[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 73 ลิขิตฟ้าที่เกินกว่าขอบเขตแห่งฟ้าดิน ปีศาจท้อ ณ เขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์

    ตอนที่ 73 ลิขิตฟ้าที่เกินกว่าขอบเขตแห่งฟ้าดิน ปีศาจท้อ ณ เขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์

            กู้ฉางเกอเห็นว่าสถานการณ์นี้มิได้ยากเย็นจนเกินจะแก้ไข

            สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการหาว่าน้องสาวต่างสายตระกูลของเขาอยู่ที่ใด และเตรียมการทุกอย่างให้พร้อม

            โดยเฉพาะการสืบว่าตอนนี้นางเป็นเช่นไร และผู้ที่คอยสนับสนุนนางเบื้องหลังเป็นผู้ใดกันแน่

            ทว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับปัญหาภายในของตระกูลกู้เอง กำลังที่เขาสามารถใช้ได้จึงจำกัดอยู่เพียงคนในสายของเขาเท่านั้น

            ส่วนอีกหลายสายในตระกูล คงต้องรอจนกว่าจะมีการแต่งตั้งเขาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลก่อน พวกเขาจึงจะยินยอมทำตามคำสั่ง

            การขอความช่วยเหลือจากสายอื่นเพื่อตามหานาง อาจมิคุ้มค่าและส่งผลกระทบต่อแผนการในอนาคตได้

            กู้ฉางเกอขบคิดเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเรียกคนของเขามา

            “อาต้า”

            “ขอรับ นายน้อย!”

            ชายฉกรรจ์ในชุดดำทมิฬก้าวเข้ามาในห้องอย่างสงบ ด้วยท่าทีแสดงถึงความเคารพอย่างยิ่ง

            ทว่าหากพิจารณาให้ดี จะเห็นได้ว่าเขามิใช่มนุษย์ทั่วไป บนท่อนแขนกลับปกคลุมไว้ด้วยเกล็ดสีเขียวอ่อนละเอียด

            เขามีสายเลือดของชนเผ่ามังกรยุคบรรพกาล และได้รับการเลี้ยงดูจากตระกูลกู้มาตั้งแต่ยังเล็ก

            เขาสามารถเดินทางเข้าออกทั้งเกาะชั้นในและเกาะชั้นนอกได้อย่างอิสระ ต่างจากผู้รับใช้นอกสกุลผู้อื่น

            เขาคือผู้ที่มีพลังในระดับเทวะมายา และเป็นหนึ่งในผู้ที่กู้ฉางเกอไว้วางใจที่สุด

            “มอบเรื่องนี้ให้กับผู้อาวุโสหมิง จงสั่งให้เขาออกไปสืบหาข้อมูล…”

            กู้ฉางเกอกล่าวพลางยกนิ้วขึ้นแตะเบาๆ

            ประกายแสงเจิดจ้าปรากฏขึ้น เป็นสารที่จารึกด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณ ร่วงหล่นลงสู่มือของอาต้า

            แม้ผู้อาวุโสหมิงจะมีตำแหน่งเป็นเพียงผู้ติดตาม แต่ด้วยพลังในระดับราชันเทวะ ย่อมถือเป็นยอดฝีมือในแดนสวรรค์ การมอบหมายให้เขาจัดการเรื่องนี้ ย่อมสะดวกและรวดเร็วกว่า

            ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่กู้ฉางเกอยังมิลงไปยังโลกเบื้องล่าง เขาก็มักจะมอบหมายงานให้กับอาต้าเป็นผู้จัดการ

            ทว่าตอนนี้กลับมีผู้อาวุโสหมิงที่แข็งแกร่งกว่าเข้ามารับหน้าที่แล้ว ทุกอย่างก็ย่อมง่ายดายขึ้นมาก

            “ขอรับ นายน้อย”

            อาต้ารับคำสั่งอย่างกระฉับกระเฉง ก่อนจะเร่งเดินทางไปยังเกาะชั้นนอกเพื่อตามหาผู้อาวุโสหมิง

