ความเดิมตอนที่แล้ว
บุคคลนิรนามที่ผู้คนขนานนามเขาว่าจอมยุทธไป๋ได้ปรากฏตัวออกมาช่วยชายที่เดินหลงเข้าไปในป่าจนถูกปีศาจตามฆ่าแทบเอาชีวิตไม่รอดเขาเผชิญหน้ากับปีศาจตนนั้นเพียงเพื่อ้าสืบหาความจริงบางอย่าง ทว่ากลับมีชายสวมหน้ากากโผล่ออกมาพาตัวปีศาจร้ายหนีหายไปในความมืดชายลึกลับคนนี้มีนามว่าอวิ๋นมู่ ประมุขน้อยแห่งเผ่าปีศาจ เขาออกตามหาพรรคพวกของตนที่หลบหนีมายังโลกมนุษย์ซึ่งเป็เวลาเดียวกับที่หานฉีซงก็ถูกฆ่าตายในคุกหลวงด้วยสภาพศพที่ไม่ต่างจากชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นทำให้เฉินเสวี่ยหยางยิ่งมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์และที่ที่จะให้คำตอบกับเขาได้มีอยู่สถานที่เดียวนั่นก็คือหนานจิ้งต่อมาเฉินเสวี่ยหยางให้ม้าเร็วส่งจดหมายถึงแม่ทัพอู๋เพื่อจัดเตรียมกำลังคนไปคุ้มกันเฉินลี่ถิงรวมทั้งเฉินฮูหยินและบุตรชายเดินทางกลับเยียนเป่ยแม้ในคืนนั้นจะเกิดเหตุการณ์นองเืแต่ทว่ากำลังทหารภายใต้การนำของแม่ทัพอู๋ก็สามารถกำจัดเหล่ามือสังหารลงได้อย่างง่ายดายด้วยแผนการอันแยบยลของเฉินเสวี่ยหยางและทำให้อู๋สี่เปลี่ยนความคิดที่เคยมีต่อเ้าเมืองน้อยเฉิน ค่ำคืนนั้นพวกเขาจึงได้นอนค้างแรมกันในโรงเตี๊ยมที่จุดพักม้า
ขณะเดียวกัน หลินเพ่ยหนิง องค์หญิงแห่งหนานจิ้งกำลังนอนหลับอยู่บนเตียงที่มีเพียงแสงสลัวส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามาไม่นานนักนางก็ถูกพลังอันชั่วช้าดึงจิติญญาเข้าไปสู่ห้วงฝัน ภาพในหัวของนางเห็นสตรีในชุดดำยื่นมืออันขาวซีดกับเล็บที่ดำยาวเข้ามาบีบคอของนางจนหายใจไม่ออกนอกจากนั้นมันยังพยายามเค้นเอาพลังบางอย่างออกจากตัวของนางไป ในเวลาเดียวกันที่เตียงนอนของบุรุษที่อยู่แสนไกลเฉินเสวี่ยหยางนอนหงายโดยสีหน้าไม่ค่อยดี เขากระสับกระส่ายเหมือนกับคนที่ฝันร้ายและกำผ้าเช็ดหน้าเอาไว้ในมือจนแน่นขณะที่หลินเพ่ยหนิงถูกตรึงอยู่บนเตียง นางพยายามดิ้นรนจนเริ่มอ่อนแรง แล้วดวงตาก็พลันเห็นแสงสีขาวปรากฏขึ้นมาตรงหน้าพร้อมบุรุษรูปร่างสง่าผู้มีใบหน้าคุ้นตากับดวงตาสีฟ้าที่คุ้นเคยเขาเข้ามาช่วยนางเอาไว้จากนั้นก็ดึงตัวนางเข้าไปสวมกอด ก่อนจะเอ่ยชื่อของนางด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวล ..“ชิงเอ๋อ!”.. ในยามนั้นเองเฟิงอี้ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ข้างเตียงนอนของหลินเพ่ยหนิง เขานำกระบี่ออกมาฟาดฟันดวงิญญาที่คร่อมร่างของนางอยู่จนมันสลายกลายเป็ฝุ่นควันพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่แผดดังจนแสบแก้วหู..“กรี๊ด!!”.. จากนั้นเฟิงอี้ก็ยืนมองหลินเพ่ยหนิงที่เริ่มเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเป็ปกติพร้อมร่องรอยเขียวช้ำที่ลำคอของนางก็ค่อย ๆ จางหายไป
