ราตรีแห่งหิมะของเมืองฉางอัน ย่อมมีอากาศหนาวเย็นเป็นธรรมดา
แม้จะหนาวไม่เท่าดินแดนทางเหนือที่มีหิมะตกตลอดปีแต่สำหรับประชาชนที่คุ้นชินกับความอบอุ่นของเมืองฉางอันฤดูหนาวก็ยังเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่ดี
บัดนี้ เมืองฉางอันที่แสนรุ่งโรจน์ กลับไม่ได้ครึกครื้นดั่งเช่นที่เคยเป็นมา
ถนนแสนกว้างใหญ่มีผู้คนสัญจรเพียงบางตาเท่านั้น ร้านค้าต่างๆ ปิดลงตั้งแต่หัวค่ำ
ยังดีที่บ้านเรือนต่างๆ มีแสงเทียนกะพริบให้เห็นหน้าจวนของเหล่าขุนนางและชนชั้นสูงก็มีแสงส่องสว่างเช่นกันคืนหิมะที่แสนมืดมนของเมืองฉางอันจึงแลดูงดงามไปอีกแบบ
ผิดกับแสงสว่างนับพันภายในเมืองเพราะเปลวเพลิงจากจวนแห่งหนึ่งกลับไหววูบไม่หยุด มันเป็นแสงที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นและอึมครึมเหลือทน ช่างขัดแย้งกับบรรยากาศและสภาพในพื้นที่โดยรอบเหลือเกิน
ที่นั่นเป็นจวนของอัครเสนาบดีแห่งแผ่นดินต้าเว่ย ซือหม่าสวี่
ในห้องหนังสือภายในจวน ชายชราผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวหนึ่งด้วยท่าทางเคร่งขรึมจริงจังเพราะความมืด ทำให้เห็นใบหน้าของเขาได้เพียงเลือนรางเท่านั้น เพียงแต่แสงอันแสนคมเฉียบที่ส่องประกายอยู่ในดวงตาหรี่เล็กของเขากลับให้ความรู้สึกน่าสะพรึง ปานผู้เป็นเจ้าของเป็นหมาป่าแสนชั่วร้ายที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า
ทันใดนั้น...
จู่ๆ เปลวเทียนก็สว่างขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
นั่นน่าจะเป็นเทียนแดง เทียนที่ดีที่สุดในเมืองฉางอัน แสงของมันสว่างเจิดจ้าจนแสบตาทีเดียวทว่าเมื่อเทียนเช่นนี้ถูกจุดขึ้นพร้อมกันนับสิบเล่ม แสงของมันก็ควรส่องให้ที่นี่สว่างไสวไปทั่วห้องจึงจะถูกแต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด ห้องหนังสือแห่งนี้กลับยังแลดูอึมครึมและมืดมนแม้จะจุดเทียนมากเพียงไหนก็ตามราวกับรอบด้านมีไอทมิฬที่เย็นยะเยือกปกคลุมอยู่มากจนไม่อาจสลายลงได้เช่นนั้น
และในตอนนั้นเอง จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดออกทำให้สายลมรวมไปถึงหิมะจากด้านนอกพัดเข้ามาภายในตามด้วยร่างของชายผู้มีใบหน้าเย็นยะเยือก เดินเข้ามาพร้อมกับดาบขนาดใหญ่
ชายผู้นั้นมองดูชายชราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไทชิครู่หนึ่งก่อนความหวาดผวาจะเริ่มก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ
ถูกต้อง เป็นความหวาดผวา...
แม้ว่าเขาจะเป็นนักรบแห่งดาราจักรที่แสนแข็งแกร่งแม้ในแผ่นดินต้าเว่ยแห่งนี้จะมีคนที่พอจะให้เขาทุ่มแรงสู้อย่างสุดความสามารถเพียงไม่กี่คนแล้วก็ตาม....
แต่ชายชราตรงหน้า กลับลึกลับมากเหลือเกิน...
เขาคาดเดาเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำทั้งยังช่ำชองเรื่องการวางแผน สามสิบปีที่ผ่านมา เขาเห็นอ๋อง โหวและชนชั้นสูงที่ต้องมาตายอย่างไม่เป็นธรรมด้วยแผนเจ้าเล่ห์ของชายผู้นี้มามากจนนับไม่ถ้วนในอดีต เขาเคยคิดว่าหากมีพลังแข็งแกร่งมากพอ เราก็จะได้ในสิ่งที่ต้องการไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม
จนเมื่อได้ประจักษ์กับแผนการอันแสนเจ้าเล่ห์ของชายผู้นี้เขาจึงตระหนักได้ว่าสุดท้ายแล้ว ต่อให้จะแข็งแกร่งมากเพียงไหนพลังก็ต้องหมดลงในสักวัน แต่กับใจมนุษย์... ในบางครั้ง ใจคนต่างหากที่ทรงพลังเหนือกว่าสิ่งใดเหตุนี้ เขาจึงยอมละทิ้งเกียรติของนักรบแห่งดาราจักรยอมทิ้งความผยองของการเป็นราชวงศ์ชั้นสูง แล้วเลือกมาทำงานรับใช้ชายชราเช่นนี้นั่นเอง
หาใช่เพียงเพราะคนตรงหน้าสามารถช่วยให้เขาพ้นเคราะห์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนได้เท่านั้นแต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเพราะเขาเข้าใจแล้วว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของแผ่นดินที่แท้จริงหลังองค์จักรพรรดิสิ้นพระชนม์ลง...
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ชายคนนั้นก็โค้งหัวลงต่ำยิ่งกว่าเดิมด้วยความเคารพพลางกล่าวขึ้นดังนี้
“เจ้าหนุ่มสกุลตู้ถูกจับได้แล้วขอรับ”
นี่ควรจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะหากแผนนี้สำเร็จ สำนักเทียนหลานก็จะตกอยู่ในกำมือของพวกเขาได้อย่างง่ายดายหากเป็นเช่นนั้น แผนการของพวกเขาก็จะราบรื่นขึ้นมาก
“อืม” ดูเหมือนชายชราจะไม่รู้สึกตกใจกับผลที่ได้เลยสักนิดเขายังคงหรี่ตาเล็กแล้วหยิบบันทึกเล่มหนึ่งซึ่งวางอยู่ข้างกายขึ้นมาอย่างเชื่องช้า หยิบพู่กันสีม่วงขึ้นมาจับเอาไว้แล้วเริ่มเขียนบางอย่างลงไปในที่สุด
เขารู้ดี ว่าชายชรากำลังบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ซึ่งเขาไม่ค่อยเข้าใจการกระทำนั้นสักเท่าไร แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้ถามซักไซ้ให้มากความเพราะเรื่องบางอย่าง การรู้มาก หาใช่เรื่องดีไม่ ยกตัวอย่างเช่นเจ้าโง่ที่ชื่อตู้เหว่ยนั่นจุดจบของเจ้านั่นเป็นตัวอย่างของความสอดรู้สอดเห็นที่ดีที่สุด...
“สั่งให้จางจื่อวู่กับพวกถอยกลับก่อนไหมขอรับ?” ชายคนนั้นถามขึ้นอีกครั้ง
“หืม?” ชายชราชะงักพู่กันลงเล็กน้อย จากนั้นเงยหน้าขึ้นมามองชายตรงหน้าครู่หนึ่งแสงที่ประกายอยู่ในดวงตาคู่นั้นทำให้เขาตื่นตระหนกขึ้นอย่างประหลาด เหตุนี้จึงก้มหน้าลงต่ำมากกว่าเดิมอีกครั้ง “เหตุใดต้องสั่งให้พวกเขาถอยกลับด้วย?”ชายชราก้มหน้าลง แล้วเริ่มเขียนบางอย่างต่อไปขณะที่ปากก็กล่าวถามขึ้นอย่างราบเรียบ
“จะจับซูฉางอันไม่ใช่หรือขอรับ?” ชายผู้นั้นแปลกใจเล็กน้อยเขาไม่เข้าใจว่าขายชราหมายถึงสิ่งใดกันแน่ จึงกล่าวขึ้นอีกครั้งหลังนึกลังเลอยู่ครู่หนึ่ง“แต่ตอนนี้ นอกจากซูฉางอันจะทำลายแผนการของเราแล้ว เขายังพลิกสถานการณ์เปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของตู้หงฉางอีก”
“ในเวลาเช่นนี้ หากคนของเราดึงดันจะเข้าไปจับกุมเขา ด้วยฐานะของซูฉางอันข้าเกรงว่า... ทางสำนักคงไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆ”
“ในเมื่อซูฉางอันไม่ใช่สายของเผ่าปีศาจ แล้วเราจะจับกุมเขาอีกทำไมละ?” ชายชรากล่าวขึ้น โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองคู่สนทนาด้วยซ้ำ “คนที่พวกเราต้องจับคือสายของเผ่าปีศาจใครเป็นสายลับก็จับคนนั้นเสีย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายผู้นั้นก็อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะเข้าใจความต้องการของชายชราในวินาทีต่อมา
จริงอยู่ที่สำนักปาฮวงร่วมมือกับพวกเขา โดยหวังจะหาประโยชน์จากสำนักเทียนหลานที่เป็นดั่งแกะอ้วนร่วมกันแต่ต่อให้สำนักเทียนหลานจะยิ่งใหญ่และน่าดึงดูดมากขนาดไหนก็ยังสู้ตำแหน่งสูงสุดของพระราชสำนักไม่ได้อยู่ดี
น่าเสียดายที่องค์จักรพรรดิโอนเอนระหว่างองค์ชายห้ากับองค์รัชทายาทไม่หยุดไม่ยอมตัดสินใจให้เด็ดขาดเสียที เหตุนี้ สำนักปาฮวงจึงไม่ยอมสนับสนุนองค์รัชทายาทอย่างเปิดเผยเสียที
ในตอนนี้ แม้แผนใส่ร้ายซูฉางอันจะล้มเหลวลง แต่พวกเขาก็ยังมีอีกทางเลือก คือแสร้งติดกับเพื่อสร้างกับดักขึ้นมาอีกครั้งใช้ตู้หงฉางเป็นเหยื่อล่อ เพื่อดึงสำนักปาฮวงให้มาเป็นพวกเดียวกันโดยสมบูรณ์ หากคิดเช่นนี้บทสรุปนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่ต่างกัน
เพียงแต่ ไม่รู้ว่าซือหม่าสวี่วางแผนเช่นนี้มาตั้งแต่แรกแล้วหรือเพิ่งมาคิดพลิกผันกลางคันกันแน่
เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ ชายคนนั้นก็ยิ่งรู้สึกยกย่องและเกรงกลัวอัครมหาเสนาบดีแห่งแผ่นดินต้าเว่ยท่านนี้มากขึ้นไปอีกเขาประสานมือเข้าด้วยกันในท่าคารวะ แล้วกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ข้าจะไปบอกพวกเขาเดี๋ยวนี้”
ประตูของสำนักจิงหลุนถูกผลักออกอย่างแรง
ไม่มีการเคาะประตู และไม่ใช่การดันให้เปิดออกด้วย
แต่มันถูกผลักออกอย่างรุนแรงจากภายนอก ด้วยฝีมือของใครบางคนต่างหาก
จากนั้น กลุ่มองครักษ์ในชุดเกราะเต็มอัตราศึกพร้อมกับดาบขนาดใหญ่ก็พุ่งเข้ามาภายในโถงจัดงานท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของฝูงชนภายในโถงโดยมีหิมะและลมหนาวกระจายเข้ามาพร้อมกันด้วย
พวกเขาเดินแทรกเหล่าศิษย์ เดินเข้ามาภายในห้องโถงราวเป็นงูยาวที่เลื้อยผ่านทุ่งหญ้าไปเช่นนั้น และแล้วพวกเขาก็ไปหยุดอยู่ตรงหน้าตู้หงฉางกับซูฉางอันในที่สุด ทันใดนั้น เหล่าองครักษ์ก็ล้อมร่างของตู้หงฉางเอาไว้อย่างแน่นหนาองครักษ์ที่เหลือจึงแยกกันออกเป็นสองกลุ่ม แล้วกระจายตัวเพื่อกันเหล่าศิษย์ออกไปจนสามารถเปิดเส้นทางที่กว้างประมาณสองคนยืนขึ้นที่กลางห้องโถงได้อย่างรวดเร็ว
และในตอนนั้นเอง ที่ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีดำก้าวเข้ามาภายในห้องโถง ชายผู้นี้น่าจะมีอายุราวห้าสิบกว่าๆแล้ว หางตาของเขาเชิดขึ้นสูง เหนือริมฝีปากมีหนวดขนาดเล็กประดับอยู่รูปลักษณ์ของเขาไม่ได้ดูดีสักเท่าไรนัก แต่ดูคล้ายตัวตลกในละครงิ้วเสียมากกว่า
ทว่ากลิ่นอายแห่งพลังในร่างของเขากลับเร้นลับเป็นอย่างมากเสียงจากฝีเท้าที่ก้าวเดินเข้ามาทั้งมั่นคงและดังสนั่น ทรงพลังดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดาแน่
วินาทีที่คนผู้นี้ปรากฏตัวขึ้น อินซานโจ๋วก็หน้าถอดสีไปในทันทีราวจะจินตนาการอนาคตของตนได้แล้วเช่นนั้น และความคิดนั่นก็ทำให้เหงื่อมากมายผุดออกมาจากหน้าผากของเขาอย่างไม่อาจควบคุมได้...
ชายผู้นั้นเดินไปหยุดอยู่กลางห้องโถงภายใต้การจับจ้องของผู้คนมากมายเขากวาดตามองไปรอบด้านพลันหนวดที่มีขนาดเล็กจนน่าขันเหนือริมฝีปากก็กระตุกขึ้นเล็กน้อย แต่แทนที่จะน่าขบขันการกระทำนั้นกลับทำให้เขาแลดูน่าเกรงขามมากกว่าเดิมเสียอย่างนั้นมันทำให้ห้องโถงที่เคยอื้ออึงไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์อันเกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเงียบสงัดลงในพริบตา
ดูเหมือนชายผู้นั้นจะพอใจกับภาพที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมากเขาถอนสายตากลับมาอีกครั้ง จากนั้นก็ประสานมือเป็นเชิงคารวะไปยังชายชราบนโต๊ะประธานพลางกล่าวขึ้นด้วยท่าทางนอบน้อม “จางจื่อวู่ เสนาบดีตุลาการแห่งต้าเว่ยทำความเคารพต่อท่านผู้ดูแลอิน”
ดูเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่อาจทำให้ชายชราบนโต๊ะประธานมีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อยเขากลับยังกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านเสนาบดีจาง เกรงใจกันเกินไปแล้ว เพียงแต่ไม่ทราบว่าท่านบุกเข้ามาในสำนักจิงหลุนด้วยเหตุอันใดกัน?”
“ขออภัยที่เสียมารยาท แต่เจ้าปีศาจตนนี้เจ้าเล่ห์นัก นับแต่เขาแฝงตัวเข้ามาในเมืองฉางอันข้าก็เริ่มจับพิรุธได้ จนเมื่อครู่ข้าถึงเพิ่งตรวจพบว่าเขาทำร้ายคุณชายตู้จนถึงแก่ชีวิต แล้วสวมรอยเป็นเขาด้วยหวังจะใส่ร้ายคุณชายซู เกรงว่าข่าวลือที่อื้ออึงในช่วงที่ผ่านมาก็คงจะเป็นฝีมือของเขาเช่นกัน ข้าเพิ่งตรวจสอบ และหาหลักฐานยืนยันเรื่องนี้ได้จึงรีบเดินทางมาที่นี่ และเพราะเกรงว่าเขาจะทำอันตรายกับทุกท่าน จึงต้องเสียมารยาทบุกเข้ามาในโถงจัดงานเช่นนี้ หวังว่าท่านผู้ดูแลอินจะไม่ถือสา!”
พอพูดจบ เขาก็โค้งตัวให้คนชราบนโต๊ะประธานอีกครั้ง
“หามิได้ ท่านเสนาบดีจางรับผิดชอบในหน้าที่ถึงเพียงนี้ช่างเป็นบุญของแผ่นดินต้าเว่ยยิ่งนัก เพียงแต่ จะว่าไปแล้ว เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้คุณชายซูที่ฉลาดและไหวพริบดีไม่เช่นนั้น พวกเราต้องหลงกลของเจ้าปีศาจนี่แน่” ชายชรากล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“หา? เช่นนั้น ต้องขอบคุณคุณชายซูเป็นอย่างมาก!” ชายผู้นั้นโค้งให้ซูฉางอันอีกครั้งแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เมื่อสืบเรื่องราวทั้งหมดจนกระจ่างแล้วข้าจะทูลความดีความชอบของคุณชายซูต่อหน้าพระพักตร์อย่างแน่นอน”
“ทหาร!”เขาคำรามเสียงดังลั่น “จับเจ้าปีศาจนี่กลับไปขังที่คุกหลวงเดี๋ยวนี้!”
“ข้าจะสอบสวนหาความจริง ดูว่ามันยังมีพวกอยู่อีกหรือเปล่า” พอพูดจบเขาก็กวาดตามองไปรอบด้านอีกครั้งอย่างมีความนัยแอบแฝงก่อนสายตาจะไปหยุดลงบนร่างของอินซานโจ๋วที่กำลังสั่นเทาราวกับคนจับไข้เป็นเวลานานถึงหลายอึดใจ กว่าเขาจะยอมถอนสายตากลับไปในที่สุด
จากนั้น เขาก็พูดคุยกับชายชราบนโต๊ะประธานอีกครู่หนึ่ง จึงเดินนำกลุ่มองครักษ์ในชุดเกราะรวมไปถึงตู้หงฉางที่หมดสติออกไปจากโถงในที่สุด
ทว่าสีหน้าของซูฉางอันกลับไม่ได้ผ่อนคลายลงเพราะพ้นเคราะห์แม้แต่น้อยเขามองตามร่างขององครักษ์ทั้งหลายที่ค่อยๆ ไกลออกไปเรื่อยๆ จากนั้นมองไปยังอินซานโจ๋วที่เอาแต่ก้มหน้าลงต่ำอีกครั้งพลันความกลัดกลุ้มก็ปะทุออกมาจากหัวใจ เขารู้สึกว่าไม่ว่าตนจะพยายามมากเพียงไหนสุดท้ายก็ยังถูกอัครเสนาบดีแห่งแผ่นดินต้าเว่ยผู้นั้นจูงจมูกอยู่ดี
นั่นไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลย
อีกอย่าง ตู้หงฉางคนนั้นเป็นใครกันแน่ นี่เป็นสิ่งที่เขานึกสงสัยมาโดยตลอดเหตุนี้ เขาจึงขมวดคิ้วมุ่นขึ้นกว่าเดิมขณะที่ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบก็เปลี่ยนไปเป็นเย็นยะเยือก ดั่งเช่นหิมะด้านนอก