ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 104 ตัวตนของเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 104 ตัวตนของเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์





            “ขอบคุณพวกเจ้าทั้งสองคนมาก โดยเฉพาะเจ้า คาลอส หากไม่มีเจ้า ข้าคงตายไปแล้วตั้งแต่แรก” ชายร่างอ้วนโค้งคำนับให้กับคาลอส ร่างท่อนบนแทบจะขนานไปกับพื้น แสดงความจริงใจในคำขอบคุณของเขาออกมาอย่างถึงที่สุด



            “ข้าเองก็ขอบคุณพวกเจ้าทั้งคู่มาก หากพวกเจ้าไม่ผ่านทางมา ข้าคงจะตกตายอยู่ภายในมิติ ความจริงทุกอย่างคงถูกฝังกลบอยู่ภายในนั้น ความแค้นต่อกองกำลังรอสบ้าคงไม่ได้รับการชำระ!” น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความจริงใจ แต่หลังๆ เริ่มแฝงไปด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยวเตรียมปะทุ



            เชื่อได้เลยว่าหลังจากนี้กองกำลังรอสบ้าจะต้องไม่มีช่วงเวลาที่ดีเหลืออยู่อย่างแน่นอน การพยายามฆ่าอัจฉริยะคนสำคัญของสำนักจันทรานิรันดร์นับเป็นความผิดพลาดร้ายแรง



            “นับแต่นี้ต่อไปพวกเราถือเป็นสหายกัน หากมีปัญหาอะไรสามารถมาบอกข้าได้เสมอ ข้าหานฮวา พร้อมช่วยเหลือเต็มที่” พูดจบหญิงสาวก็เม้มปากเล็กน้อย สายตาจริงจัง และเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างได้จึงกล่าวต่อไป “ส่วนของชดเชยสำหรับสมบัตินั่น...ไว้ข้าจะส่งไปให้ทีหลัง สมาคมข่าวกรองออสแตรง แล้วก็เจ้า ตระกูลพีไรซ์จากเขต C สินะ”



            ชายหนุ่มทั้งสองต่างก็พยักหน้ายืนยันว่าถูกต้อง หลังจากนั้นชายร่างอ้วนจะเกริ่นบางอย่างขึ้นมา



            “ความจริงเรื่องที่อยากให้ช่วยเหลือน่ะ มีอยู่แล้ว และคาลอสเป็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าที่สุด” ชายร่างอ้วนเปิดประเด็นขึ้นมาทันที ก่อนจะใช้ศอกกระทุ้งแขนอีกฝ่ายเบาๆ เป็นสัญญาณว่าให้พูดสิ่งที่ต้องการออกไปเลย



            เพราะชายร่างอ้วนรู้เป้าประสงค์ของคาลอสมาโดยตลอด สมบัติภายในมิติลึกลับพวกนั้นนับว่าเป็นของแถมระหว่างทางเท่านั้น สิ่งที่คาลอสให้ความสำคัญจริงๆ ก็คือตามหาแม่นางหานฮวาที่อยู่ตรงหน้านี่แหละ



            พวกเขาทั้งสองคนเที่ยวตามหาแม่นางหานฮวามาตลอดสามวันจนท้อใจ สุดท้ายมาเจอด้วยความบังเอิญ ทั้งยังต้องมาอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากร่วมกันอีก



            เรื่องเลวร้ายมากมายผ่านเข้ามาอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน ทำให้ชายหนุ่มไม่มีโอกาสได้พูดคุยสิ่งที่ต้องการกับหญิงสาวสักที แต่ตอนนี้โอกาสนั้นมาถึงแล้ว หากยังไม่รีบพูดออกไป เกรงว่าหลังจากนี้จะหาโอกาสไม่ง่าย



            ชายร่างอ้วนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคาลอสมาตลอดสี่วัน มิตรภาพอันดีค่อยๆ ก่อตัวขึ้น อีกทั้งยังรับปากไว้ด้วยแต่แรกว่าจะช่วยตามหาแม่นางหานฮวาให้พบ ในเมื่อโอกาสมาถึงก็ต้องช่วยส่งเสริมสหายให้ถึงที่สุด ออกตัวพูดเปิดทางให้กับเพื่อนของตนเองทันที



            หญิงสาวเลิกคิ้วด้วยความสนใจจากท่าทางของชายร่างอ้วน ค่อยๆ หันหน้ามาทางคาลอส



            ชายร่างอ้วนส่งสัญญาณมาอย่างกะทันหัน ทำให้คาลอสตั้งตัวไม่ทันเล็กน้อย นิ่งอึ้งอยู่ครึ่งลมหายใจก่อนจะทำความเข้าใจสถานการณ์ได้ สายตาจ้องมองตรงไปที่หญิงสาวพร้อมกับเปิดปากพูดออกมา



