เช้าวันรุ่งขึ้น ถังหลีไปขอยืมใช้ห้องครัวเล็กของโรงเตี๊ยมที่มีไว้ให้แขกเช่าทำอาหาร เพราะบางครั้งแขกที่มาพักที่โรงเตี๊ยมเป็นแขกฐานะดี พวกเขาจึงมักจะให้สาวใช้ที่ติดตามมาด้วยเป็นคนทำอาหาร โดยจะไม่ทานอาหารที่โรงเตี๊ยมจัดไว้
ถังหลีรู้อย่างนั้นก็ขอเช่าห้องครัวเพื่อทำขนมเตรียมไปให้คนตระกูลเซวียนได้ลองชิม โดยมีลิ่วจื่อเป็นผู้ช่วย เพราะลิ่วจื่อไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปดูแลกู้เยี่ยนเฉิงในสนามสอบ เขาจึงต้องรอเจ้านายอยู่ที่โรงเตี๊ยมพร้อมกับถังหลีและเฟิ่งเฮ่า
“คุณหนู ขนมที่ท่านทำเรียกว่าอะไรหรือขอรับ ข้าไม่เคยเห็นขนมหน้าตาเช่นนี้มาก่อน” ลิ่วจื่อมองดูขนมหลายชนิดที่วางเรียงอยู่ในปิ่นโตไม้ไผ่แต่ละชั้น ลักษณะของมันดูน่าทาน ทั้งกลิ่นก็ดูหอมหวาน ขนาดเขาเป็นคนไม่ชอบทานขนมหวาน เขายังอยากลองชิม
ถังหลีทำขนมอบแบบตะวันตกไม่เป็น แต่ขนมไทยและขนมต่างชาติที่วิธีทำไม่ซับซ้อนนางก็พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง อีกทั้งในมิติร้านขายของชำของนางก็มีวัสดุดิบสำหรับทำขนมเหล่านี้พอดี ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ นมข้นหวาน นมจืด กะทิกล่อง เม็ดสาคู รวมถึงแป้งชนิดต่างๆ เท่านี้ก็เพียงพอที่นางจะทำขนมแสนอร่อยและสวยงามออกมาให้คนได้ลองชิมกันแล้ว
“เมื่อวานข้าได้ยินว่าสวนใบชาของตระกูลเซวียน นอกจากจะปลูกใบชาขาวแล้ว พวกเขายังปลูกชาเขียวที่ชาวรื่อเปิ่น[1] เคยนำเข้ามาเมื่อหลายปีก่อน คุณชายเซวียนเพิ่งบดผงชาเขียวสำเร็จเมื่อวานนี้เอง ข้าก็เลยขอผงชาเขียวของเขามาลองทำขนมดูเจ้าค่ะ” ถังหลีชี้ไปที่ขนมในปิ่นโต “ขนมก้อนกลมๆ สีขาวเรียกว่าไดฟุกุไส้ถั่วแดงกวน และก้อนสีเขียวอ่อนเรียกว่าไดฟุกุไส้ชาเขียว ขนมสองอย่างนี้ข้าปั้นเป็นแบบดั้งเดิม”
“ส่วนขนมลายดอกไม้สีขาวกับสีเขียวที่วางอยู่คู่กันคือที่ท่านให้ข้าเอาขนมกดใส่พิมพ์ใช่หรือไม่” ลิ่วจื่อนึกไปถึงที่ถังหลีให้เขาเอาขนมก้อนกลมๆ ทั้งสองสีใส่ลงไปในพิมพ์ “แบบดั้งเดิมก็ดูเรียบง่ายน่ากิน แต่พอทำออกมาเป็นลายดอกไม้ยิ่งดูสวยงามและน่ากินเข้าไปใหญ่ ว่าแต่คุณหนู ท่านไปรู้จักขนมเหล่านี้มาจากไหนขอรับ”
