ตอนที่ 77 พัฒนาการของสมาชิก
ทีชที่สามารถฆ่าอะแวสะดอตาและได้นั้นนอกจากจะได้อุปกรณ์แปลกๆ มาแล้วนั้น เขายังเลเวลอัพไปอีกหลายเลเวลด้วยเพราะอะแวสะดอ ตาและเป็น NPC ขุนพลที่ไม่ใช่ผู้ติดตามของผู้เล่นทำให้ทีชได้ค่าประสบการณ์จำนวนมหาศาลเพราะอะแวสะดอตาและเป็นขุนพลในประวัติศาสตร์เกรด A ที่มีเลเวล 300 เมื่อทีชฆ่าได้จึงทำให้เลเวลของทีชอัพขึ้นอีกหลายเลเวลทันที
ทีชที่กำลังมุ่งหน้าไปที่ค่ายโจรได้เปิดเช็คสถานะของตัวเอง ‘หน้าต่างระบบ’
ชื่อตัวละคร : ทีช เลเวล : 189
คลาสหลัก : จอมยุทธ
คลาสรอง 1 : ยังไม่มี / คลาสรอง 2 : ยังไม่มี
พลังชีวิต : 21,320/21,320
ปราณ : 3,445/3,445
พลังกายภาพ : 399 พลังเวทย์ : 54
ความอดทน : 378 ความว่องไว : 364
ความชำนาญ : 150
ค่าสถานะคงเหลือ : 0
น้ำหนักสัมภาระ : 2530/4430
วิชากระบวนท่า : ดรรชนีหกชีพจร ขั้นที่ 5 , กระบี่เจ็ดชีพจรขั้นที่ 6 , เก้าทิศผันแปร
‘ใกล้จะเลเวล200 แล้วไหนดูคนอื่นหน่อยซิว่าเลเวลเท่าไหร่กันแล้ว’เมื่อคิดดังนั้นทีชก็ตัดสินใจเปิด ‘หน้าต่างระบบกิล’ ขึ้นมาดูทันที
ตำแหน่งของสมาชิกกิลAdmiration
หัวหน้ากิล: ทีช เลเวล 189 อาชีพ - จอมยุทธ/ยังไม่มี
รองหัวหน้าคนที่ 1 : เว่ยเถียน เลเวล 215 อาชีพ - เทพยุทธ/นักผจญภัย/กุนซือ
รองหัวหน้าคนที่ 2 : ดาร์ค เลเวล 192 อาชีพ- เบลดมาสเตอร์/ไม่มี
เสนาธิการคนที่ 1 : กุยแก เลเวล 300 อาชีพ– กุนซือ/แม่ทัพ
เสนาธิการคนที่ 2 :
เสนาธิการคนที่ 3 :
แม่ทัพคนที่ 1 : หมิง เลเวล 195 อาชีพ- จอมยุทธ/ไม่มี
แม่ทัพคนที่ 2 : มอนจี เลเวล 206 อาชีพ- เทพยุทธ/ผู้ฝึกสัตว์
แม่ทัพคนที่ 3 : อิจิโนเสะ เลเวล 240 อาชีพ - ซามูไร/องครักษ์
แม่ทัพคนที่ 4 : ฮิเดโยชิ เลเวล 300 อาชีพ – แม่ทัพ/กุนซือ
แม่ทัพคนที่ 5 : องค์หญิงผิงหยาง เลเวล 300 อาชีพ - องค์หญิง/แม่ทัพ
แม่ทัพคนที่ 6 : อลาโน่ เลเวล 197 อาชีพ- บาทหลวง/นักการทูต
สมาชิกคนที่ 1 : ปรางจี เลเวล 168 อาชีพ- แม่ค้า/ผู้ฝึกสัตว์/ช่างตัดเย็บ
สมาชิกคนที่ 2 : สมิท เลเวล 133 อาชีพ- อัศวิน/ช่างตีเหล็ก
สมาชิกคนที่ 3 : อัลเฟรด เลเวล 185 อาชีพ- อัศวิน/องครักษ์/นักการทูต
สมาชิกคนที่ 4 : เหิ่นซ่วย เลเวล 199 อาชีพ - จอมยุทธ/พ่อครัว
สมาชิกคนที่ 5 : โคล่า เลเวล 194 อาชีพ- จอมยุทธ/ไม่มี
สมาชิกคนที่ 6 : โอโรกะ เลเวล 181 อาชีพ– จอมยุทธ/ไม่มี
สมาชิกคนที่ 7 :.......
