ไป๋หยุนเฟยรับม้วนคัมภีร์มาด้วยความตื่นเต้นมันทราบว่าอีกฝ่ายรับให้การยอมรับตนเองในฐานะศิษย์แล้ว หมายความว่าโค่วฉางคงจะถ่ายทอดวิชาให้โดยถือว่ามันเป็นศิษย์สายตรงที่แท้จริงมิหนำซ้ำต่อให้ไม่ผ่านการทดสอบในอีกสามเดือนข้างหน้าโค่วฉางคงก็จะไม่ละเลยต่อมัน
หวงฝู่หนานก็ยื่นม้วนคัมภีร์ให้แก่เย่จือชิว“เจ้าก็เช่นกัน ตั้งใจฝึกฝนแล้วข้าจะถ่ายทอดวิชาให้ในภายหลัง!”
เมื่อเห็นทั้งคู่รับม้วนคัมภีร์ไปแล้วโค่วฉางคงจึงหันไปทางซ่งหลินและหลี่เถี่ยชุยที่ยังรออยู่ด้านข้าง “ซ่งหลินเถี่ยชุยพาพวกมันทั้งคู่กลับไปที่ห้องและคอยเคี่ยวเข็ญให้ฝึกฝนหากทั้งสองคนมีคำถามใดก็ช่วยชี้แนะพวกมันอย่างสุดความสามารถ!”
“ทราบแล้วท่านอาจารย์”
……
ไป๋หยุนเฟยและศิษย์ทั้งสามจากไปก่อนทิ้งโค่วฉางคงและผู้อาวุโสอีกสองคนยืนอยู่ในถ้ำ
หลังจากดึง‘กุญแจ’ออกจากประตู โค่วฉางคงก็ปิดตายประตูมหึมาลง แสงสีแดงก็พลันวูบดับไปจากรอบบริเวณส่งผลให้แสงสีกลับมาเป็นเช่นปกติ
หวงฝู่หนานยังคงมองตามทิศทางที่ไป๋หยุนเฟยจากไปด้วยรอยยิ้มแผ่วจาง“ผู้เยาว์แซ่ไป๋นี้ช่างแตกต่างจากผู้อื่น...”
โค่วฉางคงพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะกล่าวว่า“มิผิด มันมีพลังแฝงที่มากมายจนน่าเหลือเชื่อ ไม่อาจไปถึงระยะสองพันวาในการทดสอบรอบที่สองแต่กลับสามารถต้านรับได้ถึงเก้าระลอกนับเป็นความสำเร็จที่น่าตื่นตะลึงศิษย์น้องเจียงฟ่านเองก็สามารถต้านรับได้สิบระลอกก่อนจะหลอม‘กระบี่โลหิตปทุมชาด’ชั้นสวรรค์ระดับต่ำขึ้นได้”
“เรื่องที่ไป๋หยุนเฟยผู้นี้สามารถต้านรับได้ถึงเก้าระลอกนับเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่ออีกเช่นกัน”
“วัตถุวิญญาณเฉพาะตัวทั้งคู่ล้วนเป็นของที่มันครอบครองอยู่เดิมหากข้าเดาไม่ผิดทวนสีแดงนั้นคงได้รับมาจากเกออี้หยุนแห่งสำนักชะตาลิขิตกระมัง?”หวงฝู่หนานคาดเดา“การพยายามจะยกระดับวัตถุวิญญาณถึงสี่ชิ้นพร้อมกันทั้งยังสามารถทำให้สองชิ้นกลายเป็นวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวช่างอาจหาญนักด้วยพลังที่ถูกแบ่งแยกออกนี้แม้แต่ข้าเองก็ยังประหลาดใจที่มันสามารถหลอมวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวขึ้นมาได้ ช่างเป็นผู้เยาว์ที่...จะว่ามันละโมบเกินไปหรือสมควรจะบอกว่าอาจหาญดี?”
“ยังมีอีกเรื่องที่สร้างความสงสัยแก่ข้าอย่างใหญ่หลวงมันทำอย่างไรกันแน่จึงเอาตัวรอดจนถึงระลอกที่เก้า? ด้วยพลังของมันในยามนี้ข้าเชื่อว่าอย่างมากก็สามารถต้านรับได้ถึงระลอกที่ห้าเท่านั้น” หวงฝู่หนานตั้งคำถาม“ไฉนพวกเราไม่ถาม...”
“ยังไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นและสิ่งนั้นก็ไม่ยอมบอกอันใดออกมาโดยง่าย” หลังจากเงียบงันมาตลอดในที่สุดผู้อาวุโสใหญ่ก็เอ่ยปากขึ้นตัดบทหวงฝู่หนาน“สิ่งนั้นจำศีลมาหลายปีแล้ว แม้แต่ยามนี้ก็อาจจะจำศีลอยู่ หากไม่รวบกวนมันได้จะเป็นการดีที่สุด”
“อา ข้าเพียงหลุดปากด้วยความอยากรู้เท่านั้นไม่ได้คิดเช่นนั้นจริงๆ” หวงฝู่หนานค้อมศีรษะอย่างสุภาพต่อผู้อาวุโสใหญ่“‘การทดสอบ’ของมันแม่นยำยิ่งกว่า‘การทดสอบ’ของพวกเรานี่ไม่ได้หมายความว่าพลังฝีมือของไป๋หยุนเฟยเทียบเท่ากับซ่งหลินหรอกหรือ?”
โค่วฉางคงหัวเราะตอบคำ “ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามพวกเราจะทราบคำตอบเองในไม่ช้า ข้ากำลังรอคอยอยู่ว่าหยุนเฟยจะสร้างความประหลาดใจอันใดต่อพวกเราอีก...”
……
หลังจากกล่าวลาต่อเย่จือชิวและหลี่เถี่ยชุยแล้วไป๋หยุนเฟยจึงติดตามซ่งหลินกลับไปยังยอดเขาประจิม
ซ่งหลินใช้สายตาที่สับสนชำเลืองมองไป๋หยุนเฟยหลายต่อหลายครั้งตลอดทางกระทั่งยามนี้ภาพอันน่าตื่นตะลึงที่ได้เห็นก็ยังแจ่มชัดในความคิด
ผ่านไปชั่วครู่ในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็ไม่อาจนิ่งเงียบต่อไปได้อีก“ศิษย์พี่ ท่านมองมาที่ข้าบ่อยครั้งเช่นนี้เกรงว่าจะทำให้ศิษย์คนอื่นจะเข้าใจผิดได้...”
“โอ...”ไป๋หยุนเฟยเย้าแหย่จนซ่งหลินกระดาก มันสั่นศีรษะยิ้มแย้ม “หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสาข้าเพียงแต่ประหลาดใจ... ไม่คิดเลยว่าฝีมือเจ้าจะเข้มแข็งปานนี้อาจเป็นเพราะเกิดความผิดพลาดระหว่างการทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ในวันนั้นหรือบางทีเป็นเพราะเจ้าปิดบังพลังที่แท้จริงเอาไว้?”
“ย่อมไม่ใช่อย่างแน่นอน”ไป๋หยุนเฟยปฏิเสธ “ข้าพยายามสุดความสามารถแล้วแต่ก็ไม่อาจไปถึงระยะสองพันวาได้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้เพียงข้าโชคดีเท่านั้น...”
ซ่งหลินริมฝีปากกระตุกราวกับได้รับคำตอบที่คาดไม่ถึง“โชคดี? เจ้าคิดจริงหรือว่าเพียงโชคดีก็ช่วยให้เจ้าผ่านพ้นได้ถึงเก้าระลอก?เจ้าทราบหรือไม่ว่าข้าผ่านได้กี่ระลอก?”
“เอ่อ... เท่าใด?” ไป๋หยุนเฟยเอ่ยถาม
“แปด”
“...” ไป๋หยุนเฟยเงียบงันไร้คำพูด
“หึ...ยามนี้เจ้าทราบแล้วกระมังว่าข้าคาดไม่ถึงเพียงใด นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นผู้อาวุโสทั้งสามตื่นตะลึงเช่นนี้เจ้าควรทราบไว้ว่ายามที่ผู้อาวุโสที่สี่สามารถผ่านได้ถึงระลอกที่สิบก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะที่สำนักช่างประดิษฐ์ไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายร้อยปีแล้วเจ้าก็เพียงด้อยกว่าท่านเพียงหนึ่งระลอกเท่านั้น”
เมื่อถูกคำพูดนี้กระตุ้นความสงสัยขึ้นไป๋หยุนเฟยจึงเอ่ยปากถาม “ผู้อาวุโสที่สี่? ที่ข้าพบเห็นมีเพียงผู้อาวุโสใหญ่สองและสาม แต่ไฉนจึงไม่เคยพบเห็นผู้อาวุโสที่สี่มาก่อน? ยอดเขาประจิมอยู่ในการดูแลของท่านผู้เฒ่าอีกทั้งก็มีศิษย์อาศัยอยู่แล้วไฉนท่านจึงยังไม่รับศิษย์แม้แต่คนเดียว?”
“ผู้อาวุโสที่สี่เข้าสำนักล่าช้าไปบ้างที่จริงแล้วเขากับข้าเข้ามาเป็นศิษย์ในสำนักในเวลาไล่เลี่ยกัน!” ซ่งหลินตอบคำ“เขาเป็นผู้มีพรสวรรค์อันเด่นล้ำที่แม้แต่ข้าก็ไม่กล้าจะเทียบชั้น เมื่อครั้งยังหนุ่มก็ถูกรับเป็นศิษย์ของอาจารย์ปู่อายุไม่ถึงสี่สิบก็บรรลุถึงด่านเอกะวิญญาณได้แล้วดังนั้นจึงกลายมาเป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักช่างประดิษฐ์แต่เพราะคำสั่งของเจ้าสำนักจึงต้องออกเดินทางไปทั่วแผ่นดินน้อยครั้งที่จะกลับมาและเนื่องเพราะต้องเดินทางอยู่เสมอจึงไม่อาจรับศิษย์ได้”
“โอ เข้าใจแล้ว... แล้วผู้อาวุโสที่สี่มีนามใด?”
“ผู้อาวุโสที่สี่มีนามว่าเจียงฟ่านเขาเป็นผู้สืบทอดของบ้านตระกูลเจียงแห่งเมืองเหยียนหลินในมณฑลเป่ยเหยียน แต่หลังจากเข้าสำนักช่างประดิษฐ์จึงได้มอบตำแหน่งผู้สืบทอดให้แก่ผู้อื่นในตระกูลเพื่อที่จะมุ่งมั่นฝึกปรือวิชา”
“เจียงฟ่าน!” แม้จะลอบร่ำร้องในใจด้วยความตระหนกแต่ใบหน้าไป๋หยุนเฟยยังคงนิ่งสงบถ้าเช่นนั้นผู้ที่ช่วยชีวิตมันที่เมืองเหยียนหลินที่แท้ก็เป็นผู้อาวุโสที่สี่แห่งสำนักช่างประดิษฐ์นั่นเอง!
“หากเป็นเรื่องจริงนี่ก็เป็นปัญหาอันใหญ่หลวงแล้ว! ครั้งนั้นอีกฝ่ายเข้าใจว่าข้าเป็นศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์จึงออกหน้าช่วยชีวิตนี่ก็หมายความว่าเขาต้องเห็นข้าใช้ทวนเปลวอัคคีและปลอกแขนมีดเพลิงจึงทราบว่าวัตถุวิญญาณทั้งสองเป็นวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวแม้ยามนี้ข้าเป็นศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แล้ว แต่ว่า... ช่วงเวลากลับคลาดเคลื่อนไปหากเขาพบเห็นเรื่องนี้ ข้าจะอธิบายอย่างไรดี?” ไป๋หยุนเฟยรีบใช้ความคิดอย่างเร่งร้อน--- เพียงคลี่คลายปัญหาหนึ่งจบ อีกปัญหาก็ตามติดมาทันที ช่างน่าปวดเศียรเวียนเกล้านัก!
“ช่างเถอะค่อยคิดหาหนทางแก้ไขในเมื่อมีเวลา หวังว่าผู้อาวุโสที่สี่จะใช้เวลาสามปีห้าปีค่อยกลับมาเถอะ...”ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะราวกับจะสะบัดปัญหายุ่งยากในความคิดทิ้งไป
“ศิษย์น้อง เจ้าคิดอะไรอยู่?”ซ่งหลินเอ่ยปากถามด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะ
“เอ๊ะ? อ้อ ไม่มีอะไร...” ไป๋หยุนเฟยรีบถามเพื่อเปลี่ยนหัวข้อ“ศิษย์พี่ ไม่ทราบข้าถามได้หรือไม่ว่าผู้ใดคือ‘อาจารย์ปู่’ที่ท่านเอ่ยถึงเมื่อครู่? หรือจะเป็นอาจารย์ของอาจารย์?ไฉนพวกเราจึงไม่เคยพบมาก่อน?”
“ท่านอดีตเจ้าสำนักจื่อจินถอนตัวเร้นกายไปเนิ่นนานแล้วจึงไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของสำนักอีกด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดได้พบเห็นท่านผู้เฒ่าอีก ผู้อาวุโสใหญ่ก็เป็นหนึ่งในศิษย์รุ่นก่อนไม่กี่คนที่ยังไม่ถอนตัวถือสันโดษดังนั้นท่านจึงรั้งตำแหน่งผู้อาวุโสใหญ่คอยดูแลจัดการหลังจากเหล่าผู้อาวุโสรุ่นก่อนถอนตัวจากไปไม่เช่นนั้นท่านคงออกไปถือสันโดษแต่แรกแล้ว --- ยอดเขาอุดรของสำนักช่างประดิษฐ์นั้นเป็นพื้นที่ซึ่งเหล่าผู้อาวุโสที่ถอนตัวอาศัยอยู่”
“ข้าเข้าใจแล้ว...”ไป๋หยุนเฟยเจ้าใจแล้ว ขณะเดียวกันในใจครุ่นคิด “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้สำนักใหญ่เช่นสำนักช่างประดิษฐ์ย่อมไม่ได้มีเพียงผู้อาวุโสไม่กี่คนนี้เท่านั้นผู้อาวุโสที่หลงเหลืออยู่ในสำนักก็เพื่อทำหน้าที่ดูแลกิจการของสำนักนั่นเอง”จากที่ซ่งหลินกล่าวแสดงว่ายังมีเหล่าผู้อาวุโสซึ่งเป็นศิษย์รุ่นก่อนอยู่อีกไม่น้อยนี่จึงจะเป็นพลังที่แท้จริงซึ่งสิบสำนักใหญ่แห่งแผ่นดินพึงมี
“มิน่าเล่าเขตเหนือจึงเป็นพื้นที่หวงห้าม! ที่แท้ก็เป็นแหล่งรวมของ‘อสูรกายเฒ่า’นี่เอง! ไม่ทราบว่า‘อาจารย์ปู่’จะมีพลังฝีมือถึงระดับใดกัน?” ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดในใจ
แล้วคำถามอีกข้อก็ผุดขึ้นในความคิดของไป๋หยุนเฟย“ศิษย์พี่แล้วเหล่าผู้อาวุโสที่เร้นกายและอาจารย์มีพลังฝีมือระดับใด?”
“ราชันวิญญาณระดับปลาย!” ซ่งหลินกล่าวด้วยความภาคภูมิ “ทุกท่านล้วนบรรลุถึงด่านราชันวิญญาณ! ส่วนผู้อาวุโสที่สองและสามอาจจะไม่ใช่อัจฉริยะเปี่ยมพรสวรรค์แต่เอกะวิญญาณระดับปลายมากมายใช้เวลาหลายสิบปีก็ยังไม่ก้าวหน้าแม้แต่น้อย! ยังมีเอกะวิญญาณอีกนับไม่ถ้วนที่ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังไม่มีหวังที่จะบรรลุถึงด่านราชันวิญญาณได้เพียงอายุหกสิบท่านอาจารย์ก็บรรลุถึงด่านราชันวิญญาณได้แล้ว ข้าได้ยินมาว่าทั้งอาณาจักรถึงกับปั่นป่วนวุ่นวายยามได้ทราบข่าวการบรรลุด่านของท่าน...”
“ท่านอาจารย์ใช้เวลาเพียงยี่สิบปีก็ทะลวงผ่านจากราชันวิญญาณระดับต้นไปสู่ระดับปลายได้เพียงเรื่องนี้ก็ทำให้ผู้ฝึกปรือวิญญาณต้องก้มศีรษะยอมแพ้แล้วแต่นับจากที่ได้รับสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักของสำนักช่างประดิษฐ์มาน้อยครั้งนักที่ท่านจะแสดงฝีมือดังนั้นจึงมีคนไม่มากที่จะทราบพลังที่แท้จริงของท่านในยามนี้...”
“สำหรับผู้อาวุโสใหญ่ก็เป็นราชันวิญญาณระดับปลายเช่นกัน”
“หรือผู้อาวุโสที่สองและสามก็เป็นศิษย์ของอดีตเจ้าสำนักด้วยเช่นกัน?”ไป๋หยุนเฟยถามขึ้น ด้วยความเข้าใจอันน้อยนิดต่อ‘ราชันวิญญาณ’จึงไม่ตื่นตะลึงเท่าใดนัก เพียงสอบถามถึงเรื่องราวของสำนักช่างประดิษฐ์เพื่อทำความเข้าใจให้มากขึ้น
“ไม่ใช่ผู้อาวุโสทั้งสองเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสอื่นซึ่งเป็นศิษย์รุ่นเดียวกับอดีตเจ้าสำนักอดีตเจ้าสำนักจือจินรับศิษย์เพียงสามคนคนแรกก็คือเจ้าสำนักคนปัจจุบันและคนสุดท้ายก็คือผู้อาวุโสที่สี่เจียงฟ่าน”
“เอ๊ะ? แล้วอาจารย์อารองเล่า?” ด้วยความสงสัยที่อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยถึงศิษย์คนที่สองไป๋หยุนเฟยจึงถามเพื่อความกระจ่าง
แต่แค่เอ่ยคำว่า‘อาจารย์อารอง’มิคาดว่าสีหน้าซ่งหลินจะฉายแววเคียดแค้นชิงชังขึ้น “อย่าได้เรียกคนผู้นั้นว่าเป็นอาจารย์อารอง! มันไม่คู่ควรต่อคำเรียกหาเช่นนี้!” ซ่งหลินโพล่งขึ้น