“อย่างที่บอก เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีชาวรื่อเปิ่นเข้ามาเผยแพร่วัฒนธรรมในแคว้นของเราอยู่หลายปี ตอนที่ข้าเพิ่งหัดอ่านตำราใหม่ๆ ข้าบังเอิญไปเจอตำราทำขนมของชาวรื่อเปิ่นที่ร้านขายตำราเก่าอยู่เล่มหนึ่ง ข้าก็เลยซื้อมาแล้วก็อ่านมันจนขึ้นใจ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ลองทำ ท่านว่าขนมที่ข้าทำออกมาดีหรือไม่เจ้าคะ” ถังหลีปั้นเรื่องโกหกอย่างหน้าใสซื่อ
“เฮ้อ...เรื่องบังเอิญของท่านกับคุณชายกู้ช่างชวนให้ผู้คนอิจฉาจริงๆ จะมีสักกี่คนที่ไปร้านขายตำราเก่าแล้วเจอเข้ากับตำราล้ำค่าแบบนี้” ลิ่วจื่อถอนหายใจก่อนจะหันไปสนใจขนมในปิ่นโตต่อ “แล้วขนมที่มีผงสีน้ำตาลกับผงสีเขียวโรยอยู่คืออะไรหรือขอรับ”
“เรียกว่าวาราบิโมจิเจ้าค่ะ ผงสีน้ำตาลที่โรยอยู่ทำมาจากถั่วเหลืองคั่วแล้วเอามาบด ส่วนผงสีเขียวก็คือผงชาเขียว ก่อนทานจะต้องราดน้ำเชื่อมสูตรพิเศษที่ข้าเคี่ยวลงไปด้วย ท่านลองชิมดู” ถังหลียกจานวาราบิโมจิที่แบ่งเอาไว้ให้ลิ่วจื่อชิม
ลิ่วจื่อใช้มือหยิบขนมเข้าปาก ยังไม่ทันที่จะเคี้ยวเสร็จ เขาก็พูดขึ้นอย่างตกใจ “อร่อยมาก! ข้าสัมผัสได้ถึงความนุ่มของแป้ง แต่พอเคี้ยวไปได้ไม่กี่ทีก็ละลายในปากไปหมดแล้ว คุณหนู...ท่านเพิ่งทำมันครั้งแรกจริงหรือขอรับ”
“คงเพราะข้าเป็นคนชอบทำอาหารอยู่แล้ว พอได้มาทำขนมก็ไม่ใช่เรื่องยากกระมัง” ถังหลีพูดยิ้ม พี่ลิ่วช่างหลอกง่ายนัก แต่ก็เอาเถอะ หากไม่โกหกอย่างนี้แล้วนางจะอธิบายทักษะที่มีให้คนอื่นรู้ได้อย่างไร ถังหลีร่างเดิมเกิดมาในครอบครัวชาวนายากจน ข้าวก็แทบจะไม่มีกิน แล้วอยู่ดีๆ นางจะทำขนมแสนอร่อยนี้เป็นได้อย่างไร ต้องยกประโยชน์ให้กับคำว่าพรสวรรค์ไปก็แล้วคน เพราะคนในยุคนี้มักจะชื่นชมคนมีพรสวรรค์กันอยู่แล้ว
“คุณหนู แล้วขนมที่เหลือคืออะไรหรือขอรับ” ลิ่วจื่อยังถามอย่างสนใจ
“ที่มีกระเทียมเจียวโรยคือสาคูไส้หมูกับข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมทั้งสองอย่างนี้ข้าใช้ไส้แบบเดียวกัน แต่รสสัมผัสจะต่างกันตรงแป้งที่ใช้ห่อไส้ เวลาทานให้ทานคู่กับผักชี ถ้าใครชอบเผ็ดก็ทานคู่กับพริกสดได้” ถังหลีตักสาคูไส้หมูกับข้าวเกรียบปากหม้อให้ลั่วจื่อชิม “ท่านลองชิมดูเจ้าค่ะ”
ลั่วจื่อชิมขนมจนหมดจาน “แป้งของสาคูไส้หมูจะเหนียวนุ่ม ส่วนแป้งของข้าวเกรียบปากหม้อจะนุ่มละมุนกว่า แต่ก็อร่อยทั้งคู่”