            “ใช่ ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า จุดประสงค์ที่แท้จริงของข้าก็คือการตามหาเจ้า ช่างบังเอิญเหลือเกินที่สุดท้ายได้มาพบกันในสถานการณ์เสี่ยงตาย” คาลอสจ้องตาหญิงสาว พร้อมกับถอนหายใจออกมา มันเป็นทั้งความเหนื่อยผสมกับความโล่งใจในคราวเดียว



            “ตามหาข้า?” หญิงสาวเอียงคอเล็กน้อยด้วยความสงสัย



            “ถูกต้อง ข้ามาที่นี่เพื่อตามหาเจ้าตามความต้องการของบรรพบุรุษ เพียงแต่ว่า......หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั่น ข้าคิดว่าบางทีเจ้าอาจจะไม่ใช่บุคคลที่บรรพบุรุษของข้าต้องการพบ แค่อายุที่แท้จริงของเจ้าเพียงอย่างเดียวก็ไม่น่าเป็นไปได้แล้ว” ชายหนุ่มอธิบายออกมาตรงๆ



            “เดี๋ยวก่อนนะ เจ้าบอกว่าเจ้ามาจากเมืองปากัสใช่หรือไม่ ที่จริงเมื่อสองเดือนก่อนข้าผ่านทางไปที่นั่น หรือว่าเป็นตระกูลของเจ้าที่ออกตามหาตัวข้ากันให้ควั่ก?”



            หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่นึกอะไรบางอย่างออก ก่อนหน้านี้นางก็เอะใจตอนที่คาลอสบอกว่าตนเองมาจากเมืองปากัส พอมาฟังคำอธิบายของอีกฝ่ายแล้ว ทุกอย่างเริ่มเข้าเค้า จะต้องเป็นตระกูลของอีกฝ่ายที่ออกตามหาตน แต่จะทำไปเพื่ออะไรกันเล่า?



            “นี่.......ก็ใช่ นั่นคงเป็นตระกูลของข้าเอง” ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาแก้มด้วยความเขินอาย ก่อนจะพูดต่อไป “ขออภัยด้วยหากเหตุการณ์นั้นทำให้เจ้าไม่สบายใจ แต่คนเป็นลูกเป็นหลานก็อยากจะทำตามความต้องการของบรรพบุรุษให้สำเร็จ ถึงแม้มันจะดูมากเกินไปบ้างก็ตาม”



            “ทำไมบรรพบุรุษของเจ้าถึงอยากเจอข้านัก มีเรื่องอะไรอยู่เบื้องหลังกันแน่?” หญิงสาวคิดไปถึงร่างแสงสีทองที่มาช่วยพวกตนออกมาจากมิติลึกลับ การที่อีกฝ่ายสามารถผ่านข้อจำกัดของมิติเข้ามาได้ ทั้งยังจัดการทุกอย่างได้ราบรื่นไม่มีติดขัดบกพร่อง บ่งบอกให้เห็นว่าบรรพบุรุษของชายหนุ่มไม่ใช่ตัวตนที่ธรรมดาเลย นั่นทำให้เธอรู้สึกเกรงใจอีกฝ่ายอยู่หลายส่วน ไม่กล้าต่อว่าอะไรออกไป



            “ข้ามาคิดดูแล้ว บางทีคนที่บรรพบุรุษของข้ากำลังตามหาอาจไม่ใช่เจ้า แต่เป็นคนที่หน้าตาเหมือนเจ้ามากๆ นางชื่อว่าเยว่ซิน…หวางเยว่ซิน ไม่แน่ใจว่าแม่นางหานฮวาพอจะรู้จักคนชื่อนี้บ้างหรือไม่?” คาลอสกล่าวสิ่งที่ตนเองคาดเดาพร้อมกับข้อมูลบางอย่างออกไป



            ชายหนุ่มคิดๆ ดูแล้ว ไม่มีทางที่หานฮวาจะเป็นคนที่บรรพบุรุษของตนกำลังตามหาได้เลย มันมีหลายสิ่งไม่เข้าเค้ากันหลายอย่าง แต่หากจะตั้งข้อสงสัยว่าหานฮวาเกี่ยวข้องกับเยว่ซิน…นั่นยังพอมีโอกาสเป็นไปได้



            “หวางเยว่ซิน?……” หลังจากที่ได้ฟังคำอธิบายของคาลอส หญิงสาวก็ทวนชื่อซ้ำออกมา



            คิ้วของหญิงสาวขยับมาชนกันเล็กน้อย ยืนนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นไม่ได้พูดอะไรต่อสักพักใหญ่



