประกาศรางวัลคราวนั้นก็ได้ทำให้ หลี่อ้ายกัง ได้กลายเป็นไอดอลของชายหนุ่มและหญิงสาวชาวจีนนับไม่ถ้วนแต่หลิวจือเซียก็ไม่ได้เป็นหนึ่งในชายหนุ่มหญิงสาวกลุ่มนั้น
หลิวจือเซียก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกับคนอื่นๆ ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกแปลก ๆ เล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ
ดูเหมือนว่าชีวิตของหลี่อ้ายกังและหลี่ยู่กังที่เป็นคนในชีวิตที่แล้วของหลิวจือเซียจะมีหลายอย่างที่เหมือนกันราวกับว่ามาจากแม่พิมพ์เดียวกัน
เพียงแต่พวกเขาเดินคนละเส้นทางก็เท่านั้นหลี่ยู่กังเป็นอัจฉริยะด้านดนตรีในขณะที่หลี่อ้ายกังเป็นซุปเปอร์สตาร์ด้านการแสดง
หลิวจือเซียตอนนี้ที่มีไป่เหลียนเฉิง หวางหยิงหยิงและเพื่อนของเธอยืนอยู่ข้าง ๆ
ในใจของเขากลับรู้สึกร้อนรนเพราะการแสดงตรงหน้านี้ใกล้จะเริ่มขึ้นเต็มที เขาจะต้องรีบซ้อมให้ทันเวลา !
…………………….
ตอนนี้การแสดงได้ผ่านไปหลายคนแล้ว
โดยไม่รู้ตัวทีมที่ขึ้นไปแสดงก็ผ่านไปครึ่งหนึ่งในที่สุดก็ถึงคิวของหลิวจือเซียที่จะต้องขึ้นไปแสดง
บนเวที
“ผู้ชมทุกท่านรู้ไหมว่าในตอนนี้เพลงที่ได้รับความนิยมบนเจี้ยงฮัวสกาย และทั่วทั้งภาคเหนือเพลงนั้นคือเพลงอะไร ? ”
ซุ่ยเหมินรุ่ยหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียว เสียงของเธอก็มีเอกลักษณ์และน่าฟังเป็นอย่างมาก
“ได้เจอเธอพอดี! ”
“ได้เจอเธอพอดี! ”
“ถูกต้องนั่นก็คือเพลง ‘ได้เจอเธอพอดี’ ! ”ซุ่ยเหมินรุ่ยยิ้ม“แล้วทุกคนรู้หรือไม่ ว่านักร้องและคนแต่งเพลงนี้คือใคร ?”
“หลิวจือเซีย! ”
ทุกคนตะโกนตอบอย่างพร้อมเพรียง
“วันนี้หลิวจือเซียอัจฉริยะด้านดนตรีคนนี้จะมีเซอร์ไพรส์แบบไหนกัน ที่จะให้พวกเราได้รับชมหลังจากเพลง‘ได้เจอเธอพอดี’” เสียงของซุ่ยเหมินรุ่ยเต็มไปด้วยความคาดหวัง“เชิญพบกับผู้ที่จะขึ้นมาแสดงคนต่อไป หลิวจือเซียที่จะมาในเพลง ‘คุณพ่อ จะไปไหน (爸爸去哪)’ ! ”
“หลิวจือเซีย! ”
“หลิวจือเซีย! ”
มีเสียงเชียร์ดังขึ้นมาเป็นระลอกดูราวกับว่าหลิวจือเซียเป็นซุปเปอร์สตาร์คนหนึ่งไปแล้วตอนนี้
“วู้ววู้ว วู้ว ! ”
ในตอนนี้หลิวจือเซียในชุดลำลอง สวมเสื้อสีขาวและกางเกงยีนส์ได้อุ้มเยว่เยว่ในชุดเดรสสีฟ้าลายดอกไม้เดินขึ้นไปบนเวทีด้วยท่าทางสง่างาม
เมื่อหลิวจือเซียและเยว่เยว่ปรากฏตัวบนเวทีเสียงฮือฮาของผู้ชมก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ฮ่าฮ่าหลิวจือเซียเข้าร่วมรายการนี้จริง ๆ ไม่คิดเลยว่าจะมีเซอร์ไพรส์แบบนี้”
“เพลง‘ได้เจอเธอพอดี’ เพราะมากจริง ๆถ้าได้ยินเขาร้องสดตอนหน้าร้อนมันคงจะดีมากแน่ ๆ ! ”
“เดี๋ยวนะเด็กคนนั้นคือใครกัน เธอดูน่ารักมาก ! ”
“ในวิดีโอของเพลงนี้ก็มีเด็กตัวเล็กๆ คนนี้ด้วย หรือว่าจะเป็นลูกสาวของเขากันนะ ? ”
“จริงหรือ? พ่อตา ผมอยากเป็นลูกเขยของคุณ ! ”
ผู้ชมในโรงละครต่างพากันตกตะลึงบางคนที่ได้เห็นไอดอลของตัวเองก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาส่วนบางคนก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเพราะได้เห็นความน่ารักของเยว่เยว่
เมื่อหลิวจือเซียเดินขึ้นไปบนเวทีเขาก็โค้งคำนับให้กับผู้ชมอย่างสุภาพ
จากนั้นเขาก็สังเกตเห็นคนรู้จักคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งผู้ตัดสินพร้อมกับป้ายชื่อที่วางอยู่ตรงหน้า
หลิวฉีฉี!
หลิวจือเซียตกใจและพูดออกมาว่า“เธอคือหลิวฉีฉีนี่เอง ไม่แปลกใจเลยที่เธอคอยถามว่าฉันรู้จักเธอหรือเปล่า! ”
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของหลิวจือเซียหลิวฉีฉีก็แลบลิ้นออกมาอย่างซุกซนในกับหลิวจือเซียที่อยู่บนเวที
หลิวจือเซียนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อได้สติ เขาก็อุ้มเยว่เยว่ไปนั่งหน้าเปียโนตรงกลางเวที โดยหันด้านข้างไปหาผู้ชมด้านล่าง
ตรงที่นั่งVIP มีชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัดสวมชุดสูทสีขาวนั่งอยู่และคนที่นั่งข้างหลังของชายคนนั้นก็คือ ฮั่นซีที่เคยคุยกับหลิวจือเซียในร้านอาหารใต้ต้นไม้ และต้องการจะซื้อลิขสิทธิ์เพลง ‘ได้เจอเธอพอดี’
“พี่ใหญ่คนคนนี้ก็คือ หลิวจือเซีย” ฮั่นซีที่นั่งด้านหลังของหลี่อ้ายกังพูดขึ้น“ส่วนเด็กหญิงคนนั้นก็คือลูกสาวของเขา”
หลี่อ้ายกังเลิกคิ้วขึ้นและกล่าวด้วยเสียงเรียบว่า “ดูเหมือนว่าฉันจะไม่สามารถซื้อลิขสิทธิ์เพลงนี้ได้คงทำได้แค่ตกลงกับเขาว่าจะได้รับอนุญาตให้ร้องเพลงนี้ได้หรือเปล่า”
“พี่ใหญ่ฉันได้ยินมาว่าเขาเซ็นสัญญากับเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนท์ไปแล้ว ส่วนผู้จัดการของเขา…”ฮั่นซีหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ขอโทษจริง ๆพี่ใหญ่ ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าผู้จัดการของเขาคือใคร”
“อืมไม่เป็นไร” หลี่อ้ายกัง โบกมือของเขา “ถ้านายต้องการจะเข้าวงการเพลงอีกครั้งแค่มีเพลงคงยังไม่พอ นายต้องใจเย็น ๆ เข้าไว้”
ไม่มีใครได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนนี้เพราะทุกคนต่างสนใจไปที่การแสดงบนเวที
เมื่อพบเจอกับผู้ชมที่มากถึงขนาดนี้เยว่เยว่ก็ดูเหมือนจะตกใจเล็กน้อย เธอหันหน้าไปมองที่หลิวจือเซียโดยสัญชาตญาณ
หลิวจือเซียหยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้มให้กับเยว่เยว่เมื่อเยว่เยว่เริ่มมีความมั่นใจขึ้นมา เธอก็พูดผ่านไมโครโฟนขึ้นว่า
“คุณพ่อร้องเพลง คุณพ่อไปไหน (爸爸去哪) เป็นไหมคะ ? ”
“พ่อร้องไม่เป็น”
“งั้นเดี๋ยวหนูจะสอนคุณพ่อเอง”
“ได้เลย”
“แสงที่กะพริบบนท้องฟ้าคือดวงดาวเล็กๆ นั่นเอง”
“แสงที่กะพริบบนท้องฟ้าคือดวงดาวเล็กๆ นั่นเอง”
“ลูกร้องเพราะมาก ! ”
ทั้งสองพ่อลูกหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันมันเป็นการสนทนาที่เรียบง่ายแต่ดูอบอุ่นเป็นอย่างมาก
และการเริ่มด้วยบทสนทนาที่เรียบง่ายนี้ก็เรียกความสนใจจากผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด
ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความคาดหวังเพราะพวกเขาไม่เคยเห็นการเปิดการแสดงด้วยบทสนทนาแบบนี้เลย มันแปลกใหม่เป็นอย่างมาก
“ครอบครัวฉัน”
“มีคนหนึ่งล่ะอย่างเท่ห์”
“มีสามเศียรหกกร”
“ฟันแทงไม่เข้า”
“แถมมือของเขายังหยาบด้วย”
“เขายังสอนให้ฉันเดินเป็น……?”