ถังหลียังแนะนำขนมไทยที่นางทำไว้อีกสามอย่าง คือขนมชั้นใส่พิมพ์เป็นรูปดอกไม้หลากสี วุ้นกะทิกุหลาบแก้ว และลูกชุบที่ปั้นออกมาเป็นรูปผักและผลไม้หลายชนิด
“คุณหนู ขนมของท่านช่างงดงาม แล้วใครจะกล้ากินขอรับ”
“ท่านก็ชิมไปหลายคำแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ” ถังหลีหัวเราะ “ท่านยังมีพื้นที่ในท้องเหลือพอที่จะชิมขนมอย่างสุดท้ายหรือไม่เจ้าคะ”
ลิ่วจื่อลูบพุงปล่องๆ ตัวเองแต่ก็ตอบรับ “ไหวขอรับ”
“หากลิ่วจื่อชิมไม่ไหว พี่ใหญ่จะช่วยชิมเอง” เฟิ่งเฮ่าเดินเข้าห้องครัวมาก็ได้กลิ่นหอมของขนม “ขนมที่เจ้าทำกลิ่นมันหอมหวานน่ากินมาก ข้าไม่ชอบขนมหวาน ข้ายังอยากลองชิม”
“ก่อนหน้านี้ข้าก็บอกกับคุณหนูอย่างนี้เหมือนกันขอรับ” ลิ่วจื่อเดินไปหยิบจานขนมที่ถังหลีเตรียมไว้ให้พี่ชายโดยเฉพาะ “ขนมในจาน คุณหนูเตรียมไว้ให้คุณชายใหญ่ขอรับ”
เฟิ่งเฮ่ารับจานขนมมาก็ชิม ทีแรกเขาว่าจะชิมขนมไปอย่างละคำ แต่สุดท้ายเขาก็ชิมขนมไปจนหมดจาน “แล้วกล้วยสีเหลืองกับสีแดงเรียกว่าอะไร”
“เป็นกล้วยเชื่อมเจ้าค่ะ สีเหลืองจะเป็นกล้วยไข่ ส่วนสีแดงจะเป็นกล้วยน้ำว้า” ถังหลีตักกล้วยเชื่อมแล้วราดน้ำกะทิก่อนจะส่งให้เฟิ่งเฮ่ากับลิ่วจื่อคนละจาน “เวลาทานต้องทานคู่กับน้ำกะทิเจ้าค่ะ”
เฟิ่งเฮ่ากับลิ่วจื่อกินกล้วยเชื่อมจนหมด และทั้งคู่ยังขอเติมอีกคนละหลายชิ้น วันนี้ทั้งวัน ทั้งสองคนคงกินอะไรไม่ลงแล้ว
ถังหลีกับเฟิ่งเฮ่ามาถึงโรงน้ำชาเซวียนโหรวก็เห็นคนตระกูลเซวียนยืนรอต้อนรับพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว เถ้าแก่เซวียนพาทุกคนเดินเข้าไปที่ลานด้านหลัง เพราะวันนี้โรงน้ำชาทั้งชั้นบนและชั้นล่างได้เริ่มปรับปรุงแล้ว
เมื่อถังหลีเปิดปิ่นโตแล้ววางขนมทุกอย่างไว้บนโต๊ะ คนตระกูลเซวียนต่างก็ตกตะลึงกับขนมสวยงามที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเฉพาะขนมชั้นกับวุ้นกะทิรูปดอกไม้ที่ทำออกมาได้สวยงามและกลีบดอกไม้แต่ละดอกก็ดูเหมือนจริง ยังมีขนมที่ปั้นเป็นรูปผักและผลไม้ขนาดเล็กนั้นอีก คนทำจะต้องมีฝีมือประณีตมากขนาดไหนกัน มู่หนิงเอ๋อเห็นก็เปลี่ยนความตื่นเต้นเป็นความเครียดทันที
“หลีเอ๋อ ข้าว่าข้าคงทำไม่ได้หรอก ขนมของเจ้ามันสวยงามเกินไป” มู่หนิงเอ๋อรีบบอก
“ท่านไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ ข้ามีตัวช่วยให้ท่านอยู่แล้ว ตอนนี้มาลองชิมขนมกันก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ” ถังหลีหันไปบอกทุกคน
