ตอนที่ 73 ลิขิตฟ้าที่เกินกว่าขอบเขตแห่งฟ้าดิน ปีศาจท้อ ณ เขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์
กู้ฉางเกอเห็นว่าสถานการณ์นี้มิได้ยากเย็นจนเกินจะแก้ไข
สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการหาว่าน้องสาวต่างสายตระกูลของเขาอยู่ที่ใด และเตรียมการทุกอย่างให้พร้อม
โดยเฉพาะการสืบว่าตอนนี้นางเป็นเช่นไร และผู้ที่คอยสนับสนุนนางเบื้องหลังเป็นผู้ใดกันแน่
ทว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับปัญหาภายในของตระกูลกู้เอง กำลังที่เขาสามารถใช้ได้จึงจำกัดอยู่เพียงคนในสายของเขาเท่านั้น
ส่วนอีกหลายสายในตระกูล คงต้องรอจนกว่าจะมีการแต่งตั้งเขาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลก่อน พวกเขาจึงจะยินยอมทำตามคำสั่ง
การขอความช่วยเหลือจากสายอื่นเพื่อตามหานาง อาจมิคุ้มค่าและส่งผลกระทบต่อแผนการในอนาคตได้
กู้ฉางเกอขบคิดเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเรียกคนของเขามา
“อาต้า”
“ขอรับ นายน้อย!”
ชายฉกรรจ์ในชุดดำทมิฬก้าวเข้ามาในห้องอย่างสงบ ด้วยท่าทีแสดงถึงความเคารพอย่างยิ่ง
ทว่าหากพิจารณาให้ดี จะเห็นได้ว่าเขามิใช่มนุษย์ทั่วไป บนท่อนแขนกลับปกคลุมไว้ด้วยเกล็ดสีเขียวอ่อนละเอียด
เขามีสายเลือดของชนเผ่ามังกรยุคบรรพกาล และได้รับการเลี้ยงดูจากตระกูลกู้มาตั้งแต่ยังเล็ก
เขาสามารถเดินทางเข้าออกทั้งเกาะชั้นในและเกาะชั้นนอกได้อย่างอิสระ ต่างจากผู้รับใช้นอกสกุลผู้อื่น
เขาคือผู้ที่มีพลังในระดับเทวะมายา และเป็นหนึ่งในผู้ที่กู้ฉางเกอไว้วางใจที่สุด
“มอบเรื่องนี้ให้กับผู้อาวุโสหมิง จงสั่งให้เขาออกไปสืบหาข้อมูล…”
กู้ฉางเกอกล่าวพลางยกนิ้วขึ้นแตะเบาๆ
ประกายแสงเจิดจ้าปรากฏขึ้น เป็นสารที่จารึกด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณ ร่วงหล่นลงสู่มือของอาต้า
แม้ผู้อาวุโสหมิงจะมีตำแหน่งเป็นเพียงผู้ติดตาม แต่ด้วยพลังในระดับราชันเทวะ ย่อมถือเป็นยอดฝีมือในแดนสวรรค์ การมอบหมายให้เขาจัดการเรื่องนี้ ย่อมสะดวกและรวดเร็วกว่า
ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่กู้ฉางเกอยังมิลงไปยังโลกเบื้องล่าง เขาก็มักจะมอบหมายงานให้กับอาต้าเป็นผู้จัดการ
ทว่าตอนนี้กลับมีผู้อาวุโสหมิงที่แข็งแกร่งกว่าเข้ามารับหน้าที่แล้ว ทุกอย่างก็ย่อมง่ายดายขึ้นมาก
“ขอรับ นายน้อย”
อาต้ารับคำสั่งอย่างกระฉับกระเฉง ก่อนจะเร่งเดินทางไปยังเกาะชั้นนอกเพื่อตามหาผู้อาวุโสหมิง
ดินแดนของตระกูลกู้นั้นนับว่ากว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าที่จะบรรยายได้
การเดินทางจากเกาะชั้นในสู่เกาะชั้นนอก ล้วนต้องอาศัยการเคลื่อนที่ผ่านค่ายกลส่งตัวนับมิถ้วน
หากผู้บำพำเพ็ญเพียรที่มิรู้เส้นทางหลงเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ พวกเขาก็ย่อมที่จะมิมีทางไปจากที่นี่ได้ง่ายๆ
ทว่าถึงแม้พวกเขาจะมิได้หลงทางในเขาวงกตแห่งนี้ ก็อาจถูกสัตว์อสูรที่กระจัดกระจายอยู่ตามเกาะต่างๆ ฉีกทึ้งเสียก่อนได้
หลังจากอาต้าจากไป กู้ฉางเกอก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดหน้าจอคุณสมบัติขึ้นมา
ตั้งแต่กลับมายังแดนสวรรค์นี้ เขาก็ยังมิได้พัฒนาขอบเขตพลังของตนเองอย่างจริงจัง
ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ
รัศมี: ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า
อาวุธ: ทวนมารทลายสวรรค์
สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร
ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับเจ้าครองแคว้น ขั้นสูงสุด
เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 7 ความคืบหน้า 99 ส่วน) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) พลังแห่งมิติ (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ…
ค่าชะตาสวรรค์: 4,000
ค่าวาสนา: 2,000 (ระดับสีดำ)
ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว
คลังเก็บของ: ยันต์ทำลายมิติ *1 หนึ่งส่วนสามของเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหัก *3 (สามารถรวมกันได้) การ์ดปล้นวาสนา *3
แต้มวาสนาของเขาได้เพิ่มขึ้นจนแตะระดับสองพันแล้ว
ระหว่างที่กู้ฉางเกอมิได้ทันสังเกต แต้มวาสนาของเขาก็กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อแต้มถึงระดับนี้ เขาก็เริ่มครุ่นคิดว่าควรจะใช้มันเพื่อทะลวงเข้าสู่ระดับจอมราชันดีหรือไม่
หากเขาสามารถก่อร่างกายาแห่งจอมราชันได้ พลังต่อสู้ก็ย่อมเพิ่มพูนไปอีกขั้น
ทว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ชะตาลิขิตเป็นสิ่งเลื่อนลอยที่มิอาจจับต้องได้
ในตอนที่เขามีแต้มวาสนาเพียงมิกี่สิบ ก็กลับมิมีเรื่องราวมิว่าจะดีหรือร้ายเกิดขึ้น
เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว กู้ฉางเกอคาดเดาว่าปัญหานี้น่าจะเกี่ยวข้องกับโชควาสนาระดับสีดำของเขา
“ระบบ… หากโชควาสนาสีดำมินับว่าอยู่ในขอบเขตเจ็ดสีปกติ และถือเป็นสิ่งแปลกแยกออกไป หากแต้มวาสนาลดลงจนเหลือศูนย์แล้วจะเกิดสิ่งใดขึ้น” กู้ฉางเกอเอ่ยถาม
เสียงตอบจากระบบดังขึ้นทันที
“นายท่านมิจำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้ แต้มวาสนานั้นเป็นเพียงผลลัพธ์ของระบบที่ใช้ในการคำนวณเปรียบเทียบ แต้มวาสนาเองก็เป็นสิ่งเลื่อนลอย ทว่าการแปลงให้อยู่ในรูปแบบแต้มนั้นจะทำให้นายท่านเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น”
เนื่องจากกู้ฉางเกอเป็นผู้ข้ามมิติมาจากโลกเดิมของเขา ความคิดและมุมมองจึงแตกต่างจากผู้คนในโลกนี้
ระบบจึงเลือกใช้แต้มเพื่อให้เขาเข้าใจง่าย
“เพราะนายท่านเป็นสิ่งแปลกแยก มิขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน แต้มวาสนาที่ลบล้างจนเหลือศูนย์นั้นจะมิมีผลกระทบใดต่อท่าน”
“นายท่านอาจสังเกตได้ว่า มิว่าแต้มวาสนาจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ก็มิได้ส่งผลต่อชีวิต โอกาสวาสนา หรือโชคชะตาของท่าน”
“แม้ตอนนี้นายท่านจะได้รับมรดกตกทอดหรือโชคลาภ แต้มวาสนาของท่านก็จะมิเพิ่มขึ้น แต้มจะเพิ่มได้ก็ต่อเมื่อท่านได้ชนะใจบุคคลผู้มีชะตาฟ้าลิขิตอันยิ่งใหญ่ หรือสังหารผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตเท่านั้น”
คำอธิบายของระบบทำให้กู้ฉางเกอเข้าใจทุกอย่าง
เขาพยักหน้ารับอย่างแช่มช้า
มิน่าแปลกใจเลยที่แต้มวาสนาของเขาที่เพิ่มพูนจนถึงระดับนี้ จนกระทั่งสูงกว่าเย่เฉินในอดีตหลายเท่าตัว
แต่ถึงกระนั้น ก็กลับมิเห็นว่าจะมีสมบัติล้ำค่าใดหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ หรือปรากฏมรดกสืบทอดให้เห็นเด่นชัดขึ้นตรงหน้า
หรือว่าเป็นเพราะชะตาลิขิตของเขา มิได้อยู่ภายใต้การควบคุมของสวรรค์แห่งโลกนี้อีกต่อไป
นี่คงจะเป็นสิทธิพิเศษของตัวร้ายกระมัง หากต้องการครอบครองโชควาสนา ก็คงต้องไปแย่งชิงมาจากผู้ถูกลิขิตจากสรวงสวรรค์
แต่สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว เขากลับชื่นชอบการเก็บเกี่ยวผลไม้ที่สุกงอมแล้วมากกว่า
การตามหาต้นกล้าอ่อนที่พร้อมให้เก็บเกี่ยวนั้น ย่อมง่ายดายและสมบูรณ์แบบที่สุด
“ดังนั้นสำหรับข้าแล้ว แต้มวาสนาก็เปรียบได้กับแต้มชะตาสวรรค์ และเนื่องจากล้วนเป็นแต้มที่ข้าได้มาด้วยตนเอง อัตราแลกเปลี่ยนเป็นแต้มชะตาสวรรค์จึงเป็นหนึ่งต่อสิบอย่างนั้นหรือ”
กู้ฉางเกอเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
นั่นหมายความว่าแต้มวาสนาจำนวนสองพันแต้มนี้ของเขา แท้จริงแล้วก็คือทรัพย์สมบัติที่พร้อมให้แลกเปลี่ยนเป็นแต้มชะตาสวรรค์ได้ทุกเมื่อ
ส่วนโชควาสนาที่แท้จริงของเขานั้น ก็เป็นสิ่งที่แม้แต่ระบบก็ยังมิสามารถจะแสดงออกมาให้เห็นได้
หลังจากที่ระบบได้อธิบายอย่างชัดเจน เขาก็รู้สึกโล่งใจ
นอกเหนือจากการสังหารผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิตเพื่อแย่งชิงชะตาลิขิตแล้ว
เขาก็ยังสามารถเพิ่มแต้มเหล่านี้ได้ด้วยการดึงดูดบุคคลผู้มีชะตาลิขิตอันสูงส่ง ดังเช่นซูชิงเกอและหลินชิวหาน
ยิ่งชนะใจผู้มีโชคลาภอันยิ่งใหญ่มากเท่าใด แต้มวาสนาของเขาก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ที่สำคัญ แต้มวาสนาของเขาก็จะเพิ่มเติมขึ้นอยู่เสมอ
หากจะกล่าวให้ดูดีแล้ว นี่ก็คงเรียกได้ว่าเป็นการเพาะปลูกเพื่อเก็บเกี่ยว
แต่หากจะกล่าวอย่างโหดร้ายแล้ว... ก็คล้ายกับการเลี้ยงสุกรเพื่อเฝ้ารอวันเชือด
“แลกค่าวาสนา 1,000 แต้ม”
เมื่อคิดทบทวนได้ กู้ฉางเกอก็แทบมิลังเลที่จะตัดสินใจ
เขายังคงเหลือแต้มวาสนาอีกหนึ่งพันแต้มที่เหลือไว้เผื่อใช้ในยามฉุกเฉิน
“ติ๊ง! การแลกเปลี่ยนสำเร็จ ขอแสดงความยินดี นายท่านได้รับแต้มชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้น 10,000 แต้ม”
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้น
กู้ฉางเกอกวาดตามองจำนวนแต้มชะตาสวรรค์ของเขาในตอนนี้ที่มีทั้งหมดถึง 14,000 แต้ม
“ระบบ เพิ่มพลัง”
ครืนน!
ทันใดนั้น เขารู้สึกได้ถึงพลังงานแปลกประหลาดที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง
พลังนั้นแผ่กระจายสู่ทุกอณูในร่างของเขา ทุกเส้นเอ็นและกระดูกคล้ายเปล่งแสงแห่งมรรคาศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจ้า
กระดูกมรรคาส่งเสียงประสานดั่งท่วงทำนองแห่งสวรรค์ ปล่อยแสงแสงสีสันระยิบระยับส่องสะท้อนทั่วร่าง
ดวงจิตมารสงบเงียบ ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว
ในเวลาเดียวกัน ความก้าวหน้าของคัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ ขั้นที่เจ็ดในจิตสำนึกของเขาก็พลันทะลวงขีดจำกัดในทันที
ในชั่วพริบตา กู้ฉางเกอก็ซึมซับความเข้าใจอันลึกซึ้งเกี่ยวกับมรรคาและทักษะเทพจำนวนมาก
ตู้ม!
เสียงกึกก้องราวกับสายธารากำลังเดือดพล่าน ดั่งสุริยันอันเจิดจรัสหมุนวนอยู่ในเส้นลมปราณและทะเลวิญญาณของเขา
พลังปราณพลันพุ่งทะลวงเข้าสู่ระดับจอมราชัน
“ยังเหลือแต้มชะตาสวรรค์อีก 6,000 แต้ม”
ด้วยเพียงจิตนึก เงาร่างอันเลือนลางดั่งร่างอวตารของมรรคาก็พลันปรากฏอยู่เบื้องหลังเขา
ร่างนั้นเปี่ยมไปด้วยรัศมีอันน่าสะพรึงกลัว เสียงแห่งมรรคาก้องกังวาน สัญลักษณ์โบราณเปล่งแสงระยิบระยับ
ร่างนั้นแผ่บารมีเย็นชาและล้ำลึกประดุจเทพเจ้า
นี่คือพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ในกระดูกมรรคา
กายาแห่งมรรคา
ร่างประหนึ่งมรรคาที่กดข่มทุกสรรพสิ่ง
สำหรับยอดอัจฉริยะผู้เยาว์วัย นี่ถือเป็นไพ่ตายที่ทรงพลังอย่างแท้จริง
“เมื่อข้าทะลวงสู่ระดับจอมราชันได้สำเร็จ พลังอำนาจของข้าก็จะพุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาล”
“แตกต่างจากระดับเจ้าครองแคว้น ราวกับเป็นคนละโลกโดยสิ้นเชิง”
“ความรู้สึกเช่นนี้... ช่างน่าพิศวงยิ่งนัก”
กู้ฉางเกอกำหมัดแน่น
กายาแห่งมรรคาที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังก็กำหมัดตาม เขาในตอนนี้ดูราวกับผู้สามารถแทนที่สวรรค์ในการควบคุมโทษทัณฑ์ทั้งปวง
พรสวรรค์อันทรงพลังเช่นนี้ โดยแท้จริงแล้วสมควรจะเป็นของน้องสาวผู้ถือกำเนิดร่วมตระกูล
กู้ฉางเกอตระหนักดีถึงความจริงข้อนี้
แต่สิ่งภายนอก ย่อมเป็นเพียงสิ่งภายนอก
ในอนาคต เขาจะหาหนทางในการจัดการกับปัญหาเรื่องกระดูกมรรคานี้อย่างแน่นอน
มิว่าจะเป็นการใช้เคล็ดวิชามหามารกลืนเทพกลืนกินมัน หรือค้นหากระดูกใหม่จากระบบ
แต่ยามนี้ยังมิใช่เวลา
กระดูกมรรคายังคงมีความสำคัญกับเขา มิเพียงแต่เสริมสร้างพลังอำนาจที่น่าสะพรึงกลัว แต่ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นอีกด้วย
กู้ฉางเกอหันความสนใจไปที่ร้านค้าในระบบ
ยังคงเหลือค่าชะตาสวรรค์อีกกว่า 6,000 แต้ม และค่าวาสนาอีก 1,000 แต้ม
ทรัพย์สมบัติมากมายเช่นนี้ ต้องนำมาใช้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเองเสียก่อน
แม้ในตระกูลกู้จะมีศิลปะวิชาเทพศักดิ์สิทธิ์อันหลากหลาย แต่กู้ฉางเกอกลับรู้สึกว่าเคล็ดวิชาที่อยู่ในระบบนั้นครอบคลุมและสมบูรณ์แบบยิ่งกว่ามาก
ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกใช้เคล็ดวิชาและทักษะของตระกูลจำเป็นต้องใช้แต้มคุณงามความดีแลกเพื่อให้ได้มา
แม้เขาจะเป็นถึงนายน้อยแห่งตระกูล ก็เพียงแค่มีสิทธิ์มากกว่าผู้อื่นเล็กน้อยเท่านั้น
ทว่ามิได้หมายความว่าเขาจะสามารถเลือกได้อย่างตามใจชอบ
ในระดับพลังปัจจุบันนี้ เขาได้เรียนรู้ศิลปะเทพขั้นสูงสุดของตระกูลมานานแล้ว
ในที่สุด สายตาของกู้ฉางเกอก็เลื่อนหยุดลงที่เคล็ดวิชาเซียนไร้สิ้นสุด ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาลับที่เน้นด้านพลังจิต
ราคาของมันคือห้าพันแต้มชะตาสวรรค์
กู้ฉางเกอได้ครอบครองจิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า จึงมีความเชี่ยวชาญด้านพลังจิตจนอยู่ในระดับสูงสุดของอัจฉริยะรุ่นเดียวกัน
การเพิ่มพูนพลังด้วยเคล็ดวิชาเซียนไร้สิ้นสุดนี้ ย่อมทำให้เขาทรงพลังยิ่งขึ้นราวกับติดปีก
“แลกเปลี่ยน”
เพียงชั่วพริบตา ความรู้เกี่ยวกับเคล็ดวิชาลับนี้ก็ผุดขึ้นในจิตสำนึกของเขา
กู้ฉางเกอใช้แต้มชะตาสวรรค์เพิ่มพูนพลังอย่างต่อเนื่อง
ฟึ่บ!
พลังจิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้าของเขาพุ่งออกมาจากหว่างคิ้ว ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นดาบเซียนทองสัมฤทธิ์
แสงจากดาบเจิดจ้า พลังสังหารอันรุนแรงแผ่กระจายออกไป ราวกับสามารถเฉือนฟันหมื่นจักรวาลให้ขาดสะบั้นในดาบเดียว
นี่คือสุดยอดแห่งเคล็ดวิชาเข่นฆ่าสังหารด้วยพลังจิตวิญญาณ!
…
ขณะที่กู้ฉางเกอทะลวงเข้าสู่ระดับจอมราชัน คลื่นพลังอันยิ่งใหญ่พลันแผ่ขยายออกไป
ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งตระกูลกู้ บนหมู่เกาะเทพและภูผาศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง มีผู้คนสัมผัสได้ถึงปราณอันน่าสะพรึงกลัวนี้
แม้จะถูกม่านอาคมปิดกั้น แต่แรงกดดันที่ปะทุขึ้นในชั่วพริบตานั้น กลับก้องสะท้อนราวกับเสียงแห่งมหามรรคา
มันแตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ราวกับปลุกเร้าความเปลี่ยนแปลงในสวรรค์และปฐพี
“ฉางเกอขอเชิญเหล่าผู้อาวุโสแต่ละสาย เข้าพบ ณ ยอดเขาหลัก”
เสียงอันทรงพลังของเขาดังก้องเหนือฟากฟ้าของแต่ละสายตระกูล
มันสั่นสะเทือนไปทั่วหมู่เกาะชั้นใน ก่อให้เกิดความสนใจในหมู่สมาชิกหลักของตระกูลกู้
โดยเฉพาะในหมู่ผู้อาวุโสแห่งตำหนักและเรือนศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน
“กู้ฉางเกอคิดจะทำสิ่งใดกัน เพียงแค่ทะลวงพลังได้สำเร็จ ก็คิดจะกำหนดตำแหน่งผู้นำตระกูลแล้วหรือ” ผู้หนึ่งส่ายศีรษะขึ้นพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“นายน้อยคิดจะทำสิ่งใดกัน ถึงขั้นเชิญผู้อาวุโสทั้งหมดออกมาพบ!” หลายคนประหลาดใจ
“หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับตำแหน่งผู้นำตระกูลในรุ่นถัดไป”
ในเวลาเดียวกันนั้น
ในเขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์ ณ ดินแดนห่างไกลแห่งแดนสวรรค์
ผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลไร้สิ้นสุด เต็มไปด้วยขุนเขาโบราณที่ทอดตัวเป็นแนวยาว ทั่วบริเวณแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งยุคดึกดำบรรพ์
หมอกแห่งความว่างเปล่าโอบล้อมทุกสิ่ง ก่อให้เกิดบรรยากาศลึกลับน่าค้นหา
บ่อยครั้งมีเหล่าสัตว์อสูรดุร้ายที่ทรงพลังอย่างน่าสะพรึงเดินย่ำอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ เพียงแค่ลมหายใจของพวกมันก็อาจทำให้ฟ้าถล่มดินทลาย
ทว่าทุกครั้งที่พวกมันมองไปยังที่แห่งหนึ่งมิไกลจากนั้น ความเกรงขามกลับปรากฏขึ้นชัดเจนในสายตา
ในสถานที่นั้น มีหมู่บ้านเล็กๆ ราวกับดินแดนสวรรค์ซ่อนเร้น
ประชากรมีไม่ถึงพัน แต่ละคนล้วนมีใบหน้าที่แสดงถึงความบริสุทธิ์และซื่อสัตย์
ที่หน้าหมู่บ้าน มีต้นท้อโบราณต้นหนึ่งที่สูงใหญ่และสง่างาม
ดอกท้อเบ่งบานสะพรั่ง แต่งแต้มด้วยสีสันอันเจิดจรัส ราวกับมรรคาแห่งสรรพสิ่งกำลังหมุนเวียนอยู่ในกลีบดอกไม้
ต้นไม้ต้นนี้ราวกับยืนหยัดผ่านกาลเวลานับหมื่นล้านปี หยั่งรากในความว่างเปล่า ยืนหยัดตั้งแต่ยุคบรรพกาล
“ท่านพี่ถาว ข้าคงต้องจากที่นี่ไปแล้ว…”
เสียงแผ่วเบาของหญิงสาวในอาภรณ์เขียวดังขึ้นใต้ร่มเงาของต้นท้อ