เฟิงอี้ : “ คิดจะทำร้ายนาง ถามข้ารึยัง แต่ก็นะ! พลังอาฆาตรุนแรงไม่เบา ดีที่เขาเล่นงานมันจนหลุดออกมาจากห้วงฝัน ไม่งั้นข้าต้องเสียเวลาจัดการอีกนานพวกท่านนี่น้า.. แม้ในยามหลับก็ยังตามปกป้องกัน ข้าละยอมพวกท่านจริง ๆ ”
เฟิงอี้ติดตามปกป้องหลินเพ่ยหนิงตามคำฝากฝังของเทพาุโในขณะที่การกระทำของเขาอยู่ในการเฝ้าดูของชายปริศนาในชุดสีน้ำตาลที่แอบยืนมองหลังบานหน้าต่างคนผู้นี้เพียงเฝ้ามองในเงามืดอย่างเงียบ ๆ และทันทีที่เฟิงอี้รู้สึกได้ เขาก็พลันหายตัวไปจากตรงนั้น
เยียนเป่ย
เช้าวันต่อมาขบวนรถม้าก็เดินทางมาถึงจวนเ้าเมืองเยียนเป่ย เฉินลี่ถิงก้าวลงจากรถม้าจากนั้นเขาก็เดินไปรับภรรยาและบุตรชายเพื่อพากันไปพบท่านเ้าเมืองเฉิน โดยมีรถม้าของเฉินเสวี่ยหยางตามมาหยุดที่หน้าจวนในภายหลังและแม่ทัพอู๋ที่ขี่ม้าตามขบวนมาไม่ห่างก็พลันก้าวลงจากหลังม้าแล้วรีบเดินไปหาเ้าเมืองน้อยเฉินอู๋สี่มีสีหน้าเจื่อนอีกทั้งทำท่าจะคุกเข่าลง ทว่าเ้าเมืองน้อยผู้ปราดเปรื่องได้ทัดทานเขาเอาไว้
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ท่านแม่ทัพ ไม่จำเป็ต้องทำเช่นนี้ ”
อู๋สี่ : “ แต่ว่า.. ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าเข้าใจ และยินดีรับไว้ ”
อู๋สี่ : “ ขอรับ ”
อู๋สี่รู้ตัวว่าตนนั้นปฏิบัติต่อเ้าเมืองน้อยอย่างไม่เหมาะสมมาโดยตลอดในฐานะที่ตนเป็นักรบผู้กล้าจึงอยากคารวะเพื่อขออภัยต่อเ้าเมืองน้อยเฉินทว่าเฉินเสวี่ยหยางรู้ดีว่าอู๋สี่ผู้นี้มิได้มีใจเป็อื่น เพียงแต่เขาเป็แม่ทัพทหารผู้มีใจซื่อตรงเกินไปอีกทั้งเฉินลู่และเฉินลี่ถิงก็จงใจปกปิดความสามารถของเฉินเสวี่ยหยางเอาไว้ไม่ให้เปิดเผยก่อนเวลาอันเหมาะสม
หลังจากพูดคุยกับอู๋สี่เฉินเสวี่ยหยางก็เดินเข้าไปในจวนพร้อมด้วยองครักษ์คนสนิท ขณะที่แม่ทัพอู๋ผู้ห้าวหาญยืนมองเฉินเสวี่ยหยางด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปแล้วเขาก็อมยิ้มอย่างปลื้มปริ่ม อู๋สี่นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่พวกเขาจะออกจากจุดพักม้าพวกเขาถูกลอบทำร้ายโดยกากเดนที่แกล้งตายจนเหลือรอดไปได้สองคน