หลังจากความพ่ายแพ้ของกู้ฉางเกอฉู่ควงเหรินได้ขออนุญาตจากผู้ทรงธรรมเสวียนฉีเพื่อออกไปฝึกฝนภายนอกสำนักท้ายที่สุดแล้วในสภาพแวดล้อมอันยิ่งใหญ่ที่มีแม่น้ำไหลผ่านและูเาตระหง่านเช่นนี้คงน่าเสียดายหากต้องอยู่แต่ในสำนัก์ทมิฬตลอดเวลา นั่นคงเป็เื่ที่น่าเบื่อโดยแท้
นอกจากนี้เขากำลังบ่มเพาะความสามารถในระดับกำเนิดิญญาเพื่อเพิ่มกลเม็ดเด็ดพรายให้แก่ตนเองในเมื่อบัดนี้สามารถป้องกันตนเองได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่เขาจะออกไปผจญภัย
“บุปผาที่เติบโตในเรือนกระจกอันอบอุ่นย่อมมิอาจทนทานต่อพายุฝนอันโหดร้ายภายนอกได้ ควงเหรินมิใช่ว่าข้าจะห้ามเ้าออกไปฝึกฝนภายนอกแต่ข้า้าให้เ้ารออยู่ในสำนัก์ทมิฬอีกสองวันข้าจะจัดหาผู้พิทักษ์ส่วนตัวให้เ้า” ผู้ทรงธรรมเสวียนฉีกล่าว
สำหรับยอดคนแห่งยุคของสำนักแห่งเซียนที่ออกเดินทางโดยปกติแล้วจะมีผู้พิทักษ์คอยติดตามเพื่อดูแลความปลอดภัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับยอดคนแห่งยุคเช่นฉู่ควงเหรินยิ่งต้องมีการพิจารณาเป็พิเศษ
“ขอรับ” ฉู่ควงเหรินพยักหน้าเล็กน้อย
แม้แต่ตัวเขาเองก็สงสัยใคร่รู้ว่าผู้ใดจะได้รับมอบหมายให้เป็ผู้พิทักษ์ของเขา
...
สำนัก์ทมิฬ หลังหุบเขา
กระท่อมมุงจากสองสามหลังตั้งอยู่ภายในป่าไผ่เขียวขจี
มีคนเพียงไม่กี่คนในสำนัก์ทมิฬที่รู้จักกระท่อมเหล่านี้ทว่าภายในนั้นกลับเป็ที่พำนักของรากฐานอันแข็งแกร่งและเป็ดั่งกระดูกสันหลังของสำนักทั้งมวล!
เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้น
ประตูของกระท่อมหลังหนึ่งเปิดออก
ปรากฏร่างชายชราในอาภรณ์สีขาวเดินออกมา
“ท่านบรรพชนที่เจ็ดท่านแน่ใจแล้วหรือว่าจะทำเช่นนี้?”
เสียงของชายชราดังขึ้นจากกระท่อมอีกหลังหนึ่ง
ชายชราในอาภรณ์ขาวแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน“ในวัยเช่นข้า ก็เปรียบดั่งเทียนต้องลม วันเวลาของข้าเหลือน้อยเต็มทีข้าจึงตั้งใจจะเดินทางสู่โลกมนุษย์อีกครา ในขณะที่ข้ายังมีประโยชน์อยู่บ้าง”
“หากท่านอยู่พักฟื้นต่อไปท่านจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกอย่างน้อยหลายร้อยปี แต่หากท่านอยู่ในโลกมนุษย์ท่านอาจได้พบกับศัตรูที่แข็งแกร่งและต้องใช้พลังิญญาจนหมดสิ้น หากเป็เช่นนั้นข้าเกรงว่าท่านอาจอยู่ได้ไม่ถึงสองสามปีข้างหน้า” เสียงในกระท่อมมุงจากเตือน
“ใช่ ข้าทราบดีถึงเื่นั้นแต่ศิษย์ของเ้าหนุ่มผู้นั้นช่างเป็คนที่โดดเด่นอย่างแท้จริงข้าปรารถนาที่จะปกป้องเขาด้วยการย่างเท้าสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง”
บรรพชนที่เจ็ดตอบพร้อมรอยยิ้ม
ความเงียบเข้าปกคลุมกระท่อมมุงจากหลังอื่นๆ
ครู่ต่อมาเสียงหนึ่งดังมาจากกระท่อมหลังหนึ่ง “หากเป็เช่นนั้น ก็ตามใจเถิด ไปเถิดและทำให้การเดินทางครั้งสุดท้ายของท่านสมบูรณ์”
“ขอบคุณท่านบรรพชนที่สองที่อนุญาตตามคำขอนี้”
บรรพชนที่เจ็ดประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมหันหลังและเดินตรงไปยังทางออกจากป่าไผ่
สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านใบไผ่เสียดสีกันเป็เสียงหวีดหวิว ในวันนั้นผู้าุโระดับสูงสุดได้กลับคืนสู่โลกมนุษย์อีกครั้งเพื่อศิษย์ในอนาคตของเขา
...
