บทที่60 ไปเลย
เทวาจัดการเตรียมตัวเพื่อเดินทางไปกับคาเรนเขาไม่ได้มีอะไรต้องเตรียมมากแต่ก็ไม่อาจไม่บอกกล่าวกับสาวๆไม่ได้ เขาบอกพวกเธอไปว่าจะออกนอกเมืองไปสักพักเพื่อไปฝึกฝนและคงจะไม่ได้เห็นหน้ากันหลายวันแต่มันก็ไม่นานนักเพราะว่าวันปิดเทอมของโลกนี้นั้นแค่15วันเท่านั้นเอง
15วันอาจดูน้อยไปหากเป็นที่โลกเดิมของเทวาแต่ที่นี่แม้เป็นราคาที่แพงมากสำหรับนักเรียนพวกเขาฝึกฝนอย่างหนักมาตลอดครึ่งปีดังนั้นการได้พักผ่อนจากการเรียนถึง15วันมันทำให้พวกเขาดีใจอย่างมากบางครั้งนั้นการพักผ่อนก็มีประโยชน์ไม่น้อยในการเพิ่มความแข็งแกร่งในภายภาคหน้า
มันอาจจะดีกว่าการฝึกหนักและประสาทตึงเครียดตลอดเวลาทุกวันก็ได้
เทวายังจัดการน้ำยาStamina Potion(F)ในคลังของเขาที่บ้านไปกว่า500,000ขวดและคลังของเขานั้นจะทยอยจ่ายยาออกไปให้กับกองทัพเองโดยอัตโนมัติเรียกว่าเครื่องนี้มันทำให้เขาสะดวกอย่างมากสำหรับจำนวนนี้นั้นไม่มากเลยเพราะว่าตลอดมาเขาจะเพิ่มจำนวนที่ส่งมอบให้กับกองทัพขึ้นทุกอาทิตย์อยู่แล้วดังนั้นในตอนนี้เขาจึงสามารถส่งน้ำยาครั้งละ5หมื่นขวดให้กับกองทัพได้อย่างไม่เป็นที่สงสัย
พวกเขาอาจจะสงสัยแต่เทวาก็สามารถอ้างได้ว่าเพราะว่าเขาพัฒนาพลังของตนเองขึ้นมาจึงทำให้เขาผลิตน้ำยาได้มากขนาดนี้
หากคิดจำนวนเงินที่เขาได้รับหากเขาส่งน้ำยาไปให้กับกองทัพถึง5หมื่นขวดกก็จะเป็นเงินทั้งสิ้น...500ล้านเหรียญ!
และหากนับเงินทั้งหมดที่เขามีมันก็เยอะ...มากๆเลย
เทวาเชื่อแล้วว่าอาชีพค้ายานั้นร่ำรวยจริงๆ!
น้ำยาStamina Potion(F)นั้นเทวาไม่คิดจะเก็บไว้ใช้เองเลยแม้แต่น้อยเพราะว่าเขามีStaminaPotion(E)อยู่แล้วจึงไม่ต้องการน้ำยาระดับต่ำอีก
เทวาจัดเตรียมทุกอย่างพร้อมก็ออกเดินทางไปกับคาเรนทันทีโดยไม่คิดจะเสียเวลามาก
การเดินทางของทั้งสองนั้นเร็วอย่างมากด้วยยานพาหนะสุดโมเอะของคาเรนมันมีรูปทรงคล้ายรถม้าแต่ตกแต่งด้วยสีชมพูมุ้งมิ้งจนเทวาคิดว่าคนอย่างคาเรนไม่เหมาะกับยานพาหนะแบบนี้แม้รูปแบบของมันจะเก่าแบบรถม้าแต่มันถูกสร้างพิเศษด้วยโลหะผสมของโลหะยอดมุงกฎทำให้มั่นใจได้ว่ามันแข็งแรงทนทานอย่างมาก
นอกจากนั้นแม้ว่ามันจะดูเล็กมากเมื่อดูจากภายนอกแต่ด้านในนั้นติดตั้งด้วยเทคนิคขยายมิติจนด้านในมีขนาดใหญ่มากพอให้ผู้คนอาศัยได้สิบคนโดยไม่มีปัญหาตัวม้าที่ลากรถม้าก็เป็นเพียงแค่โฮโลแกรมฉายภาพออกมาเพื่อความเหมาะสมเท่านั้นและยังเป็นการตกแต่งไปในตัว
