“มหาปราชญ์”เจียงไท่ซวียิ้มเล็กน้อยและไม่ถือโทษโกรธเคืองที่เย่เฉินถามถึงระดับการฝึกตนของเขา แม้ว่าเขาจะอายุมากแล้วแต่ใบหน้าของเขากลับไม่ได้ปรากฏสีหน้าใดๆ ออกมาอีกทั้งเสียงที่เปล่งออกมาก็อ่อนโยนยากจะเปรียบ
“มหาปราชญ์?” ทางด้านนี้ เย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะเกาศีรษะมองไปยังเจียงไท่ซวีอย่างซื่อบื้อ และยิ้มอย่างเก้อเขิน “เอ่อ ผู้อาวุโสมหาปราชญ์ที่ท่านพูดคือการฝึกตนระดับใดกัน”
เจียงไท่ซวียิ้มอย่างอ่อนโยนแต่ก็ไม่ได้เอ่ยรายละเอียดอะไรกับเย่เฉิน
เมื่อเห็นว่าเจียงไท่ซวีไม่ได้พูดอะไรมากเย่เฉินก็แอบคำนวณอยู่ในใจ ระดับผสานฟ้ามีชีวิตอยู่ได้หนึ่งพันปีถ้าอย่างนั้นผู้ฝึกตนที่มีชีวิตอยู่ได้ห้าพันปีอย่างน้อยก็ต้องสูงกว่าขั้นผสานฟ้าถึงสามขั้น
เมื่อคิดเช่นนี้เขาก็ตกใจเป็นอย่างมากจนหัวใจเต้นระรัว ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีก่อนที่ต้าฉู่จะมีผู้ฝึกตนขั้นผสานฟ้าปรากฏขึ้นมาและยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับมหาปราชญ์ที่อยู่สูงกว่าขั้นผสานฟ้าถึงสามเท่าเลย
“สหายน้อยเจ้ารู้ไหมว่าข้าพาเจ้ามาที่นี่ทำไม?” เมื่อเห็นว่าเย่เฉินกำลังพึมพำเจียงไท่ซวีก็เอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
“ไม่ทราบได้”เย่เฉินส่ายศีรษะเบาๆ หรือจนถึงตอนนี้เขาก็ยังสับสนอยู่?
“ข้าต้องการจะยืมอัคคีเทวะใช้สักหน่อย”
“อัคคีเทวะ?” เย่เฉินผงะและเกาศีรษะ “ผู้อาวุโส ข้าไม่มีอัคคีเทวะมีเพียงอัคคีเที่ยงแท้เท่านั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจียงไท่ซวีก็ยิ้มเบาๆ “อัคคีเที่ยงแท้ที่ยังไม่ตื่นขึ้นของเจ้า คืออัคคีเทวะ”
โอ้!
เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงร้องด้วยความตกใจมองไปยังภายในทะเลลมปราณมองดูเปลวไฟสีทองนั้นด้วยความประหลาดใจเมื่อได้ยินคำพูดของเจียงไท่ซวีระดับชั้นของอัคคีเทวะนั้นสูงส่งกว่าอัคคีเที่ยงแท้มาก
“ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมีสถานะเช่นนี้แฝงตัวอยู่ด้วย”เมื่อมองไปยังเปลวไฟสีทองในทะเลลมปราณ ภายในใจของเย่เฉินก็ไม่อาจจะสงบลงได้
“สหายน้อยข้าจะขอยืมอัคคีเทวะของเจ้าหน่อยได้ไหม” ในขณะที่เย่เฉินกำลังประหลาดใจเจียงไท่ซวีก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อพูดถึงอัคคีเทวะของตนเองความระมัดระวังของเย่เฉินก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ชายชราที่อยู่ตรงหน้าดูแปลกเกินไปใครจะไปรู้ว่าจะมาแย่งชิงอัคคีเทวะของเขา และหากเขาเผลอก็จะขโมยไปอย่างนั้นก็เป็นการได้ไม่คุ้มเสีย
“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสจะใช้อัคคีเที่ยงแท้ของข้าไปทำอะไร”เย่เฉินเหลือบมองไปยังเจียงไท่ซวี โดยไม่เรียกอัคคีเทวะออกมา
“ฆ่าตัวตาย”
“ฆ่า...ฆ่าตัวตาย?” เย่เฉินตกตะลึง คิดว่าตนเองคงจะได้ยินผิดไปชายชราที่ชื่อเจียงไท่ซวีได้พาตัวเขามาที่นี่ก็เพื่อจะขอยืมอัคคีเทวะของเขาไปใช้ฆ่าตัวตายคำพูดนี้ทำไมมันช่าง...แปลกยิ่งนัก
“ถ้าพูดให้ชัดเจนคือการฆ่าปีศาจร้ายที่อยู่ในร่างกายของข้า”
“ปีศาจร้ายหรือ?”
