ผมก็แค่เชฟที่ผ่านทางมา

    บทที่39 กลุ่มเชฟภัตตาคารกุหลาบแดงมาเยือน

    เช้าตรู่วันต่อมาที่หน้าภัตตาคารบัวสวรรค์นั้นมีผู้คนมาต่อแถวรอมากมายพวกเขาต่างมาต่อแถวรอเพื่อที่จะเข้าไปกินอาหารของร้านๆนี้หากสังเกตดีๆจะพบว่ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนั้นได้ใส่ชุดของเชฟจากทางร้านภัตตาคารกุหลาบแดงผู้คนโดยรอบที่ได้เห็นต่างไม่กล้าเข้าใกล้เพราะพวกเขากลัวว่าอีกฝ่ายจะมาเพื่อหาเรื่องภัตตาคารบัวสวรรค์

     

    กลุ่มคนกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย ซีเผิง เปียวหยี่ เปียวหยู ไห่ป้านทั้งสี่คนได้มาที่นี่จากการนัดแนะเมื่อคืน เพราะพวกเขาไม่ได้รับการติดต่อจากฟิวเจอร์จึงทําให้ต้องมาที่นี่เพื่อจะลิ้มลองด้วยตัวเองแต่ที่พวกเขาใส่ชุดเชฟของภัตตาคารกุหลาบแดงมานั้นมันเป็นเพราะถ้าพวกเขาชิมอาหารที่นี่แล้วมันไม่อร่อยพวกเขาก็จะโวยวายออกมาเพื่อทําให้ร้านนี้เสียชื่อกันไปเลย!

     

    “ ซีเผิงนายฟิวเจอร์นั่นมันไม่ติดต่ออะไรนายมาเลยเหรอ ? ’’ ไห่ป้านถามด้วยความสงสัย

     

    “ ไม่เลย เมื่อคืนฉันก็ลองติดต่อดูแล้วแต่ปรากฏว่าเขาไม่รับน่ะสิ !’’ ใบหน้าของซีเผิงดูไม่สบอารมณ์เล็กน้อยที่อีกฝ่ายไม่รับสาย

     

    “ ผมว่ามันแปลกๆอยู่นะดูเมื่อวานนี้สิลูกค้าของเราหายไปกว่าครึ่งจนแทบเรียกได้ว่าเกือบหมดร้านเลยแล้วนี่ทําไมคนพวกนี้ถึงได้มาต่อแถวกันแต่เช้าได้ ? หรือว่าอาหารที่นี่มันจะอร่อยถึงขีดขั้นนั้นเลย? ’’ เปียวหยี่พูดเสียงเบาด้วยท่าทางจริงจัง

     

    “ ผมเองก็คิดเหมือนกันกับพี่ชายของผมเพราะฟิวเจอร์มันไม่ยอมติดต่อมาเลยนี่แสดงให้เห็นแล้วว่ามันอาจจะถูกพิชิตโดยอาหารของที่นี่จนอับอายไม่กล้าติดต่อกลับมา! ’’ เปียวหยูพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะพูดถึงฟิวเจอร์ด้วยท่าทางจริงจัง

     

    “ เรื่องนั้นก็มีส่วนเพราะฟิวเจอร์ที่ฉันรู้จักมักจะหนีหน้าเสมอหากได้พลาดอะไรบางอย่างไปดังนั้นวันนี้พวกเราเลยต้องมาด้วยตัวเองยังไงล่ะ ! ’’ ซีเผิงพยักหน้าเบาๆเขาไม่ได้ปฏิเสธความคิดของเปียวหยูเพราะเขาก็เคยเจอนิสัยของฟิวเจอร์มาก่อนจึงพอคาดเดาอะไรได้บ้างจากนั้นเขาก็พูดต่ออีกครั้ง “ ถ้าอาหารที่นี่อร่อยจริงๆเราคงต้องยอมแพ้ปิดร้านไปแล้วล่ะเพราะไม่งั้นแล้วจะเป็นการเสียเงินเสียเวลาเปล่าๆ ’’

     

