ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 129 กระหายเลือด
กลุ่มคนนับสิบกลายเป็นซากศพแห้งเหี่ยวติดกระดูก นอนทอดร่างเป็นศพอยู่เกลื่อนพื้นทางเดินโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะโต้ตอบหรือหลบหนี
ร่างศพผิวซีดของอดีตผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลหวงหลงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปทางที่โกเลมหินทั้งสองตัวที่พุ่งติดตามเป้าหมายไป
เนื่องจากเป้าหมายในครั้งนี้เป็นถึงอเวกระดับแปดที่มีโอกาสเตรียมตัวและพร้อมใช้ทุกอย่างที่มีวิ่งหนีสุดชีวิต โกเลมที่อ่อนแอด้านความเร็วจึงทำได้เพียงไล่ตามเท่านั้น ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งถึงจะติดตามคนทั้งสองไปทัน ซึ่งมันช้าเกินไป พวกมันไม่อาจยอมให้ผู้บุกรุกหนีออกจากเขตคฤหาสน์ได้
หน้าที่ของพวกมันทั้งสามคือกำจัดผู้บุกรุกให้หมด คฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์แห่งนี้ไม่ต้อนรับคนนอก ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดทั้งสิ้น คำสั่งของเจ้านายใหญ่อย่างจินไม่อาจถูกฝ่าฝืน
ร่างศพเดินได้จ้องมองตรงไปด้วยแววตาไร้อารมณ์ ก่อนจะดีดตัวพุ่งทะยานตามเสียงฝีเท้าอันร้อนรนและเสียงกระแทกหนักๆ ไปด้านหลัง
ด้วยความเร็วของอเวกระดับเก้าขั้นสูงสุดซึ่งเคยเป็นอีโวลมาก่อน ทักษะการใช้พลังต่างๆ ล้วนอยู่ในระดับสูง ควบคุมปริมาณพลังงานที่ใช้ได้อย่างพอเหมาะและเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด แม้จะกลายเป็นศพไปแล้ว แต่ทักษะต่างๆ ล้วนถูกฝังแน่นอยู่ในร่างกายที่ฝึกฝนมานับพันนับหมื่นครั้ง ไม่มีทางที่จะลืมเลือนพวกมันทั้งหมด ร่างศพของผู้อาวุโสสูงสุดตระกูลหวงหลงสามารถใช้ออกทุกทักษะได้ดั่งใจนึก
วูม!
เสียงการเคลื่อนที่แหวกอากาศด้วยความเร็วดังขึ้นจากด้านหลังการไล่ล่า
ไม่นานร่างศพสีซีดก็พุ่งทะยานแซงหน้าโกเลมหินทั้งสองตัวไปด้วยความเร็วที่เหนือกว่า มันเคลื่อนที่เข้าใกล้ชายชุดดำและชายหญิงที่กำลังหลบหนีมากขึ้นเรื่อยๆ
ชายชุดดำหันหน้ากลับมามองด้านหลังเป็นระยะ ในขณะที่หญิงสาวพุ่งตัวกระเสือกกระสนไปด้านหน้าอย่างไม่คิดชีวิตเพราะตนเองอยู่รั้งท้าย หากพลาดเพียงนิดเดียวอาจถึงแก่ความตายได้
ในมือของคนทั้งคู่มีเข็มฉีดยาแท่งเล็กๆ ที่ปักไว้ที่ข้อพับแขน พวกมันเป็นเหมือนกับยาเพิ่มประสิทธิภาพของร่างกาย เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต่อยอดมาจากเทคโนโลยีก่อนยุคโลกาวินาศ สิ่งนี้น่าจะเป็นของช่วยชีวิตในยามฉุกเฉิน ที่คนทั้งคู่เลือกหยิบออกมาใช้ทันทีที่เห็นว่าเกิดเรื่องไม่ดี
ซึ่งอย่างน้อยมันก็ทำให้คนทั้งคู่รอดพ้นจากเงื้อมมือของโกเลมหินไปได้......แต่น่าเสียดายที่ยังคงมีผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลหวงหลงในสภาพศพเดินได้อยู่ ต่อให้ดิ้นรนอย่างไรก็ไม่อาจหนีพ้น
ทั้งคู่เคลื่อนที่มาถึงหน้าคฤหาสน์ของหัวหน้าตระกูลหวงหลงซึ่งเป็นเป้าหมายก่อนหน้าเรียบร้อย แต่สิ่งที่ทั้งสองคนต้องการจริงๆ คือหลบหนีออกไปให้พ้นจากคฤหาสน์บ้านี่ ลำพังแค่ชีวิตของตนเองก็ยังเอาไม่รอดเลย ไม่มีเรื่องของการแย่งชิงผลประโยชน์ตัดหน้ากองกำลังอื่นอยู่ในหัวอีกต่อไป
คฤหาสน์ขนาดใหญ่ตรงหน้าเป็นเสมือนทางตัน จะต้องเสียเวลาพอสมควรในการข้ามสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่นี้ไป ชายชุดดำไม่ได้คิดถึงสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน คิดเพียงแค่ว่าต้องหลบหนีให้พ้นจากปีศาจหินร่างใหญ่พวกนั้นให้ได้
ในตอนนั้นเอง ร่างศพขาวซีดในชุดคลุมสีทองขาดวิ่นก็ตามมาถึงด้านหลังของทั้งสองคน พลังงานชวนขนลุกที่มันแผ่ออกมาทำเอาคู่ชายหญิงต้องหันกลับมามอง
เป็นพลังงานที่น่าขนลุกนั่นอีกแล้ว... พวกมันยังจำได้ดีถึงเสียงโหยหวนที่ดังไล่หลังมา เสียงกรีดร้องของพรรคพวกที่มาด้วยกันดังขึ้นอย่างไร้ทางสู้ โชคดีที่พวกมันสองคนชิงหนีออกมาได้ก่อน ไม่เช่นนั้นคงไม่พ้นมีสภาพเช่นเดียวกับคนทั้งสิบ
ชายชุดดำเหลือบมองอีกฝ่ายเพียงครู่เดียวเท่านั้นก่อนจะหันหลังกลับ พยายามจะหาทางหลบหนี ส่วนหญิงสาวที่อยู่ใกล้กับร่างศพสีซีดมากกว่าเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ดวงตาสีเหลืองของอีกฝ่ายจ้องมองมาที่ดวงตาของเธอ ราวกับเห็นลึกลงไปในจิตใจ ร่างทั้งร่างพลันแข็งเกร็ง การเคลื่อนไหวหยุดชะงักไปเสี้ยววินาที แต่นั่นก็มากเกินพอให้ร่างในชุดขาดวิ่นพุ่งเข้ามาอยู่ที่เบื้องหน้าแล้ว
ปัง!
ฝ่ามือของร่างศพสีซีดตะปบเข้าที่ใบหน้าของหญิงสาวอย่างแรง มันไม่ได้มีความปรานีใดต่อผู้บุกรุก สิ่งที่มันต้องการคือกำจัดผู้บุกรุกให้หมด
กร๊อบ
ใบหน้าของหญิงสาวสะบัดไปตามแรง แรงตบของอเวกระดับเก้าขั้นสูงสุดรุนแรงเกินกว่าอเวกระดับแปดธรรมดาๆ จะทนรับได้ไหว ศีรษะหมุนหนึ่งร้อยแปดสิบองศาไปที่ด้านหลัง เสียงกระดูกสันหลังส่วนบนดังกรอบแกรบ ร่างของหญิงสาวกระเด็นกลิ้งไปตามพื้น
นัยน์ตาสีเหลืองจับจ้องร่างของหญิงสาวครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายไปมองที่ชายชุดดำซึ่งกำลังพยายามหลบหนี
ร่างศพใช้สติปัญญารวมถึงสัญชาตญาณที่มันพอจะมีหลงเหลือ ประเมินสถานการณ์
ชายหญิงสองคนนี้ค่อนข้างมีปัญหา แม้แต่โกเลมหินก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อติดตามให้ทัน นับว่าจัดการยากกว่าผู้บุกรุกกลุ่มก่อนหน้าที่แม้จะมีอเวกระดับเก้าแต่กลับไม่ระมัดระวังตัว สุดท้ายก็จบชีวิตลงจากการประสานการโจมตีระหว่างมันและโกเลมหินทั้งสอง
ร่างศพของผู้อาวุโสสูงสุดตระกูลหวงหลงละความสนใจจากหญิงสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นแม้ในใจของมันจะกระหายเลือดมากแค่ไหนก็ตาม ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจัดการกับผู้บุกรุกอีกคนที่อาจสร้างปัญหาขึ้นมาได้
วูม!
ร่างศพสีซีดพุ่งตัวออกไปโดยไม่สนใจหญิงสาวอีก
ชายชุดดำพยายามหาทางหนี แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไปจนมันไม่สามารถหลบหนีต่อไปได้ จึงหันกลับมาเผชิญหน้ากับตัวตนอันร้ายกาจด้วยใบหน้าตื่นตระหนก
ฉึก!
แขนทั้งสองข้างพุ่งทะลุเข้ามาในช่วงท้องของชายชุดดำ ใบหน้าซีดขาวของซากศพประชิดเข้ามาใกล้ใบหน้าของมันจนแทบจะติด ยามเมื่อหายใจก็ยังได้กลิ่นเหม็นเน่าจางๆ ออกมาจากซากศพตรงหน้า
มือทั้งสองข้างของซากศพผิวซีดค่อยๆ บิดหมุนก่อนจะค่อยๆ แหวกร่างกายของชายชุดดำออกจากด้านใน
“อ๊าก” ความเจ็บปวดทรมานแล่นจากช่วงท้องลามไปทั่วทั้งร่าง
ร่างของชายชุดดำค่อยๆ ถูกฉีกออกจากช่วงท้อง มือทั้งสองข้างของศพง้างแหวกจนบาดแผลเริ่มปริออกเป็นแนวยาว ร่างกายของอเวกระดับแปดแทบไม่ต่างไปจากสัตว์ตัวเล็กๆ สำหรับร่างศพที่บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ปลุกขึ้นมา
“อ๊ากกกกกก” เสียงกรีดร้องยังคงดังต่อเนื่องด้วยความทรมานเหลือแสน เจ้าของร่างพยายามดิ้นออกจากลำแขนของอีกฝ่าย แต่ความแข็งแกร่งของทั้งคู่ต่างกันมากเกินไป อย่างไรก็ไม่สามารถหลุดออกไปได้
รอยแผลที่ถูกฉีกกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนแหวกไปถึงลำคอ เสียงกรีดร้องค่อยๆ สงบลง ก่อนร่างในชุดดำจะแน่นิ่งไป
ร่างศพสีซีดจ้องมองร่างที่แน่นิ่งครู่หนึ่งก่อนจะดึงแขนออกมาทีละข้าง จากนั้นจึงใช้ปากกัดเข้าที่ลำคอก่อนจะดูดกลืนเลือดที่พอจะเหลืออยู่เข้าไป
เมื่อร่างชายชุดดำแห้งเหือด ก็ถึงตาของร่างหญิงสาว ร่างอันอุดมสมบูรณ์ค่อยๆ เปลี่ยนสภาพเป็นซากศพแห้งๆ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ
อดีตผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลหวงหลงสะบัดร่างศพแห้งๆ ทิ้งไป ก่อนจะหันไปมองโกเลมหินทั้งสองตนซึ่งยืนรออยู่ไม่ไกล มันโบกมือบอกให้ทั้งสองไปประจำจุดที่ตนเองเคยอยู่ ส่วนตัวมันก็จะคอยสอดส่องเฝ้าระวังผู้บุกรุกที่อาจจะเข้ามาเพิ่มต่อไปสักพัก
ร่างศพฟื้นชีพและโกเลมหินทั้งสองตัวเฝ้าระวังต่อไป พวกมันไม่จำเป็นต้องหลับต้องนอน เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นผู้เฝ้าระวังชั้นดีที่ทำงานได้ทั้งวันทั้งคืนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เสียงการต่อสู้และเสียงกรีดร้องที่ดังออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลหวงหลงเป็นระยะๆ ทำให้คนที่คิดจะฉวยโอกาสลอบเข้าไปต้องล้มเลิกกลางทาง
กลุ่มคนที่เข้าไปชุดแรกๆ หาใช่ตัวตนธรรมดาเสียเมื่อไหร่ อย่างน้อยๆ ก็เป็นกลุ่มอเวกระดับสูงทั้งหมด แต่เมื่อเข้าไปกลับไม่ใครรอดออกมาแม้แต่คนเดียว ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ ทุกอย่างก็กลับมาเงียบสงบตามเดิม ราวกับเรื่องก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
กองกำลังที่คอยสอดส่องอยู่ภายนอกเริ่มรายงานกลับไปยังต้นสังกัดของตนเอง การเฝ้าระวังคฤหาสน์ตระกูลหวงหลงต้องเพิ่มระดับขึ้นไปอีกขั้น
ตอนนี้หลายๆ ฝ่ายไม่กล้าลงมือผลีผลามอีกต่อไป อย่างน้อยๆ ก็ไม่ใช่ในตอนนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันลึกลับเกินไป คงต้องรอให้มีข้อมูลมากกว่านี้ หรือไม่ก็รอการลงมือของขุมอำนาจใหญ่ห้าอันดับแรก...บางทีกองกำลังที่มีขนาดเล็กลงมาอาจจะต้องรามือจากชิ้นเนื้อก้อนใหญ่ชิ้นนี้
และแล้วค่ำคืนก็ผ่านพ้นไป ไม่มีกองกำลังไหนกล้าเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลหวงหลงที่น่าสยดสยองนั่นอีก ทุกคนระวังตัวมากขึ้นไปอีกขั้น แม้จะเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ก็ตาม พวกมันยังต้องวางแผนเตรียมการมากกว่านี้ก่อนจะกล้าลงมือทำอะไร
ม่านพลังงานค่อยๆ ซ่อมแซมตัวเองและกลับมาครอบคลุมทั่วทั้งเขตตระกูลอีกครั้ง ฉากฆาตกรรมเมื่อคืนถูกปกปิด คลื่นพลังงานที่ผันผวนภายในไม่อาจจับสัมผัสได้จากผู้คนภายนอก
ในช่วงเร็วๆ นี้ คฤหาสน์ชั่วคราวของตระกูลพีไรซ์คงยังปลอดภัยไปได้สักระยะ
----------------------------------------
หลายวันต่อมา
พื้นที่รกร้าง รอยต่อระหว่างเขต C และเขต B
กุบกับๆ
รถเกวียนเทียมสัตว์อสูรหลายคันเคลื่อนที่มุ่งหน้าตรงไปยังแนวเขา ดูเหมือนเส้นทางที่พวกมันกำลังไปจะเป็นช่องแคบระหว่างหุบเขา
หน้าต่างของรถเกวียนคันตรงกลางค่อยๆ แง้มเปิดออก มองเห็นใบหน้าของชายหนุ่มที่ดูเกลี้ยงเกลา มองอย่างไรก็อายุไม่เกินยี่สิบปี แอบมองลอดออกมาจากหน้าต่างของคันรถ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลใจ จ้องมองเทือกเขาสีอิฐด้านข้างไม่วางตา ก่อนจะหันกลับไปมองเด็กสาวที่นอนหลับอยู่ภายในคันรถเดียวกันกับตนเองพร้อมกับส่ายศีรษะ
ขบวนรถเกวียนทั้งหมดค่อยๆ ชะลอความเร็ว แล้วเคลื่อนผ่านช่องแคบระหว่างแนวเขาไปอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจากการไม่ชินเส้นทางของผู้ควบคุมสัตว์อสูร...