            สายตาค่อยๆ เหลือบขึ้นมองใบหน้าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า แววตาดูลังเลไม่แน่ใจ เธอไม่รู้ว่าตนเองควรพูดออกไปหรือไม่ แม้เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไร แต่นอกจากผู้อาวุโสในสำนักแล้ว ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้จักชื่อนี้



            หญิงสาวกัดริมฝีปากก่อนตัดสินใจพูดออกไป “ท่านย่าของข้าก็ชื่อว่าหวางเยว่ซินเช่นกัน…เป็นเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์”



            ประโยคสั้นๆ ที่ออกมาจากปากของหานฮวาทำให้ชายหนุ่มทั้งสองตื่นตะลึง โดยเฉพาะเจ้าอ้วนฮิคาริสที่ตาโตขึ้นทันใด มันจ้องมองหานฮวาสลับกับคาลอสไปมา



            แม้แต่เจ้าอ้วนที่มีข้อมูลข่าวสารมากมายอยู่กับตัวก็ไม่รู้เรื่องนี้ เรื่องราวดูจะดำเนินมาจนถึงจุดคลี่คลาย คนที่บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์อยากจะเจอ แท้จริงคือเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์? นั่นก็…ฟังดูสมเหตุสมผลดี การที่มาตามหาหญิงสาวรุ่นลูกรุ่นหลาน ฟังอย่างไรก็แหม่งๆ



            “หลายคนอาจจะไม่รู้ แต่ชื่อของสำนักจันทรานิรันดร์ก็ได้มาจากชื่อของท่านย่าของข้านี่เอง เยว่ซิน มีความหมายว่าดวงจันทร์แห่งความสุข และความสุขของดวงจันทร์นี้จะอยู่ไปชั่วนิรันดร์ ตราบเท่าที่สำนักของพวกเรายังคงอยู่” หานฮวายิ้มออกมายามที่อธิบายเพิ่มเติมถึงเบื้องหลังชื่อสำนักจันทรานิรันดร์ และทิศทางที่เจ้าสำนักต้องการให้ศิษย์รุ่นต่อรุ่นส่งต่อมันสืบไป



            ชายร่างอ้วนจ้องมองหญิงสาวด้วยความตื่นตะลึง ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมสถานะของอีกฝ่ายถึงสูงนักในสำนัก ที่แท้นางมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเจ้าสำนักนี่เอง! แม้จะไม่รู้ว่าความเป็นมานั้นเป็นอย่างไร เหตุใดเจ้าสำนักที่รับแต่ศิษย์สตรีถึงมีหลานสาวได้ แล้วพ่อแม่ของหญิงสาวหายเป็นใคร...ซึ่งเรื่องพวกนี้คิดไปก็ไม่มีทางนึกออก



            คาลอสเองก็แปลกใจไม่น้อย แต่เพราะเขาไม่ค่อยเข้าใจสิ่งต่างๆ ในเขต B ดีนัก จึงไม่ได้ตกใจเท่าเจ้าอ้วนฮิคาริส และเหล่าอีโวลนั้นล้วนมีอายุยืนยาว การมีลูกหลายตอนอายุมากก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่



            “ข้าขอถามสักหน่อย บรรพบุรุษของเจ้าเป็นคนในยุคโลกาวินาศใช่หรือไม่? ถ้าใช่ ข้าก็พอจะคาดเดาอะไรได้อยู่บ้าง…” หญิงสาวดึงสีหน้ากลับมาเป็นจริงจัง แล้วเอ่ยถามชายหนุ่มออกไป



            “ข้าเหมือนจะจำได้ว่า บรรพบุรุษของข้าเคยอยู่ในช่วงสามร้อยกว่าปีก่อน เป็นไปได้มากทีเดียวที่ท่านจะเป็นคนจากยุคนั้น” คาลอสนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกมา



            ความสามารถแปลกๆ มากมายของจินทำให้คาลอสอดคิดไม่ได้ว่าบรรพบุรุษของตนจะต้องเป็นคนจากยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นการคงอยู่ในรูปของวิญญาณ การเข้าฝัน การเปลี่ยนเป็นร่างพลังงานเพื่อมาปกป้องคุ้มครองคนในตระกูล รวมถึงของวิเศษต่างๆ ที่ท่านมอบให้



            เขาเคยได้ยินว่าคนที่มาจากยุคนั้นจะได้รับทักษะพิเศษที่แตกต่างกันไป เพื่อใช้ในการต่อกรกับการรุกรานของสิ่งมีชีวิตต่างมิติ การที่บรรพบุรุษของตนมีความสามารถที่หลากหลายจึงกลายเป็นสมเหตุสมผล



            “เข้าใจแล้ว” หญิงสาวหลับตาครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมองหน้าชายหนุ่มชุดแดง “หากมันเป็นสิ่งที่เจ้าอยากให้ข้าช่วยเหลือ เช่นนั้นโปรดว่ามาเถิด ข้าจะนำไปบอกต่อแก่ท่านย่าของข้าให้เอง”



            “จิณณ์ พิไร นั่นคือชื่อของบรรพบุรุษตระกูลของข้า โปรดนำความไปบอกต่อท่านย่าของเจ้าด้วยว่ามีคนต้องการพบ” คาลอสประสานมือขึ้นด้านหน้า เป็นเชิงขอความกรุณาจากหญิงสาว ซึ่งหญิงสาวก็ประสานมือรับเช่นเดียวกัน



            “เข้าใจแล้ว ช่วงนี้ท่านย่าปิดตัวฝึกฝนอยู่บ่อยครั้ง หากท่านออกจากการฝึกฝนเมื่อใด ข้าจะรีบรายงานเรื่องนี้ให้ท่านทราบโดยเร็วที่สุด หากได้เรื่องราวอะไรข้าจะส่งจดหมายไปยังตระกูลพีไรซ์อีกที” หญิงสาวค้อมศีรษะให้ชายหนุ่ม



            เธอสามารถบอกได้แค่เท่านี้ แต่ไม่อาจรับประกันผลว่ามันจะเป็นเช่นไรต่อ



            สุดท้ายแล้วความต้องการของชายหนุ่มจะสำเร็จลุล่วงหรือไม่ก็ล้วนขึ้นอยู่กับเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ซึ่งเป็นย่าของเธอเพียงผู้เดียว



            “ขอบคุณเจ้ามากหานฮวา ข้าจะรีบกลับไปแจ้งตระกูลของข้าให้ตั้งตารอจดหมายจากสำนักจันทรานิรันดร์” ชายหนุ่มค้อมหัวขอบคุณหญิงสาวเช่นกัน



            ทั้งคู่พยักหน้าให้แก่กัน ก่อนที่หญิงสาวจะหันหน้าไปทางชายร่างอ้วน



            “โอ้ ข้าไม่มีความต้องการอะไรเป็นพิเศษ เอาไว้มีเรื่องเดือดร้อนข้าจะนึกถึงแม่นางเป็นคนแรกเลยทีเดียว” ยามเมื่อเห็นอีกฝ่ายหันมองมา เจ้าอ้วนก็ประสานมือขึ้นพร้อมกับยิ้มแป้น



            ทั้งสามคนยืนพูดคุยแลกเปลี่ยนที่อยู่กันครู่หนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันไป



            คาลอสเดินออกมาพร้อมกับฮิคาริส ทั้งสองพูดกันอีกเล็กน้อย ชายหนุ่มชุดแดงถามเรื่องของตระกูลหวงหลงจากอาณาเขต C ซึ่งฮิคาริสก็ตอบเท่าที่ตนเองรู้ แม้จะเป็นข้อมูลคร่าวๆ แต่ก็ทำให้คาลอสมองเห็นภาพหลายๆ อย่างได้ดีขึ้น



            คาลอสเดินตามหาจนเจอผู้ติดตามของซีเลียที่ยืนรออยู่ด้านนอก โล่งใจที่คนเหล่านี้ยังไม่รีบร้อนกลับไป ไม่เช่นนั้นเขาคงลำบากไม่น้อยทีเดียวในการหาทางกลับไปยังเมืองปากัส



            ขบวนรถที่มาส่งซิเลีย ค่อยๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้ากลับไปยังเมือง B-24



            คาลอสเหม่อมองออกไปนอกรถ คิดหลายเรื่องอยู่ในใจ กะว่าจะแวะดูความเรียบร้อยของธุรกิจโอสถของตระกูลพีไรซ์ภายในเมือง B-24 เสียหน่อย รวมถึงทักทายท่านพี่แคนซัสด้วย จากนั้นค่อยเดินทางกลับเมืองปากัสพร้อมกับกลุ่มพ่อค้าสักกลุ่ม



            ---------------------------



            ศาลบรรพชน ตระกูลพีไรซ์



            [สำเร็จภารกิจยึดครองมิติประดิษฐ์ หมายเลข 8 ระบบกำลังประมวลผล]



            [สำเร็จภารกิจเร่งด่วน ช่วยเหลือสมาชิกตระกูล ระบบกำลังประมวลผลความสำเร็จ]



            หน้าต่างระบบปรากฏขึ้นตรงหน้าของจิน วิญญาณโปร่งแสงมองสัญลักษณ์วงกลมหมุนวนไปมาด้านล่างของกล่องข้อความ เป็นสัญลักษณ์สื่อว่าให้รอการประมวลผลของระบบสักครู่



            นั่นทำให้ร่างวิญญาณต้องยืนรออยู่เงียบๆ ไปอีกครู่ใหญ่



    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน