ในขณะที่อลินตาหลับสนิทหญิงสาวกลับนอนขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากัน เพราะเธอกำลังฝันฝันเห็นแพงอรคนเดิมที่หน้าตาเหมือนเธอ ในภวังค์จิตแห่งฝันนั้น อลินตาก็ต้องแปลกใจเพราะในฝันคราวนี้เธอกลับไม่ได้เห็นแพงอรผูกคอตายดังเช่นที่เคยเห็นมา
แต่อลินตากำลังฝันเห็นแพงอรนั่งอยู่บริเวณท่าน้ำ ซึ่งเป็นท่าน้ำที่ติดกับท้ายคุ้มเชียงภูแสนในบริเวณอันเป็นเรือนพักของเธอ อลินตาสงสัยยิ่งนัก นั่นแพงอรกำลังคุยกับใคร เอ๊ะ!!นั่น.. ผู้ชายกำลังว่ายน้ำอยู่นี่นา ใครกัน หน้าตาหล่อใช้ได้ ผิวพรรณขาวผ่องออร่ากระจัดกระจาย คิ้วเข้ม ตาคมโต เปล่งประกายสุดๆแต่ตาคู่นั้นอลินตาช่างคุ้นเหลือเกินเคยเห็นที่ไหนกัน? แต่.. เอ๊ะ..ในฝันใจสั่นได้ไง หรือเป็นเพราะแอบดูผู้ชายว่ายน้ำ บ้าเหรอ ไม่ได้ตั้งใจนี่ มันเป็นความฝันนะยะ...
อลินตาพยายามเงี่ยหูฟังว่าทั้งสองกำลังพูดคุยอะไรกันอยู่แต่ฟังเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยิน เหมือนจะได้ยินแต่เมื่อได้ยินกลับไม่รู้เรื่องเสียอย่างนั้น อลินตาแอบดูอยู่นานจนกระทั่งมีกลุ่มของผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง เดินเข้ามา แล้วผู้ชายในน้ำก็ค่อยๆถอยห่างออกไปในขณะที่เสียงจากผู้หญิงกลุ่มนั้นซึ่งจากการสังเกตก็คงจะเป็นพวกข้ารับใช้ภายในคุ้มเชียงภูแสนหนึ่งในข้ารับใช้ซึ่งอยู่ในกลุ่มนั้นก็ได้เรียกบอกแพงอรทั้งที่ตัวยังไม่ถึงท่าน้ำด้วยซ้ำ
“แม่หญิงแพงอรขึ้นจากน้ำเถอะเจ้า เจ้าภูแสนมาหา ตอนนี้รออยู่บนเรือนแล้วเจ้า..” แพงอรหันไปทางกลุ่มข้ารับใช้สาวๆ กลุ่มนั้นอลินตาหันไปมองทางกลุ่มข้ารับใช้ ก่อนจะหันกลับไปมองผู้ชายในน้ำ พลันอลินตาก็ต้องสะดุ้ง ชะงักไป เพราะชายหนุ่มคนนั้นกำลังเพ่งมองมาที่เธออย่างตั้งใจ
เขาจ้องอลินตาเขม็งดวงตาสีเขียวมรกตเรื่อเรืองชายคนนั้นจ้องอลินตาอยู่สักพักก่อนที่จะดำน้ำหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยเหลือเพียงคลื่นน้ำ ที่กระเพื่อมไปตามแรงลม อลินตาย่นคิ้วด้วยความแปลกใจ ใครกัน?ทำไมมีดวงตาสีเขียวมรกต คล้ายๆ กับ... อลินตานิ่งคิดไปสักพัก ก่อนจะคิดออกคล้ายกับดวงตาของเจ้าภูแสนที่เธอเคยเห็นสองครั้งสองครา ใช่แล้วนั่นมันดวงตาเดียวกันเลยนี่นา!!
“พรึ่บ...” อลินตาลืมตาทั้งที่ยังนอนอยู่บนเตียง หญิงสาวนอนมองเพดานสักพักก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีท่าทีง่วงงุนจากอาการเพิ่งตื่นเลยแม้แต่นิดแต่กลับมีความคล่องตัวอยู่ตลอดเวลาอลินตาเดินไปเปิดประตูกระจกซึ่งเป็นประตูที่ทอดผ่านไปยังระเบียงของห้องนอนจากนั้นก็ทบทวนเหตุการณ์ที่ได้รับรู้เกี่ยวกับเจ้าภูแสนตั้งแต่เจอกันครั้งแรกที่งานประมูลของเก่าในโรงแรมอำมาฤทธิ์ ดูเหมือนว่าเจ้าภูแสนคนนี้มีความหยิ่งทะนงในตัวเองค่อนข้างสูงและดุดันเอาเรื่องได้ใจทีเดียว แตทว่า... ภายใต้ท่าทีที่เงียบสุขุมเจ้าภูแสนกลับเป็นคนที่มีเรื่องราวต่างๆ ซ่อนเอาไว้มากมายทีเดียว
ที่น่าสงสัยและประหลาดใจอย่างที่สุดก็คืออาวุธและอาคมต่างๆ ที่เธอควบคุมได้เพียงคนเดียวอย่างเช่นควายธนูเจ้าภูแสนกลับสั่งการมันได้ และควายธนูเหล่านั้นก็เชื่อฟังคำสั่งเสียด้วยซึ่งควายธนูสองตัวนี้ไม่มีใครจะสั่งมันได้แม้แต่โหรหลวงหนานเมืองอินทร์ก็สั่งมันไม่ได้ทั้งที่อยู่ในตระกูลสายเดียวกัน!
อลินตายืนกอดอกอย่างใช้ความคิดสายตาทอดมองออกไปไกล อีกทั้งเจ้าภูแสนก็ยังย่นระยะเวลาการเดินทางได้ด้วยไม่แน่ว่าเจ้าภูแสนคนนี้อาจจะเดินทางเที่ยวเล่นไปยังภพต่างๆ เหมือนเธอก็ได้ตามประวัติที่หมิงเล่าให้ฟัง เจ้าภูแสนชอบสะสมของเก่า และดูเหมือนเขาจะต้องการของเก่าๆมากมูลค่ายิ่งกว่าสิ่งใด ทว่าแม้จะสนใจของเก่า แต่เจ้าภูแสนก็ไม่ค่อยอยู่บ้านสักเท่าไหร่เพราะถ้าเป็นคนชอบสะสมก็ต้องอยู่โยงตกแต่งของสะสมที่บ้านหรือไม่ก็อยู่บ้านเพื่อชื่นชมของที่ตนสะสมเอาไว้ แต่นี่ช่างพิกลนักอยู่บ้านก็เหมือนไม่อยู่ ปล่อยทิ้งราวกับบ้านร้าง ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่กรุงเทพฯหรือแม้แต่คฤหาสน์หรูกลางป่าที่เชียงรายก็ตาม เมื่ออลินตาคิดมาถึงตรงนี้ดวงตากลมโตก็วาววับพลางอุทานทันที
“ไม่ใช่!” อลินตาเผลอพูดขึ้นมากับตัวเองเพราะเธอรู้สึกเอะใจว่าเจ้าภูแสนจะไม่ใช่คนที่ชอบสะสมของเก่าเสียแล้วแต่ดูเหมือนว่าเจ้าภูแสนกำลังตามหาอะไรบางอย่าง ที่เป็นของเก่าพวกนั้น!!!อลินตายกมือที่กอดอกขึ้นจับคางตัวเองอย่างใคร่ครวญ
“ดูเหมือนว่าเจ้ากำลังหาอะไรอยู่มากกว่า...”ขณะที่อลินตากำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น พลัน.. หางตาของหญิงสาวก็แว้บเห็นแสงเรืองๆออกมาทางท้ายสวน อลินตาไม่รอช้า หันไปมองบนเตียง เห็นเนตรนภากำลังนอนหลับสนิทส่วนเป๋ากับหมิงที่นอนอยู่คนละฝั่งเตียงก็หลับชนิดที่เอาช้างศึกมาฉุดก็พร้อมตายไปทั้งอย่างนั้น
อลินตาเห็นว่าทุกคนหลับสบายดีและยันตร์กับเขตหลักมนต์ที่ตนเสกคุ้มกันไว้รอบห้องก็แน่นหนาพอ เมื่อคิดได้ดังนั้นอลินตาไม่รอช้าหมุนตัวกลับเข้าห้องนอนอีกครั้งปิดล็อกประตูแน่นหนา ก่อนจะร่ายมนต์ นิทะระรานิยา (นิ – ทะ – ระ – รา – นิ –ยา) กำกับไปที่เนตรนภา เป๋าและหมิงอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครตื่นขึ้นมากวนเธอในยามที่เธอกำลังจะถอดกายทิพย์!!
เมื่อทุกอย่างพร้อมอลินตาก็ขึ้นนั่งขัดสมาธิบัลลังก์บนโซฟาขนาดใหญ่ปลายเตียงนอนจากนั้นก็ทำพิธีร่ายมนต์ ทิพะยะกายะคะตะนัง (ทิ – พะ – ยะ – กา – ยะ –คะ – ตะ – นัง)อันเป็นมนต์สำหรับถอดกายทิพย์โดยเฉพาะ เมื่อถอดกายทิพย์ได้แล้ว อลินตาก็ลุกขึ้นจากร่างกายหยาบที่กำลังนั่งสมาธิอยู่บนโซฟาของตัวเอง
กายทิพย์ของอลินตาเรืองระเรื่อไปด้วยแสงสีน้ำเงินหญิงสาวเดินทะลุประตูกระจก โดยไม่ต้องเปิดปิดให้เสียเวลาก่อนจะขึ้นไปยืนอยู่บนราวระเบียง แล้วกระโดดผึงลงมาจอดอยู่บนพื้นหญ้าด้านล่างใกล้กับห้องนอนของเธอการขึ้นลงของอลินตาไม่ต้องออกแรงเลยแม้แต่น้อย มันทำได้อย่างเบาหวิวราวปุยนุ่นที่ต้องแรงลมแล้วจะลอยหวือไปทางใดก็ได้แต่อลินตาไม่ได้ใช้วิชานี้เพื่อมาเล่นสนุก หญิงสาวหันไปตามทิศทางที่เห็นแสงเรืองๆเปล่งประกายเข้าสายตาเมื่อสักครู่ ก่อนจะมุ่งหน้าออกเดินไปยังแสงประหลาดนั้นอย่างรวดเร็ว
ในความมืดมิดแสงเรืองระเรื่อนั้นส่องประกายขาดๆ หายๆ คล้ายกับว่าคลื่นแห่งการติดต่อสื่อสาร กำลังจะหมดลงไปทุกทีอลินตาเดินเข้าสวนท้ายคฤหาสน์ไปได้สักพักก็มาหยุดยืนอยู่ตรงต้นกล้วยต้นหนึ่งอันเป็นต้นเหตุแห่งแสงระเรื่อ หญิงสาวเอ่ยถามทันทีโดยที่ไม่ต้องอ้าปากเพราะกายทิพย์สามารถสื่อสารกันได้ทางจิตโดยตรง และรวดเร็วยิ่งนัก
“นั่นใคร??” เงียบ.. ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงแต่ประกายแสงระเรื่อที่หรี่ลงคล้ายแสงหิ่งห้อยที่ริบหรี่เหลือเกิน อลินตาเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้าใช้มือแตะต้นกล้วย แล้วหลับตาพึมพำคาถาอตีตมนตราทันที และพลันภาพเรื่องราวเกี่ยวกับแสงทั้งหมดพวกนี้ก็ปรากฏชัดเจนในมโนภวังค์
เจ้าของแสงเรืองๆนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน เพราะแสงสะท้อนเรื่อๆนั้นมันเป็นแสงจากกำไลซึ่งเป็นทองคำแท้ของผีนางรำที่เคยไปปรากฏร่างหลอกหลอนหมิงและเป๋าในรถ และผีนางรำตนนี้ก็คืออดีตผีทาสรับใช้ของแม่บ้านมุกนวลแต่ด้วยความที่ผีนางรำตนนี้ได้ทำพลาดสืบข่าวอลินตามาให้กับแม่บ้านมุกนวลไม่สำเร็จแม่บ้านมุกนวลจึงได้กินวิญญาณของผีนางรำตนนี้เพื่อเพิ่มพลังให้กับตนอง
อลินตายืนนิ่งเพ่งพิจารณากำไลทองที่ถูกมัดด้วยด้ายสีดำคล้ายกับเป็นการสะกดวิญญาณอีกชั้นหนึ่ง และฝังลงดินตรงบริเวณโคนต้นกล้วย ออ...อลินตาอุทานในใจ มันเป็นแบบนี้นี่เอง...