สุราผ่านไปสองไห .. อุทัยนั่งอยู่ด้านข้างคอยตักสุราอุ่นจากหม้อรินใส่จอกราวผู้บุตรคอยรับใช้บิดาทั้งสอง บุพอสูรและเมฆาต่างร่ำสุราสนทนาอย่างออกรส
"ข้านี้ใช้หมัดกระแทกหน้ามันอย่างแรง หน้าตามันบิดเบี้ยวไม่เหลือเค้าสูงส่งของเทวาผู้สร้าง เหล่าฝูงมหาเทวาถึงกับหวาดหวั่นขาสั่นขึ้นมา ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เสียงบุพอสูรกล่าวเล่าเื่ราวคราประมือกับเทวาผู้สร้าง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า นึกไม่ถึงตัวตนสูงส่งเช่นนั้น กลับเกิดความหวาดกลัวได้" เมฆากล่าว
"พวกมันก็เฉกเช่นมนุษย์เช่นเ้า ต่างมีกิเลสตัณหา ความปรารถนา แลความหวาดกลัว แต่ช่างรุนแรงกว่านับพันหมื่นเท่า" บุพอสูรกล่าวอย่างเย้ยหยัน
"แล้วศึกครานั้นจบลงเยี่ยงไร" เมฆากล่าวถามด้วยสีหน้าใคร่รู้
"ข้ากับมันชกต่อยกันอยู่สิบวันสิบคืนยังไม่มีผู้ใดยอมแพ้ มันผู้เสวยสุขมาชั่วชีวิตแต่ช่างทรหดกว่าที่คาดคิดไว้มาก" บุพอสูรกล่าวถึงเทพผู้สร้าง และเล่าต่อ
"สุดท้ายข้าและมันชกต่อยกันจนสิ้นกำลัง จะตบยุงสักตัวยังไม่มีแรง จึงตระหนักว่าเราทั้งคู่ไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ ช่างเสียเวลาเปล่า ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกลับบ้าน"
"สิ้นสุดง่ายดายเพียงนั้น!!! " อุทัยโพล่งออกมา
"เพียงเท่านี้ .." บุพอสูรยืนยัน
ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า .. เสียงหัวเราะของทั้งสามดังก้อง ทำเรือนน้อยแทบพังลงมา
อยู่ๆ อุทัยสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา กล่าวว่า "ข้านี้อยากเก่งกล้าเช่นบิดาอสูร และพี่เมฆานัก"
มันได้อยู่เคียงข้างกับตัวประหลาดในเชิงยุทธ์เช่นทั้งสองช่างเป็สิ่งน่าอัศจรรย์นัก แต่หวนกลับมามองตนเองเป็แค่เด็กน้อยผู้หนึ่ง ดังนกน้อยอาบแสงดวงตะวันเพื่อรับไออุ่นในฤดูหนาว มันพลันคุกเข่าตรงหน้าเมฆา
"ท่านพี่เมฆาโปรดรับข้าเป็ศิษย์ด้วยเถิด .."
พร้อมโขกศีรษะลงพื้น แล้วค้างอยู่เป็เวลานานยังไม่มีทีท่าจะเงยขึ้นมา เมฆามองหน้าบุพอสูรพร้อมส่งสุราทั้งจอกผ่านลงลำคอ
บุพอสูรมองนิ่งยิ้มบางเบา จิบสุราอย่างเงียบงัน อุทัยยังนิ่งเงียบไม่กล่าววาจา
"เอาหล่ะ เอาหล่ะ ถึงอย่างไรข้าก็ถ่ายทอดแก่นพลังปราณของข้าให้เ้าแล้ว .. ถึงแม้เ้าไม่ร้องขอ ข้าก็จะจับเ้าเป็ศิษย์อยู่ดี" เมฆากล่าว
อุทัยโพล่งออกมา "ขอบพระคุณ ขอบพระคุณขอรับ .." มันดีใจจนน้ำตาไหลโขกหัวคำนับเป็พัลวัน
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า" บุพอสูรหัวเราะถูกใจ
เมฆากล่าว "เรามีเวลาสามวันเพื่อถ่ายทอดพื้นฐานมวยและเคล็ดวิชา 'อรุณโรจน์' ให้แก่เ้า ต่อจากนั้นเรามีภารกิจที่ต้องกระทำ เ้าจงฝึกฝนตามเคล็ดวิชาที่เราสั่งสอน"
"ขอรับ" อุทัยรับคำ ฉวยกระบวยเร่งรินเติมสุราลงจอก ประจบเอาใจราวกลัวว่าเมฆาจะเปลี่ยนใจ
เมฆาหลับตาจับยามนับนิ้วคำนวณ แล้วจึงกล่าวอย่างจริงจัง
"เงื่อนไขเวลาช่างเหมาะเจาะ ไม่มีฤกษ์ยามใดเหมาะสมไปกว่านี้แล้ว ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์สักคนหนึ่ง จงคุกเข่าและพนมมือขึ้นพร้อมกายใจที่สำรวมในบัดดล”
ทุกอย่างมาอย่างฉุกละหุก อุทัยตื้นตันเป็นักหนาที่จะได้มีอาจารย์จริงๆ เสียที มันทะลึ่งตัวนั่งคุกเข่าพนมมือโดยพลัน
"กล่าวปวารณาตามข้า" เมฆากล่าวนำคำปวารณาตน
"ข้าแต่ครูอาจารย์ที่เคารพ ข้าพเ้าขอมอบกายและใจเป็ศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์ ข้าพเ้าจะตั้งใจศึกษา เชื่อฟังคำสั่งสอนและปฏิบัติตามด้วยความเคารพทุกประการ"
อุทัยกล่าวตาม น้ำตาคลอปริ่มที่หน่วยตา
"ข้าแต่ครูอาจารย์ที่เคารพ .. ข้าพเ้าขอมอบกายและใจเป็ศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์ .. ข้าพเ้าจะตั้งใจศึกษา เชื่อฟังคำสั่งสอน และปฏิบัติตาม .. ด้วยความเคารพทุกประการ"
เมฆากล่าวนำต่อ "ด้วยสัจวาจานี้ ขอให้ข้าพเ้าจงมีแต่ความสุขความเจริญ ตลอดกาลนานเทอญ"
อุทัยกล่าวตาม "ด้วยสัจวาจานี้ .. ขอให้ตัวข้าพเ้าจงมีแต่ความสุขความเจริญ .. ตลอดกาลนานเทอญญญ"
กล่าวจบมันเข้าไปกราบแทบเท้าเมฆาทันที เมฆาจับศีรษะมันเบาๆ พลันกล่าวว่า
"เป็ศิษย์ที่ดีหนาเ้าอุทัย ต่อไปนี้เราผูกพันฉันศิษย์อาจารย์แล้ว"
"ขอรับ .. อาจารย์ .." คำว่า 'อาจารย์' พอกล่าวจบอุทัยน้ำตานองหน้า
“.. ดี .. ดีมาก .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า" บุพอสูรชอบใจยิ่ง หัวเราะไม่ยอมหยุด
พิธีรับศิษย์ของเมฆาเป็ไปอย่างเรียบง่ายและรวบรัด อุทัยได้กลายเป็ศิษย์ผู้รับสืบทอดวิชาอรุณโรจน์แล้ว
แก่นแท้ของวิชาอรุณโรจน์คือการบำเพ็ญจิตฝึกพลังปราณ ผู้สืบทอดจะต้องได้รับถ่ายทอดแก่นพลังปราณ หรือที่เรียกว่า 'แก่นพุทธอรุณ' เป็พื้นฐานก่อน แล้วจึงฝึกบำเพ็ญกายและจิตดึง 'แก่นพุทธอรุณ' เพาะสร้างสะสมพลังปราณศักดิ์สิทธิ์และใช้ออกตามกระบวนมวยยุทธ์อรุณโรจน์ โดยใช้อวัยวะร่างกายได้แก่ หมัด เท้า เข้า และศอก ให้เป็ดังศาสตราวุธ ในขั้นสูงสามารถชักนำพลังปราณออกมาเป็อาวุธปราณใช้ภายนอกร่างกายได้
โดยมิรอช้าเมฆาเริ่มถ่ายทอดวิชา 'อรุณโรจน์' ทันที และกล่าวอบรมว่า
"เ้านี้เป็ผู้มีปัญญา แต่ต้องควบคุมปัญญาของเ้ามิให้คิดฟุ้งซ่าน แลอย่าได้ยึดติดกับคติและอคติส่วนตัว รวมจิตสติเป็หนึ่งอย่าคาดหวังถึงผล ปรับเลือกลมพลังปราณ เข้าออกย้อนทวนแล้วคล้อยตาม ดำเนินตามแบบแผนก่อนเมื่อช่ำชองแล้วค่อยพลิกแพลง"
จากนั้นกล่าวถึงพื้นฐานของวิชา นั่นคือการบำเพ็ญจิตสร้างพลังปราณศักดิ์สิทธิ์ การฝึกฝนต้องโคจรลมปราณตาม 'จักรอรุณโรจน์'
'จักรอรุณโรจน์' ประกอบด้วยการโคจรพลังปราณร้อยแปดแบบ โดยการโคจรหลักที่เป็พื้นฐานสำคัญเรียกว่า 'ปฐมอัฏฐะจักรา' เป็การโคจรพลังปราณผ่านจุดชีพจรหลักหรือจักรทั้งแปดได้แก่
จักระ ๑ มีชื่อว่า 'มูละธารณะ' อยู่ระหว่างอวัยวะเพศและทวารหนัก เป็รากฐานของระบบจักระ และเป็พื้นฐานของพลังชีวิต
จักระ ๒ ชื่อว่า 'สวาธิษฐานะ' หรือ 'กุณฑาริณี' อยู่ตรงปลายก้นกบ เป็ศูนย์กลางเกี่ยวกับพลังทางเพศ
จักระ ๓ มีชื่อว่า 'มณีปุระ' อยู่ตรงแนวสะดือตัดกับกระดูกสันหลัง เป็ศูนย์กลางของการหยั่งรู้ ณ จุดนี้เป็ศูนย์กลางของร่างกาย
จักระ ๔ ชื่อว่า 'ธรรมกายะ' อยู่ใต้ลิ้นปี่เป็ศูนย์กลางเก็บสะสมของพลังวัตร ควบคุมระบบทางเดินหายใจสู่ภายใน
จักระ ๕ ชื่อว่า 'อะนาหตะ' อยู่ตรงแนวหัวใจตัดกับกระดูกสันหลัง ควบคุมระบบหมุนเวียนโลหิต
จักระ ๖ ชื่อว่า 'วิศทะ' อยู่ตรงบริเวณเส้นแนวไหล่ตัดกับกระดูกสันหลัง ควบคุมระบบทางเดินหายใจสู่ภายนอก
จักระ ๗ ชื่อว่า 'อะชะ' อยู่ตรงกลางหน้าผาก เปรียบเสมือนั์ตาของปัญญา ควบคุมสติปัญญา ความนึกคิด ความเฉลียวฉลาด และระบบประสาท
จักระ ๘ ชื่อว่า 'สหสราระ' อยู่ตรงกลางกระหม่อมหรือจุดตัดของเส้นที่ลากจากปลายจมูก ผ่านกลางหน้าผาก ตัดกับเส้นที่ลากจากหูซ้ายไปหูขวา ควบคุมระบบประสาททั้งหมดของร่างกาย เป็ศูนย์ควบคุมทุกจักระ เป็จุดรับพลังจักรวาล และทำการกระจายไปทั่วร่างกาย
เริ่มเพาะสร้างสะสมพลังปราณในจักรที่หนึ่งและโคจรไปตามลำดับขึ้นและย้อนกลับมาเรียกว่าหนึ่งจบ ครบแปดจบเรียกว่าหนึ่งรอบ โคจรครบเบื้องต้นแปดรอบเรียกว่าหนึ่งวัฎ
อุทัยค่อยๆ โคจรพลังปราณตามคำสอนโดยใช้พลังปราณอรุณโรจน์เป็แกน
ผ่านไปแปดวัฏตามร่างกายปรากฏลายอักขระยันต์โบราณสีทองขึ้นเลือนรางและค่อยๆ เรืองสว่างขึ้นเรื่อยๆ
ผ่านไปสามสิบหกวัฏอักขระยันต์เริ่มเป็สีทองเรืองอย่างชัดเจน อุทัยเริ่มรู้สึกร้อนลวกตามเส้นชีพจรปราณและจุดจักรปราณทั้งแปด เป็เพราะมันได้รับ 'แก่นพุทธอรุณ' บริสุทธิ์ในปริมาณมหาศาลก่อเกิดความร้อนดำเนินตามเส้นลมปราณจนมันเกือบทนไม่ได้ และอวัยวะภายในกำลังแทบถูกเผาไหม้
"แย่แล้ว !!! ภายในกายมันมีปราณอรุณโรจน์อยู่มากเกินไป" เมฆาสังเกตเห็นพร้อมอุทานขึ้นมา
ขณะเมฆาจะเข้าทำการช่วยเหลือ ภายในร่างกายอุทัยก่อเกิดพลังปราณกลุ่มหนึ่งเย็นชุ่มขึ้นมาเป็ปราณที่ก่อเกิดจากขุมพลัง 'มานัสสะปราณ' ซึ่งอยู่ภายในจุดชีพจรปราณ มันเปลี่ยนมาโคจรพลังปราณผ่านเส้นลมปราณเทวาาของมันทันที
พลังชุ่มชื่นเย็นสบายค่อยๆ สลายพลังอันร้อนลวกไป อุทัยรู้สึกตัวเบาร่างกายเย็นสบายยิ่งนัก ร่างกายและอวัยวะที่ถูกแผดเผากลับมาสมบูรณ์ดังเดิม มันโคจรปราณผ่านไปแปดวัฏ ตามร่างกายก่อเกิดเป็อักขระยันต์ขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็สีชมพูใสเรืองอ่อนๆ ดังอัญมณี
"มหัศจรรย์ .. มหัศจรรย์ยิ่งนัก .." เมฆาร่ำร้องออกมา
"ให้มันได้เยี่ยงนี้ บุตรแห่งเรา .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า .." บุพอสูรหัวเราะชอบใจ
อุทัยโคจร 'มานัสสะปราณ' ผ่านไปสามสิบหกวัฏ อักขระยันต์ตามร่างกายเปล่งสีพลอยชมพูสุกใสส่องแสงเรืองรองทั่วทั้งเรือนน้อยช่างดูงดงามยิ่ง
เวลาล่วงเลยไปยามบ่ายอุทัยจึงลืมตาชันตัวลุกขึ้นมา ภายในเรือนน้อยเงียบสงัดมิมีผู้ใดแล้ว พิจารณาดูพลังปราณภายในกลับอัดแน่นสมบูรณ์ ััรับรู้ภายนอกกลับละเอียดยิบไปทุกอณูของรูขุมขน ดวงตาสดใสแจ่มกระจ่างมองเห็นสิ่งที่มิเคยได้สังเกตมาก่อน
อุทัยเหม่อมองหยากไย่ใยแมงมุมอยู่เนิ่นนาน สามารถมองเห็นรายละเอียดตามเส้นใยอย่างชัดเจน ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้พิสดารยิ่งนัก มันได้ก้าวข้ามมาอีกฟากหนึ่งของประสาทััทางกายแล้ว
"เ้าพร้อมเรียนรู้กระบวนยุทธ์แล้วหรือไม่" เสียงหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาจากภายนอกเรือน นั่นคือเสียงของเมฆานั่นเอง
อุทัยเร่งชันตัวลุกเดินไปตามเสียง เดินลงไปถึงลานหน้าเรือนน้อย พบเห็นเมฆาอยู่เพียงผู้เดียว กล่าวตอบว่า
"พร้อมขอรับ ท่านอาจารย์"
"ดีมาก .. มาเริ่มกัน" เมฆากล่าวพร้อมััตรวจสอบพลังปราณของอุทัย มันพบว่าการฝึกบำเพ็ญจิตกว่าสิบชั่วโมงของอุทัย แม้เป็่เริ่มต้นปรับพื้นฐาน แต่กลับมีผลลัพธ์ที่เกินคาดการณ์ไว้ เด็กหนุ่มผู้นี้เป็ผู้มีพร์ในเชิงยุทธ์โดยแท้
เมฆานำผ้าดิบผืนยาวหน้ากว้างราวคืบหนึ่งจำนวนสี่ผืนส่งให้อุทัย และสอนให้พันมือผ่านท่อนแขนขึ้นมาถึงใต้ศอก และพันเท้าผ่านหน้าแข้งขึ้นมาถึงใต้เข่า
เมฆากล่าวอธิบายถึงวิชาอรุณโรจน์ขั้นพื้นฐานซึ่งประกอบด้วยสามขั้น นั่นคือขั้นต้นเป็กระบวนยุทธ์มวยที่ใช้สรีระร่างกายและกำลังภายนอก ขั้นถัดมาคือกระบวนยุทธ์มวยผสานด้วยการโคจรส่งผ่านพลังปราศจากจุดเส้นลมปราณภายใน และสุดท้ายคือการรวมรั้งปราณศักดิ์สิทธิ์ออกมาใช้ภายนอกเป็ประหนึ่งอาวุธปราณชนิดหนึ่ง
อุทัยมีพื้นฐานมวยตักสิลามาบ้าง ซึ่งมีบางอย่างคล้ายกันจึงไม่ยากที่จะเรียนรู้ แต่เนื่องจากเป็การลักขโมยเรียนจึงขาดความเข้าใจในเนื้อแท้ เมฆาจึงได้สอนพื้นฐานใหม่ทั้งหมดั้แ่การตั้งท่าทาง การวางเท้า และศิลปะการออกอาวุธต่างๆ ได้แก่
ศิลปะการใช้มือและท่อนแขน ได้แก่ สันมือ หมัดตรง หมัดตัด หมัดเสย หมัดตวัด
ศิลปะการใช้เท้าและหน้าแข้ง ได้แก่ เตะตรง เตะตัด เตะเฉียง เตะตวัด เตะกลับหลัง ถีบตรง ถีบข้าง ถีบกลับหลัง ถีบจิก ะโถีบ
ศิลปะการใช้เข่า ได้แก่ เข่าตรง เข่าเฉียง เข่าตัด เข่าโค้ง เข่าโยน เข่าลอย
ศิลปะการใช้ศอก ได้แก่ ศอกตี ศอกตัด ศอกงัด ศอกพุ่ง ศอกกระทุ้ง ศอกกลับ
การฝึกออกอาวุธให้ได้ถูกต้องและรุนแรงนั้นถือเป็พื้นฐานที่ต้องฝึกฝนให้ชำนาญ ั้แ่การจัดท่าทางรวมถึงประสานกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายให้ส่งแรงได้รุนแรงเพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณ
เมฆากล่าวสอนพร้อมสาธิตการออกหมัดต่อยที่ถูกต้อง
"เอ็งต้องตั้งแขนป้องกันทุกครั้ง โดยใช้แขนข้างที่ไม่ถนัดหรือด้านซ้ายอยู่ข้างหน้าเล็กน้อย โดยหมัดซ้ายเอาไว้ต่อยรบกวน ส่วนหมัดที่ถนัดหรือมัดขวาเอาไว้เป็หมัดใช้ต่อยจู่โจม การวางเท้าต้องให้ถูกต้องเช่นเดียวกับการตั้งแขนป้องกัน ต้องเอาขาซ้ายไว้ข้างหน้า ขาขวาไว้ด้านหลัง โดยเขย่งเป็จังหวะหรือเต้นเล็กน้อยเพื่อความคล่องตัว"
อุทัยจัดท่าทางตามพร้อมเต้นบนปลายเท้า เมฆากล่าวต่อ
"ย่างเท้าไปข้างหน้าเมื่อจะออกหมัด ให้ย่างเท้าซ้ายไปข้างหน้าและย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อจะได้ถ่ายแรงจากข้างหลังได้ดีขึ้น บิดตัวด้านขวาไปข้างหลังแลง้างหมัด ใช้เอวหมุนเพื่อส่งแรงหมัดได้รุนแรงขึ้น แลต้องหายใจเข้าก่อนออกหมัดเพื่อที่จะได้รวมพลังก่อนที่จะส่งแรง ยกเท้าขวาขึ้นในจังหวะที่กำลังออกหมัดขวา เท้าควรจะเขย่งขึ้นเพื่อส่งแรงหมัดไป"
เมฆาย่อกายใช้ร่างกายหมุนส่งหมัดตรงออกไปพร้อมกล่าวว่า
"ออกหมัดโดยต่อยเป็แนวเส้นตรงทิ่มออกไป เพื่อความรุนแรงของหมัดแลส่งแรงให้สุด รวมถึงเอากระดูกตรงต้นข้อนิ้วชี้ชนคู่ต่อสู้เพราะส่วนนิ้วชี้เป็ส่วนที่แข็งที่สุด แลควรเล็งที่ส่วนอ่อนของคู่ต่อสู้ ไม่ใช่ส่วนที่แข็ง เพราะแม้ว่าจะต่อยแรงแต่ถ้าโดนจุดแข็งของคู่ต่อสู้นอกจากไม่สามารถทำร้ายคู่ต่อสู้ได้แล้ว เ้าอาจได้รับาเ็ได้"
การชกแต่ละแบบเมฆาสอนย้ำอยู่หลายรอบ การออกอาวุธแต่ละครั้งต้องประสานส่งแรงทั้งกล้ามเนื้อและลำดับการเคลื่อนร่างกายจึงจะเกิดอานุภาพรุนแรง
จวบจนมืดค่ำจึงต้องจุดตะเกียงคบเพลิงสอนกันต่อ เสียงสอนสั่งของเมฆาดังมาเป็ระยะๆ ประสานกับเสียงหมัดเท้าฟาดฝ่าอากาศของทั้งคู่
"เช่นเดียวกับการต่อย การฟันศอกให้ได้รุนแรงนั้นไม่ได้ขึ้นกับความแข็งแรงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับประสานั้แ่การบิดเอว การใช้ปลายเท้าส่งแรง ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงที่ดี แลจนไปถึงการเลือกตำแหน่งข้อศอกในการจู่โจมคู่ต่อสู้"
"การเข่าต้องใช้ลำตัว เอว แลขาในการส่งพลังให้กับการจู่โจม จะช่วยให้ตีเขาได้รุนแรง ยกเข่าขวาแลให้ใช้ขาซ้ายในการส่งแรง ต้องใช้ขาตั้งหลักให้มั่นคงด้วย ใช้เอว แขน แลลำตัวในการส่งแรงเหวี่ยงตีเข่าให้แรงขึ้น จับดึงคอคู่ต่อสู้เพื่อความรุนแรงมากขึ้น"
"พยายามเลือกตรงหัวเขาที่แหลมแลแคบในการััเป้าหมาย เพราะมันจะทำให้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นในพื้นที่ััที่แคบ แลให้ต้นขาเป็เหมือนฐานในการส่งแรงไปที่เป้าหมาย หากไม่มีต้นขาเป็ฐานแล้วพลังโจมตีจะเบาบางอย่างมาก"
"การเตะต้องรู้ว่าควรใช้หน้าแข้งในการจู่โจมแลบิดเอวรวมถึงประสานกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายให้ส่งแรงได้เพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณ"
"การเตะที่ดีจะต้องมีความดุดันแลกระชับ โดยอาจเตะหลายครั้งหรือผสมกับการชก ตีเข่า ฟันศอก หรือแม่ไม้อื่นๆ อย่าไปเน้นท่าที่สวยงาม ที่เป็การลากลูกเตะยาวๆ เพราะอาจโดนสวนกลับได้ง่าย แลควรตั้งแขนป้องกันอยู่ตลอด"
เมฆาสอนพื้นฐานการออกอาวุธและกล่าวบอกเคล็ดลับจนหมดสิ้น ราวสองทุ่มบุพอสูรจึงปรากฏกาย เมฆาผละมานั่งร่ำสุรากันตรงชานเรือน ทั้งคู่นั่งดูอุทัยซ้อมออกอาวุธมวยโดยใช้ป่ากล้วยซึ่งมีต้นกล้วยหยาบใหญ่เป็เป้าซ้อม
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอิ๊กกกกก"
เสียงหัวเราะของบุพอสูรและเมฆาดังลั่น ไม่รู้สุราผ่านไปกี่จอกกี่ไหทั้งคู่ไม่มีทีท่าจะหยุดดื่ม ต่างพูดคุยสนทนาอย่างออกรส
.. ผั๊ววววะ .. ผั๊ววววะ
.. ป๊าบบบบ .. ป๊าบบบบ
.. ผั๊ววววะ .. ผั๊ววววะ .. ป๊าบบบบ .. ป๊าบบบบ
เสียงต่อยเตะต้นกล้วยดังตลอดทั้งคืน ต้นกล้วยหยาบใหญ่นับสิบถูกโค้นล้ม หากปล่อยให้อุทัยฝึกซ้อมเยี่ยงนี้ ต่อไปคงไม่มีผลกล้วยให้รับประทานแล้ว