มู่หนิงเอ๋อเป็นคนตักขนมใส่จานแจกจ่ายให้ทุกคน โดยมีถังหลีบอกชื่อและอธิบายรายละเอียดของขนมแต่ละชนิดให้ทุกคนได้ฟัง
“ผงสีเขียวนี้คือผงชาเขียวของเราจริงหรือขอรับ”
“เป็นผงชาเขียวที่ข้าขอไปจากท่านเมื่อวานเจ้าค่ะ” ถังหลีตอบเซวียนเจา
“ทีแรกข้าตั้งใจจะให้อาเจารื้อไร่ชาเขียวออกแล้วให้กลับมาปลูกชาขาวเหมือนเดิม แต่ไม่คิดว่าชาเขียวจะเอามาทำขนมได้อร่อยขนาดนี้” เถ้าแก่เซวียนอย่างตื่นเต้น “ที่เมืองหลู่โจวของเรามีแค่ไร่ชาของข้าที่ปลูกชาเขียว ขนมพวกนี้จะมีแต่ร้านของข้าที่ทำออกมาขายได้ใช่หรือไม่”
“ไม่ใช่แค่ขนม แต่ข้ายังจะบอกสูตรทำเครื่องดื่มให้พวกท่านด้วยเจ้าค่ะ ทั้งชาเขียวใส่นม โกโก้ นมชมพู ยังมีอีกหลายอย่างเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าเครื่องดื่มพวกนี้เป็นเครื่องดื่มเย็น ไม่รู้ว่าพวกท่านมีน้ำแข็งหรือไม่เจ้าคะ”
เซวียนเจาหันไปมองเฟิ่งเฮ่า “เรื่องนี้คงต้องรบกวนคุณชายใหญ่แล้วขอรับ”
“หมายความว่าอะไรหรือเจ้าคะ” ถังหลีหันไปถามพี่ชาย
“ตระกูลเฟิ่งของเรามีโรงงานผลิตน้ำแข็ง แต่เราเปิดขายเฉพาะที่เมืองหลวง” เฟิ่งเฮ่ายิ้มให้น้องสาว “ในเมื่อเครื่องดื่มของเจ้าต้องใช้น้ำแข็ง ข้าจะพิจาณาเรื่องเปิดโรงน้ำแข็งที่นี่ก็แล้วกัน”
“แต่ถึงจะจัดการเรื่องน้ำแข็งได้ แล้ววัสดุดิบในการทำขนมเล่า ขนมของเจ้าแม้จะทำมาจากแป้ง แต่ข้ารู้สึกว่าแป้งของเจ้ามีรสสัมผัสไม่เหมือนกับแป้งที่เราซื้อมาใช้ทั่วไป” เถ้าแก่เนี้ยเซวียนพูดขึ้น
“นั่นสิหลีเอ๋อ อย่างวาราบิโมจิที่แป้งเหนียวนุ่มและยังละลายในปาก ยังมีสาคูไส้หมูที่มีแป้งเม็ดกลมๆ ใสๆ นั่นอีก แป้งพวกนี้เราจะไปซื้อได้จากที่ไหนกัน” มู่หนิงเอ๋อพูดเสริมแม่สามี
“น้ำนมสีขาวที่เจ้าเรียกว่ากะทินั่นอีก ข้าก็ไม่รู้ว่าจะไปซื้อมาจากไหนเหมือนกัน” เถ้าแก่เซวียนพูดเสริมอีกคน
“พวกท่านไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ วัสดุดิบทุกอย่างที่ข้าจะสอนให้พวกท่านทำขนมและเครื่องดื่ม ท่านสามารถสั่งซื้อมันจากข้าได้ รับรองว่าข้าคิดราคาไม่แพงแน่นอนเจ้าค่ะ” ถังหลีตอบ
“สมกับที่ตระกูลเฟิ่งเป็นตระกูลพ่อค้าอันดับหนึ่ง ไม่ว่าของแปลกหรือของหายาก พวกท่านล้วนมีขายทั้งหมด” เซวียนเจาถอนหายใจ “จะเป็นพ่อค้าใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ”
“สินค้าพวกนี้เป็นสินค้าในกิจการของหลีเอ๋อ ตระกูลเฟิ่งเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการของนาง” เฟิ่งเฮ่าบอก การที่น้องสาวหยิบของแปลกๆ ออกมาใช้ แรกๆ เขาก็รู้สึกแปลกใจ แต่ตอนนี้มันกลับทำให้เขานึกไปถึงใครคนหนึ่ง เอาไว้วันหลังเขาต้องไปพบคนคนนั้นสักหน่อยแล้ว
“ตระกูลเฟิ่งเปิดกว้าง ถึงกับยกกิจการให้บุตรสาวดูแลด้วยตัวเอง หากเป็นตระกูลอื่นคงเก็บบุตรสาวไว้แต่ในเรือนอย่างเดียวแล้ว ข้านับถือความคิดของนายท่านเฟิ่งจริงๆ” เถ้าแก่เซวียนหันไปพูดกับลูกชาย “อาเจา เจ้าจำสิ่งดีๆ นี้ไปไว้สอนลูกชายกับลูกสาวของเจ้าก็แล้วกัน พ่อคงสอนเจ้าไม่ได้หรอก”
หลังจากนั้นเฟิ่งเฮ่าก็นั่งดื่มชากับเถ้าแก่เซวียนและเซวียนเจาต่อ ส่วนถังหลีก็ไปสอนเถ้าแก่เนี้ยเซวียนและมู่หนิงเอ๋อทำขนมและเครื่องดื่ม แต่เพราะทั้งสองคนเพิ่งหัดทำเป็นครั้งแรก รูปร่างและรสชาติของขนมและเครื่องดื่มจึงออกมาไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ เถ้าแก่เนี้ยเซวียนจึงอยากให้ถังหลีมาสอนนางทุกวัน แต่ถังหลียังอยากไปเดินสำรวจเมืองต่อ เพราะอีกสามวันกู้เยี่ยนเฉิงก็จะออกมาจากสนามสอบแล้ว ถึงตอนนั้นนางก็จะต้องเดินทางกลับเมืองหลวง
ถังหลีจึงบอกเถ้าแก่เนี้ยเซวียนว่านางกับพี่ชายจะแวะเข้ามาชิมขนมในช่วงเย็น ระหว่างนี้ก็ให้เถ้าแก่เนี้ยเซวียนและมู่หนิงเอ๋อหัดทำขนมและเครื่องดื่มกันไป และนางยังกำชับอีกว่าอย่าได้ประหยัดวัตถุดิบจนเกินไป หากส่วนผสมไม่เป็นไปตามสูตรที่เขียนไว้ให้ พวกเขาก็จะไม่มีวันทำขนมได้อร่อยเหมือนที่นางทำ แม่สามีกับลูกสะใภ้รับปากเป็นอย่างดี พวกนางไม่คิดที่จะประหยัดวัตถุดิบอยู่แล้ว เพราะพวกนางก็อยากให้ลูกค้าได้กินขนมอร่อยๆ เหมือนที่พวกนางได้กินเหมือนกัน
“พวกเจ้าทั้งสองคนหยุดก่อน”
ถังหลีกับเฟิ่งเฮ่าที่กำลังจะเดินเข้าโรงเตี๊ยมก็หันกลับไปมอง
“หลงจู๊หวั่นหรือ? เจ้าเรียกข้าทำไม” เฟิ่งเฮ่าขมวดคิ้วถามอย่างไม่พอใจ
หลงจู๊หวั่นชักสีหน้ากลับ ทั้งยังพูดกับสองพี่น้องเสียงแข็ง “คุณชายของข้าต้องการพบพวกเจ้า พรุ่งนี้ยามซื่อ[2] ให้พวกเจ้าไปที่โรงน้ำชาหวั่นถง”
____________________
[1] ชาวรื่อเปิ่น หมายถึง ชาวญี่ปุ่น
[2] ยามซื่อ คือ 9.00 – 10.59 น.