            ดินแดนของตระกูลกู้นั้นนับว่ากว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าที่จะบรรยายได้

            การเดินทางจากเกาะชั้นในสู่เกาะชั้นนอก ล้วนต้องอาศัยการเคลื่อนที่ผ่านค่ายกลส่งตัวนับมิถ้วน

            หากผู้บำพำเพ็ญเพียรที่มิรู้เส้นทางหลงเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ พวกเขาก็ย่อมที่จะมิมีทางไปจากที่นี่ได้ง่ายๆ

            ทว่าถึงแม้พวกเขาจะมิได้หลงทางในเขาวงกตแห่งนี้ ก็อาจถูกสัตว์อสูรที่กระจัดกระจายอยู่ตามเกาะต่างๆ ฉีกทึ้งเสียก่อนได้

            หลังจากอาต้าจากไป กู้ฉางเกอก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดหน้าจอคุณสมบัติขึ้นมา

            ตั้งแต่กลับมายังแดนสวรรค์นี้ เขาก็ยังมิได้พัฒนาขอบเขตพลังของตนเองอย่างจริงจัง

            ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ

            รัศมี: ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า

            อาวุธ: ทวนมารทลายสวรรค์

            สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร  

            ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับเจ้าครองแคว้น ขั้นสูงสุด

            เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 7 ความคืบหน้า 99 ส่วน) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) พลังแห่งมิติ (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ…

            ค่าชะตาสวรรค์: 4,000

            ค่าวาสนา: 2,000 (ระดับสีดำ)

            ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว

            คลังเก็บของ: ยันต์ทำลายมิติ *1 หนึ่งส่วนสามของเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหัก *3 (สามารถรวมกันได้) การ์ดปล้นวาสนา *3 

            แต้มวาสนาของเขาได้เพิ่มขึ้นจนแตะระดับสองพันแล้ว

            ระหว่างที่กู้ฉางเกอมิได้ทันสังเกต แต้มวาสนาของเขาก็กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            เมื่อแต้มถึงระดับนี้ เขาก็เริ่มครุ่นคิดว่าควรจะใช้มันเพื่อทะลวงเข้าสู่ระดับจอมราชันดีหรือไม่

            หากเขาสามารถก่อร่างกายาแห่งจอมราชันได้ พลังต่อสู้ก็ย่อมเพิ่มพูนไปอีกขั้น

            ทว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ชะตาลิขิตเป็นสิ่งเลื่อนลอยที่มิอาจจับต้องได้

            ในตอนที่เขามีแต้มวาสนาเพียงมิกี่สิบ ก็กลับมิมีเรื่องราวมิว่าจะดีหรือร้ายเกิดขึ้น 

            เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว กู้ฉางเกอคาดเดาว่าปัญหานี้น่าจะเกี่ยวข้องกับโชควาสนาระดับสีดำของเขา

            “ระบบ… หากโชควาสนาสีดำมินับว่าอยู่ในขอบเขตเจ็ดสีปกติ และถือเป็นสิ่งแปลกแยกออกไป หากแต้มวาสนาลดลงจนเหลือศูนย์แล้วจะเกิดสิ่งใดขึ้น” กู้ฉางเกอเอ่ยถาม

            เสียงตอบจากระบบดังขึ้นทันที

            “นายท่านมิจำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้ แต้มวาสนานั้นเป็นเพียงผลลัพธ์ของระบบที่ใช้ในการคำนวณเปรียบเทียบ แต้มวาสนาเองก็เป็นสิ่งเลื่อนลอย ทว่าการแปลงให้อยู่ในรูปแบบแต้มนั้นจะทำให้นายท่านเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น”

            เนื่องจากกู้ฉางเกอเป็นผู้ข้ามมิติมาจากโลกเดิมของเขา ความคิดและมุมมองจึงแตกต่างจากผู้คนในโลกนี้

            ระบบจึงเลือกใช้แต้มเพื่อให้เขาเข้าใจง่าย

            “เพราะนายท่านเป็นสิ่งแปลกแยก มิขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน แต้มวาสนาที่ลบล้างจนเหลือศูนย์นั้นจะมิมีผลกระทบใดต่อท่าน”

            “นายท่านอาจสังเกตได้ว่า มิว่าแต้มวาสนาจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ก็มิได้ส่งผลต่อชีวิต โอกาสวาสนา หรือโชคชะตาของท่าน”

            “แม้ตอนนี้นายท่านจะได้รับมรดกตกทอดหรือโชคลาภ แต้มวาสนาของท่านก็จะมิเพิ่มขึ้น แต้มจะเพิ่มได้ก็ต่อเมื่อท่านได้ชนะใจบุคคลผู้มีชะตาฟ้าลิขิตอันยิ่งใหญ่ หรือสังหารผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตเท่านั้น”

            คำอธิบายของระบบทำให้กู้ฉางเกอเข้าใจทุกอย่าง

            เขาพยักหน้ารับอย่างแช่มช้า

            มิน่าแปลกใจเลยที่แต้มวาสนาของเขาที่เพิ่มพูนจนถึงระดับนี้ จนกระทั่งสูงกว่าเย่เฉินในอดีตหลายเท่าตัว

            แต่ถึงกระนั้น ก็กลับมิเห็นว่าจะมีสมบัติล้ำค่าใดหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ หรือปรากฏมรดกสืบทอดให้เห็นเด่นชัดขึ้นตรงหน้า

            หรือว่าเป็นเพราะชะตาลิขิตของเขา มิได้อยู่ภายใต้การควบคุมของสวรรค์แห่งโลกนี้อีกต่อไป

            นี่คงจะเป็นสิทธิพิเศษของตัวร้ายกระมัง หากต้องการครอบครองโชควาสนา ก็คงต้องไปแย่งชิงมาจากผู้ถูกลิขิตจากสรวงสวรรค์

            แต่สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว เขากลับชื่นชอบการเก็บเกี่ยวผลไม้ที่สุกงอมแล้วมากกว่า

            การตามหาต้นกล้าอ่อนที่พร้อมให้เก็บเกี่ยวนั้น ย่อมง่ายดายและสมบูรณ์แบบที่สุด

            “ดังนั้นสำหรับข้าแล้ว แต้มวาสนาก็เปรียบได้กับแต้มชะตาสวรรค์ และเนื่องจากล้วนเป็นแต้มที่ข้าได้มาด้วยตนเอง อัตราแลกเปลี่ยนเป็นแต้มชะตาสวรรค์จึงเป็นหนึ่งต่อสิบอย่างนั้นหรือ”

            กู้ฉางเกอเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง

            นั่นหมายความว่าแต้มวาสนาจำนวนสองพันแต้มนี้ของเขา แท้จริงแล้วก็คือทรัพย์สมบัติที่พร้อมให้แลกเปลี่ยนเป็นแต้มชะตาสวรรค์ได้ทุกเมื่อ

            ส่วนโชควาสนาที่แท้จริงของเขานั้น ก็เป็นสิ่งที่แม้แต่ระบบก็ยังมิสามารถจะแสดงออกมาให้เห็นได้

            หลังจากที่ระบบได้อธิบายอย่างชัดเจน เขาก็รู้สึกโล่งใจ

            นอกเหนือจากการสังหารผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิตเพื่อแย่งชิงชะตาลิขิตแล้ว

            เขาก็ยังสามารถเพิ่มแต้มเหล่านี้ได้ด้วยการดึงดูดบุคคลผู้มีชะตาลิขิตอันสูงส่ง ดังเช่นซูชิงเกอและหลินชิวหาน

            ยิ่งชนะใจผู้มีโชคลาภอันยิ่งใหญ่มากเท่าใด แต้มวาสนาของเขาก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