และสองคนนั้นได้แอบย่องเข้าไปในโรงเตี๊ยมเพื่อสังหารเฉินลี่ถิงทว่าเฉินเสวี่ยหยางผู้มีการได้ยินเป็เลิศจึงรับรู้ถึงความเคลื่อนไหว เขาได้หยิบมีดสั้นที่ซุกซ่อนเอาไว้ออกมาขว้างปักกลางอกมือสังหารส่วนอีกคนที่เห็นว่าพวกของตนนั้นตายจึงได้เปลี่ยนใจหันหลังหลบหนีเฉินเสวี่ยหยางดึงดาบในมือของอู๋สี่ที่พลันพรวดพราดเข้ามา แล้วขว้างทะลุผนังไปยังทิศทางที่มือสังหารวิ่งหนีออกไปจนปักกลางหลังตายทั้งคู่อู๋สี่พลันคิดในใจ หากเฉินเสวี่ยหยางเป็แค่เพียงคนฉลาดที่ไร้ซึ่งวรยุทธก็คงไม่มีทางทำได้เช่นนี้และนี่คงเป็จุดประสงค์ของเฉินลู่ที่อยากให้แม่ทัพอู๋รับรู้ความจริงภายใต้ชุดผ้าคลุมของเฉินเสวี่ยหยาง
ฝูตง
..ตุบตับ ๆ ๆ..เสียงฝีเท้าทหารวิ่งเข้าไปรายงานความคืบหน้ากับผู้เป็นาย ซุนเย่เ้าเมืองน้อยแห่งฝูตง นั่งจิบชาพลางเล่นหมากกระดานอยู่เพียงลำพังภายในห้องโถงอันกว้างขวางโอ่อ่าโดยมีติงเชาองครักษ์ข้างกายยืนคุ้มกันอยู่ไม่ห่างนัก
ซุนเย่ : “ อะไรนะ! มือสังหารดักซุ่มอย่างนั้นรึฝีมือใครกัน? ”
ติงเชา : “ เ้าเมืองน้อย อย่างนี้เยียนเป่ยจะคิดว่าเป็ฝีมือของเราหรือไม่ขอรับ?”
ซุนเย่ : “ เฉินลี่ถิงน่าจะพอมองออก แต่ใครกันที่อยากให้ใต้หล้านี้เกิดไฟา”
ซุนเย่คือว่าที่เ้าเมืองฝูตงผู้มีท่าทางเชื่อมั่นทะเยอทะยานที่สำคัญเขาอยากที่จะเอาชนะเยียนเป่ย แต่ทหารม้าอาชาเงาทั้งสามแสนนายของเยียนเป่ยมิใช่ใครก็จะสามารถโค่นล้มลงได้เขาสมรสกับหลัวชิวหยี่ บุตรีบุญธรรมของเ้าเมืองหลิงซีก็เพื่อผลประโยชน์ทางการทหารทว่าหลิงซีเป็เพียงเมืองเล็ก ๆ ที่ปรารถนาอยู่อย่างสันติ แม้ฝูตงมีกำลังทหารถึงหนึ่งแสนนายแต่ก็ไม่มากพอจะต่อกรกับเยียนเป่ยและที่สำคัญไปกว่านั้น เขายังหวั่นเกรงชีวิตราษฎรจะเดือดร้อนจากไฟา เขาจึงไม่อาจท้าทายหรือลงมือกระทำการใดอันจะเป็เหตุแห่งหายนะซุนเย่สมรสกับหลัวชิวหยี่มานานแต่ก็ยังไร้ทายาทสืบสกุล ต่างจากซุนเล่อเหยียนที่เป็ญาติผู้น้องซึ่งมีบุตรชายให้กับเฉินลี่ถิงยามนี้เขาจึงรู้สึกตกเป็รองเยียนเป่ยในทุกด้าน และทำได้เพียงรอคอยโอกาสเหมือนนกขมิ้นตัวหนึ่งเท่านั้น
เรือนหวนคะนึง จวนเ้าเมืองเยียนเป่ย
เฉินลี่ถิง ซุนเล่อเหยียนและเฉินจือหาน เดินทางเข้าไปพบท่านเ้าเมืองเฉินขณะที่เขากำลังนั่งอ่านม้วนสารที่โต๊ะตำราตัวเดิมและดูเหมือนมีอาการอ่อนล้า
เฉินลี่ถิง : “ คารวะพี่ใหญ่ ”
ซุนเล่อเหยียน : “ เล่อเหยียนคารวะท่านพี่เฉิน ”