“ในตอนนั้นข้าก็ทะนงตัวเกินไปหากไม่ไปยั่วยุในสิ่งที่ไม่ควรยั่วยุในตอนนี้ก็คงไม่ต้องมามีจุดจบที่จะต้องเป็นคนที่ผิดปกติจะว่าคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงเช่นนี้” เมื่อรู้ถึงข้อสงสัยของเย่เฉินเจียงไท่ซวีก็พูดขึ้นมาอย่างกลัดกลุ้ม และอธิบายอย่างช้าๆ“ในตอนแรกข้าคิดว่าข้าจะกำจัดมันได้ แต่ข้าก็ประเมินมันต่ำเกินไปเวลาผ่านไปห้าพันปีเต็มๆ พลังของข้าเพียงผู้เดียว ไม่สามารถจะกดมันไว้ได้อีกแล้ว”
“ทำไมจึงเก่งกาจเช่นนี้?” เย่เฉินถึงกับผงะด้วยความประหลาดใจ
“สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ในโชคชะตาคงกำหนดให้ข้ายากที่จะรอดพ้นหายนะในครั้งนี้แล้วเป็นแน่”
“เหตุใดผู้อาวุโสจึงมองโลกในแง่ร้ายเช่นนี้หรือจะให้ข้าไปขอให้ท่านอาจารย์ช่วยท่านดีไหม?”เย่เฉินมองไปยังเจียงไท่ซวีอย่างหยั่งเชิง “ท่านคนเดียวไม่สามารถจะกดมันไว้ได้ถ้าหาคนมาเพิ่มสองสามคนก็น่าจะสามารถทำได้แล้วนะ”
เจียงไท่ซวีส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้“ไม่มีประโยชน์หรอก ด้วยระดับการฝึกตนของพวกเขาแล้วมาให้เยอะเท่าไรก็เปล่าประโยชน์”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้เย่เฉินก็กระตุกมุมปากทันที “ผู้อาวุโสผู้แข็งแกร่งระดับขั้นสมานญาณมาแล้วยังต้องตาย แล้วท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าอัคคีเทวะของข้าจะสามารถทำลายมันได้?”
“ทำได้”
เย่เฉินกลอกตาไปมาและมองไปยังเจียงไท่ซวีด้วยความสงสัย “ผู้อาวุโส ในเมื่อเป็นการฆ่าตัวตายอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้อัคคีเทวะของข้าแล้วล่ะ!”
“ข้าตายไปแล้วปีศาจร้ายในร่างกายของข้าก็ยังสามารถฝ่าการกักขังของข้าได้ เวลาตลอดห้าพันปีมานี้ข้าใช้ความพยายามอย่างหนักในการจะปราบปรามมัน จนข้าอ่อนแอถึงขีดสุดและไร้กำลังจะปรามมันได้อีกแล้ว ดังนั้น ก่อนที่ข้าจะตาย จึงต้องทำลายมันก่อนไม่เช่นนั้นหากปีศาจร้ายออกมา จะต้องเกิดหายนะอย่างแน่นอน”
“หากผู้อาวุโสพูดมาเช่นนี้ผู้น้อยก็เข้าใจแล้ว” เย่เฉินพยักหน้า และเรียกอัคคีเทวะในทะเลลมปราณออกมา
“ไปสิ!” เย่เฉินกวาดมือออกไป และปัดอัคคีเทวะไปยังเจียงไท่ซวี
ในไม่ช้าอัคคีเทวะก็เข้าปกคลุมเจียงไท่ซวี และทำการเขย่าฝุ่นที่อยู่ทั่วร่างกายของเขาเผยให้เห็นร่างที่ซูบผอมของเจียงไท่ซวีเย่เฉินไม่สามารถสัมผัสได้ถึงเลือดสักหยดจากร่างกายของเจียงไท่ซวี
“ห้าพันปีใช้กำลังชีพจรไปอย่างเต็มที่แล้วจริงๆ” เย่เฉินพึมพำอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัวปีศาจร้ายในร่างกายของเจียงไท่ซวีสามารถทำให้มหาปราชญ์ผู้หนึ่งถึงกับเหนื่อยล้าในการปราบปรามมันได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามันมีความแข็งแกร่งขนาดไหน
โฮก!
โฮก!
ไม่นานเสียงคำรามที่รุนแรงก็ดังออกมาจากร่างของเจียงไท่ซวีราวกับว่าการปรากฏตัวของอัคคีเทวะทำให้ปีศาจร้ายในร่างกายของเจียงไท่ซวีรู้สึกได้ถึงภัยคุกคามที่ทรงพลังจึงคำรามขึ้นเพื่อฝ่าออกมาจากการกักขังของเจียงไท่ซวี
ที่ด้านข้างใบหน้าของเย่เฉินซีดเผือด เสียงคำรามของปีศาจร้ายเหมือนจะเต็มไปด้วยพลังปีศาจและพลังการกลืนหายทำให้จิตใจของเขาก็เกือบจะป้องกันไว้ไม่ได้และยังทำให้เขามีความรู้สึกเจ็บปวดออกมาจากส่วนลึกในจิตวิญญาณของตนเอง
“เจียงไท่ซวีเจ้าอยากตายจริงๆ ใช่ไหม?” ในไม่ช้าเสียงตะโกนที่โหดร้ายก็ดังออกมาจากร่างกายของเจียงไท่ซวี
“เราอยู่ด้วยกันมาห้าพันปีมันควรจะจบลงได้แล้ว”
“ข้าตายแล้วเจ้าก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้”
“ข้าควรตายไปนานแล้ว”
เสียงคำรามนั้นไม่รู้ว่าหายไปตั้งแต่เมื่อใดเมื่ออัคคีเทวะออกจากร่างกายของเจียงไท่ซวี พลังการหายใจที่อ่อนล้าของเขาที่มีอยู่แต่เดิมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเหมือนโคมไฟหนึ่งเดียวที่อยู่ท่ามกลางสายลมที่โหยหวนตอนนี้ล้วนอยู่ในท่าทางของการทำลายล้าง
“ผู้อาวุโส”เย่เฉินรีบก้าวออกไปด้านหน้า และหยิบน้ำยาวิญญาณออกมา
“อายุขัยของข้าหมดลงแล้วไม่มียาวิเศษใดๆ ที่จะช่วยข้าได้อีกแล้ว” เจียงไท่ซวีกล่าว
เย่เฉินนิ่งเงียบแต่แม้เป็นเช่นนี้ เขาก็ยังถ่ายเทน้ำยาวิญญาณหยกจำนวนมากมายเข้าสู่ร่างกายของเจียงไท่ซวีโดยหวังว่าน้ำยาวิญญาณหยกจะช่วยให้เจียงไท่ซวีสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้
“เจ้าหนุ่มน้อยจะบอกข้าได้ไหมว่าเหตุใดในร่างกายของเจ้าจึงมีเลือดปีศาจอยู่ด้วย”เจียงไท่ซวีไม่ได้ห้ามปรามเย่เฉินจากการถ่ายเทน้ำยาวิญญาณหยกเข้าสู่ร่างกายแต่กลับมองไปยังเย่เฉินด้วยสายตาอ่อนโยน
เมื่อมองไปยังใบหน้าที่ใจดีของเจียงไท่ซวีเย่เฉินก็เม้มริมฝีปาก แต่กลับนำเอาถ้วยสามขาขนาดเล็กที่หลอมมาจากเลือดปีศาจออกมา
เมื่อได้เห็นถ้วยสามขาขนาดเล็กเย่เฉินก็สังเกตเห็นแสงวาบในดวงตาของชายชราได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้นดวงตาของเจียงไท่ซวีก็ลึกล้ำขึ้น เขาส่ายหน้าทันที และยิ้มด้วยความกลุ้มใจ “ปีศาจคนแข็งแกร่งอย่างเจ้า ก็ไม่อาจจะยับยั้งการเปลี่ยนผันของวันเวลาได้?”
“ผู้อาวุโสรู้ความเป็นมาของถ้วยสามขาใบเล็กนี้หรือ?” เย่เฉินมองไปยังเจียงไท่ซวีด้วยความสงสัย
เจียงไท่ซวียิ้มเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้บอกความลับของถ้วยสามขาขนาดเล็กนั้นออกไป “เจ้าหนุ่มถ้วยสามขาใบเล็กนี้คือของวิเศษ เจ้าจะต้องเก็บเอาไว้ให้ดีไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดเหตุอันตรายจากการสังหารได้”
เมื่อได้ยินเจียงไท่ซวีพูดเช่นนี้เย่เฉินก็ตกใจ จากนั้นจึงมองไปยังถ้วยสามขาขนาดเล็กที่อยู่ในมืออย่างละเอียดมันได้รับการยกย่องจากผู้เป็นมหาปราชญ์อายุห้าพันปีเขาจึงพอจะจินตนาการได้ถึงความเป็นมาอันยิ่งใหญ่ของถ้วยสามขาขนาดเล็กนี้
“เจ้ามีของวิเศษอยู่ในครอบครองไม่น้อยเลยนะ!” ทางด้านนี้ เจียงไท่ซวีก็มีลมหายใจที่อ่อนแรงลงแต่ก็กวาดสายตามองถุงเก็บของของเย่เฉิน ในดวงตาปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นมาและคำพูดนั้นดูจะมีความหมายมากเลยทีเดียว
เย่เฉินตกตะลึงและมองตามไปยังถุงเก็บของของตนเองหรือว่าในถุงเก็บของของตนเองจะยังมีของวิเศษอะไรที่ทัดเทียมถ้วยสามขาขนาดเล็กนี้ได้?
“เจ้าหนุ่มมองเข้ามาในตาของข้า” เจียงไท่ซวีเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก
แม้ว่าจะไม่รู้ว่าเจียงไท่ซวีต้องการทำอะไรแต่เย่เฉินก็ยังคงมองเข้าไปในดวงตาของเจียงไท่ซวี
ดวงตาข้างหนึ่งของเจียงไท่ซวีกลวงเปล่าและดวงตาอีกข้างหนึ่งดูมีความลึกลับไร้ที่สิ้นสุด เมื่อจ้องมองอย่างละเอียดดูเหมือนจะสามารถมองเห็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวและสามารถมองเห็นโลกที่ยิ่งใหญ่ได้ ในสายตานั้นเหมือนจะมีภาพของวงล้อเทวะปรากฏอยู่ ในขณะที่เขากำลังจ้องมองอย่างละเอียดอยู่นั้นวงล้อเทวะนั้นก็เริ่มจะหมุนขึ้นเล็กน้อย
“นี่มันเป็น...รูม่านตาแบบไหนกัน”เย่เฉินพูดด้วยความงุนงง
“เนตรวงล้อเทวะหกวิถีนี่เป็นสิ่งที่ข้าภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต ข้าอยากจะมอบมัน...ให้กับเจ้า”