‘เว่ยเถียนเรียนกับกุยแกจนมีอาชีพรองเป็นกุนซือไปแล้วเหรอเนี่ยโอ๊ะ เหิ่นซ่วยจะกลายเป็นเทพยุทธแล้วอิจิโนเสะน่าจะเคี่ยวเข็ญน่าดู เก็บเลเวลไวพอๆกับกลุ่มของดาร์คเลย’ ทีช มองเห็นพัฒนาการของสมาชิกกิลได้ชัดเจนเลยจากหน้าต่างระบบกิลซึ่งแสดงว่าตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาทุกคนต่างมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองและพยายามรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองอย่างสม่ำเสมอทีชรู้สึกภูมิใจและดีใจมากที่เขามีเพื่อนดีๆ แบบนี้หลายคนจนทำให้กิลเริ่มเป็นรูปเป็นร่างและคล้ายกิลใหญ่เข้าไปทุกที
หลังจากที่กิลยึดเมืองอู๋โจวมาได้ทำให้สามารถตั้งแม่ทัพเพิ่มได้1 คนและกิลมีเมืองในครอบครองถึง 3 เมืองจึงทำให้ตั้งเสนาธิการเพิ่มได้อีกคนแต่ทว่าทีชกลับไม่อาจตัดสินใจได้ว่าจะยกตำแหน่งนี้ให้ใคร ความจริงคนที่เหมาะสมก็มีเว่ยเถียน กับ ดาร์คแต่ทั้งคู่เป็นรองหัวหน้ากิลอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องตั้งตำแหน่งให้อีกทีชคิดจะให้มอนจีแต่เขาได้ถามมอนจีแล้วมอนจีกลับบอกว่าอยากเป็นแค่แม่ทัพมากกว่าสุดท้ายทีชเลยตัดสินใจยังไม่ตั้งใครขึ้นมารับตำแหน่งนี้
ในระหว่างที่กำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยทีชก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่เลยเขายังคงวิ่งขึ้นเขามุ่งหน้าไปที่ค่ายโจรด้วยความเร็วคงที่และในที่สุดทีชก็มาถึงค่ายโจรจนได้
“สวัสดีท่านทีชท่านมาที่นี่ได้อย่างไร” ฮิเดโยชิที่กำลังจัดทัพเตรียมเดินทางกลับเมืองถามขึ้นหลังจากที่เห็นทีชปรากฏตัวที่หน้าค่ายทหาร
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนข้ามีเรื่องต้องบอกกับพวกท่านเดี๋ยวนี้” ทีชเดินผ่านฮิเดโยชิไปหาบุรุษวัยกลางคนที่กำลังมองมาทางทีชอยู่
“ท่านคงเป็นแม่ทัพเตียวเลี้ยวข้าคือทีชเป็นหัวหน้ากิลแอดมิเรชั่น” ทีชพูดขึ้นหลังจากหยุดยืนอยู่ด้านหน้าเตียวเลี้ยว
เตียวเลี้ยวยกมือคำนับทีชพร้อมกับพูดขึ้น
“ได้ยินชื่อไม่เท่ากับได้พบข้าเตียวเลี้ยวขอคำนับท่าน”
“ไม่เป็นไรท่านแม่ทัพไม่ต้องมากพิธีไปตอนนี้พวกเรามีเรื่องเร่งด่วนต้องจัดการ” ทีชยกมือรับการคำนับจากเตียวเลี้ยว
‘อายุยังไม่มากแต่สายตาคล้ายกับสามารถมองทะลุได้ทุกสิ่งแถมยังเดินทางออกมาช่วยผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยตัวเองแสดงว่าไม่ใช่คนที่หลงมัวเมาในอำนาจ ยอดเยี่ยมๆ’เตียวเลี้ยวพิจารณาเจ้านายคนใหม่ของเขาอย่างพอใจ เขารู้สึกถูกชะตากับทีชซึ่งทางด้านทีชเองก็รู้สึกแบบเดียวกันกับเตียวเลี้ยว
ต้องบอกว่าทีชนั้นชื่นชอบเตียวเลี้ยวมากหลังจากที่เขาได้อ่านและศึกษาเรื่องราวในยุคสามก๊กระหว่างที่อยู่ในคุกเขาได้จัดให้เตียวเลี้ยวเป็นหนึ่งในแม่ทัพในใจไว้เรียบร้อยแล้วเขาคิดไว้ว่าเมื่อแพทช์สงครามอัปเดตเข้ามาเขาจะออกตามหาเตียวเลี้ยวและชักชวนมาเป็นพวกให้ได้แต่เวลานี้กลับไม่ต้องทำแบบนั้นอีกแล้วเพราะเตียวเลี้ยวได้มาอยู่กับเขาเรียบร้อยแล้ว
‘เรื่องนี้คงต้องขอบคุณกุยแกแล้วก็กวนอูเอาไว้จะหาทางชดเชยให้แล้วกันนะ’ ทีช แอบคิดในใจ
จริงๆแล้วจะพูดว่าเป็นเพราะกุยแกกับกวนอูก็ไม่ถูกนัก กวนอูแค่บอกข่าวของกุยแกให้เตียวเลี้ยวฟังเท่านั้นที่เตียวเลี้ยวตัดสินใจล้วนมาจากการบริหารเมืองและนโยบายที่ทีชมีต่อเมืองด้วยการปกครองที่เน้นมอบความสุขให้กับประชาชนในเมืองต่างหากที่ดึงดูดให้เตียวเลี้ยวยอมเข้าร่วม
ทีชนั้นถึงจะไม่ได้บริหารเมืองด้วยตัวเองแต่เขาได้บอกกับกุยแกเอาไว้ก่อนแล้วว่าเมืองที่อยู่ในการครอบครองของกิลแอดมิเรชั่นจะมุ่งเน้นที่ชาวเมืองเป็นหลักก่อนเขาไม่ได้ต้องการเร่งพัฒนาแต่กองทัพเหมือนกิลอื่นๆซึ่งเมื่อทีชพูดขึ้นมากุยแกเองก็เห็นด้วยจึงทำให้เมืองทั้ง 3 เมืองที่กิลแอดมิเรชั่นครอบครองอยู่ดำเนินการบริหารตามนโยบายนี้มาตลอดนั่นเอง
“ท่านทีชมีเรื่องด่วนอะไรหรือเหตุใดถึงต้องเร่งเดินทางมาหาพวกเราถึงที่นี่” ฮิเดโยชิ ถามขึ้น
“ตอนนี้มีกองทัพที่มีกำลังทหารกว่า500 คนอยู่ตรงตีนเขาข้างล่างนั่น และที่สำคัญผู้นำทัพคืออิกิ๋ม” ทีช พูดชื่อของคนรู้จักของเตียวเลี้ยวขึ้นมา
เตียวเลี้ยวที่ได้ยินชื่ออิกิ๋มก็ตกใจขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะคิดได้เข้าก้มหน้าลงคำนับทีชและฮิเดโยชิพร้อมกับกล่าวขึ้น
“เป็นเพราะข้าเองจึงทำให้พวกท่านต้องเดือดร้อนไปด้วย ข้าจะลงไปคุยกับอิกิ๋มเองพวกท่านลองหาจังหวะหลบออกไปทางอื่นจะดีกว่า”
เตียวเลี้ยวที่เห็นว่าทหารของฝ่ายตนมีเพียง100 กว่าคนเท่านั้น ซึ่งไม่อาจเทียบกับทหาร 500คนได้จึงคิดที่จะไปมอบตัวกับอิกิ๋มเพราะเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายจงใจสร้างแผนการนี้เพื่อกำจัดเขาและอะแวสะดอ ตาและไปพร้อมๆกัน
ทีชยิ้มขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ไม่ต้องคิดมากหรอกท่านแม่ทัพ ข้าพอมีแผนการอยู่บ้างอีกอย่างพวกเราไม่ใช่คนที่ทิ้งพวกพ้องเพื่อเอาตัวรอด”
ทีชที่เดาความคิดของเตียวเลี้ยวออกก็ยิ่งถูกใจแม่ทัพคนนี้มากขึ้นเพราะแสดงให้เห็นว่าเตียวเลี้ยวเป็นแม่ทัพที่ยอมเสียสละตัวเองเพื่อคนอื่นได้
‘เราจะปล่อยให้เขาตายไม่ได้’ทีช ลอบสาบานเอาไว้ในใจ
แต่ในขณะที่ทีชกำลังจะบอกแผนการของตัวเองออกไปนั้นปรากฏเสียงพูดแทรกขึ้นมาก่อน
“ขอประทานโทษนะขอรับขอให้พวกข้าได้ช่วยเหลือผู้มีพระคุณทุกท่านด้วยเถิดขอรับ”
ทหารผู้ไว้หนวดเขี้ยวเดินเข้ามาพร้อมกับข้าวต้มมัด
“หือ...เจ้าคือ...ข้าวต้มมัดที่เคยเป็นทาสที่นี่ใช่หรือไม่ ส่วนอีกคนคือคนที่เจ้าพูดถึงสินะทหารที่ถูกจับเพราะบุกเดี่ยวมาปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระ” ฮิเดโยชิที่เห็นข้าวต้มมัดก็จดจำออกเพราะในระหว่างที่เขากำลังเตรียมทัพเพื่อเดินทางมาปราบโจรทาสคนนี้ได้เสนอตัวเองเข้าร่วมด้วยอย่างกล้าหาญไม่เหมือนทาสคนอื่นๆที่เกรงกลัวพวกโจรจนไม่กล้าย้อนกลับมาอีก
ทีชที่ได้ยินฮิเดโยชิเอ่ยชื่อข้าวต้มมัดก็ตกตะลึงทันทีเขารีบเดินเข้าไปหาแล้วถามย้ำขึ้นอีกครั้ง “เจ้าคือข้าวต้มมัดคนนั้นเหรอ...คนที่เป็นปรมาจารย์ด้านมวยไทย?”
“เอ่อ...ขอรับ...แต่คำปรมาจารย์ข้ามิกล้ารับหรอกขอรับว่าแต่ท่านคือ...” ข้าวต้มมัดอึ้งไปเล็กน้อยที่มีคนรู้จักเขา
“ข้าชื่อทีชเป็นหัวหน้าของกิลแอดมิเรชั่น” ทีช ตอบ
“โอ้...ขอโทษที่ข้าเสียมารยาทขอรับข้าข้าวต้มมัดเป็นเพียงทาสธรรมดาทั่วไปขอรับ ยังไงก็ขอบคุณท่านหัวหน้าด้วยขอรับไม่นึกว่าบุคคลที่เป็นเจ้านายของแม่ทัพชั้นยอดอย่างท่านฮิเดโยชิและท่านเตียวเลี้ยวจะเป็นคนไทยเหมือนกับข้าช่างน่ายินดีจริงๆ” ข้าวต้มมัด ก้มหัวลงเล็กน้อยแล้วกล่าวขึ้นอย่างดีใจ
“สวัสดีท่านทีชท่านฮิเดโยชิ และท่านเตียวเลี้ยวข้าขอขอบคุณพวกท่านอีกครั้งที่ยื่นมือเข้ามาปราบโจรร้ายอย่างอะแวสะดอ ตาและในเมื่อคนดีๆ แบบพวกท่านกำลังเจอปัญหาข้าขอตอบแทนพวกท่านได้หรือไม่”ทหารหนวดเขี้ยว เดินขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าวแล้วพูดขึ้น
“แล้ว...นายทหารท่านนี้คือใครหรือ”ทีชเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นคนไทยเหมือนกันจึงอยากรู้มากว่าจะเป็นยอดคนคนไหนของประเทศไทย
“ขอประทานโทษขอรับข้าลืมแนะนำตัวไปเสียได้ข้าชื่อ ‘บุตร พันธรักษ์’ หรือจะเรียกสั้นๆ ว่า ‘ขุนพันธ์’ ก็ได้ขอรับ”
‘ขุนพันธ์!ไม่คิดว่าจะได้เจอกับสุดยอดมือปราบในอดีตไม่ว่ายังไงเราต้องชวนทั้งสองคนให้มาอยู่กับเราให้ได้’ ทีช คิดในใจอย่างตื่นเต้น
“ท่านคือยอดมือปราบขุนพันธ์นี่เองได้ตกลงพวกท่านลองฟังแผนของข้าดูหากติดตรงไหนพวกท่านสามารถให้คำแนะนำและแย้งได้เลยไม่ต้องเกรงใจ” ทีชเริ่มเล่าแผนการของเขาให้คนทั้ง 4 ฟัง
......
เมืองเริ่มต้นเจิ้งโจว
องค์หญิงผิงหยางกำลังนั่งอย่างเบื่อหน่ายอยู่ที่จวนเจ้าเมืองเธออยากจะออกไปนำทัพสู้กับศัตรู แต่เวลานี้กลับถูกส่งมาคอยดูแลเมืองถึงแม้ว่าชาวบ้านในเมืองจะยกย่องเชิดชูเธอมากเท่าไหร่เธอก็ไม่ได้รู้สึกดีเลยสักนิด ในขณะที่เธอกำลังนั่งมองวิวทิวทัศน์ของเมืองผ่านหน้าต่าง
ก๊อกๆก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นองค์หญิงผิงหยางเบือนหน้ามาที่ประตูแล้วพูดขึ้นเสียงดัง “เชิญ”
ปรางจีที่มาติดต่อธุรกิจการค้าที่เมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวเปิดประตูเข้ามาเธอเป็นเพียงไม่กี่คนที่เดินทางไปทั่วทั้ง 3 เมืองตลอดเวลา 6 เดือนเพื่อหาเงินเข้ากิลและทุกครั้งที่มาเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวเธอก็มักจะแวะมาหาองค์หญิงผิงหยางอยู่บ่อยๆเพราะเว่ยเถียนได้ฝากให้เธอช่วยดูแลองค์หญิงคนนี้
เว่ยเถียนนั้นรู้ดีว่าองค์หญิงผิงหยางจะต้องเบื่อแน่นอนหากต้องมาขลุกอยู่ในเมืองนานๆแบบนี้ แต่ตัวของเว่ยเถียนนั้นต้องอยู่เรียนรู้สิ่งต่างๆจากกุยแกจึงไม่สามารถเดินทางมาหาองค์หญิงได้บ่อยนัก
“ยังเบื่ออยู่หรือ...มาๆวันนี้ข้านำของอร่อยๆ มาฝากด้วยนะ” ปรางจีพูดขึ้นพร้อมกับนำของที่ว่าวางบนโต๊ะกลางห้อง
“เมื่อไหร่จะมีคนมารับช่วงต่อจากข้า”องค์หญิงกลับไม่สนใจของบนโต๊ะเลยแม้แต่น้อย เธอกลับถามปรางจีขึ้นมาดื้อๆ
“ประตูตรงช่องเขาขาดของเมืองอู๋โจวใกล้จะสร้างเสร็จแล้วเมื่อสร้างเสร็จคุณอัลเฟรดน่าจะกลับมาประจำที่นี่เมื่อถึงเวลานั้นท่านจะได้กลับไปนำทัพออกรบแล้ว โปรดใจเย็นก่อนเถอะนะ” ปรางจีอธิบายให้องค์หญิงฟัง
ปรางจีนั้นเดินทางไปมาระหว่าง3 เมืองจึงพอรู้อยู่บ้างว่าเวลานี้เตียวเลี้ยวได้มาเข้าร่วมแล้วนั่นหมายความว่าฮิเดโยชิสามารถเป็นเจ้าเมืองอู๋โจวแทนอัลเฟรดได้แล้วเตียวเลี้ยวก็สามารถฝึกทหารแทนฮิเดโยชิได้ซึ่งกุยแกจะต้องให้อัลเฟรดกลับมาบริหารเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวแทนองค์หญิงผิงหยางแน่นอนเพราะหากพูดด้านบริหารอัลเฟรดนั้นเชี่ยวชาญกว่าองค์หญิงมากจริงๆเพราะอัลเฟรดเป็นคนในยุคปัจจุบันที่มีความรู้ในสมัยใหม่จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายกว่า
และที่สำคัญองค์หญิงผิงหยางนั้นแต่ไหนแต่ไรก็หมกมุ่นอยู่กับวิชาบู้มากกว่าวิชาบุ๋นเธอจึงไม่ได้เก่งกาจในด้านการดูแลบริหารเมืองมากนัก
“งั้นหรือ...ก็ดี!ข้าได้ข่าวว่าที่เมืองอู๋โจวพบกับจอมโจรคนหนึ่งงั้นหรือ”
“ท่านได้ข่าวไวมาก!ถูกแล้วรู้สึกว่าท่านฮิเดโยชิและท่านเตียวเลี้ยวกำลังนำกองกำลังขึ้นไปปราบ”
“เฮ้อ...เหตุใดถึงไม่เป็นข้านะ”องค์หญิงผิงหยาง พูดพร้อมกับถอนหายใจ
‘องค์หญิงทุกคนล้วนแต่มีความเอาแต่ใจอยู่เล็กๆน้อยๆ จริงๆ เฮ้อ...’ ปรางจี คิดในใจอย่างช่วยไม่ได้