เฉินจือหาน : “ คารวะท่านลุง ”
เฉินลู่: “ อ้อ!.. มากันแล้วเรอะลุกขึ้น ๆ ๆ นั่งตามสบายเถอะ แล้ว.. หยางเอ๋อล่ะ? ”
เฉินลี่ถิง : “ เ้าเมืองน้อยคงมีเื่ต้องไปจัดการเลยกลับเรือนไปแล้ว พี่ใหญ่โหมงานหนักไปหรือไม่ สุขภาพท่านเป็อย่างไรบ้าง? ”
เฉินลู่ : “ ไม่ต้องห่วง กองหนังสือพวกนี้หยางเอ๋อเป็คนจัดการแล้วให้คนส่งมาให้ข้า ข้าแค่ตรวจทานเท่านั้น เ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกข้ายังอยู่คุยเล่นกับหานเอ๋อไปได้อีกนานเชียวล่ะ ”
ซุนเล่อเหยียน : “ ท่านพี่เฉิน สมุนไพรพวกนี้นำมาจากฝูตงเป็สมุนไพรป่าหายาก เพียงต้มด้วยไฟอ่อนสักสองชั่วยามแล้วนำน้ำมาดื่ม ก็จะช่วยบำรุงร่างกาย”
เฉินลี่ถิง : “ อื้ม!.. ดีจริงขอบใจนะเล่อเหยียน ”
ซุนเล่อเหยียน : “ เช่นนั้นข้าคงต้องพาหานเอ๋อไปพักก่อนท่านพี่เฉิน ท่านพี่.. ข้าขอตัว หานเอ๋อ! ไปกับแม่ ”
เฉินจือหาน : “ ขอรับ! ท่านลุงท่านพ่อข้าขอตัวก่อน ”
ซุนเล่อเหยียนรีบพาเฉินจือหานปลีกตัวออกไป เพราะนางรู้ว่าเ้าเมืองเฉินและผู้เป็สามียังมีเื่สำคัญที่ต้องหารือกันเมื่อซุนเล่อเหยียนคล้อยหลังจากไปแล้ว เฉินลู่จึงหันมาพูดคุยกับเฉินลี่ถิง
เฉินลู่ : “ เ้าเมืองซุนเป็อย่างไร? ”
เฉินลี่ถิง : “ ข้าคิดว่าไม่ค่อยดีนัก ่นี้การงานส่วนใหญ่ซุนเย่เป็คนจัดการ คาดว่าเขาน่าจะป่วยจนถึงขั้นไม่สามารถออกไปไหนได้แล้ว ”
เฉินลู่ : “ ซุนเหว่ยผู้นี้เดิมทีเป็สหายเก่าข้าเขาไม่ใช่คนทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูง แผ่นดินฝูตงในมือเขาจึงสงบสุขร่มเย็นแต่ซุนเย่บุตรชาย เหมือนจะไม่ใช่ ”
เฉินลี่ถิง : “ ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่พวกที่ลอบสังหารครานี้ก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็ฝีมือใครเพราะข้าไม่ได้ใช้เส้นทางเดิม ซุนเย่คงไม่กล้ากระทำการอุกอาจ ทางหลิงซียิ่งไม่ต้องเอ่ยส่วนหนานจิ้งก็ยิ่งเป็ไปไม่ได้โชคดีที่เ้าเมืองน้อยเดินทางไปรับผ่านเส้นทางลัด จึงถึงเยียนเป่ยเร็วกว่ากำหนด ”
เฉินลู่ : “ เ้าสาม ได้เวลาแล้วล่ะ ”
เฉินลี่ถิง : “ หนานจิ้ง พี่ใหญ่.. ปล่อยเ้าเมืองน้อยไปลำพังคงไม่ใช่ความคิดที่ดีนักข้าจะส่งข่าวไปบอกจวนอู๋และจวนหวง ให้ส่งคนตามคุ้มกันเ้าเมืองน้อยอีกแรงจะดีกว่า ”
เฉินลู่ : “ ถ้าเพิ่มคนคุ้มกัน หยางเอ๋อคงไม่้า นิสัยเขาไม่ชอบคนพลุกพล่านวุ่นวาย อีกอย่าง เขาเชื่อในฝีมือคนของเขา แต่ข้าก็ให้หวังต้าเจิ้งแอบส่งคนติดตามไปด้วยแล้วข้าคิดว่าถ้าไปในฐานะสหายร่วมทางน่าจะเป็การดีกว่า ”
