บนพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ แสงอาทิตย์เจิดจ้า ที่ปลายเส้นโค้งจุดหนึ่งของพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่คือเงาของคนผู้หนึ่งที่เดินไปเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้าเขาเดินไปทีละก้าวแต่ทุกย่างก้าวล้วนแต่มีเศษฝุ่นฟุ้งกระจายจากน้ำหนักของชุดเกราะที่สวมไว้บนร่าง
ด้านหลังของเขานั้นเศษฝุ่นที่ฟุ้งกระจายทำให้เกิดเป็นภาพอันน่าชม
เขาเดินมาถึงจุดสิ้นสุดพื้นที่ราบหากเดินหน้าไปอีกจะเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่คล้ายดั่งเหล็กกล้า ซึ่งเมื่อมองเห็นภาพเบื้องหน้าเมิ่งฝานก็ถอนหายใจออกมา
กว่าเขาจะเดินทางข้ามผ่านอีกครึ่งของพื้นที่ราบที่เหลือก็ใช้เวลาถึงครึ่งเดือนเวลานี้ได้มาถึงปราการพรมแดนของอาณาจักรต้าก้านแล้ว
สถานที่แห่งนี้โกลาหลวุ่นวายเป็นอย่างยิ่งทหารรับจ้างเดินลาดตระเวนไปมาแต่ก็ไม่มีผู้ใดตาบอดเข้ามาหาเรื่องเมิ่งฝาน ฉะนั้นแล้วเมิ่งฝานจึงไม่ได้สนใจสิ่งใดนอกจากชุดเกราะอันหนักอึ้งของตนเอง
หลังจากที่ทำให้ฐานพลังของตนเองมั่นคงและพลังปราณผสานตัวในที่สุดเมิ่งฝานก็สามารถควบคุมน้ำหนักของชุดเกราะนี้ได้บ้างแล้วต่อให้สวมมันเอาไว้ก็ยังรู้สึกคล้ายไม่มีสิ่งใดอยู่บนร่างได้ชั่วระยะ
ภายใต้การฝึกฝนเช่นนี้ทำให้พลังปราณในร่างกายของเมิ่งฝานพัฒนาขึ้นด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงซึ่งก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน แม้เมิ่งฝานจะถูกชุดเกราะสยบพลังเอาไว้แต่ก็ยังทำให้เขาเลื่อนขึ้นมาอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับสองแล้ว!
เขาต้องยอมรับเลยว่าสิ่งที่ได้มาจากรั่วสุ่ยอีนั้นล้วนแต่มีประโยชน์มากมายยิ่งนัก
แม้จะรู้สึกเช่นนั้นแต่ชุดเกราะที่สวมอยู่ยามนี้ก็ทำให้เขาทุกข์ทรมานไม่น้อยแต่ถึงกระนั้นก็ยังทำให้เขาตั้งหลักอยู่บนขั้นเกลาวิญญาณได้อย่างมั่นคง
เมิ่งฝานหรี่ตาลงเล็กเมื่อมองไปยังเมืองใหญ่เบื้องหน้าก่อนจะพึมพำออกมา “ในที่สุด...ก็มาถึงเสียที!”
ไม่ผิดแน่เบื้องหน้าของเมิ่งฝานในเวลานี้ก็คือเมืองหลวงของอาณาจักรหัวอวิ๋นที่คล้ายดั่งสัตว์ตัวยักษ์หุ้มเกราะเมืองเฉินตู!
เมื่อสองร้อยปีก่อน อาณาจักรต้าก้านเคยได้เปรียบในการทำสงครามกระทั่งจักรพรรดินีแห่งอาณาจักรหัวอวิ๋นตั้งตนขึ้นท่ามกลางการนองเลือดก็ทำให้ผู้ทรงอิทธิพลทั้งหลายของอาณาจักรร่วมมือกันได้ในระยะเวลาสองปีหลังจากนั้นจึงเกิดการตอบโต้และเอาคืนอาณาจักรต้าก้านครั้งใหญ่!