สำนัก์ทมิฬ ณ ประตููเา
เหล่าศิษย์จำนวนมากได้มารวมตัวกันที่นั่นพวกเขากำลังมองไปยังร่างที่ประตูซึ่งสวมอาภรณ์สีขาวด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์
ร่างนั้นคือศิษย์พี่ใหญ่ฉู่ควงเหริน
วันนี้เป็วันที่เขาออกเดินทางเพื่อเข้ารับการฝึกฝนเพิ่มเติมในที่สุด
“โอ้ ศิษย์พี่ใหญ่กำลังจะจากไปแล้วข้าต้องคิดถึงเขามากแน่ ๆ!”
“ใครจะไม่คิดถึงกันเล่าแค่คิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าศิษย์พี่ใหญ่เป็เวลานานข้าก็หมดกำลังใจที่จะบำเพ็ญเพียรต่อแล้ว”
“ศิษย์พี่ใหญ่ โปรดดูแลตัวเองด้วย!”
“เส้นทางบนูเานั้นเต็มไปด้วยภยันตรายอันโหดร้ายโปรดระมัดระวังตัวด้วย ศิษย์พี่ใหญ่”
...
“คุณชายโปรดดูแลตัวเองให้ดีเป็พิเศษเมื่ออยู่ข้างนอกนะเ้าคะอย่าอดอาหารและรักษาร่างกายให้อบอุ่น” เสี่ยวปิงกล่าวกับนายของนาง น้ำตาไหลอาบแก้ม
ฉู่ควงเหรินลูบศีรษะนาง และยิ้มอย่างอันอ่อนโยนเขากล่าวว่า “ช่วยดูแลตำหนัก์ระฟ้าให้ข้าด้วยนะแล้วก็จำไว้ว่าต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดีนะเสี่ยวปิง ข้าจะกลับมาในไม่ช้า”
“เ้าค่ะ ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่”
เสี่ยวปิงพยักหน้าอย่างมั่นใจ
หากนายท่านของนางทำงานหนักถึงเพียงนี้ยิ่งเป็เหตุผลให้นางจะเกียจคร้านไม่ได้
ฉู่ควงเหรินหันไปทางผู้ทรงธรรมเสวียนฉี
ผู้ทรงธรรมเสวียนฉีรู้สึกเศร้าและอาลัยอาวรณ์แต่ถึงกระนั้นเขาก็รู้ดีว่าในที่สุดแล้วลูกนกก็ต้องออกจากรังและเรียนรู้ที่จะโบยบินและใช้ชีวิตด้วยตนเอง
“ควงเหรินโลกภายนอกนั้นแตกต่างจากสำนัก์ทมิฬของเรา แม้พร์ของเ้าจะไร้เทียมทานแต่เ้าต้องระวังใจที่มุ่งร้ายของมนุษย์ และจงรอบคอบอยู่เสมอ”
“จงคิดให้รอบคอบก่อนลงมือ”ผู้ทรงธรรมเสวียนฉีเตือน
“ท่านอาจารย์โปรดวางใจศิษย์เข้าใจแล้ว”
ฉู่ควงเหรินพยักหน้าอย่างนอบน้อม
“ควงเหรินสถานการณ์ในโลกตอนนี้ค่อนข้างวุ่นวายซึ่งได้เผยให้เห็นถึงธรรมชาติที่แท้จริงของความขัดแย้งและาบัดนี้มีสำนักแห่งเซียนต่าง ๆ และยอดคนแห่งยุคอีกมากมายผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดหลังฝนเมื่อเ้าอยู่ข้างนอก จงตื่นตัวอยู่เสมอ”
“แม้ว่าความปลอดภัยจะเป็สิ่งสำคัญที่สุดแต่จงระวังอย่าทำให้ภาพลักษณ์ของสำนัก์ทมิฬของเราอ่อนแอลงจงจำไว้ว่าเ้าคือศิษย์พี่ใหญ่ของสำนัก์ทมิฬและสำนัก์ทมิฬจะคอยหนุนหลังเ้าเสมอ”ผู้าุโหรูเยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเป็การเตือน
ฉู่ควงเหรินตั้งใจฟัง พยักหน้าและหัวเราะอย่างมั่นใจ “ท่านผู้าุโโปรดวางใจ ก่อนที่ข้าจะลงเขาไปปล่อยให้เหล่าหน่ออ่อนผุดขึ้นได้ตามใจปรารถนา ไม่ว่าจะเป็บุปผาหรือวัชพืชหรือแม้แต่ต้นไม้ที่น่าอัศจรรย์เพียงใด แต่เมื่อข้าได้พบเห็นพวกมันแล้วข้าจะเหยียบย่ำและพิชิตพวกมันทั้งหมดให้เหลือเพียงข้าผู้เดียวที่ยืนหยัดอย่างโดดเด่น!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ผู้ทรงธรรมเสวียนฉีและผู้าุโคนอื่น ๆ ต่างประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมามองไปยังฉู่ควงเหรินด้วยความชื่นชม
ฝูงชนเหล่าศิษย์ต่างก็ได้รับแรงบันดาลใจจากคำพูดของเขาบางคนถึงกับเคลิบเคลิ้มราวกับหญิงสาวในขณะที่ทุกคนโห่ร้องให้กำลังใจเขา
“ศิษย์พี่ใหญ่กล่าวได้ดี!”
“พวกเราไม่ควรรั้งศิษย์พี่ใหญ่ไว้การเดินทางออกไปของเขาในวันนี้ก็เพื่อแสวงหาเกียรติยศให้แก่สำนัก์ทมิฬของเราเพื่อให้ทั่วทั้งโลกได้รู้จักเรา!”
ศิษย์ทุกคนมองฉู่ควงเหรินด้วยความยินดีและชื่นชมยิ่งขึ้น
ฉู่ควงเหรินประสานมือคารวะฝูงชนหันหลังและจากไป หลานอวี้เดินตามหลังไปทันที ลงจากูเาไป
ผู้วรธาตุมรรคาสูงสุดทั้งสองได้ออกสู่โลกภายนอกอย่างเป็ทางการ
...
เป็เวลาสามวันแล้วนับั้แ่ฉู่ควงเหรินเอาชนะกู้ฉางเกอ
อย่างไรก็ตามก่อนที่ฉู่ควงเหรินจะลงสู่โลกมนุษย์ เื่ราวของเขาก็ได้แพร่สะพัดไปไกลแล้วท้ายที่สุดแล้วการที่สามารถเอาชนะองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์ัครามได้นั้นไม่ใช่เื่เล็กน้อยที่ใครจะทำได้
ไม่ต้องพูดถึงว่าเขายังวรธาตุมรรคาสูงสุดอีกด้วย
ชั่วระยะเวลาหนึ่งทุกภูมิภาคภายในแดนัครามต่างสั่นะเืด้วยข่าวดังกล่าว
“กู้ฉางเกอพ่ายแพ้!”
“ในที่สุดกู้ฉางเกอก็พ่ายแพ้เขาพ่ายแพ้ให้กับผู้มาใหม่ของสำนัก์ทมิฬ ฉู่ควงเหรินและเขายังพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ถูกโค่นลงด้วยกระบี่เดียว!”
“อะไรนะ? เ้าฉู่ควงเหรินผู้นี้แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“ยอดคนแห่งยุคระดับสูงสุดเช่นนี้ปรากฏตัวในสำนัก์ทมิฬั้แ่เมื่อใดกัน?”
“ความแข็งแกร่งของกู้ฉางเกอสามารถเอาชนะหกยอดสำนักแห่งเซียนได้และเขายังมีท่วงท่าแห่งผู้ไร้พ่ายก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังสำนัก์ทมิฬฉู่ควงเหรินจะเอาชนะเขาได้ด้วยกระบี่เดียวได้อย่างไร? หากนี่เป็ความจริงเช่นนั้นแล้วฉู่ควงเหรินผู้นี้ก็สามารถประกาศตนเป็จักรพรรดิน้อยได้เลย!”
“ไปสืบมา!สืบหาทุกอย่างเกี่ยวกับที่มาของฉู่ควงเหรินผู้นี้!”
“กู้ฉางเกอผู้สูงส่งที่เอาชนะหกยอดสำนักแห่งเซียน แม้จะน่าทึ่งเพียงใดสุดท้ายเขาก็ยังพ่ายแพ้ให้กับผู้อื่นเมื่อคิดดูแล้วดวงใจไร้พ่ายของเขาคงถูกทำลายไปแล้วสินะอุปสรรคอีกหนึ่งอย่างบนเส้นทางสู่ขอบเขตจักรพรรดิได้หมดไป”
ข่าวการพ่ายแพ้ของกู้ฉางเกอแพร่สะพัดไปทั่วทุกมุมของดาวนภา
ยังมีผู้คนที่ขุดคุ้ยข้อมูลเกี่ยวกับฉู่ควงเหรินอีกด้วย
เกี่ยวกับเื่นั้นวรธาตุมรรคาสูงสุดของเขา รากฐานแห่งมรรคาขั้นสูงสุดทั้งสามระดับและวิชาราชันย์เซียนที่สร้างขึ้นเองนั้นโดดเด่นเหนือคุณลักษณะอื่น ๆ ของเขาข้อเท็จจริงเ่าั้ทำให้ผู้ฝึกตนจำนวนมากจากสำนักต่าง ๆ หวาดกลัวจนตัวแข็งทื่อ
“์ นี่มันปีศาจชัด ๆ?”
“เป็ไปได้อย่างไร? ข้อเท็จจริงเหล่านี้เกินจริงไปหรือไม่?”
“ให้ตายเถอะ นี่เป็เพียงข่าวลือข้าไม่เชื่อว่าจะมีอสูรกายเช่นเขาอยู่บนโลกใบนี้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ต้องถูกแต่งขึ้นมาแน่”
“รูปลักษณ์์เช่นนั้นชายผู้นั้นอยู่ในระดับของจักรพรรดิน้อยแล้ว!”
มีทั้งผู้ที่เชื่อและผู้ที่สงสัย
อย่างไรก็ตามฉู่ควงเหรินได้กลายเป็หัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงในหมู่สำนักใหญ่ทุกแห่งกระทั่งมีผู้คนยกย่องให้เขาอยู่ในระดับจักรพรรดิน้อย!
นั่นหมายความว่าอย่างไร?
จักรพรรดิน้อยคือผู้ที่ถูกกำหนดให้ไปถึงระดับจักรพรรดิ!
ในบรรดาสมญานามที่เหล่าสุดยอดคนแห่งยุคฉายาจักรพรรดิน้อยนั้นคู่ควรที่จะมอบให้กับดวงดาวที่ส่องสว่างที่สุดในดาวนภาเท่านั้น
แม้แต่กู้ฉางเกอก็มิได้มีคุณสมบัติที่จะได้รับสมญานามนี้
ทว่าชื่อเสียงของฉู่ควงเหรินนั้นคงอยู่เพียงชั่วครู่เนื่องจากชัยชนะของเขามีน้อยเกินไปที่จะนำมาเปรียบเทียบได้สมญานามจักรพรรดิน้อยจึงเป็เพียงคำกล่าวลอย ๆ ที่ไร้น้ำหนักและจางหายไปในไม่ช้า
หลังจากนั้นเื่เล่าของฉู่ควงเหรินก็เริ่มแตกแขนงออกไป
ฉู่ควงเหรินได้ลงสู่โลกมนุษย์แล้ว!ไม่เพียงเท่านั้น เขายังได้ประกาศท้าทายยอดคนแห่งยุคทุกคนในโลกแสวงหาหนทางสู่จุดสูงสุดแห่งความเป็ใหญ่ทั่วแผ่นดิน!
ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไปมันก็สั่นะเืไปทั้งโลก
สำนักใหญ่ทุกแห่งและยอดคนแห่งยุคจำนวนมากของพวกเขามีปฏิกิริยาที่รุนแรงยิ่งขึ้นส่วนใหญ่โกรธเคืองกับคำประกาศนั้นและหมายจะต่อสู้กับเขานอกจากนี้ยังมีผู้ที่เย้ยหยันฉู่ควงเหริน ดูถูกว่าชายผู้นี้ประเมินตนเองสูงเกินไป