เฉินลี่ถิง : “ จริงสิ! คุณชายหวงเช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะส่งข่าวไปยังผู้นำหวงเอง ”
..ค่อกแค่ก ๆ.. เฉินลี่ถิงเห็นท่าทางอาการไม่ดีของญาติผู้พี่เขาจึงรินน้ำชาส่งให้กับเฉินลู่พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
เฉินลี่ถิง : “ พี่ใหญ่ อาการของท่านไม่สู้ดีเลยให้ข้าตามท่านหมอเถิด ”
เฉินลู่ : “ รอก่อน อย่างน้อยก็ให้หยางเอ๋อเดินทางเสียก่อนแล้วเ้าค่อยเรียกมาก็ไม่สาย คนฉลาดอย่างเขา หูตาว่องไวยิ่งกว่าคนตาดีอย่างเราซะอีกข้าไม่อยากให้เขารู้จนต้องกังวลใจ จะอยู่ก็ไม่ได้จะไปก็ห่วง หากเป็เช่นนั้น พ่ออย่างข้าถึงคราวตายคงตายตาไม่หลับ”
เฉินลี่ถิงมองเฉินลู่ด้วยความเป็ห่วง แต่ก็ต้องจำใจทำตามความ้าของเ้าเมืองเฉินเพราะเขาเข้าใจในหัวอกของผู้เป็บิดาและรู้ดีว่าภาระหน้าที่ที่เฉินเสวี่ยหยางต้องเผชิญนั้นสำคัญต่อเยียนเป่ยในวันข้างหน้า
เรือนพิรุณโปรย
เฉินเสวี่ยหยางนั่งเขียนหนังสืออยู่ที่โต๊ะตัวเดิมจากนั้นเขาก็หยิบกระดาษที่เพิ่งเขียนเสร็จพับใส่เข้าไปในซองพร้อมทั้งปิดตราประทับไม่นานนักเฟยิก็เดินเข้ามาหา เขาจึงได้นำซองใส่เข้าไปในกล่องไม้และก็ส่งมันให้กับเฟยิ
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อย ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อีกสามวัน ให้คนส่งสารนี้ไปยังหนานจิ้ง ”
เฟยิ : “ แต่เราเดินทางพรุ่งนี้นี่ขอรับ ถ้าอย่างนั้น..เราจะถึงที่นั่นเร็วกว่ากำหนด ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่อยากเดินเที่ยวสักหน่อยหรือ? ”
เฟยิ : “ ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง้าเดินทางไปถึงหนานจิ้งก่อนกำหนดเพื่อใช้เวลาสืบดูความเคลื่อนไหวก่อนจะเข้าไปพบกับเ้าเมืองหลินและแล้วรุ่งขึ้น ..กึกกึก ๆ ..เสียงรถม้าของเฉินเสวี่ยหยางที่กำลังเดินทางไปยังท่าเทียบเรือ พวกเขาตัดสินใจใช้เส้นทางน้ำเพื่อเดินทางไปหนานจิ้งแต่จู่ ๆ รถม้าของเขาก็หยุดลงพร้อมกับเสียงของหวงจิ้งเอินะโเรียกเขาอยู่ไม่ไกล
หวงจิ้งเอิน : “ นี่.. คนข้างในน่ะ ออกมาหน่อยได้หรือไม่? ”
ครู่เดียว เฉินเสวี่ยหยางก็ก้าวออกมาและเห็นรถม้าของคุณชายหวงหยุดขวางทางอยู่
