เหวยเหนียง หมอดูเทวดา

    ตอนที่ 55 อุปสรรค

    และแล้วก็มาถึงช่วงที่บ้านเมืองสงบสุขไร้ซึ่งศึกสงครามเสียที ตอนนี้เหวยเหนียงได้กลับไปเป็นลูกสะใภ้ของซูหลางดังเดิม แม้ว่าซูเยี่ยนจะได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ แต่เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมามันสอนให้รู้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เพราะเป็นไปได้ว่าลูกชายอาจถูกปลดเข้าสักวัน ดังนั้นเหวยเหนียงและท่านแม่จึงช่วยกันประกอบกิจการร้านขายผ้าจนกลายเป็นร้านที่มีชื่อเสียงจนถึงบัดนี้
     

    “พวกเจ้าเล่นว่างไม่ตรงกันแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่แม่จะได้มีหลานกับเขาซะทีล่ะลูก” ซูหลางบ่น

    “ตอนนี้ท่านพี่นั้นได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ ดังนั้นพอมีงานเลี้ยงหรือพิธีมงคลอะไร ท่านพี่ก็ต้องไปร่วมเป็นเจ้าภาพหรือไม่ก็ต้องเป็นสักขีพยานเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าวอย่างเข้าใจ

    “ไม่เอาแล้ว! แม่จะไปหาแม่หมอ” ซูหลางกล่าว

    “ไปทำไมเจ้าคะ” เหวยเหนียงสงสัย

    “แม่จะไปสอบถามวิธีป้องกันอุปสรรคน่ะสิ นี่พวกเจ้าก็แต่งงานกันมานานแล้วนะ แต่ยังไม่ได้เข้าหอกันเสียที คงต้องพึ่งพาไสยศาสตร์เสียแล้ว” ซูหลางอยากไปขอผ้ายันต์ป้องกันอุปสรรค

    “เอ่อ ท่านแม่ ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” เหวยเหนียงพยายามปราม

    “แม่จะไปส่งผ้าเอง และแวะบ้านแม่หมอแถวนั้นก็แล้วกัน เจ้าเฝ้าร้านอยู่ที่นี่นะ” ท่านแม่เดินไปหยิบม้วนผ้าและเดินออกไปจากร้านเสียดื้อๆ

    “เจ้าค่ะ” เหวยเหนียงทำได้เพียงส่ายหน้าเท่านั้นและคิดในใจว่า “นี่ข้าถึงขั้นต้องพึ่งพาไสยศาสตร์หรือนี่”

    *****************************

    ตกกลางคืน ณ บ้านของซูเยี่ยน

    “วันนี้เจ้าอุตส่าห์มีเวลาว่างได้อยู่บ้านแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าเหวยเหนียงจะต้องเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าฮองเฮาอีก” ซูหลางบ่น

    “ไม่เป็นไรนี่ขอรับ” ซูเยี่ยนกล่าว

    “เจ้าไม่อยากอยู่กับเหวยเหนียงทั้งคืนงั้นหรือ” ซูหลางสงสัย

    “ก็อยากขอรับ แต่ในเมื่อมีเหตุหรือมีธุระปะปัง มันก็ช่วยไม่ได้” ซูเยี่ยนไม่อยากคิดอะไรมาก

    “งั้นเอาอย่างนี้ อีกสามวันเป็นคืนพระจันทน์เต็มดวง เจ้าจะต้องทำตัวให้ว่างในคืนนั้น และจะต้องป้องกันสิ่งรบกวนด้วย แม่จะให้เจ้าได้เข้าหอกับเหวยเหนียง แม่จะได้มีหลานเสียที” ซูหลางวางแผน

    “ทำไมต้องคืนนั้นด้วยล่ะขอรับ” ซูเยี่ยนไม่เข้าใจ

    “แม่หมอบอกว่า คืนนั้นเป็นฤกษ์ดีที่สุดของการเข้าหอไงล่ะ” ซูหลางเชื่อแม่หมอ

    “แต่พวกเราไม่ได้แต่งงานกันใหม่เสียหน่อยนี่ขอรับ” ซูเยี่ยนสงสัย

    “ไม่รู้ล่ะ ยังไงลูกก็ต้องมีหลานให้แม่เร็วๆ เห็นมั้ยว่าซูหลินนั้นท้องได้สามเดือนแล้วนะ เจ้าจะตามน้องทันได้อย่างไร" ซูหลางไม่สนใจ

    “ไม่เห็นจำเป็นต้องแข่งกันเรื่องนี้เลยนี่ขอรับ” ซูเยี่ยนกล่าว

    “ตามใจแม่สักครั้งเถิดลูก แม่จะเป็นคนจัดเตรียมห้องหอให้เอง” ซูหลางจัดแจงทุกอย่างให้

    “ก็ได้ขอรับ” ซูเยี่ยนตามใจท่านแม่

    *****************************

    ณ ห้องของฮองเฮา ในตำหนักของฝ่าบาท

    “ทรงมีอะไรให้หม่อมฉันรับใช้หรือเพคะ” เหวยเหนียงกล่าว

    “อย่าห่างเหินกันนักสิ เราแค่อยากเจอสหายบ้างก็เท่านั้นเอง” ฮองเฮาผิงหลางตรัส

    “หม่อมฉันได้ยินข่าวว่าพระองค์ทรงตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว หม่อมฉันขอแสดงความยินดีด้วยเพคะ” เหวยเหนียงรู้สึกดีใจด้วย

    “เราก็เลยเสนอให้ฝ่าบาททรงเลือกสนม แต่พระองค์ก็ทรงไม่ยอม” ฮองเฮาตรัส

    “ฝ่าบาททรงรักฮองเฮาแต่เพียงผู้เดียวนี่เพคะ” เหวยเหนียงเข้าใจฝ่าบาท

    “นับว่าเราเป็นคนโชคดีจริงๆ ตอนแรกเราก็กังวลเรื่องสนมของฝ่าบาท แต่พอพระองค์ทรงมอบความรักและให้ความสำคัญแก่เรามาก เราก็เลยสบายใจขึ้น ว่าแต่ เจ้าล่ะ เมื่อไหร่จะตั้งครรภ์เหมือนเรา” ฮองเฮาทรงดำริว่าท่านแม่ทัพและฮูหยินแต่งงานกันมานานแล้ว

    “เอ่อ คือ…..” เหวยเหนียงอธิบายไม่ถูก

    “รีบมีให้ทันล่ะ เราจะให้ทั้งสองได้เรียนกับท่านอาจารย์ฮกจื้อด้วยกัน อาจารย์เป็นคนมีคุณธรรมสูง การปลูกฝังเด็กควรเริ่มต้นด้วยคุณธรรมเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องวิชาความรู้ก็ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ ” ฮองเฮาทรงวางแผน

    “ขอบพระทัยเพคะ ว่าแต่ วันนี้ฝ่าบาททรงไม่เสด็จมาหรือเพคะ” เหวยเหนียงแปลกใจ

    “วันนี้ฝ่าบาททรงมีประชุมทั้งคืน เพื่อที่ว่าวันพรุ่งนี้จะได้เตรียมการปลูกสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สะพาน ศาลา ท่าน้ำ ห้องร้องทุกข์ และอะไรอีกจิปาถะ” ฮองเฮาทรงมีเวลาว่างเลยเรียกสหายให้มาพบ

    “ฝ่าบาททรงทำเพื่อปวงชนแคว้นฉินจริงๆ ราษฎรทุกคนต่างพากันยกย่องและเทิดทูนพระองค์นะเพคะ” เหวยเหนียงกล่าวชื่นชมและดีใจที่แคว้นฉินมีราชาที่ดี

    “สามีเจ้าก็มีความดีความชอบมากมาย เห็นว่าสองวันมานี้เขาจะต้องไปคุมลูกน้องให้ไปสร้างสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่นี่ เจ้าคงต้องอดทนนอนเดียวดายอีกสักสองคืนนะ หลังจากนั้นแม่ทัพเหวินตี้จะเป็นผู้คุมงานเอง” ฮองเฮาตรัส

    “ทำไมสามีของหม่อมฉันถึงคุมงานเพียงแค่สองวันล่ะเพคะ” เหวยเหนียงสงสัย

    “เปล่าหรอก! เขาคุมงานทุกวันนั่นแหละ เราหมายความว่าหลังจากนั้นแม่ทัพซูเยี่ยนจะคุมงานกะกลางวัน ส่วนกะกลางคืนจะเป็นหน้าที่ของแม่ทัพเหวินตี้ ทั้งนี้เพราะแม่ทัพซูเยี่ยนเป็นคนมีครอบครัว ก็ควรให้เขามีเวลาให้กับครอบครัว ส่วนแม่ทัพเหวินตี้ยังไม่มีคู่ครอง เขาก็เลยต้องรับหน้าที่ทำงานกะกลางคืนไป” ฮองเฮาตรัสอธิบาย

    “น่าแปลกนะเพคะ ทำไมป่านนี้แม่ทัพเหวินตี้ถึงยังไม่มีคนรักอีก” เหวยเหนียงสงสัยอีก

    “ใครว่าไม่มีล่ะ ฮูหยินของเขาได้เสียชีวิตไปเมื่อสองปีที่แล้ว เพราะเขารักฮูหยินมาก ก็เลยไม่ยอมมีคนใหม่เสียที” ฮองเฮาทรงอธิบาย

    “ช่างน่าสงสารยิ่งนักนะเพคะ” เหวยเหนียงรู้สึกเห็นใจ

    “ฝ่าบาททรงจะประทานงานแต่งให้แม่ทัพเหวินตี้กับหญิงโฉมงาม แต่เขาก็ไม่ยอม เขาก็เลยอ้างว่าเขาก็เหมือนฝ่าบาทที่ไม่อาจมีใครได้อีก ฝ่าบาททรงเข้าพระทัย เลยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก” ฮองเฮาตรัส

    “ฝ่าบาทเสด็จ” กงกงรายงาน

    “ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท” เหวยเหนียงแสดงความเคารพ

    “เจ้ายังไม่กลับอีกงั้นหรือ” ฝ่าบาททรงสงสัย

    “ตายจริง! หม่อมฉันชวนเหวยเหนียงคุยจนดึกถึงขนาดนี้แล้วงั้นหรือ” ฮองเฮาทรงตกพระทัย

    “เจ้าก็อย่าแกล้งแม่ทัพซูเยี่ยนนัก เจ้าเล่นดึงตัวฮูหยินของเขามาคุยกับเจ้าแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่เขาจะได้อยู่กับฮูหยินซะทีล่ะ” ฝ่าบาทตรัส

    “เราฝากขอโทษแม่ทัพซูเยี่ยนด้วยก็แล้วกัน” ฮองเฮาทรงลืมนึกไป

    “ไม่เป็นไรเพคะ ท่านพี่ต้องเข้าใจ” เหวยเหนียงกล่าว

    “เราให้กงกงไปเตรียมเกี้ยวให้เจ้าแล้วนะ” ฝ่าบาทตรัส

    “ขอบพระทัยเพคะ” เหวยเหนียงทำท่าคารวะ แล้วเดินไปขึ้นเกี้ยว นางคิดในใจว่า “ช่างสมกับเป็นคู่บุญคู่บารมีโดยแท้”

    “วันนี้พระองค์ทรงจะบรรทมห้องนี้หรือเพคะ” ฮองเฮาทรงแปลกพระทัย

    “เจ้าอยู่ห้องไหน เราก็อยู่ห้องนั้นนั่นแหละ นอนเถอะนะ พรุ่งนี้หมอหลวงจะมานำเจ้าออกกำลังกาย เห็นว่าเป็นท่าง่ายๆ สำหรับหญิงตั้งครรภ์” ฝ่าบาทตรัส

    “เพคะ” ฮองเฮาตรัส

    เนื่องจากคืนนี้ฝ่าบาททรงงานจนดึกดื่น พระองค์จึงทรงทำเพียงแค่บรรทมกอดฮองเฮาเท่านั้น

    ผ่านไปไม่นาน ฝ่าบาทก็ทรงนิทราอย่างง่ายดาย อาจเป็นเพราะทรงอ่อนเพลียจากการตรากตรำทำงานอย่างหนัก สักพักฝ่าบาทก็ทรงละเมอว่า “ใครกล้าเสนอเรื่องให้เลือกสนมอีก เราจะสั่งประหารทันที”

    ฮองเฮาที่ทรงกำลังบรรทมกอดฝ่าบาทตอบแต่ยังไม่หลับ พอพระนางทรงได้ยินจึงดำริว่า “พระองค์ทรงไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้นะเพคะ”

    *****************************

    และแล้วก็ถึงในคืนพระจันทร์เต็มดวง

    “ท่านพี่เจ้าคะ ทำไมห้องพวกเราถึงมีผ้ายันต์ติดเต็มไปหมดแบบนี้ล่ะเจ้าคะ” เหวยเหนียงมองไปรอบๆ ห้อง

    “ก็ท่านแม่น่ะสิ ท่านไปหาแม่หมอและปรึกษาเรื่องของพวกเรา แม่หมอบอกให้ท่านแม่ติดผ้ายันต์ป้องกันภูตผีปิศาจให้ทั่วทั้งห้อง ดวงวิญญาณจะได้ไม่สามารถเข้ามารบกวนพวกเราได้อีก” ซูเยี่ยนอธิบาย

    “แต่อุปสรรคไม่ใช่ดวงวิญญาณ แต่เป็นเพราะพวกเรามีเวลาไม่ตรงกันต่างหากนี่เจ้าคะ” เหวยเหนียงคิดว่าเป็นการแก้ปัญหาผิดจุด

    “มันเป็นความเชื่อน่ะ คงห้ามท่านแม่ไม่ได้หรอก” ซูเยี่ยนจำต้องปล่อยเลยตามเลย

    สองสามีภรรยานั่งอยู่บนเตียง พวกเขารู้สึกเก้ๆ กังๆ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนอะไรหลังดี

    “ตื่นเต้นงั้นหรือ” ซูเยี่ยนเห็นฮูหยินมือสั่น

    “เจ้าค่ะ มันเป็นครั้งแรกนี่เจ้าคะ” เหวยเหนียงยอมรับ

    “ข้าเองก็เหมือนกัน” ซูเยี่ยนเองก็ไม่ต่างกัน

    “ท่านพี่ยังไม่เคยหรือเจ้าคะ” เหวยเหนียงแปลกใจ

    “ข้าสนใจแต่เรื่องฝึกยุทธ์ เรื่องอื่นค่อยคิดทีหลัง” ซูเยี่ยนกล่าวตามตรง

    “งั้น คืนนี้พวกเรานอนกันเถอะเจ้าค่ะ ไม่มีใครรู้หรอก” เหวยเหนียงคิดว่าตนยังไม่พร้อม

    “ก็ดีเหมือนกัน” ซูเยี่ยนเห็นด้วย

    ซูเยี่ยนกับฮูหยินเอนตัวลงนอน และกำลังจะนอนพักผ่อน แต่ทว่าอยู่ดีๆ โจรก็บุกมาปล้นบ้านเจ้าของร้านขายผ้าขนาดใหญ่

    “ช่วยด้วย! โจรปล้นบ้าน” ซูหลางตะโกน

    สักพักโจรชุดดำก็กระโดดเข้าไปในห้องหออย่างอุกอาจ และมีเสียงตะโกนตามหลังว่า

    “ฆ่าพวกมันให้หมดอย่าให้เหลือ!” หัวหน้าโจรสั่ง

    เนื่องจากห้องนี้เป็นห้องที่ท่านแม่จัดขึ้นมาใหม่ ภายในห้องนี้จึงไม่มีอาวุธใดๆ ติดไว้เลย ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ซูเยี่ยนจึงขอยืมอาวุธของภรรยา

    “ข้าขอยืมอาวุธของเจ้าหน่อยนะ” ซูเยี่ยนรีบคว้าก้อนกลมๆ ขนาดเท่ากำปั้นเขวี้ยงไปที่หัวของคนร้าย

    “ท่านพี่เจ้าค่ะ! นั่นมันไม่ใช่อาวุธ แต่เป็นลูกประคำศักดิ์สิทธิ์เจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าวด้วยความตกใจ

    แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ลูกประคำศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่โตมโหฬารได้แตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี พอๆ กับหัวของคนร้ายที่แตกจนเลือดอาบ

    คนร้ายดูแข็งแกร่งมาก โดนปาหัวแค่นี้ไม่คณามือสักนิด แต่พอเอามือไปแตะที่หน้าผากตัวเองเท่านั้นแหละ พอเห็นเลือดติดมือเต็มไปหมด “เลือด เลือด” คนร้ายก็สลบทันที

    “เป็นโจรฝีมือเก่งกาจดันกลัวเลือด” ซูเยี่ยนส่ายหน้า

    “พวกเราจัดการเองขอรับ” ทหารลูกน้องรีบวิ่งเข้ามาจัดการคนร้ายที่นอนสลบในห้องหอ

    “พวกเจ้ามาได้อย่างไร” ซูเยี่ยนสงสัย

    “ท่านแม่ของท่านไหว้วานให้พวกเรามาช่วยคุ้มกันในค่ำคืนนี้ขอรับ และพอดีเลยที่คืนนี้มีโจรมาบุกบ้านท่าน พวกเราได้ช่วยกันจับกุมไปหมดแล้ว พวกเรากำลังคุมตัวพวกมันไปส่งที่ศาลแล้วขอรับ” ทหารรายงาน

    “ขอบใจมาก เดี๋ยวข้าออกไปช่วย” ซูเยี่ยนกล่าว

    พอทหารช่วยกันประคองคนร้ายออกนอกห้องหอเสร็จ พวกเขาก็รีบปิดประตูคล้องโซ่แน่นหนา

    “พวกเจ้าจะทำอะไรน่ะ ขังข้าไว้ในห้องทำไม” ซูเยี่ยนตะโกนเพราะเปิดประตูออกไปไม่ได้

    “เอ่อ พวกเราไม่รบกวนท่านแม่ทัพแล้ว คืนนี้ตามสบายนะขอรับ” ทหารลูกน้องกล่าว

    “เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ข้าบอกให้เปิด” ซูเยี่ยนเคาะประตูจากทางด้านใน

    แต่ไร้เสียงตอบรับใดๆ

    ตอนนี้เหล่าทหารนับ 20 คนที่ท่านแม่ของท่านแม่ทัพไหว้วานให้มาช่วยกันคุ้มกันที่จวนแม่ทัพได้ทำหน้าที่จับโจรนับสิบคนได้อย่างง่ายดาย

    ระหว่างที่โจรโดนจับกุมตัว “ทำไมเจ้าถึงไม่สืบให้ดีก่อนว่าเจ้าของร้านขายผ้าเป็นแม่ของแม่ทัพใหญ่น่ะ” หัวหน้าโจรกล่าวอย่างเอาเรื่อง

    “ขอโทษด้วยลูกพี่ ข้าดูแค่ว่าเจ้าของร้านดูมั่งคั่ง ข้าก็เลยแนะนำลูกพี่เลย ข้าไม่ได้สืบดูให้ถี่ถ้วนก่อนจริงๆ ” ลูกน้องรู้สึกผิด

    “ว่าแต่พวกท่านจะต้องคอยคุ้มกันท่านแม่ทัพทุกวันเลยงั้นหรือ” หัวหน้าโจรสงสัย

    “เปล่าหรอก! เจ้าดวงซวยเองต่างหาก ท่านแม่ของท่านแม่ทัพไหว้วานพวกเรามาเฝ้าจวนแค่คืนนี้เท่านั้น” ทหารอธิบาย

    “ก็ไหนว่าเจ้าว่าคืนนี้เป็นคืนฤกษ์งามยามดีไงล่ะ” หัวหน้าโจรว่าลูกน้องอีก

    “เจ้าเลือกผิดฤกษ์ คืนนี้เป็นฤกษ์สำหรับงานมงคล ไม่ใช่ฤกษ์สำหรับปล้นทรัพย์สินชาวบ้าน” ทหารตอบให้

    “อาจจะใช่” หัวหน้าโจรคล้อยตามกับเหตุผลนี้

    “พวกเจ้าเลิกกล่าวโทษกันเถอะ ข้าว่าพวกเจ้ายอมกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีดีกว่า หลังออกจากคุกก็หาอาชีพสุจริตทำได้แล้ว” ทหารกล่าว

    “ขอรับ” หัวหน้าโจรรับคำ

    *****************************

    กลับมาที่ห้องหอที่ตอนนี้กลายเป็นห้องคุมขังแถมมียันต์ไสยเวทย์ติดเต็มไปหมดแลดูน่ากลัวมากกว่าน่าอยู่

    “ข้าจะหาที่งัดห้องให้นะเจ้าคะ” เหวยเหนียงอาสา

    “ช้าก่อนฮูหยิน” แม่ทัพรีบห้าม

    “ทำไมล่ะเจ้าคะ” เหวยเหนียงสงสัย

    “ข้าไม่ไหวแล้ว” แม่ทัพสกัดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่

    “ท่านเป็นอะไรไป” เหวยเหนียงตกใจที่เห็นสามีหายใจแรง

    “ในอาหารที่ข้ากินต้องมียาปลุกอารมณ์ผสมอยู่แน่นอน” แม่ทัพรู้สึกว่าตนผิดปกติ

    “หมายความว่ายังไงเจ้าคะ” เหวยเหนียงไม่เข้าใจ

    “ท่านแม่คงแอบใส่ยาอย่างว่าในอาหารที่ข้ากินน่ะสิ” แม่ทัพคาดการณ์

    “ท่านพี่เจ้าคะ ใจเย็นๆ ก่อนนะเจ้าคะ” เหวยเหนียงกล่าว

    แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ท่านแม่ทัพได้อุ้มฮูหยินกลับไปที่เตียง และรีบถอดเสื้อของตัวเองอย่างรวดเร็ว

    “ท่านพี่ ตั้งสติสิเจ้าคะ” เหวยเหนียงกล่าว

    “คืนนี้ข้าขอนะฮูหยิน” ซูเยี่ยนไม่ไหวแล้วจริงๆ

    “ท่านพี่ ท่านพี่ อื้อ…” ฮูหยินกล่าววาจาใดๆ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะถูกปิดด้วยปากอย่างรวดเร็ว

    ตอนนี้ท่านแม่ทัพจู่โจมด้วยแรงอารมณ์พิศวาสที่เพิ่มเป็นทวีคูณ อาจเป็นเพราะอารมณ์ปรารถนาที่กดไว้บวกกับฤทธิ์ยา ตอนนี้ค่ำคืนอันแสนรัญจวนใจได้ดำเนินต่อไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น

    เหวยเหนียงได้นอนหนุนแขนสามีด้วยความเหนื่อยล้า นางพูดอะไรไม่ถูก จึงได้แต่เงียบ

    “เจ้าโกรธข้าอย่างนั้นหรือ” ซูเยี่ยนมีอารมณ์สงบขึ้นหลังจากยาหมดฤทธิ์

    “ที่ท่านพี่เป็นแบบนั้นก็เพราะฤทธิ์ยาไม่ใช่หรือเจ้าคะ” เหวยเหนียงกล่าว

    “มันบวกกับแรงปรารถนาที่ข้ากดไว้ด้วย ข้ารอค่ำคืนนี้มาเนิ่นนานแล้วนะ แต่ไม่รู้ว่าคืนต่อไปยังจะมีอุปสรรคขัดขวางแบบนี้อีกมั้ย” ซูเยี่ยนอยากมีความสุขกับฮูหยินทุกค่ำคืน

    “อย่าห่วงเลยเจ้าค่ะ คงไม่มีแล้ว” เหวยเหนียงกล่าวอย่างมั่นใจ

    “ทำไมล่ะ” ซูเยี่ยนสงสัย

    “เอ่อ คือ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า อาจารย์ได้มอบลูกประคำศักดิ์สิทธิ์ไว้ช่วยป้องกันภัยผู้หญิงเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงอธิบาย

    “เจ้าหมายถึงลูกประคำที่ข้าเขวี้ยงใส่หัวคนร้ายอย่างนั้นหรือ” ซูเยี่ยนนึกขึ้นได้

    “เจ้าค่ะ” เหวยเหนียงพยักหน้า

    “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องเข้าหออย่างนั้นหรือ” ซูเยี่ยนไม่เข้าใจ

    “ภัยผู้หญิงที่ว่าน่าจะรวมไปถึงการมีอะไรกันกับผู้ชายทุกคนเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าว

    “จะเพราะอะไรก็ตามที่ทำให้ข้าได้ครอบครองเจ้า ยังไงข้าก็ขอขอบคุณสวรรค์ที่ท่านประทานเจ้าให้กับข้า ข้ารู้สึกว่าข้าโชคดีมากที่ได้เจ้าเป็นภรรยา” ซูเยี่ยนรู้สึกภูมิใจที่ตนมีภรรยาอย่างเหวยเหนียง

    “ข้าก็เช่นกันเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงก็รู้สึกไม่ต่างกัน

    “พวกเรามาต่อกันอีกยกนะ” ซูเยี่ยนชวน

    “เดี๋ยวสิเจ้าคะ” เหวยเหนียงอยากพัก

    ท่านแม่ทัพกำลังจะจุมพิตฮูหยินอีกครั้ง แต่ก็ต้องชะงัก

    “ท่านแม่ทัพขอรับ! คนร้ายที่ลอบมาปล้นที่จวนท่าน ตอนนี้ได้ถูกตัดสินให้จำคุกแล้ว ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยด้วยดีแล้ว พวกข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับ” ทหารตะโกนรายงานจากนอกห้องและรีบทำการปลดโซ่ที่ประตูให้

    “ขอบใจมาก! พวกเจ้ายังไม่ได้นอน งั้นข้าขอเลื่อนฝึกตั้งค่ายในช่วงบ่ายก็แล้วกัน” ซูเยี่ยนตะโกนบอก

    “ขอบคุณมากขอรับ งั้นพวกข้าขอตัว” ทหารกล่าว

    “เออ ใช่ ข้าต้องรีบไปช่วยท่านแม่เปิดร้านตั้งแต่เช้านี่เจ้าคะ” เหวยเหนียงนึกขึ้นได้

    “ไม่ต้องหรอกเหวยเหนียง! แม่ปิดร้านวันนึง ตามสบายเลยนะลูก แม่ขอตัวไปตลาดก่อนนะ” ท่านแม่ตะโกนบอก

    “เอ่อ ท่านแม่แอบฟังหรือเจ้าคะ” เหวยเหนียงตกใจและหน้าแดงอย่างเห็นได้ชัด

    “เปล่า! แม่ตื่นมาเลยแวะมาดูน่ะ ก็เลยได้ยินพวกเจ้าคุยกันพอดี แม่ไปตลาดแล้วนะ มีหลานให้แม่ไวไวก็แล้วกัน” ท่านแม่รู้สึกโล่งอกที่ทุกอย่างราบรื่นด้วยดีและดีใจที่รู้ว่าทั้งสองเข้าหอกันแล้ว

    “ขอรับท่านแม่” ซูเยี่ยนกล่าว

    แต่เพราะตอนนี้ท่านแม่ทัพนั้นมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ดังนั้นรอบต่อไปเขาจึงกระทำอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนที่สุด หาได้รุกเร้าจู่โจมเหมือนครั้งที่ถูกปลุกอารมณ์เพราะฤทธิ์ยาไม่

    ทุกๆ สัมผัสและร่องรอยประทับบนกายขาวผ่องของหญิงสาวจะประทับฝังแน่นตราตรึงใจตลอดไป

    และแล้วหลังจากที่ลูกประคำศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกทำลาย ชีวิตคู่ของแม่ทัพใหญ่ก็ไร้ซึ่งอุปสรรคอีกต่อไป ตอนนี้ทั้งสองสามารถมีความสุขร่วมกันได้ทุกค่ำคืน จนกระทั่งเหวยเหนียงตั้งครรภ์สำเร็จ

    *****************************

    งานเลี้ยงในค่ำคืนหนึ่ง

    “เอ่อ ไม่เห็นต้องเลี้ยงฉลองขนาดนั้นเลยนี่เจ้าคะ” เหวยเหนียงกลัวสิ้นเปลือง

    “ได้อย่างไรกัน! นี่ถือเป็นเรื่องมงคลที่เจ้ามีหลานให้ข้าเสียที สมกับที่ข้าได้ลงทุนพึ่งพาแม่หมอนะ” ท่านแม่กล่าวด้วยความดีใจ

    “ยินดีด้วยนะ” เจ้าของร้านเครื่องประดับกล่าวแสดงความยินดี

    “ขอบคุณมาก เชิญนั่งข้างใน เลือกที่นั่งตามสบายเลยนะ” ท่านแม่กล่าว

    ตอนนี้แขกเหรื่อพากันมาอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

    เหวยเหนียงที่รอรับแขกอยู่หน้าประตู กำลังจะกลับเข้าไปนั่งที่โต๊ะ แต่ทว่าอยู่ดีๆ ก็มีเด็กผู้หญิงวัยประมาณเก้าขวบเดินมาหา

    “ท่านคือ เหวยเหนียงใช่หรือไม่” เด็กหญิงคนหนึ่งกล่าว

    “หนูรู้จักข้าด้วยงั้นหรือ” เหวยเหนียงแปลกใจ

    “ท่านแม่บุญธรรมได้ฝากให้ข้ามอบจดหมายในท่านในวันนี้เจ้าค่ะ” เด็กน้อยกล่าว

    “แม่บุญธรรมของเจ้าคือใคร” เหวยเหนียงสงสัย

    “ท่านแม่หยุนฮวาเจ้าค่ะ” เด็กน้อยกล่าวโดยไม่ปกปิด

    “อะไรนะ!” เหวยเหนียงตกใจเพราะความจริงนั้นศิษย์พี่ได้ตายไปแล้ว

    “หมดหน้าที่ของข้าแล้ว ข้าขอตัวเจ้าค่ะ” เด็กน้อยรีบวิ่งหนีไปทันที

    เหวยเหนียงรีบเปิดจดหมายมาอ่าน ความว่า

    ข้ายินดีด้วย ที่เจ้าตั้งครรภ์เสียที อย่าแปลกใจเลย นี่คือการเขียนไว้ล่วงหน้าน่ะ ป่านนี้ข้าคงอยู่ในปรโลกไปแล้ว ข้าเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อมาเตือนเจ้าเรื่อง หมอดูเทวดา ชายคนนี้จะนำภัยมาสู่ครอบครัวของเจ้า จงระวังตัวไว้ให้ดี ข้าแค่เตือนเจ้าด้วยความหวังดี

    หยุนฮวา

    “หมอดูเทวดางั้นหรือ” เหวยเหนียงรำพึง

    “มีอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าซีดเชียว” ซูเยี่ยนมาตาม

    “ปะ เปล่าเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงรีบพูดกลบเกลื่อน

    “พวกเรากลับไปนั่งข้างในกันเถอะ แขกคงไม่มาเพิ่มแล้วล่ะ” ซูเยี่ยนกล่าว

    “เจ้าค่ะ”

    ตอนนี้เหวยเหนียงกลับกังวลถึงหมอดูเทวดาที่ว่านี้จะนำภัยมาสู่ครอบครัวของตนได้อย่างไร และนางกับเขามีความแค้นอะไรต่อกัน ทำไมต้องถึงขั้นทำร้ายกันด้วย

    เหวยเหนียงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในครอบครัวแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนตลอดมา จนกระทั่งนางตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน นางก็ต้องพบกับวิกฤตในชีวิตอีกครั้ง เมื่อฝ่าบาททรงรับหมอดูเทวดาจางเล่ยมาเป็นที่ปรึกษา
     

    “ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ข้าไปประจำอยู่ที่ชายแดน เจ้าอยู่ทางนี้ต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ” แม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนกล่าวล่ำลา

    “อย่าห่วงเลยเจ้าค่ะ ท่านแม่ดูแลข้าเป็นอย่างดี ท่านพี่ต่างหากต้องรักษาตัวดีๆ อย่าเสี่ยงภัยเด็ดขาดนะเจ้าคะ” เหวยเหนียงจับมือสามีไว้มั่น

    “ช่วงนี้บ้านเมืองสงบสุข คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนักหรอก” แม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนกล่าวยิ้มๆ เพราะไม่อยากให้ฮูหยินต้องกังวล

    “อย่าประมาทเจ้าค่ะ แม้ข้าศึกจะไม่ก่อสงครามจู่โจมซึ่งหน้า แต่พวกเขาสามารถส่งสายลับลอบทำร้ายบุคคลสำคัญในแคว้นและก่อการจลาจลบางท้องที่ได้” เหวยเหนียงทำนายได้ว่าจะเกิดเหตุเภทภัยในแคว้นฉิน แต่ไม่อาจเปิดเผยคำทำนายได้ นางจึงทำได้เพียงบอกให้สามีระวังตัวและอย่าประมาทเท่านั้น

    “ข้าจะระวังตัวก็แล้วกัน ข้าไปนะฮูหยิน” ซูเยี่ยนกล่าว

    “เจ้าค่ะ” เหวยเหนียงนึกหวั่นใจกับการอยู่ไกลห่างจากสามีในวันนี้ ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าที่ทั้งสองจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก

    *****************************

    หลังจากซูเยี่ยนไปประจำการอยู่ที่ชายแดน นั่นจึงทำให้หลายเมืองที่อยู่ติดชายแดนกลับมาสงบสุขอีกครั้ง เพราะไม่ว่าคนร้ายจะไปก่อจลาจลที่ไหน เขาก็สามารถไปปราบได้หมดทุกที่ นั่นจึงเป็นการสร้างชื่อเสียงอันดีงามของแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉิน

    และนั่นจึงสร้างความไม่พอใจให้กับท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียว ดังนั้นพระองค์จึงทรงส่งสารลับให้กับหมอดูเทวดาจางเล่ยให้หาทางกำจัดแม่ทัพซูเยี่ยนโดยด่วน

    หลังจากที่ท่านหมอดูได้เปิดอ่านสารลับ ท่านก็เดินไปดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้าและกล่าวว่า “แม่ทัพผู้นี้ช่างมีดวงแข็งมาก การจะกำจัดเขาไม่ใช่เรื่องง่าย ในช่วงที่ดาวประจำตัวของเขายังไม่อ่อนกำลังลง เราไปกำจัดคนอื่นก่อนดีกว่า”

    ณ ที่ประทับของฝ่าบาท

    “เป็นไปไม่ได้! เสนาบดีหยางสือไม่มีทางทรยศเรา” ฝ่าบาททรงไม่เชื่อ

    “เขาเคยคิดก่อการกบฏมาแล้วไม่ใช่หรือพะย่ะค่ะ” หมอดูเทวดาวัยกลางคนกล่าวอ้าง

    “นั่นเพราะเสด็จพี่ของเราใช้อำนาจในทางที่ผิดทำให้ปวงชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าต่างหาก ท่านหยางสือถึงคิดรวบรวมผู้คนก่อการกบฏในรัชสมัยเสด็จพี่ของเรา” ฝ่าบาททรงอธิบาย

    “แล้วพระองค์ทรงไม่คิดว่าความจริงนั้นเขาต้องการบัลลังก์เสียเองบ้างหรือพะย่ะค่ะ แต่เพราะเหล่าขุนนางสนับสนุนพระองค์ เลยทำให้เขาผิดหวังไม่ได้ครอบครองบัลลังก์” หมอดูเทวดากล่าวยุยง

    “เจ้าไม่มีหลักฐาน อย่าปรักปรำเขา” ฝ่าบาทตรัสอย่างไม่พอพระทัย

    “หลักฐานก็อยู่ในจวนของเขา เหตุใดพระองค์ถึงทรงไม่ตรวจสอบล่ะพะย่ะค่ะ หรือว่าพระองค์ทรงกลัวว่าท่านหยางสือจะคิดก่อการกบฏขึ้นมาจริงๆ ” หมอดูเทวดารีบท้า

    “ก็ได้! แล้วเราจะพิสูจน์ให้เจ้าดู” ฝ่าบาทตรัส

    *****************************

    ณ จวนท่านเสนาบดีหยางสือ แห่งแคว้นฉิน

    “โอ๊ย! ท่านพี่เจ้าคะ ข้าปวดท้องเหลือเกิน ช่วยข้าด้วย” ซูหลินเจ็บท้องคลอดลูก

    “อดทนเบ่งอีกนิดนะฮูหยิน ข้าอยู่ตรงนี้ ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไปไหน” หยางสือนั่งจับมือฮูหยินเพื่อให้กำลังใจในระหว่างที่ฮูหยินกำลังจะคลอดลูก

    ฮูหยินซูหลินพยายามเบ่งสุดกำลังจนกระทั่ง

    “อูแว้ๆ อูแว้ๆ อูแว้ๆ”

    “ยินดีด้วยท่านเสนาฯ ท่านได้ลูกชายเจ้าค่ะ” หมอตำแยอุ้มทารกน้อยให้ท่านเสนาฯดู

    “เป็นความจริงงั้นหรือ ฮูหยิน! เจ้าเก่งมากเลยนะ” หยางสือรีบเช็ดเหงื่อให้ฮูหยิน และรู้สึกปลาบปลื้มใจที่เขาได้ลูกชายคนแรก

    “ขอข้าดูหน้าลูกหน่อยเจ้าค่ะ” ซูหลินกล่าวอย่างอ่อนแรง

    หมอตำแยจึงอุ้มเด็กทารกให้ฮูหยินท่านเสนาฯได้ยลโฉมของทารกน้อย

    “ช่างน่ารักน่าชังจริงๆ เลยนะลูก” ซูหลินดีใจจนน้ำตาไหล

    “ข้าจะตั้งชื่อเขาว่า หยางลู่ เป็นไง” ท่านเสนาฯกล่าว

    “ก็ดีเจ้าคะ” ซูหลินหันไปถามลูก “ลูกชอบมั้ย ลูกชื่อหยางลู่นะ”

    “แย่แล้วขอรับ! ท่านเสนาฯ! บัดนี้ทหารให้บุกจวนของท่านและค้นหาอะไรบางอย่างขอรับ” ทหารองครักษ์ประจำจวนท่านเสนาฯรายงาน

    “ข้าทำอะไรผิด ทำไมต้องค้นจวนข้าด้วย” ท่านหยางสือบ่น

    สักพักท่านหยางสือก็ถูกทหารจับกุมตัว

    “ท่านพี่ ท่านพี่ ท่านพี่” ซูหลินอยากจะไปช่วยสามี แต่ตนไร้ซึ่งเรี่ยวแรง

    ท่านหยางสือถูกคุมตัวให้ไปคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์ของฝ่าบาท

    “ฝ่าบาท! ทรงจับกุมกระหม่อมทำไมพะย่ะค่ะ” หยางสือไม่เข้าใจ

    “ท่านมีสารลับคอยติดต่อกับท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียว ท่านมีอะไรจะพูดหรือไม่” ฝ่าบาททรงกริ้ว

    “มันต้องมีคนใส่ร้ายกระหม่อมพะย่ะค่ะ กระหม่อมถูกปรักปรำ ทรงให้ความเป็นธรรมแก่กระหม่อมด้วยเถิดพะย่ะค่ะ” หยางสือคุกเข่าขอร้อง

    “ใครจะกล้าเข้าจวนเจ้า ในเมื่อจวนเจ้ามีทหารองครักษ์คอยคุ้มกันแน่นหนาแบบนี้” ฝ่าบาททรงไม่เชื่อ

    “โปรดทรงไตร่ตรองด้วยเถิดพะย่ะค่ะ ทรงอย่าหลงเชื่อศัตรูเลย” หยางสือพยายามขอร้องอีก

    “ทหาร! จับตัวท่านเสนาฯไปขังในคุกหลวง รอลงอาญา” ฝ่าบาทตรัสสั่งโดยไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น

    “พะย่ะค่ะ” ทหารรับคำ

    “ท่านพี่ ท่านพี่ ท่านพี่” ซูหลินพยายามจะเดินเข้าไปขัดขวางทหาร แต่สาวใช้รีบจับตัวรั้งเจ้านายไว้ได้ทัน

    “ฮูหยิน เจ้าออกมาทำไม” หยางสือรู้สึกเป็นห่วงภรรยา

    “เราเห็นแก่ที่เจ้าเคยสร้างความดีความชอบ เราจะไม่จับกุมตัวฮูหยินของเจ้า” ฝ่าบาทตรัส

    “ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” หยางสือรู้สึกโล่งอก

    ดังนั้นท่านหยางสือจึงยอมให้ทหารจับกุมตัวไปขังที่คุกหลวง เขาคิดในใจว่า “ใครกันที่กล้าปรักปรำข้า เห็นทีแคว้นฉินจะล่มสลาย เพราะศัตรูช่างเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก”

    *****************************

    ณ จวนแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน

    ซูหลินอุ้มลูกไปหาท่านแม่และร้องไห้ฟูมฟาย

    “ฮือ ฮือ ท่านแม่”

    “เกิดอะไรขึ้นลูก ทำไมร้องไห้ฟูมฟายแบบนั้น และนั่นคือหลานของแม่ใช่หรือไม่” ซูหลางตกใจเมื่อเห็นสภาพลูกสาว

    ซูหลางรีบเดินเข้าไปอุ้มหลานชายของตัวเอง และให้สาวใช้ช่วยประคองซูหลินไปนั่งดีๆ เพราะนางมองออกว่าลูกสาวเพิ่งจะคลอดได้ไม่นาน

    “ฮือ ฮือ ท่านพี่ถูกกล่าวหาว่าแอบคบคิดกับท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวก่อการกบฏเจ้าค่ะ ตอนนี้เขาถูกจับกุมตัวและถูกกักขังในคุกหลวงแล้ว” ซูหลินเล่าทั้งน้ำตา

    “เป็นไปได้อย่างไรกัน หยางสือเป็นคนซื่อสัตย์และรักแผ่นดินฉินมาก เขาไม่มีทางทรยศฝ่าบาทแน่นอน” ซูหลางไม่เชื่อ

    “ทหารค้นเจอสารลับที่ท่านพี่ติดต่อกับท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียว นั่นจึงเป็นหลักฐานมัดตัวท่านพี่เจ้าค่ะ” ซูหลินเล่าต่อ

    “ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงเดินอุ้ยอ้ายเข้ามาหลังจากไปไหว้พระขอพรที่วัดจือหมิง ก็ต้องตกใจที่เห็นท่านแม่กำลังอุ้มหลาน ส่วนน้องสามีก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น เลยกล่าวว่า “มันเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ”

    ซูหลินจึงต้องเล่าความเป็นมาให้เหวยเหนียงฟังอีกครั้ง

    “เจ้าต้องช่วยครอบครัวของซูหลินนะเหวยเหนียง” ซูหลางขอร้องสะใภ้

    “ข้าไม่อาจทำนายหรือบอกอะไรได้เจ้าค่ะ แต่ข้าพอจะมีหนทาง” เหวยเหนียงกล่าว

    “ทำอย่างไรเจ้าคะ บอกข้ามาเถิด ข้ายินดีทำทุกอย่าง” ซูหลินปาดน้ำตาแล้วรีบถามอย่างมีความหวัง

    “เจ้าจงฝากลูกไว้กับท่านแม่ชั่วคราว ส่วนตัวเจ้าจงไปที่วัดจือหมิงเพื่อไปไหว้พระขอพรและขอความเป็นธรรมจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเวลา 14 วัน นั่นจะทำให้ฝ่าบาททรงลังเลและยังไม่กล้าตัดสินโทษของท่านเสนาฯ เพื่อเป็นการถ่วงเวลา” เหวยเหนียงทำได้เพียงบอกหนทาง ไม่อาจอธิบายสิ่งใดให้ผู้อื่นรับรู้ได้

    “ถ่วงเวลาแล้ว จะมีใครช่วยเหลือท่านเสนาฯหรือเจ้าคะ” ซูหลินอยากรู้

    “ข้าบอกเจ้าได้เพียงเท่านี้ ก็แล้วแต่เจ้า ว่าเจ้าจะเชื่อข้าหรือไม่” เหวยเหนียงต้องรักษาคำสาบานที่ห้ามบอกคำทำนายให้ผู้อื่นรับรู้

    “ข้าเชื่อท่านเจ้าค่ะ ข้าจะรีบออกเดินทางเดี๋ยวนี้” ซูหลินเชื่อมั่นในตัวพี่สะใภ้

    “เจ้าเพิ่งคลอดลูกได้ไม่นานเองนะ เจ้าไม่ควรหักโหมรู้มั้ย” ซูหลางเป็นห่วงลูกสาว

    “หากท่านพี่ตาย ข้าคงมีชีวิตอยู่ไม่ได้เจ้าค่ะ โปรดเห็นใจข้าเถิดนะเจ้าคะท่านแม่” ซูหลินรักท่านหยางสือมาก

    “ให้ท่านหมอตรวจอาการซูหลินและจัดยาบำรุงให้ดีมั้ยเจ้าคะ” เหวยเหนียงเสนอ

    “แม่จะให้คนไปตามหมอก่อน หากหมอบอกว่าเจ้าไม่เป็นอะไร แม่ถึงยอมให้เจ้าออกเดินทางนะ” ซูหลางอยากได้ยินคำรับรองจากท่านหมอก่อน

    “เจ้าค่ะ” ซูหลินรับคำ

    และแล้วซูหลินก็ได้ไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดจือหมิง โดยนางได้กล่าวขอพรเสียงดังว่า “สวรรค์ได้โปรดเมตตาคืนความเป็นธรรมให้สามีของข้าด้วยเถิด เขาไม่ได้คิดก่อการกบฏ เขามีความจงรักภักดีต่อฝ่าบาท ต้องมีคนใส่ร้ายเขาเป็นแน่”

    คำขอพรซ้ำไปซ้ำมา ทำให้ชาวบ้านที่ไปขอพรที่วัดเหมือนกันนำไปเล่าลือจนแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวง ทำให้รู้ไปถึงพระเนตรพระกรรณของฝ่าบาทและฮองเฮา

    ณ ตำหนักของฝ่าบาท

    “เป็นความจริงหรือเพคะ ที่พระองค์ทรงมีรับสั่งให้จับกุมตัวท่านเสนาฯไปขังในคุกหลวง” ฮองเฮาทรงสงสัย

    “ก็เราเจอสารลับที่เขากับท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวลอบติดต่อกันน่ะสิ” ฝ่าบาทตรัส

    “ต้องมีคนใส่ร้ายท่านเสนาฯเป็นแน่เพคะ” ฮองเฮาทรงไม่เชื่อ

    “หลักฐานแน่นหนา ใครจะกล้าใส่ร้ายเขา” ฝ่าบาททรงเชื่อหลักฐาน

    “และถ้าเป็นการใส่ร้ายจริงๆ หากพระองค์ทรงรีบตัดสินประหารท่านเสนาฯ ศัตรูที่มองไม่เห็นก็จะได้ใจนะเพคะ” ฮองเฮาตรัส

    “เอาไว้เราจะคิดดูอีกที เจ้าไปดูลูกเถิด” ฝ่าบาททรงขอเวลาพิจารณาใคร่ครวญ

    “เพคะ” ฮองเฮาทรงทราบดีว่าตอนนี้ฝ่าบาททรงต้องการอยู่ลำพังเพื่อคิดไตร่ตรอง

    ฝ่าบาททรงลังเลจริงๆ ดังนั้นพระองค์จึงทรงไม่ด่วนตัดสินโทษและให้จำคุกท่านเสนาฯไปก่อน

    *****************************

    ณ อุทยานในบ้านพักของหมอดูเทวดาจางเล่ย

    ท่านหมอดูเทวดาได้ออกไปดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอีกครั้ง

    “ได้เวลาแล้ว! ดาวประจำตัวของแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนอับแสงลงแล้ว” ท่านหมอดูกล่าวด้วยความดีใจ

    ดังนั้นท่านหมอดูจึงเข้าเฝ้าฝ่าบาทเป็นการด่วน

    ณ ที่ประทับของฝ่าบาท

    “เจ้ามีอะไรอย่างนั้นหรือ มาซะดึกดื่นเชียว” ฝ่าบาททรงแปลกพระทัย

    “ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมมีเรื่องด่วนจะกราบทูลจริงๆ ” ท่านหมอดูแสดงสีหน้าจริงจัง

    “ว่ามาได้” ฝ่าบาททรงรอสดับฟัง

    “จากที่กระหม่อมทำนายว่าท่านหยางสือคิดก่อการกบฏ และเขาก็กระทำความผิดเช่นนั้นจริงๆ แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้นพะย่ะค่ะ” ท่านหมอดูกล่าว

    “ยังมีอะไรอีก! ในเมื่อเราก็จับกุมตัวท่านหยางสือไปขังในคุกหลวงแล้วไงล่ะ” ฝ่าบาททรงไม่พอพระทัย

    “ความจริงนั้นท่านหยางสือกับท่านแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนก็ถือว่าเป็นญาติกัน ดังนั้นอาจเป็นไปได้ที่ทั้งสองอาจจะร่วมมือกันก่อการกบฏพะย่ะค่ะ” ท่านหมอดูกล่าว

    “เราไม่เชื่อ! ซูเยี่ยนมีความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อเรามาก เขาไม่มีวันทรยศเราหรอก” ฝ่าบาททรงไม่เชื่อ

    “จะลองพิสูจน์มั้ยล่ะพะย่ะค่ะ” ท่านหมอดูท้าอีก

    “พิสูจน์ยังไง” ฝ่าบาททรงอยากรู้

    “ตอนนี้กระหม่อมได้ข่าวว่าเส้นทางหลักที่ผ่านเมืองตูเจี้ยนถูกปิดพะย่ะค่ะ เนื่องจากมีสายลับจากแคว้นเหลียวลอบวางระเบิดภูเขา ทำให้ดินถล่มกีดขวางเส้นทางมาสู่เมืองหลวง” หมอดูเกริ่น

    “ใช่! เรากำลังจะหางบประมาณไปบูรณะซ่อมแซมเส้นทางนั้นอยู่” ฝ่าบาทตรัส

    “หากพระองค์ทรงตัดสินประหารท่านหยางสือ รับรองว่าซูเยี่ยนจะต้องมาถึงทันเวลาก่อนประหารเขาเป็นแน่พะย่ะค่ะ” หมอดูกล่าว

    “จะมาทันได้อย่างไร ในเมื่อเส้นทางหลักถูกกีดขวางอยู่” ฝ่าบาททรงไม่เชื่อ

    “นั่นสิพะย่ะค่ะ หากท่านซูเยี่ยนไม่ได้คบคิดกับชาวเหลียวจริงๆ ก็ต้องไม่รู้ว่าเส้นทางหลักได้ถูกตัดขาดไปแล้ว และถ้าเขากลับมาเมืองหลวง เขาต้องเดินทางได้ล่าช้ากว่ากำหนดแน่นอน แต่ถ้าเขากลับมาทันก่อนตัดสินประหารท่านหยางสือจริงๆ นั่นหมายความว่าต้องมีสายลับชาวเหลียวคอยบอกเขา และเขาก็จะต้องใช้เส้นทางรองที่อาจใช้เวลาในการเดินทางนานกว่าเส้นทางหลักนิดหน่อย แต่สามารถเดินทางกลับถึงเมืองหลวงทันเวลาตัดสินโทษ” หมอดูอธิบาย

    “เจ้าจะให้เราสั่งให้ซูเยี่ยนเดินทางกลับเมืองหลวง แต่ให้ปกปิดเรื่องที่จะประหารท่านหยางสือใช่หรือไม่” ฝ่าบาททรงตีความหมาย

    “ถูกต้องแล้วพะย่ะค่ะ อย่างน้อยก็เป็นการพิสูจน์ว่าซูเยี่ยนไม่ได้คบคิดกับชาวแคว้นเหลียวและไม่ได้ร่วมมือกับท่านหยางสือจริงๆ ” ท่านหมอดูกล่าว

    “ก็ได้! เราจะลองเชื่อเจ้าดู” ฝ่าบาทตรัส

    “ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” ท่านหมอดูแอบยิ้มมุมปาก เพราะเขารู้ดีว่ายังไงแม่ทัพซูเยี่ยนก็ต้องรู้ว่าเส้นทางหลักได้ถูกตัดขาด เพราะท่านแม่ทัพได้สั่งให้ทหารลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยึดมาได้จากศัตรูที่ก่อจลาจลให้กลับสู่เมืองหลวง แต่พอเส้นทางหลักถูกขวางกั้น ทหารม้าเร็วก็ต้องรีบกลับไปรายงานท่านแม่ทัพแน่นอน

    *****************************

    ณ ค่ายทหารตรงริมชายแดน

    “มีทหารม้าเร็วได้ส่งสารถึงท่านขอรับ” ทหารรายงาน

    ท่านแม่ทัพใหญ่รับมาอ่าน และก็ยิ่งตกใจว่านี่คือสารลับจากฝ่าบาท ความว่า “เราต้องการให้เจ้ารีบกลับเมืองหลวงโดยด่วน”

    ซูเยี่ยนคิดในใจว่า “ฝ่าบาททรงมีเรื่องด่วนอะไรกันนะ”

    “แย่แล้วขอรับ” ทหารอีกคนรายงาน

    “มีอะไรรีบว่ามา” ซูเยี่ยนรอฟัง

    “อาวุธและเสบียงที่ท่านแม่ทัพไปริบมาจากทหารแคว้นเหลียวที่ลอบก่อการจลาจลในแคว้นฉินยังลำเลียงไปไม่ถึงเมืองหลวงขอรับ” ทหารรายงานต่อ

    “เป็นเพราะเหตุใด มันเกิดอะไรขึ้น” ซูเยี่ยนอยากรู้

    “ชาวเหลียวแอบวางระเบิดที่ภูเขาเมืองตูเจี้ยนจนดินถล่ม ทำให้เส้นทางหลักกลับเมืองหลวงถูกกีดขวางเพราะดินและหินขนาดมหึมาถล่มทับเส้นทางขอรับ” ทหารเล่า

    “คงช่วยไม่ได้! ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ข้ารีบกลับเมืองหลวง ข้าคงต้องใช้เส้นทางรองเสียแล้ว ส่วนเรื่องอาวุธ เจ้าก็รีบส่งข่าวให้พวกเขาเปลี่ยนเส้นทางลำเลียงเสียใหม่ และพวกเราก็ไปเจอกันที่เมืองเหอเป่ยก็แล้วกัน” ซูเยี่ยนนัดแนะ

    “ขอรับ” ทหารรับคำสั่ง

    ซูเยี่ยนคิดในใจว่า “ทหารแคว้นเหลียวช่างเหิมเกริมยิ่งนัก พวกเจ้าไม่รบกันซึ่งหน้าอย่างชายชาติทหาร แต่กล้าเล่นลอบกัดเช่นนี้ บางทีที่เมืองหลวงอาจมีภัย ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องรีบกลับเมืองหลวงให้เร็วที่สุด จะต้องใช้เส้นทางลัดหรือเส้นทางรองก็ต้องยอม”

    *****************************

    หลังครบกำหนด 14 วัน ซูหลินกลับมาที่จวนท่านเสนาฯ ก็ต้องร้องห่มร้องไห้อีก เพราะฝ่าบาททรงจะตัดสินโทษประหารท่านหยางสือในอีกสามวันข้างหน้า ทำให้ซูหลินถึงขั้นเป็นลมและหลังจากนั้นก็ป่วยจนล้มหมอนนอนเสื่อกันเลยทีเดียว

    ท่านซูหลางและเหวยเหนียงเดินทางไปเยี่ยมซูหลินถึงที่จวนท่านเสนาฯ

    “ฮือ ฮือ ข้าอุตส่าห์ไปขอพรที่วัดจือหมิงตลอด 14 วัน แต่ไม่เป็นผลเลย ฝ่าบาททรงจะตัดสินประหารท่านพี่แล้วเจ้าค่ะ” ซูหลินร้องไห้คร่ำครวญ

    “เหวยเหนียงเจ้ามีหนทางหรือไม่” ซูหลางสงสารลูกสาว

    เหวยเหนียงถอนหายใจ และคิดในใจว่า “หมอดูเทวดาคนนี้กัดครอบครัวข้าไม่ปล่อยจริงๆ เห็นที ข้าต้องเดิมพันด้วยชีวิตเสียแล้ว” นางก็เลยว่า “ลูกจะเดินทางไปที่เมืองตูเจี้ยนเจ้าค่ะ”

    “เจ้าจะไปทำไม! และไปแล้วจะช่วยท่านหยางสือได้อย่างไร” แม่สามีไม่เข้าใจ

    “ข้าบอกไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ แต่ได้โปรดเชื่อใจข้าสักครั้งเถิดนะเจ้าคะ” เหวยเหนียงกล่าว

    “ก็ได้! ฝากด้วยนะเหวยเหนียง ข้าไม่อยากให้ลูกสาวของข้าต้องเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว” ซูหลางกล่าว

    “เชื่อมือข้าได้เลยเจ้าค่ะ ข้าจะปกป้องครอบครัวพวกเราให้ถึงที่สุดเอง” เหวยเหนียงกล่าวคำมั่น

    คล้ายกับเรื่องเหวยเหนียง หมอดูเทวดา ที่คุณอ่าน