ตัวยานนั้นสามารถบินบนฟ้าได้สูงสุดที่ห้ากิโลเมตรจากพื้นดินแม้ว่ามันจะสามารถบินได้สูงกว่านั้นแต่เพราะชั้นบรรยากาศที่ปั่นป่วนทำให้ระยะที่ห้ากิโลเมตรถือว่าพอรับได้ที่จะเดินทางด้วยยานพาหนะที่พิเศษแบบนี้อัตราความเร็วก็เร็วมากมันสามารถบินได้เป็นระยะทาง10,000กิโลเมตรต่อ1ชั่วโมง
ด้วยความเร็วขนาดนี้หากเป็นโลกเดิมของเทวาเขาสามารถจะไปไหนในโลกก็ได้ในเวลาแค่ไม่นาน
เทวาจ้องมองยานพาหนะของคาเรนด้วยแววตาอึ้งอย่างมากจนคาเรนที่เห็นนั้นหน้าแดงด้วยความอับอายมันก็ไม่ใช่รสนิยมของเธอหรอกแม้ว่าลึกๆเธอจะชอบความน่ารักของรถม้าคันนี้มากก็ตามโดยปกติแล้วเธอจะไม่นำมาใช้หรอกเพราะว่าเธอเดินทางได้เร็วกว่ารถม้าอยู่พอสมควรและเหตุผลสำคัญคือมันน่าอายเกินไป
รถม้าคันนี้ได้มาจากตาแก่คนหนึ่งที่เธอสนิทด้วยให้มาดังนั้นเธอไม่อาจจะทิ้งมันได้
และมันยังสะดวกสำหรับเธอในบางเวลาเพราะด้านในนั้นมีทั้งห้องนอนห้องน้ำและห้องครัว
เทวากับคาเรนเดินทางด้วยความเร็วประมาณหนึ่งวันและเลยออกมาจากเขตมนุษย์พอสมควร
“นี่ก็เข้าเขตรอบนอกของพื้นที่อันตรายที่ไม่ได้รับการสำรวจเท่าไหร่แล้วดังนั้นเราจะระวังตัว”คาเรนกล่าวกับเทวา
เทวาค่อนข้างสนใจเพราะเขาไม่เคยออกนอกเขตมนุษย์มาก่อนดังนั้นเขาจึงจ้องมองด้านนอกด้วยความสนใจใคร่รู้แม้ว่ายานพาหนะจะลอยสูงมากแต่สายตาของเทวานั้นมองได้ไกลเหนือมนุษย์จึงทำให้พอจะมองพื้นได้บางส่วนรอบนอกเขตอันตรายนั้นก็เหมือนกับสถานที่อื่นๆของเขตมนุษย์แต่ส่วนใหญ่นั้นเป็นป่าไม้หนาทึบและยังมีพื้นที่ที่มีภูเขาไฟขนาดใหญ่ มีพื้นที่ของฝนสายฟ้าปกคลุมมีสถานที่ที่เต็มไปด้วยหมอกและอื่นๆ
เทวาคิดว่ามันน่าสนใจมากกับพื้นที่เหล่านั้นเพราะมันดูแฟนตาซีสุดๆ
จากที่เขาเห็นในเขตมนุษย์นั้นความแฟนตาซีไม่ค่อยมากนักส่วนใหญ่จะเป็นแบบไซไฟมากกว่าเพราะมนุษย์นั้นถนัดเทคโนโลยีอยู่แล้วแต่เมื่ออออกนอกเขตของมนุษย์เขาก็สัมผัสได้ถึงความแฟนตาซีอย่างแท้จริง
เทวาตื่นตาตื่นใจอย่างมากและรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ
“นี่เราจะได้เจอกับมอนสเตอร์ระดับสูงอย่างพวกโปรตอสไหม?”เทวาเอ่ยถาม
คาเรนเหลือบตามองเทวาละจากของหวานในมือก่อนจะตอบ
“ต้องบอกว่าภาวนาอย่าได้พบกับพวกมันจะดีกว่าโปรตอสนั้นอันตรายแม้ว่าจะเป็นโปรตอสที่ระดับต่ำที่สุดก็ยังแข็งแกร่งแบบสุดๆ”
“เธอสู้ไม่ได้เหรอ?”