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เ้าจะไปไหน? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ถามได้! ก็ไปกับท่านนะสินี่องค์ชาย ข้าคงไม่ต้องขออนุญาตท่านหรอกใช่ไหม หากข้าไม่ไป พ่อข้าคงถลกหนังข้าแน่นี่ไม่รู้ว่าข้าหรือท่านที่เป็ลูกเขาน่ะ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ งั้นก็บอกคนข้างในเลิกซ่อนได้แล้ว ”
หวงจิ้งเอิน : “ หือ! ใคร ที่ไหน? ”
.. กึก ๆ .. สิ้นเสียงพูดของเฉินเสวี่ยหยางอู๋ฉงฉงที่แอบซ่อนอยู่ในรถขนสัมภาระก็เปิดผ้าคลุ่มแล้วโผล่หน้าออกมาทำให้หวงจิ้งเอินประหลาดใจว่านางแอบขึ้นรถมาั้แ่เมื่อใด
หวงจิ้งเอิน : “ อ้าว! ฉงฉงอย่าบอกนะว่าเ้า.. ”
อู๋ฉงฉง : “ ข้าก็จะไปด้วย! ”
หวงจิ้งเอิน : “ นี่ฉงฉง เราไม่ได้ไปเที่ยวกันนะ ”
อู๋ฉงฉง : “ ก็ข้าอยากเห็นว่าคู่หมั้นของท่านพี่เฉินจะงดงามเพียงใดงามกว่าข้าหรือไม่ ส่วนเ้า! เ้าหวงตัวกลมไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ยังไงข้าก็จะไป ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ จิ้งเอิน นางมากับเ้า ”
หวงจิ้งเอิน : “ งานเข้า ”
เฉินเสวี่ยหยางหันหลังกลับเข้ารถม้าโดยปล่อยให้หวงจิ้งเอินรับมือกับอู๋ฉงฉงเพราะคุณชายหวงไม่รอบคอบจนทำให้นางแอบขึ้นรถติดตามมาโดยที่เขาไม่รู้ตัว
เฟยฉี : “นี่คุณหนูจวนอู๋ยังไม่เลิกเรียกคุณชายหวงแบบนั้นอีกหรอ? ” (ซุบซิบ)
เฟยิ : “ ช่วยไม่ได้ ตอนเด็กคุณชายหวงตัวอ้วนกลมทั้งยังพกขนมติดตัวไปไหนมาไหนตลอด ”
เฟยฉี : “แต่สุดท้ายขนมพวกนั้นคุณหนูอู๋ก็เป็คนกินหมดไม่ใช่หรอเพราะนางเอาแต่เล่นจนลืมเวลากินข้าวกินปลาน่ะ ดู ๆ ไป คู่นี้ก็เหมาะสมกันดีอยู่นะ ”
เฟยิ : “ คุณชายหวงพอโตขึ้นก็รูปร่างสง่าสมกับเป็คุณชายแต่เ้านี่สิ.. ดูยังไงก็เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ”
เฟยฉี : “ นั่นชมใช่ไหม? ”
เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงท่าเทียบเรือ เฟยฉีได้สังเกตเห็นความผิดปกติจึงรีบเข้ามารายงานกับเ้าเมืองน้อยเฉิน
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ บนเรือ..นอกจากเราคุณหนูอู๋และคุณชายหวง ยังมีคนอื่นอีก ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่เป็ไร คนของท่านพ่อแล้วก็จวนสกุลหาน ”
เฟยฉี : “ ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยางยืนคุยกับเฟยฉีเพียงครู่ จากนั้นเขาก็ตรงเข้าไปในเรือโดยมีสององครักษ์อ้วนผอมยืนคุมเชิงคุ้มกันอยู่ด้านนอก
เฟยฉี : “ นี่อาิ! คนของท่านเ้าเมืองข้ายังพอเข้าใจแต่จวนหานตามมาทำไมกัน? ”
เฟยิ : “ มีสองอย่าง ไม่คุ้มกันก็สอดแนม แต่คิดว่าน่าจะเป็อย่างหลัง”
เฟยฉี : “ สอดแนม! มีเื่อะไรให้สอดเื่มือสังหารที่ฆ่าหานฉีซงน่ะเหรอ ไม่น่าใช่นา.. หานฉีซงตายแต่ใครเลยจะกล้าขุดคุ้ยสาเหตุการตายของนักโทษข้อหาฏเขาตายก็ถือว่าช่วยสกุลหานรอดพ้นวิกฤติ นี่หรือว่า.. มาเพราะเื่อื่น อ๋อ.. ข้ารู้ละ! เื่องค์หญิง ”
เฟยิ : “ ฉลาดเหมือนกันนี่ ”
เฟยฉี : “ คุณหนูหานโดนเ้าเมืองน้อยของเราตกเข้าเต็ม ๆเลยอยากรู้ว่าองค์หญิงตัวจริงเป็เช่นไร สงสารก็แต่เ้าเมืองน้อยไม่ทันไรก็มีสตรีสองนางเข้ามาขวางทางรัก ”
เฟยิ : “ คงตามได้อีกไม่นานหรอกเ้าเมืองน้อยต้องหาทางสลัดออกไปแน่ ”
เฟยฉี : “ เฮ้อ.. จิตใจหญิงดั่งน้ำนิ่งไหลลึกยากแท้หยั่งถึงซะจริง ๆ นี่อาิ! เ้าอย่ามีหญิงแล้วทิ้งข้าเชียว”
เฟยิ : “ ฉีน้องรัก เราคลอดลูกเองไม่ได้ ”
เฟยฉี : “ อืม.. จริงด้วย ”
กว่าที่พวกเขาจะนำเรือออกจากท่าก็ล่วงเลยเวลาย่ำค่ำนาวาสองลำที่แล่นอยู่กลางสายน้ำก็ล่องลอยไปตามกระแส เรือลำแรกมีเ้าเมืองน้อยเฉินกับองครักษ์รวมทั้งคนติดตามส่วนเรืออีกลำคือคุณชายหวงและคุณหนูอู๋แห่งจวนแม่ทัพอู๋สี่เ้าเมืองน้อยและคุณหนูคุณชายซึ่งเป็คนสำคัญจึงนั่งอยู่ภายในเรือส่วนที่เหลือคือคนติดตามเฝ้ายืนคุ้มกันอยู่ภายนอก โดยริมฝั่งน้ำมีเพียงทิวป่าขึ้นหนารกชัฏดูไร้วี่แววสิ่งมีชีวิตนอกจากเสียงของสายนทีในยามนี้ช่างเงียบสงัดจนดูน่าขนลุก และแล้วสายลมก็พัดโชยเข้ามาพาเอาม่านหมอกหนาล่องลอยมาปกคลุมเรือสองลำที่แล่นตามกันมาถูกบดบังทัศนาจนมองอะไรไม่เห็น
เฟยฉี : “ นี่มันอะไรกันเนี่ย? ”
หลังจากสูดดมหมอกควัน พวกเขาต่างเกิดอาการมึนงงจากนั้นไม่นานก็พากันหมดสติ เหลือก็แต่เฉินเสวี่ยหยางที่นั่งจิบชาอยู่เพียงลำพังซึ่งระหว่างนั้นเขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ม่านหมอก ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างของสตรีผู้มีเค้าหน้าคล้ายกับนางในฝันนางยืนอยู่เบื้องหน้าในชุดสีแดงที่พริ้วบางและแหวกยาวจนเห็นขา ทว่าใบหน้านั้นซีดขาวกับริมฝีปากสีแดงชาดรวมทั้งเล็บมืออันเรียวยาวที่มีสีแดงเข้ากับชุดเขายืนขึ้นจ้องมองนางเหมือนดั่งตกอยู่ในภวังค์จนเมื่อนางเดินเข้ามาหา เขาก็พลันได้สติเพราะนางไร้ซึ่งกลิ่นหอมที่เขานั้นคุ้นเคย
เฉินเสวี่ยหยาง : “ บังอาจ ”