เสียงอันไพเราะของเยว่เยว่ทำให้ทุกคนตกตะลึงอีกครั้งเพราะเสียงของเธอฟังดูไร้เดียงสา ปราศจากสิ่งเจือปนแม้แต่น้อยนิดทำให้เสียงนี้ติดหูของทุกคนแทบจะทันที
ส่วนทางด้านหลิวจือเซียเขาก็ขยับมือ ก่อนที่จะกรีดนิ้วไปบนเปียโน และเปล่งเสียงออกมา
“ขอบคุณนะเจ้าตัวน้อยที่มาเติมเต็มให้กับชีวิต”
“เธอคือบันทึกที่สวยงามที่สุดในชีวิต”
“มาเพิ่มพูนความสุขให้กับครอบครัว”
“ไม่มีสิ่งใด”
“จะมาทำให้ฉันเลิกรักเธอได้…”
ผู้ตัดสินทั้งหกคนนั่งฟังเพลงที่หลิวจือเซียบรรเลงเพลงออกมาอย่างใจจดใจจ่อราวกับตกอยู่ในภวังค์ส่วนหลิวฉีฉีก็นั่งมองสองพ่อลูกด้วยดวงตาเป็นประกาย ไม่รู้เลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
ส่วนผู้ชมคนอื่นๆ
พวกเขาก็ตั้งใจฟังเพลงนี้เช่นกันแต่เมื่อพยายามฟังเนื้อร้องและทำนองอย่างละเอียดแล้วพวกเขาทั้งหมดก็ตัดสินใจได้ว่าไม่เคยฟังเพลงนี้มาก่อน
นี่คือเพลงต้นฉบับมันคือเพลงต้นฉบับอีกเพลงหนึ่ง !
ไม่เพียงแต่พวกเขาจะตกใจกับเสียงอันไพเราะของสองพ่อลูกอย่างหลิวจือเซียและเยว่เยว่แล้วพวกเขายังตกใจอีกว่านี่มันเป็นเพลงที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน !
เหล่าหญิงสาวหลายคนที่อยู่ในโรงละครแห่งนี้ที่ได้เห็นฉากของสองพ่อลูกบนเวทีที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น โดยมีเพลงคลอเบา ๆก็ทำให้พวกเธออดคิดถึงพ่อของตัวเองขึ้นมาไม่ได้จากนั้นความทรงจำวัยเด็กก็เริ่มปรากฏขึ้นมาในหัวของพวกเธอ
ตอนที่พวกเธอยังเด็กการทำสิ่งต่าง ๆ กับครอบครัวมันช่างมีความสุขเหลือเกิน
ความรักของพ่อแม้ว่าพ่อจะไม่เคยแสดงออกมาตรง ๆ แต่ความรักที่ให้มานั้นก็ไม่เคยลดน้อยลงเลย
และนี่ก็ผ่านมานานแล้วที่พวกเธอละเลยพ่อของตัวเองมันนานมากแล้วที่พวกเธอไม่ได้พูดว่า ฉันรักพ่อ
เมื่อคิดได้เช่นนั้นดวงตาของแต่ละคนก็เริ่มมีน้ำตาแห่งความสุขเอ่อล้นออกมา
ในเวลานี้เสียงของเยว่เยว่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“พ่อจ๋า,พ่อจ๋า”
“เราจะไปไหนกัน”
“พ่อเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน”
หลิวจือเซียที่ตกอยู่ในห้วงอารมณ์ของเพลงก็ร้องตอบว่า
“ลูกรัก,ลูกรัก”
“ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใด”
“ลูกคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตของพ่อ ”
เมื่อเสียงของหลิวจือเซียเงียบไปไฟทั้งหมดบนเวทีก็ดับลงทันที จากนั้นไฟสปอร์ตไลท์ก็ฉายลงมาที่สองพ่อลูกอย่างสวยงามฉากนี้ทำให้โรงละครแห่งนี้ถึงกับเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงอะไรออกมาเป็นเวลาหลายวินาทีจากนั้นผู้ชมทั้งหมดก็ลุกขึ้นยืนและปรบมือพร้อมกับเสียงเชียร์ดังลั่นโรงละคร