เทวารู้ว่าคาเรนนั้นแข็งแกร่งมากจนใกล้เคียงกับระดับSRดังนั้นเขาจึงสงสัยว่าโปรตอสจะแข็งแกร่งมากน้อยกว่าคาเรนขนาดไหน
“ฉันเคยปะทะกับโปรตอสชั้นต่ำครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วพวกมันฉลาดและมีความคิดล้ำลึกใกล้เคียงมนุษย์มาก ความสามารถของมันยังน่ากลัว...หากจะถามว่าฉันสู้มันได้ไหมก็คงต้องบอกว่าการต่อสู้ครั้งนั้นมันบาดเจ็บหนักส่วนฉันสาหัสหากไม่ได้ตาแก่ช่วยไว้ก็คงตายไปแล้ว”คาเรนกล่าวและเงียบเหมือนกับครุ่นคิดถึงอดีต
เทวากลืนน้ำลายแม้ว่าจะได้ฟังมาว่าโปรตอสนั้นเป็นระดับผู้นำของเหล่ามอนสเตอร์และฝีมือสูสีกับระดับกึ่งเทพของมนุษย์แต่ก็ไม่นึกว่าแม้แต่คาเรนที่แข็งแกร่งขนาดนี้ยังเอาตัวแทบไม่รอดจากการต่อกรกับโปรตอสชั้นต่ำ
“ขอถามหน่อยเมื่อพวกเรามีระดับพลเอกแล้วพวกมอนสเตอร์ล่ะอย่างพลเอกของมนุษย์ก็ฝีมือรองลงมาจากระดับกึ่งเทพใช่ไหม?”เทวาเอ่ยถาม
“ก็ถูกที่หากจะคิดว่าความแข็งแกร่งระดับพลเอกนั้นแข็งแกร่งรองจากกึ่งเทพแต่ก็เฉพาะกับพลเอกบางคนในระดับสูงนั้นจะมีการแบ่งระดับกันอีกทีในระดับพลเอกแต่สิ่งที่ภายนอกไม่รู้คือยังมีระดับที่เหนือกว่าพลเอกและเป็นรองเพียงกึ่งเทพที่แท้จริงอยู่พวกเขาถูกเรียกว่าอสูร”
“อสูร?แล้ว...เธออยู่ในระดับนี้หรือเปล่า?”
คาเรนยิ้มแย้มกับคำพูดของเทวาก่อนจะกล่าวพร้อมกับตักของหวานเข้าปากคำใหญ่
“แล้วคิดว่าไงล่ะคิกๆ”
“ในฝั่งของมอนสเตอร์นั้นเท่าที่ปรากฏก็มีระดับที่เรียกว่าดยุคอยู่พวกมันแข็งแกร่งรองจากระดับโปรตอสและรับคำสั่งของโปรตอส ต่ำลงมาก็เป็นระดับมาสควิสและต่อมาก็เอิร์ลอะไรแบบนั้นนี่คือข้อมูลเท่าที่หาได้ในช่วงระยะเวลาห้าสิบปี”
“อย่างนี้นี่เองถ้างั้นระดับดยุคก็อาจจะเทียบเท่ากับระดับอสูรของมนุษย์ระดับมาสควิสก็เทียบได้กับพลเอก เอิร์ลก็ระดับพลโท...แบบนี้เหรอ?”
“ก็ไม่ได้แบ่งระดับขั้นของพลังเป๊ะแบบนั้นแต่ก็ประมาณนั้นแหละ”
เทวากับคาเรนก็พูดคุยกันมาตลอดทาง
เทวานั้นปล่อยเรื่องของซีโร่เอาไว้ก่อนชั่วคราวเพราะเขาคิดว่าตนเองไม่อาจทำสิ่งใดได้อยู่แล้วดังนั้นเขาจึงไม่ได้โฟกัสไปที่จุดนั้นอีกหากเขาต้องการทำอะไรอย่างการตามหาซีโร่เขาก็อาจจะต้องไปถึงระดับอสูรหรือบางทีก็คงต้องไปให้ถึงระดับกึ่งเทพถึงจะเป็นไปได้
จะอย่างไรก็ตามเทวานั้นยึดถือความแข็งแกร่งที่สุดและซีโร่ก็มักจะพร่ำสอนว่าให้เขาไขว่คว้าพลังมาเมื่อมีพลังก็จะมีอำนาจ เมื่อมีอำนาจเราก็สามารถทำอะไรก็ได้ตามที่ใจปรารถณา
รถม้าของคาเรนลงจอดที่ภูเขาหินแห่งหนึ่งที่ลี้ลับพอสมควรคาเรนเก็บยานพาหนะแล้วพาเทวาเดินต่อลึกเข้าไปในหุบเขาที่ลึกลับมีมอนสเตอร์ร้ายกาจมากมายที่ระดับไม่ต่ำกว่าเกรดB เทวาก็ลงมือจัดการพวกมันบ้างและเขายังมีโอกาสได้เจอกับมอนสเตอร์ระดับAอีกจำนวนหนึ่งจนทำให้เขาต้องระเบิดพลังสูงสุดจัดการพวกมัน
ทักษะของพวกมันนั้นไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่นักดังนั้นเทวาจึงไม่สนใจมากแม้ว่าพวกมันจะแข็งแกร่งถึงระดับAก็ตาม
เดินไปได้อีกประมาณสามชั่วโมงเบื้องหน้าของเทวาก็ปรากฏถ้ำแห่งหนึ่งที่มืดมิดและวังเวง
คาเรนพาเทวาเดินเข้าไปโดยปราศจากความลังเลและเทวาก็ไม่ได้กลัวอะไรเขาจึงเดินตามไปติดๆเดินลงมาลึกมากในที่สุดเทวาก็เห็นร่องหินที่คนหนึ่งคนสามารถแทรกตัวผ่านไปได้
คาเรนก็เดินแทรกตัวเข้าไปเทวาก็เดินตามติดๆ
เทวานั้นระหว่างที่เทวากำลังเดินแทรกตัวผ่านร่องหินที่ดำมืดเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายวูบโหวงไปชั่วขณะนั่นทำให้เทวาสงสัยอย่างมากและอยากจะเอ่ยถามคาเรนแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเดินแทรกตัวมาได้อีกไม่กี่สินาทีเทวาก็สัมผัสกับแสงสว่าง
เมื่อเดินทะลุกออกมาจากร่องหินเขากวาดมองไปเบื้องหน้าก่อนจะอ้าปากค้าง
เบื้องหน้าของเขาคือโลกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงอากาศสดใสบริสุทธิ์ทะเลเมฆสุดสายตาแต่ที่น่าทึ่งก็คือมีเต่าขนาดใหญ่ราวกับเกาะๆหนึ่งลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วน
“ทะที่นี่คือที่ไหน?”เทวาตะกุกตะกักยังไม่หายจากอาการตกใจ
“ที่นี่คือดรีมเวิลด์ ฉันตั้งชื่อมันเองแหละ มันเป็นมิติทับซ้อนที่กระจายอยู่ทั่วโลกใบนี้”
“มิติทับซ้อน?”
“มิติทับซ้อนคือโลกใบเล็กหรือดินแดนหนึ่งที่ซ้อนอยู่บนโลกของเราโดยจะมีจุดที่ประตูมิติตั้งอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งบนโลกมิติทับซ้อนนั้นมีจำนวนเท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้แต่มันเกิดขึ้นเมื่อห้าสิบปีก่อนมันปรากฏมาหลังจากเหตุการณ์ที่ช่องว่างมิติเกิดขึ้นการจะเข้าไปยังโลกในมิติทับซ้อนนั้นเป็นไปได้สองทางคือผ่านทางประตูมิติที่ตั้งอยู่ในโลกและผ่านกุญแจมิติที่จะปรากฏในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นโลหะหิน คริสตัลหรืออื่นๆ และข้อมูลการมีอยู่ของมิติทับซ้อนนั้นก็ถือเป็นข้อมูลปกปิดในระดับหนึ่งแต่หากนายเรียนไปถึงปีสองหรือเรียนวิชาพิเศษบางวิชาก็อาจจะได้รับรู้ในข้อมูลส่วนนี้”
“มิติทับซ้อนที่สามารถยัดโลกใบเล็กได้น่าประทับใจและไม่น่าเชื่อเลย”เทวากล่าวหลังจากได้ยินคำพูดของคาเรน
“แน่นอนจนถึงตอนนี้พวกเรายังไม่อาจมีข้อมูลมากนักเกี่ยวกับมิติทับซ้อนแต่ทางรัฐบาลกลางก็สามารถควบคุมมิติทับซ้อนในเขตมนุษย์ได้บางส่วนแน่นอนเพราะว่ามิติทับซ้อนนั้นมีประโยชน์อย่างมากเช่นบางโลกใบเล็กอาจจะมีทรัพยากรล้ำค่าบางอย่างหรือเป็นที่ฝึกฝนของทางกองทัพ...”