    เชฟทั้งสามที่ได้ยินต่างเผยใบหน้าที่เคร่งเครียดออกมาให้เห็นคิ้วของพวกเขาต่างขมวดแน่นด้วยความครุ่นคิดเพราะพวกเขากลัวว่าอาหารที่นี่มันจะอร่อยจนซะพวกเขาไม่สามารถสู้ได้ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆพวกเขาคงต้องตกงานเพราะซีเผิงปิดร้านไป

     

    แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ดูถูกการกระทําของซีเผิงหรอกเพราะการกระทํานี้มันเป็นการกระทําของคนฉลาดที่มักคิดเสมอว่าจะทําอะไร

     

    …

     

    “ ทําไมวันนี้ถึงได้มีคนมาเยอะขนาดนี้เนี่ย ? ’’ ฮั่นเสี่ยวที่เพิ่งตื่นนอนลงมาข้างล่างตกใจในสิ่งที่ได้เห็นเธอแทบอยากจะวิ่งเข้าไปถามหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น หรือว่าเมื่อวานตอนที่เธอไม่ได้ทํางานจะเกิดอะไรบางอย่างขึ้น?

     

    “ พวกเขาก็มารอกินอาหารของผมยังไงล่ะ ! ’’ เสียงๆหนึ่งดังขึ้นก่อนจะตามมาด้วยการปรากฏตัวของยูหมิง

     

    ฮั่นเสี่ยวที่ได้ยินถึงกับสะดุ้ง เธอรีบหันไปทางยูหมิงทันทีเพราะเธอกลัวว่าเขาจะล่วงเกินเธออีกครั้ง แน่นอนถึงอีกฝ่ายจะได้ช่วยเธอเมื่อคืนเอาไว้แต่เรื่องแค่นั้นมันก็ยังไม่พอหรอกที่จะทําให้เธอหายโกรธเขา

     

    “ มองอะไร ? หรือไม่เชื่อ ? ’’ ยูหมิงกลอกตาไปมาทําไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้ซื่อบื้อนักนะอาหารของเขาอร่อยปานนั้นมีหรือจะไม่มีผู้คนมากมายมาต่อแถวเพื่อรอก่อนเวลา

     

    “ เชื่อก็เชื่อ ! ’’ ฮั่นเสี่ยวเบะปากและพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจอย่างน้อยเธอก็เชื่อว่าทั้งหมดนี้มันมาจากความอร่อยของอาหารที่เขาทําเพราะถ้าไม่ใช่แล้วมันจะมาจากอะไรล่ะ อาหารของหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิว ? หรืออาหารของเชฟเจิ้งฝาน ? ตลกแล้วพวกเขายังบอกเองเลยว่าฝีมือของพวกเขาสู้ชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้แล้วเธอล่ะจะไปคัดค้านให้เสียเวลาทําไม ?

     

    “ อืมจริงด้วยนะเมื่อวานตอนที่คุณไม่อยู่น่ะพวกเราได้กําไรอื้อซ่าเลยล่ะ เฮ้อ ผมล่ะเสียดายแทนคุณจริงๆ’’ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเบะปากยูหมิงก็อดที่จะพูดถึงเรื่องเมื่อวานเพื่อแหย่เธอไม่ได้

     

    “ ฮึ่ม ! ’’ ฮั่นเสี่ยวที่ได้ยินก็แค่นเสียงพร้อมกับสะบัดหน้าหนีและเดินจากไปอย่างรวดเร็วเธอไม่ต้องการยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อให้อีกฝ่ายเย้าแหย่เธอเพราะเธอรู้ดีว่าฝีปากของชายหนุ่มและความหลงตัวเองของเขานั้นมันขนาดไหนเพราะถ้าเกิดเธอยังคงยืนอยู่ตรงนั้นเธอคงได้อารมณ์เสียตายแน่

     

    หลังจากที่เห็นว่าฮั่นเสี่ยวเดินหนีไปยูหมิงจึงส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นเขาก็กลับเข้าไปข้างในเหมือนเดิม

     

    …

     

    สองชั่วโมงต่อมา หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานก็ได้ตื่นนอนแล้วหากสังเกตดีๆจะพบว่าใบหน้าของพวกเขาล้วนแจ่มใสกว่าเดิมมาก ใช่แล้วเมื่อวานนี้หลังจากที่พวกเขาได้กลับไปโคจรลมปราณพวกเขาก็รู้สึกได้ว่าสุขภาพของพวกเขานั้นดีขึ้นเรื่อยๆเลย

     

    ในตอนนี้พวกเขาจึงเข้าใจแล้วว่าทําไมอาม่าอากงส่วนใหญ่ถึงฝึกโคจรลมปราณกันก็เพราะมันดีอย่างนี้นี่เอง !

     

    โดยไม่รอช้าหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานได้ก็ทําการเปิดร้านทันที

     

    หลังจากที่ภัตตาคารบัวสวรรค์เปิดทําการเหล่าลูกค้ามากมายรวมถึงกลุ่มของซีเผิงก็ได้วิ่งเข้าไปในร้านอย่างรวดเร็วพวกเขาต่างหาที่นั่งดีๆและจุ่มก้นลงไปนั่งอย่างพร้อมเพรียงราวกับรู้หน้าที่มาดีอยู่แล้ว

     

    “ นั่นมันสองพี่น้องเปียวไม่ใช่เรอะ ! พวกมันยังมีหน้ามาทําอะไรที่นี่อีก? ’’ เชฟเจิ้งฝานสังเกตเห็นว่าที่โต๊ะห่างออกไปมีกลุ่มของซีเผิงและสองพี่น้องเปียวเขาจึงได้พูดขึ้นมาด้วยความโกรธ

     

    “ เพื่อนเจิ้งเราอย่าได้ไปใส่ใจอะไรกับพวกเขาเลยพวกเขาก็แค่มองหาโอกาสเป็นก็เท่านั้นแหละ ทว่าในตอนนี้มันต่างไปแล้วเพราะทางฝั่งเราก็ได้รับยูหมิงเข้ามาในไม่ช้าพวกเขาก็จะรู้เองว่าที่พวกเขาเลือกนั้นผิด ! ’’ เริ่มแรกเสียงของหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวค่อนข้างสบายๆแต่พอถึงประโยคพูดช่วงท้ายๆนํ้าเสียงของเขาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจหากสังเกตใบหน้าของเขาดีๆแล้วจะพบว่าในตอนนี้ใบหน้าของเขากําลังยิ้ม ยิ้มอย่างมั่นใจถึงขีดสุดอยู่นั่นเอง!

     

    “ อืม เดี๋ยวพวกมันสองตัวก็จะได้รู้ ! ’’ เชฟเจิ้งฝานพยักหน้าเห็นด้วยความโกรธที่มีเมื่อกี้ก็ได้หายไป ในตอนนี้เขารู้สึกเหมือนกันกับเพื่อนของเขาสิ่งที่เขาต้องทําก็แค่รอ รอดูสองคนนั้นกินอาหารของยูหมิงเข้าไปจากนั้นพวกมันก็จะรู้ซึ้งว่าสิ่งที่พวกมันทําลงไปนั้นเป็นอะไรที่ผิดพลาดอย่างแรง !

     

    กลับกันทางด้านสองพี่น้องเปียวที่เห็นหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานมองมาพวกเขาทําเพียงแค่ยิ้มอย่างหยิ่งยโสโอ้อวดตอบกลับไปอย่างไม่แยแสเพราะในสายตาของพวกเขาทั้งสองคนนั้นไม่ต่างอะไรไปจากผู้แพ้ทว่าในตอนนั้นเองเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้น

     

    “ สั่งอาหารได้ ! เหมือนเดิมวันนี้มีแค่ข้าวผัดไข่กับเสี่ยวหลงเปา !’’ ยูหมิงที่อยู่ในครัวพูดขึ้นด้วยนํ้าเสียงๆดังฟังชัดทว่าในตอนนี้หากสังเกตดีๆแล้วจะพบว่าสายตาของเขานั้นเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจใช่แล้ว !เขาประหลาดใจเป็นอย่างมากที่พบช้อนส้อมและตะเกียบที่ยังไม่ถูกล้างกองเอาไว้ที่ด้านหลังร้าน!

    คล้ายกับเรื่องผมก็แค่เชฟที่ผ่านทางมา ที่คุณอ่าน