            ที่สำคัญ แต้มวาสนาของเขาก็จะเพิ่มเติมขึ้นอยู่เสมอ

            หากจะกล่าวให้ดูดีแล้ว นี่ก็คงเรียกได้ว่าเป็นการเพาะปลูกเพื่อเก็บเกี่ยว

            แต่หากจะกล่าวอย่างโหดร้ายแล้ว... ก็คล้ายกับการเลี้ยงสุกรเพื่อเฝ้ารอวันเชือด

            “แลกค่าวาสนา 1,000 แต้ม”

            เมื่อคิดทบทวนได้ กู้ฉางเกอก็แทบมิลังเลที่จะตัดสินใจ

            เขายังคงเหลือแต้มวาสนาอีกหนึ่งพันแต้มที่เหลือไว้เผื่อใช้ในยามฉุกเฉิน

            “ติ๊ง! การแลกเปลี่ยนสำเร็จ ขอแสดงความยินดี นายท่านได้รับแต้มชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้น 10,000 แต้ม”

            เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้น

            กู้ฉางเกอกวาดตามองจำนวนแต้มชะตาสวรรค์ของเขาในตอนนี้ที่มีทั้งหมดถึง 14,000 แต้ม

            “ระบบ เพิ่มพลัง”

            ครืนน!

            ทันใดนั้น เขารู้สึกได้ถึงพลังงานแปลกประหลาดที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง

            พลังนั้นแผ่กระจายสู่ทุกอณูในร่างของเขา ทุกเส้นเอ็นและกระดูกคล้ายเปล่งแสงแห่งมรรคาศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจ้า

            กระดูกมรรคาส่งเสียงประสานดั่งท่วงทำนองแห่งสวรรค์ ปล่อยแสงแสงสีสันระยิบระยับส่องสะท้อนทั่วร่าง

            ดวงจิตมารสงบเงียบ ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว

            ในเวลาเดียวกัน ความก้าวหน้าของคัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ ขั้นที่เจ็ดในจิตสำนึกของเขาก็พลันทะลวงขีดจำกัดในทันที

            ในชั่วพริบตา กู้ฉางเกอก็ซึมซับความเข้าใจอันลึกซึ้งเกี่ยวกับมรรคาและทักษะเทพจำนวนมาก

            ตู้ม!

            เสียงกึกก้องราวกับสายธารากำลังเดือดพล่าน ดั่งสุริยันอันเจิดจรัสหมุนวนอยู่ในเส้นลมปราณและทะเลวิญญาณของเขา

            พลังปราณพลันพุ่งทะลวงเข้าสู่ระดับจอมราชัน

            “ยังเหลือแต้มชะตาสวรรค์อีก 6,000 แต้ม”

            ด้วยเพียงจิตนึก เงาร่างอันเลือนลางดั่งร่างอวตารของมรรคาก็พลันปรากฏอยู่เบื้องหลังเขา

            ร่างนั้นเปี่ยมไปด้วยรัศมีอันน่าสะพรึงกลัว เสียงแห่งมรรคาก้องกังวาน สัญลักษณ์โบราณเปล่งแสงระยิบระยับ

            ร่างนั้นแผ่บารมีเย็นชาและล้ำลึกประดุจเทพเจ้า

            นี่คือพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ในกระดูกมรรคา

            กายาแห่งมรรคา

            ร่างประหนึ่งมรรคาที่กดข่มทุกสรรพสิ่ง

            สำหรับยอดอัจฉริยะผู้เยาว์วัย นี่ถือเป็นไพ่ตายที่ทรงพลังอย่างแท้จริง

            “เมื่อข้าทะลวงสู่ระดับจอมราชันได้สำเร็จ พลังอำนาจของข้าก็จะพุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาล”

            “แตกต่างจากระดับเจ้าครองแคว้น ราวกับเป็นคนละโลกโดยสิ้นเชิง”

            “ความรู้สึกเช่นนี้... ช่างน่าพิศวงยิ่งนัก”

            กู้ฉางเกอกำหมัดแน่น

            กายาแห่งมรรคาที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังก็กำหมัดตาม เขาในตอนนี้ดูราวกับผู้สามารถแทนที่สวรรค์ในการควบคุมโทษทัณฑ์ทั้งปวง