“แล้วโลกใบเล็กในมิติทับซ้อนนี้...ดรีมเวิลด์สินะมันทำให้ฉันแข็งแกร่งได้เหรอ?”
“แน่นอนเห็นเต่ายักษ์พวกนั้นไหม ความใหญ่โตของมันเหมือนกับเกาะๆหนึ่งบนนั้นมีความพิเศษอยู่นั้นก็คือจะมีระดับแรงโน้มถ่วงเพิ่มขึ้นจากปกติขึ้นหลายเท่าบางตัวก็เพิ่มขึ้นสองเท่าแต่บางตัวก็เพิ่มขึ้นถึงร้อยเท่าก็มีนอกจากนั้นก็ยังมีสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งอาศัยอยู่บนหลังเต่าบางตัวด้วยนะขอบอกว่ามีบางตัวที่แข็งแกร่งมากอยู่ด้วย...อ้อและก็ไม่ต้องห่วงว่าจะมีอะไรมารบกวนนะที่แห่งนี้มีแค่ฉันเท่านั้นที่รู้จัก”
เทวารู้สึกชอบที่นี่เป็นอย่างมาก
“อ้อว่าแต่ถ้าตกลงไปด้านล่างล่ะ ด้านล่างมีอะไรเหรอ?”
“ท้องฟ้าที่นี่ทำให้พวกเราลอยได้นะดังนั้นไม่ต้องกลัว”
“ว้าวยอดเลย ฉันชักจะสนใจไม่ไหวแล้วสิ ได้เวลาเริ่มฝึกฝนแล้ว!”
เทวาตื่นเต้นมากไม่ว่าจะสถานที่แปลกใหม่ที่เขาไม่เคยรู้หรือสิ่งเหนือจินตนาการที่ทำให้เขาอึ้ง
การฝึกฝนเริ่มต้นขึ้น
ด้านหนึ่ง
ห้องแลปขนาดใหญ่และมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งอยู่
“คุณเวกาครับการทดลองโปรเจคSดำเนินการไปได้ด้วยดีครับอีกไม่นานก็น่าจะได้ผลลัพธ์อย่างเป็นทางการออกมา”ชายชราคนหนึ่งกล่าว
“ดีดีมาก ฮ่าๆๆๆๆ ด้วยโปรเจคSมันจะทำให้มนุษยชาติก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งมนุษย์ธรรมดาจะสามารถก้าวมาเหนือล้ำกว่ามนุษย์กลายพันธ์ได้ถ้าโชคดีและมนุษย์กลายพันธุ์ก็จะแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายเท่าต่อจากนี้ไปมนุษยชาติจะเปลี่ยนไปตลอดกาลฉันอยากจะรู้แล้วสิว่าในโลกที่มนุษย์กลายพันธุ์ครอบครองทุกสิ่งมันจะเปลี่ยนไปขนาดไหนเมื่อคนธรรมดาสามารถแข็งแกร่งขึ้นมาได้ฮ่าๆๆๆๆ”เวก้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
เสียงหัวเราะของเขาสะท้อนไปทั่วแลปทดลองของเขา
นี่เองจึงเป็นจุดเปลี่ยนของมนุษยชาติอีกจุดหนึ่งหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ของมนุษย์กลายพันธุ์!
และมนุษย์จะสามารถต่อกรกับมอสเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น!
.....................................................