เฉินเสวี่ยหยางเคืองขุ่นอยู่ในใจเพราะนางแอบเข้าไปในความคิดเขาอีกทั้งใช้ใบหน้านี้มาล่อลวงให้หลงใหล ขณะที่นางตรงเข้ามาร่ายรำยั่วเย้าคลอเคลียเฉินเสวี่ยหยาง พลางลูบไล้รอบอกและแผ่นหลังด้วยท่าทียั่วยวนบุรุษแต่สิ่งที่เฉินเสวี่ยหยางรับรู้ได้คือสตรีนางนี้อาจมิใช่มนุษย์ เพราะนางยื่นหน้าเข้ามาใกล้มากพอที่เขาจะเห็นลูกั์ตาอันมีสีแดงปรากฏวูบวาบนอกจากนั้นทั้งองครักษ์และคนติดตามต่างก็ดูเงียบจนผิดปกติ เฉินเสวี่ยหยางยืนนิ่งเยือกเย็นสุขุมขณะที่นางโอบกอดลูบคลำตามลำตัวและใบหน้า จนกระทั่งนางปลดเปลื้องเสื้อผ้าเฉินเสวี่ยหยางจึงได้หลับตาลง สตรีนางนี้คือปีศาจจิ้งจอก หนึ่งในเผ่าปีศาจที่หลบหนีมายังโลกมนุษย์
ปีศาจสาว : “ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ .. ”
เสียงหัวเราะร่าฟังดูน่าขนลุก ทว่าเฉินเสวี่ยหยางไม่รู้สึกหวาดหวั่นเขายืนนิ่งฟังเสียงการเคลื่อนไหวขณะที่นางพุ่งเข้ามาทำร้ายด้วยเขี้ยวเล็บอันแหลมคม เฉินเสวี่ยหยางหลบการโจมตีของนางพร้อมปล่อยมีดสั้นออกมาจากแขนเสื้อจากนั้นเขาก็เหวี่ยงแขนออกไปทำให้คมมีดกรีดใบหน้าปีศาจร้ายจนกลายเป็รอยแผล และนั่นจึงทำให้นางเริ่มมีโทสะจนเปลี่ยนใบหน้าที่งดงามกลายเป็เหี่ยวย่นพร้อมทั้งแยกเขี้ยวอันแหลมคมตรงเข้าจู่โจมเฉินเสวี่ยหยาง
ปีศาจสาว : “ หึย.. เ้า.. กรี๊ด!.. ”
นางพรางตัวเคลื่อนไหวเหมือนกลุ่มควันล่องลอยไปมาอยู่ภายในห้องโดยเ้าเมืองน้อยทำได้เพียงพลิกตัวหลบหลีก ไม่นานนักเขาก็จับทิศทางของนางได้ เขาจึงคว้าลำคอของนางเอาไว้และผลักร่างปีศาจร้ายจนไปติดผนังห้องเฉินเสวี่ยหยางผู้ไม่เคยหวาดกลัวสิ่งใดลืมตาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของนางพร้อมทั้งเงื้อมือที่กำมีดไว้แน่นและเวลานั้นเองที่นางเปลี่ยนอากัปกิริยาเป็หวาดกลัวเฉินเสวี่ยหยางเพราะนางเห็นดวงตาสีฟ้าของเขาอย่างชัดเจน ทั้งั์ตายังส่องประกายปราณพลังเทพ จนนางต้องรีบหลบลี้หนีหายไปในที่สุดหลังจากนั้นไม่นานหมอกควันก็จางหายไปพร้อมกับเฟยิที่พรวดพราดเข้ามาหาเฉินเสวี่ยหยางด้วยอาการมึนงงตามด้วยเฟยฉีที่เพิ่งได้สติและรีบเข้ามาแจ้งข่าวด้วยสีหน้าหวั่นวิตก
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อย เกิดอะไรขึ้นขอรับท่านเป็อะไรหรือไม่? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าไม่เป็ไรไปดูจิ้งเอินกับฉงฉง ”
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ เรือของคุณชายหวง หายไปแล้วขอรับ”
ติดตามตอนต่อไป