แล้วในเวลาเพียงไม่ถึงสิบปีก็หาได้ยำเกรงต่อผู้ใดซ้ำยังไม่เคยพ่ายแพ้ทำให้จอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งของอาณาจักรต้าก้านไม่กล้าที่จะเหยียบเข้าไปในอาณาจักรหัวอวิ๋นแม้เพียงก้าวเดียว!
เบื้องหน้าของเมิ่งฝานในยามนี้คือแผ่นศิลาขนาดใหญ่ที่ดูคล้ายฝ่ามือขนาดใหญ่มันสลักอักษรขนาดใหญ่เอาไว้ทั้งยังเก่าแก่แต่ทรงพลัง มีอานุภาพอันยากที่จะอธิบายแผ่ซ่านออกมา
‘อาณาจักรอยู่ ณ ที่แห่งนี้มิยอมถอยแม้เพียงก้าว’
หลังจากที่จักรพรรดิแห่งอาณาจักรหัวอวิ๋นก้าวขึ้นไปในจุดสูงสุดก็ทำให้อาณาจักรต้าก้านทุกข์ทนจนยากที่จะอธิบายพ่ายแพ้ในเขตทางตอนเหนือ นอกจากจะสูญสิ้นดินแดนไปแล้วก็จำต้องยอมแบ่งเขตแดน ณที่แห่งนี้อีกด้วย
จากนั้นจักรพรรดิแห่งอาณาจักรหัวอวิ๋นจึงใช้ดินแดนแห่งนี้เป็นเมืองหลวงให้มันเป็นเสมือนประตูแห่งอาณาจักร วิธีการที่คล้ายดั่งยกตนข่มท่านนี้เรียกได้ว่าทำให้ผู้คนมากมายต้องสั่นสะท้านอาณาจักรหัวอวิ๋นจึงตั้งตระหง่านอยู่ในพรมแดนจตุทิศ
ในช่วงเวลาสองร้อยปีหลังจากนั้นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรหัวอวิ๋นได้ทำสงครามกับทั่วสารทิศเอาชนะจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากมายนับไม่ถ้วน สุดท้ายผู้คนทั้งหลายจึงได้ให้สมญานามนางว่าเป็นจักรพรรดินี!
การกระทำอันยกตนข่มท่านของจักรพรรดินีทำให้ทุกคนลืมเลือนพระนามเดิมของนางไป!
เมิ่งฝานมองไปยังสิ่งที่คล้ายดั่งสัตว์หุ้มเกราะที่นอนหมอบอยู่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่หาได้ดีเท่าใดเพราะภารกิจของเขาในครั้งนี้คือการช่วงชิงสิ่งของจากจักรรพรรดินีผู้นั้น
เด็กหนุ่มยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก จากนั้นจึงถอดชุดเกราะขนาดใหญ่ใส่ไว้ในแหวนคลังวัตถุ
หากเข้าไปในอาณาจักรด้วยสภาพเช่นนี้แล้วถูกกล่าวหาว่าขโมยของคงต้องกลายเป็นที่จับตามอง
เขาถอดชุดเกราะอันหนักอึ้งออกแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอกจากนั้นจึงเดินไปเบื้องหน้า
ในเมื่อมาแล้วก็ต้องลงมือทำให้สุดเพราะถึงอย่างไรรั่วสุ่ยอีย่อมต้องช่วยเหลือตนอยู่แล้ว!
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเจื่อนเพราะถึงอย่างไรแล้วสุดท้ายเขาก็ยังต้องพึ่งพาพลังของรั่วสุ่ยอีอยู่ดี เด็กหนุ่มก้าวเดินเข้าไปในอาณาจักรหัวอวิ๋นที่คล้ายดั่งสัตว์หุ้มเกราะนั้น
ในเมื่อมันเป็นเมืองแห่งทวยเทพของอาณาจักรจึงทำให้มีการป้องกันที่ค่อนข้างแน่นหนาผู้ที่ยืนอยู่ข้างเมืองนั้นล้วนแต่เป็นทหารสวมชุดเกราะพร้อมรบ ดวงตาเฉียบคมลมปราณน่าสะพรึง พวกเขามีจำนวนมากมายหลายพันคนจึงสามารถคุ้มกันเมืองเฉินตูแห่งนี้ได้อย่างแน่นหนา
และการที่มาอยู่ในจุดนี้ได้ก็บ่งบอกแล้วว่าพวกเขามีประสบการณ์ทำสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน
การป้องกันในระดับนี้ทำให้แม้เมิ่งฝานอยากจะลักลอบเข้าไปก็ยังทำได้ยากเพราะเขายังไม่ทันได้เข้าไปในเมืองก็อาจจะถูกทหารพวกนี้ล้อมสังหารไปเสียก่อน
นอกเสียจากจะเป็นจอมยุทธ์ในขั้นปราณทะลวงที่สามารถควบคุมพลังแห่งมิติทมิฬจึงจะสามารถเหาะเข้าไปได้! แต่เมิ่งฝานต้องโยนเหรียญทองคำสิบกว่าเหรียญให้กับทหารเหล่านั้นอย่างใจกว้างถึงสามารถเข้ามาในเมืองแห่งนี้ได้
เมื่อเขาทอดสายตามองไปก็พบว่าเมืองหลวงแห่งอาณาจักรหัวอวิ๋นนั้นกว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่งทั่วสารทิศเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งยังมีความเจริญรุ่งเรืองเหนือกว่าทุกที่ที่เมิ่งฝานเคยได้พบเจอเพียงสิ่งปลูกสร้างที่มากมายนั้นก็นับว่าพัฒนาไปอยู่ในขั้นที่เหนือความคาดหมายแล้ว
หากเทียบกันแล้วให้เมืองเฉินตูเป็นคชสารตัวใหญ่ยักษ์แล้วบอกว่าเมืองเหยียนเฉิงและพื้นที่ราบจงยางเป็นมดตัวน้อยก็ยังเกินไปเสียด้วยซ้ำ!
ท่ามกลางผู้คนที่มากมายนั้นเมิ่งฝานครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะมุ่งตรงไปยังร้านค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งภายในเมืองในครั้งนี้เขาต้องการที่จะเข้าไปในพระราชวังของอาณาจักรหัวอวิ๋น ซึ่งหากอยู่ในสถานที่เช่นนั้นเมิ่งฝานย่อมไม่อยากให้จอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งทั้งหลายจดจำตนเองได้
เพราะหากถูกจดจำได้ไม่ว่าเขาไปอยู่ในดินแดนใดหรือทะเลผืนไหนของโลกคงจะต้องพบเจอแต่ความวุ่นวายฉะนั้นแล้วเขาจึงต้องการซื้อเสื้อคลุมสีดำที่สามารถปิดบังร่างกายของตนเองได้ยิ่งเป็นเสื้อคลุมที่สร้างขึ้นมาโดยปรมาจารย์จิตศัสตราและสามารถกลืนเข้ากับความมืดในยามราตรีได้ด้วยก็ยิ่งดี
เขาเดินเข้าไปในร้านค้าดังกล่าวซึ่งสถานที่แห่งนี้มีลานประมูลที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเฉินตูตามที่มีการเล่าลือกันภายนอกนามว่าหอทองคำ! แต่มันก็หาได้มีความเกี่ยวข้องใดกับตนไม่เพราะเป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้ของเขาชัดเจนอยู่แล้ว
แล้วในเวลาต่อมาเมิ่งฝานก็ตรงไปยังพื้นที่สำหรับค้าขายใช้เหรียญทองคำจำนวนหนึ่งซื้อเสื้อคลุมสีดำตามที่ตนเองต้องการแล้วใส่มันเอาไว้ในแหวนคลังวัตถุเขารู้ดีว่านี่คือตัวช่วยในการช่วงชิงที่ดีที่สุดของตนเอง
หลังจากที่เตรียมตัวแล้วเมิ่งฝานก็พักผ่อนเขามองไปทั่วสารทิศแล้วถอนหายใจออกมาเสียงเบาในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรหัวอวิ๋นก็คงต้องบอกเลยว่าความเจริญรุ่งเรืองของที่นี่เป็นสิ่งที่หาได้ยากจากดินแดนอื่นโดยรอบมีผู้คนสัญจรไปมามากมายไม่ขาดสาย
ยิ่งรอบกายเขาก็ยิ่งมากไปด้วยของล้ำค่านับไม่ถ้วนซึ่งแน่นอนว่ามีกลิ่นอายพลังอันยิ่งใหญ่คอยสยบเอาไว้โดยในสถานที่แห่งนี้มีจอมยุทธ์ในขั้นปราณทะลวงเป็นอย่างต่ำคอยคุ้มกันไม่ว่าผู้ใดทำสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้นจะถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในทันที ในเวลานี้เองที่นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์เพราะมีเสียงเอะอะดังขึ้นจากทางด้านหลังทุกคนต่างมองไปตามต้นเสียงทั้งสิ้น
แล้วในเวลาต่อมาพลันมีเสียงชื่นชมดังขึ้นผู้คนทั้งหลายคล้ายเหม่อลอยไปอย่างพร้อมเพรียง เมื่อเมิ่งฝานหันไปมองจึงพบว่ามีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาท่ามกลางผู้คนที่คอยคุ้มกันอยู่โดยรอบสามารถเห็นได้รางๆ ว่าเป็นสตรีผู้หนึ่ง
นางสวมชุดสีขาวเงินรูปร่างสูงโปร่ง เส้นผมยาวประบ่าและดูคล้ายว่าจะมีความเป็นผู้ใหญ่ไม่น้อยเมื่อสิ่งที่อยู่บนใบหน้ามาอยู่รวมกันก็ทำให้หลายคนอยากจะมี ‘อนุภรรยา’ ขึ้นมาในทันใด
นางมีใบหน้าที่ทำให้ผู้คนอยากมีอนุภรรยาคิ้วที่ไม่จำเป็นต้องสนใจแต่กลับทำให้ผู้คนหลงใหลนั้นเป็นดั่งอาวุธสังหารสำหรับบุรุษหนุ่มทุกคน
โดยเฉพาะชุดกระโปรงที่แหวกขึ้นสูงจนมองเห็นท่อนขาเรียวสวยขาวเนียนและน่าสัมผัสนั้นเมื่อนางปรากฏตัวก็คล้ายดั่งว่าสถานที่แห่งนี้เกิดแผ่นดินไหวก็ไม่ปาน บุรุษทั้งหลายล้วนแต่มองนางด้วยท่าทีเหม่อลอย
สตรีที่ดูเป็นสตรีนี้มักมีท่าทีน่าหลงใหลและยั่วยวนหากไม่ใช่เพราะข้างกายนางมีบุรุษชุดดำผู้ทรงพลัง ลมปราณแผ่ซ่าน และมีศักยภาพที่ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวยืนล้อมเอาไว้ก็คงจะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยเข้าไปหานาง
แต่ถึงกระนั้นสายตาของบุรุษหลายคนก็ยังเฝ้ามองนางไม่เลิกทำให้มีทั้งเสียงกลืนน้ำลายและเสียงของตกดังขึ้นไม่ขาดสาย
เมิ่งฝานมองไปยังสตรีรูปงามตรงหน้าด้วยรูม่านตาที่หดเล็กลงเขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชื่นชมขึ้นในใจว่านางนับเป็นผู้ที่เลิศล้ำ! ท่าทีของสตรีที่เป็นผู้ใหญ่ผู้นี้เหนือกว่าเฉาหลันด้วยซ้ำไปทุกท่วงท่าในการขยับล้วนแต่งดงามและน่าหลงใหล
แล้วในวินาทีต่อมาสตรีผู้นั้นก็ได้มายืนอยู่ใจกลางของพื้นที่แล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม“ทุกท่าน ข้ามีนามว่าหลิงไต้โยว มาจากตระกูลหลิงแห่งอาณาจักรต้าก้านตระกูลหลิงมักจะนำสิ่งของออกมาประมูลอยู่เสมอ และข้าก็ได้เป็นตัวแทนของตระกูลนำสิ่งของมาประมูลในชั้นที่สามของหอทองคำแห่งนี้ไม่ทราบว่ามีผู้ใดสนใจหรือไม่?”
เมื่อสิ้นเสียงของนางอย่าว่าแต่การให้ความสนใจมีเสียงฮือฮาด้วยความชอบใจ และผู้คนทั้งหลายต่างมีแววตาลุกวาวในทันใด
ชื่อเสียงของตระกูลหลิงแห่งอาณาจักรต้าก้านนั้นโด่งดังไม่น้อยแม้จะหาได้มีความยิ่งใหญ่เช่นพรรคเหมันต์สวรรค์ แต่กิจการของตระกูลหลิงก็แผ่ขยายไปทั่วอาณาจักร
สิ่งที่อีกฝ่ายนำออกมาประมูลย่อมต้องเป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างยิ่งและที่สำคัญไปกว่านั้นดูเหมือนว่าผู้ทำการประมูลอย่างสตรีรูปงามเบื้องหน้าจะเป็นที่สนใจเป็นอย่างยิ่ง
หลิงไต้โยวกวาดตามองผู้คนทั้งหลายแล้วคลี่ยิ้มออกมาจากนั้นจึงเอ่ยเสียงใส “ถือว่าพวกเราสัญญากันแล้วนะเจ้าคะการประมูลจะเริ่มในอีกสามวันข้างหน้านี้หวังว่าพวกท่านทั้งหลายจะมาโดยพร้อมเพรียงกันอีกอย่างคือหากในที่นี่มีปรมาจารย์จิตศัสตราที่มีพลังจิตอยู่ในขั้นจิตก็สามารถไปหาข้าได้เลยแล้วข้าจะให้เหรียญทองคำหนึ่งแสนเหรียญเป็นอย่างน้อยเพื่อเป็นการตอบแทน”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลันมีเสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วบริเวณแต่ก็มีผู้คนมากมายที่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา โอกาสที่จะได้เข้าใกล้สตรีงามตรงหน้าหดหายไปจนหมดสิ้นแล้วเพราะถึงอย่างไรปรมาจารย์จิตศัสตราผู้มีพลังจิตในขั้นจิตนั้นมีอยู่เพียงน้อยนิดยิ่ง
หลิงไต้โยวมองผู้คนทั้งหลายแล้วทำความเคารพหลังจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “เอาล่ะ ข้าคงต้องขอตัวก่อนหากผู้ใดยินดีก็สามารถไปหาข้าได้ทุกเวลา”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นหลิงไต้โยวก็จากไปทางฝั่งของบุรุษหนุ่มทั้งหลายต่างมองตามแผ่นหลังของนางไปพลางกลืนน้ำลายลงคอถึงขั้นที่เมื่อเมิ่งฝานกวาดสายตามองไปโดยรอบก็พบว่ามีบุรุษผู้หนึ่งกำลังลูบไล้ช่วงล่างของตนเอง
ให้ตายสินี่มันไม่เกินไปหน่อยหรือไร!
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วส่ายหน้า เขามองแผ่นหลังของหลิงไต้โยวด้วยนัยน์ตาที่วาวโรจน์
สิ่งที่ดึงดูดเขานั้นหาใช่ความงามของนางไม่แต่เป็นเงินตอบแทนจำนวนหนึ่งแสนเหรียญทองคำนั้นต่างหาก ดูเหมือนว่าเงื่อนไขที่นางต้องการเข้ากับเขาได้พอดีดูท่าแล้วเขาน่าจะสามารถหาเงินได้ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติภารกิจ!
หนึ่งแสนเหรียญทองคำ สำหรับผู้ที่ยากจนเช่นเมิ่งฝานนั้นนับเป็นสิ่งล่อตาล่อใจอย่างยิ่ง!
เงินนั้นถือเป็นของดี เมิ่งฝานคลี่ยิ้มในเวลาต่อมาแล้วก้าวเดินตามหลิงไต้โยวออกไปจากลานประมูล