            พรสวรรค์อันทรงพลังเช่นนี้ โดยแท้จริงแล้วสมควรจะเป็นของน้องสาวผู้ถือกำเนิดร่วมตระกูล

            กู้ฉางเกอตระหนักดีถึงความจริงข้อนี้

            แต่สิ่งภายนอก ย่อมเป็นเพียงสิ่งภายนอก

            ในอนาคต เขาจะหาหนทางในการจัดการกับปัญหาเรื่องกระดูกมรรคานี้อย่างแน่นอน

            มิว่าจะเป็นการใช้เคล็ดวิชามหามารกลืนเทพกลืนกินมัน หรือค้นหากระดูกใหม่จากระบบ

            แต่ยามนี้ยังมิใช่เวลา

            กระดูกมรรคายังคงมีความสำคัญกับเขา มิเพียงแต่เสริมสร้างพลังอำนาจที่น่าสะพรึงกลัว แต่ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นอีกด้วย

            กู้ฉางเกอหันความสนใจไปที่ร้านค้าในระบบ

            ยังคงเหลือค่าชะตาสวรรค์อีกกว่า 6,000 แต้ม และค่าวาสนาอีก 1,000 แต้ม

            ทรัพย์สมบัติมากมายเช่นนี้ ต้องนำมาใช้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเองเสียก่อน

            แม้ในตระกูลกู้จะมีศิลปะวิชาเทพศักดิ์สิทธิ์อันหลากหลาย แต่กู้ฉางเกอกลับรู้สึกว่าเคล็ดวิชาที่อยู่ในระบบนั้นครอบคลุมและสมบูรณ์แบบยิ่งกว่ามาก

            ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกใช้เคล็ดวิชาและทักษะของตระกูลจำเป็นต้องใช้แต้มคุณงามความดีแลกเพื่อให้ได้มา

            แม้เขาจะเป็นถึงนายน้อยแห่งตระกูล ก็เพียงแค่มีสิทธิ์มากกว่าผู้อื่นเล็กน้อยเท่านั้น

            ทว่ามิได้หมายความว่าเขาจะสามารถเลือกได้อย่างตามใจชอบ

            ในระดับพลังปัจจุบันนี้ เขาได้เรียนรู้ศิลปะเทพขั้นสูงสุดของตระกูลมานานแล้ว

            ในที่สุด สายตาของกู้ฉางเกอก็เลื่อนหยุดลงที่เคล็ดวิชาเซียนไร้สิ้นสุด ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาลับที่เน้นด้านพลังจิต

            ราคาของมันคือห้าพันแต้มชะตาสวรรค์

            กู้ฉางเกอได้ครอบครองจิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า จึงมีความเชี่ยวชาญด้านพลังจิตจนอยู่ในระดับสูงสุดของอัจฉริยะรุ่นเดียวกัน

            การเพิ่มพูนพลังด้วยเคล็ดวิชาเซียนไร้สิ้นสุดนี้ ย่อมทำให้เขาทรงพลังยิ่งขึ้นราวกับติดปีก

            “แลกเปลี่ยน”

            เพียงชั่วพริบตา ความรู้เกี่ยวกับเคล็ดวิชาลับนี้ก็ผุดขึ้นในจิตสำนึกของเขา

            กู้ฉางเกอใช้แต้มชะตาสวรรค์เพิ่มพูนพลังอย่างต่อเนื่อง

            ฟึ่บ!

            พลังจิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้าของเขาพุ่งออกมาจากหว่างคิ้ว ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นดาบเซียนทองสัมฤทธิ์

            แสงจากดาบเจิดจ้า พลังสังหารอันรุนแรงแผ่กระจายออกไป ราวกับสามารถเฉือนฟันหมื่นจักรวาลให้ขาดสะบั้นในดาบเดียว

            นี่คือสุดยอดแห่งเคล็ดวิชาเข่นฆ่าสังหารด้วยพลังจิตวิญญาณ!

            …

            ขณะที่กู้ฉางเกอทะลวงเข้าสู่ระดับจอมราชัน คลื่นพลังอันยิ่งใหญ่พลันแผ่ขยายออกไป

            ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งตระกูลกู้ บนหมู่เกาะเทพและภูผาศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง มีผู้คนสัมผัสได้ถึงปราณอันน่าสะพรึงกลัวนี้

            แม้จะถูกม่านอาคมปิดกั้น แต่แรงกดดันที่ปะทุขึ้นในชั่วพริบตานั้น กลับก้องสะท้อนราวกับเสียงแห่งมหามรรคา

            มันแตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ราวกับปลุกเร้าความเปลี่ยนแปลงในสวรรค์และปฐพี

            “ฉางเกอขอเชิญเหล่าผู้อาวุโสแต่ละสาย เข้าพบ ณ ยอดเขาหลัก”

            เสียงอันทรงพลังของเขาดังก้องเหนือฟากฟ้าของแต่ละสายตระกูล

            มันสั่นสะเทือนไปทั่วหมู่เกาะชั้นใน ก่อให้เกิดความสนใจในหมู่สมาชิกหลักของตระกูลกู้

            โดยเฉพาะในหมู่ผู้อาวุโสแห่งตำหนักและเรือนศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน

            “กู้ฉางเกอคิดจะทำสิ่งใดกัน เพียงแค่ทะลวงพลังได้สำเร็จ ก็คิดจะกำหนดตำแหน่งผู้นำตระกูลแล้วหรือ” ผู้หนึ่งส่ายศีรษะขึ้นพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            “นายน้อยคิดจะทำสิ่งใดกัน ถึงขั้นเชิญผู้อาวุโสทั้งหมดออกมาพบ!” หลายคนประหลาดใจ

            “หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับตำแหน่งผู้นำตระกูลในรุ่นถัดไป”

            ในเวลาเดียวกันนั้น

            ในเขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์ ณ ดินแดนห่างไกลแห่งแดนสวรรค์

            ผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลไร้สิ้นสุด เต็มไปด้วยขุนเขาโบราณที่ทอดตัวเป็นแนวยาว ทั่วบริเวณแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งยุคดึกดำบรรพ์

            หมอกแห่งความว่างเปล่าโอบล้อมทุกสิ่ง ก่อให้เกิดบรรยากาศลึกลับน่าค้นหา

            บ่อยครั้งมีเหล่าสัตว์อสูรดุร้ายที่ทรงพลังอย่างน่าสะพรึงเดินย่ำอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ เพียงแค่ลมหายใจของพวกมันก็อาจทำให้ฟ้าถล่มดินทลาย

            ทว่าทุกครั้งที่พวกมันมองไปยังที่แห่งหนึ่งมิไกลจากนั้น ความเกรงขามกลับปรากฏขึ้นชัดเจนในสายตา

            ในสถานที่นั้น มีหมู่บ้านเล็กๆ ราวกับดินแดนสวรรค์ซ่อนเร้น

            ประชากรมีไม่ถึงพัน แต่ละคนล้วนมีใบหน้าที่แสดงถึงความบริสุทธิ์และซื่อสัตย์

            ที่หน้าหมู่บ้าน มีต้นท้อโบราณต้นหนึ่งที่สูงใหญ่และสง่างาม

            ดอกท้อเบ่งบานสะพรั่ง แต่งแต้มด้วยสีสันอันเจิดจรัส ราวกับมรรคาแห่งสรรพสิ่งกำลังหมุนเวียนอยู่ในกลีบดอกไม้

            ต้นไม้ต้นนี้ราวกับยืนหยัดผ่านกาลเวลานับหมื่นล้านปี หยั่งรากในความว่างเปล่า ยืนหยัดตั้งแต่ยุคบรรพกาล

            “ท่านพี่ถาว ข้าคงต้องจากที่นี่ไปแล้ว…”

            เสียงแผ่วเบาของหญิงสาวในอาภรณ์เขียวดังขึ้นใต้ร่มเงาของต้นท้อ

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน