ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 81 เริ่มต้นสงคราม

            หลังจากนั้นไม่นานหลังจากพวกเฟิ่งหยูออกมาจากตระกูลฉี ความวุ่นวาย โกลาหลก็บังเกิดไปทั่วเมืองหลวงสาเหตุเนื่องจากนักโทษที่ถูกคุมขังในคุกตระกูลฉี นั้นถูกช่วยออกไปหมดเหล่าผู้คุมทั้งหลายต่างตายตกกันไม่เหลือแม้แต่คนเดียว

            “บัดซบ มันเป็นใคร กล้ามาเหยียบจมูกตระกูลฉีอย่างนี้ได้พวกเจ้ารีบนำคนของเราออกไปค้นหาเหล่านักโทษพวกนั้นกลับมาให้หมดพวกมันยังคงหนีไปไม่ไกล และยังไม่ได้ออกจากเมืองหลวงแห่งนี้เป็นแน่”

            ฉีเจินฟู่กล่าวอย่างฉุนเฉียวเขาได้รับหน้าที่รับผิดชอบตระกูลฉีหลังจากที่กองทัพใหญ่ออกเดินทางไปเมื่อเช้านี้พอถึงกลางคืนคุกของตระกูลฉีก็ถูกปล้นอีก ทำให้เขาหัวเสียเป็นอย่างมาก

            เมื่อจื่อซ่งจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นพวกเขาต่างมารวมตัวกันที่ลับภายในโรงเตี้ยม

            “ท่านเจ้าเมืองท่านเป็นยังไงบ้าง”จื่อซ่งรีบเอ่ยถามอาการของเจ้าเมืองคนเก่าซูฮุ่ยหลิงทันที

            “ข้าไม่เป็นไรหรอกโชคดีได้โอสถของเจ้าหนู ทำให้พวกเราฟื้นกำลังกันได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้”

            “นายน้อย พวกเราตระกูลซูต้องขอบคุณท่านเป็นอย่างมาก ขอบคุณจริงๆ หากคุณหนูรู้ว่าท่านปลอดภัยดีคงดีใจไม่น้อย”

            “เอาไว้ทีหลังก่อนเถอะตอนนี้ทุกคนคงพักฟื้นกันมาพอสมควรแล้ว ข้าน้อยเฟิ่งหยูใคร่ถามพวกท่านว่าพวกท่านอยากจะแก้แค้นตระกูล ฉีหรือไม่”

            “พวกเราทั้งหมดมีหรือไม่อยากแก้แค้นตระกูลฉีพวกเราทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุกมาหลายปี ก็รอวันที่พวกเราจะได้แก้แค้นนี่แหละ”

            “พวกท่านทั้งหมดเกือบ ๆร้อยคนที่พวกเราช่วยพวกท่าน พวกท่านคงมาจากหลายตระกูล จากอาณาจักรตะวันฉายใช่หรือไม่”

            “ใช่พวกเรามาจากหลายตระกูลตระกูลของพวกเราบางคนใหญ่พอๆ กับตระกูลฉีได้ถึงแม้จะเป็นตระกูลใหญ่แต่ก็นับว่ามีชื่อเสียงไม่น้อยหากไม่ตกหลุมพรางของคนตระกูลฉี พวกเขาคงจะจับพวกเราไปขังไม่ได้แน่”

            “งั้นก็ดีข้าจะถามคำถามพวกท่านอีกเพียงข้อเดียว หากอาณาจักรตะวันฉายแพ้สงครามในครั้งนี้พวกท่านจะยอมรับเจ้าเมืองคนเก่าอย่าง ซูฮุ่ยหลิง เป็นผู้นำของพวกท่านได้หรือไม่?”

            ทุกคนภายในห้องต่างนิ่งเงียบโดยเฉพาะซูฮุ่ยหลิง และจื่อซ่ง รวมถึงคนในตระกูลจื่อ (ตระกูลซู)ทั้งหมดต่างพากันอึ้งกับคำพูดของเฟิ่งหยู

            “ข้าหวงอู่ ขอเป็นตัวแทนตระกูลหวงยอมรับท่านเจ้าเมืองเป็นผู้นำของพวกเรา” เสียงหนึ่งดังขึ้น

            “ข้าเจียวซือขอเป็นตัวแทนตระกูลเจียว ยอมรับท่านเจ้าเมืองเป็นผู้นำคนใหม่”

            “ข้าลู่จง ขอเป็นตัวแทนตระกูลลู่ยอมรับท่านเจ้าเมืองเป็นผู้นำ”

            เสียงที่ดังขึ้นทีละตระกูลทีละตระกูลช่วยสนับสนุนให้ ซูฮุ่ยหลิง เป็นผู้นำคนใหม่ของอาณาจักรตะวันฉายทำให้คนของตระกูลซูที่ได้ยินถึงกับสั่นสะท้าน

            “เอาหละพวกท่านคงสงสัยว่าข้าถามพวกท่านทำไม”

            “ข้าน้อยเฟิ่งหยูเจ้าเมืองจินเฟิงแห่งอาณาจักรเมฆาหวนข้าได้นำไพร่พลจำนวนสิบห้าล้านคนเข้ามาบุกอาณาจักรตะวันฉายของพวกท่านแล้วคาดว่าพรุ่งนี้คงจะมาถึงเมืองหลวงแห่งนี้ดังนั้นข้าจึงอยากให้พวกท่านที่อยู่ตามเมืองต่าง ๆเร่งกลับไปและอธิบายให้กับเจ้าเมืองของพวกท่านที่อยู่ในอาณาจักรตะวันฉายแห่งนี้ยอมจำนนเสียจะได้ไม่เสียเลือดเสียเนื้อ”

            “พวกเราจะเริ่มบุกเมืองของอาณาจักรตะวันฉายในวันมะรืนนี้พวกท่านคงเข้าใจความหมายของข้านะ”

            “พวกข้าจะไม่ทำอะไรกับเมืองที่ยอมจำนนและพวกท่านที่สนับสนุนให้เจ้าเมืองซูฮุ่ยหลิงตระกูลของพวกเจ้าก็จะได้ยกฐานะขึ้นอีกด้วย เมื่อตระกูลซูได้ครองอาณาจักรตะวันฉายพวกท่านสามารถแก้แค้นตระกูล ฉี พร้อมกับเหล่าทหารของพวกเราอาณาจักรเมฆาหวน”

            เฟิ่งหยูประกาศก้องทุกคนที่อยู่ในห้องพากันขนลุกหากกองทัพของเฟิ่งหยูบุกมาจริงอาณาจักรตะวันฉายก็ไม่สามารถรับมือได้อย่างแน่นอนเพราะกำลังทหารของอาณาจักรตะวันฉายเกณฑ์คนไปบุกยังอาณาจักรเมฆาหวน

             “นี่ เจ้าพูดจริงๆ อย่างนั้นหรือ เมืองจินเฟิงมีทหารจำนวนมากมายขนาดนั้นเลยอย่างนั้นหรือ”

            “ข้าพูดจริง ๆหากพวกท่านไปอธิบายให้กับเจ้าเมืองของพวกท่านฟังแล้วพวกเขาไม่เชื่อก็บอกให้เขารอดูกองทัพของเมืองจินเฟิงแห่งอาณาจักรตะวันฉายในวันมะรืนนี้เองก็แล้วกันหากไม่ยอมจำนนก็คงมีแต่ต้องปราบปรามให้สินซาก”เฟิ่งหยูเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “ได้พวกเราจะรีบกลับไปแจ้งข่าวให้พวกเขาทราบแต่พวกเราจะขอจัดการกับคนของตระกูลฉีในเมืองของเราเอง คงไม่มีใครขัดข้องกันใช่ไหม”ลู่จงประกาศก้อง

            “ตกลงเอาตามนั้นแล้วพวกเราจะออกจากเมืองหลวงแห่งนี้ไปได้อย่างไร”

            “เรื่องนั้นพวกท่านไม่ต้องกังวลใครที่ต้องการออกจากเมืองหลวงข้าจะจัดการให้เอง”

            “ตอนนี้พวกท่านพักผ่อนกันก่อนเถอะข้าจะจัดการทุกอย่างเอง”

            รุ่งเช้าวันถัดมา..........................

            เฟิ่งหยูได้ทำการจัดเตรียมค่ายกลมิติไว้ในห้องพักของเขาเรียบร้อยแล้ว

            “พวกท่านพักผ่อนกันพอสมควรแล้ว ตอนนี้ใครที่ต้องการไปแจ้งข่าวไปยังตระกูลและเจ้าเมืองอื่นๆ  โปรดตามข้ามา”

            เฟิ่งหยูเดินนำพวกเขามายังห้องพักของเขา ตอนนี้คนที่จะออกไปนอกเมืองมีทั้งหมดเกือบเจ็ดสิบคน

            “เอาหละค่ายกลในห้องนี้สามารถส่งพวกท่านไปยังเมืองหลิวโจวที่ห่างจากที่นี่ออกไปเมื่อพวกท่านไปถึงเมืองหลิวโจวแล้ว ก็แยกย้ายกันข้าเองมีเรือเล็กสำหรับเดินทางเพียงแค่สิบลำพวกท่านที่เดินทางไปในทิศทางเดียวกันก็ขอให้รวมกลุ่มกันไปจะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

             เฟิ่งหยูนำเรือเล็กออกมาแจกให้กับพวกเขาพร้อมกับเปิดใช้งานค่ายกล

            “พวกท่านสิบคนเข้าไปก่อน”

            ฟิ้วววว

            “ถึงคิวพวกท่านแล้ว”

            ฟิ้วววว

            ................................

            ร้านพฤกษาสวรรค์จื่อซ่งที่เดินทางมาชุดแรกจัดการส่งตัวพวกเขาไปอย่างรีบเร่ง

            “ทานลุง พวกท่านเป็นยังไงกันบ้างท่านพ่อข้าหละ ท่านพ่อข้าเป็นยังไงบ้าง”

             จื่อฮุ่ยเมื่อเห็นจื่อซ่งกลับมารีบเข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

            “พ่อของเจ้าปลอดภัยดีตอนนี้อยู่กับเฟิ่งหยู ตอนนี้เจ้ามาช่วยข้าก่อนเร็วเดี๋ยวจะมีผู้คนอีกหลายสิบคนออกมาจากค่ายกลเราต้องรีบให้พวกเขาเดินทางโดยเร็วที่สุด”

            จื่อฮุ่ยน้ำตาคลอเขาดีใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ยินว่าบิดาของเขาปลอดภัยดี และอยู่กับเฟิ่งหยูแล้ว

            ไม่นานผู้คนต่างทยอยออกมาและถูกส่งออกไปอย่างรวดเร็วพวกเขารีบเดินทางไปยังตระกูลของพวกเขาพร้อมกับแจ้งไปยังเจ้าเมืองต่าง ๆอย่างเร่งด่วน

            “เจ้าว่ายังไงนะกองทัพเมืองจินเฟิงจะมาบุกเมืองของพวกเราอย่างนั้นหรือ”

            “มันจะเป็นไปได้ยังไงพวกเราเพิ่งจะส่งกองทัพไปยังอาณาจักรเมฆาหวนเมื่อวานนี้เองแล้วพวกเขาจะมาบุกพวกเราได้ยังไง”

            เจ้าเมืองหลาย ๆเมืองต่างไม่ยอมเชื่อแต่พวกเขาเองก็ไม่อยากจะเสี่ยงจึงได้แต่รอดูวันพรุ่งนี้เท่านั้นหากเป็นจริงตามที่ได้รับแจ้งพวกเขาก็ตัดสินใจได้ไม่ยากเพราะกำลังรบของแต่ละเมืองนั้นเหลืออยู่ไม่มากนัก

            ตอนนี้กองทัพของอาณาจักรตะวันฉายเดินทางไปถึงยังอาณาจักรเมฆาหวนแล้วพวกเขาเริ่มบุกเมืองหน้าด่านของอาณาจักรเมฆาหวนแล้ว แต่ว่ายังตีไม่แตกเพราะกองกำลังเสริมของอาณาจักรเมฆาหวนก็มาถึงใกล้เคียงกับอาณาจักรตะวันฉายพวกเขาสู้รบกันจนตะวันตกดิน จึงได้แยกย้ายกันไปเตรียมตัวสู้รบในวันถัดไป

            “ทำไมเมืองหน้าด่านเล็ก ๆแค่นี้ถึงได้มีกำลังพลมากมายขนาดนี้ได้ ทำให้พวกเราเสียเวลาจริง ๆ”

            “คงเป็นกองกำลังของเมืองใกล้ ๆที่ยกทัพมาเสริมกำลังให้พวกเขาพวกเราน่าจะตีเมืองนี้แตกได้ไม่ยากในวันพรุ่งนี้พะยะค่ะ”

            “ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น สงครามจะรีบก็ไม่ได้เสียด้วยสินะนี่พวกเราก็พึ่งจะมาถึงเองยังเป็นแค่การเริ่มต้นสงครามเท่านั้น”

            เฟิ่งหยูและซูฮุ่ยหลิงพร้อมกับพวกที่เหลือเดินทางด้วยค่ายกลมิติกลับมายังเมืองหลิวโจวเมื่อเดินออกมาจากค่ายกลมิติ จื่อฮุ่ยที่รออยู่แล้วรีบโผเข้าไปกอดบิดาของเขาพร้อมกับร้องให้ยกใหญ่ทำเอา ซูฮุ่ยหลิงต้องปลอบอยู่เป็นเวลานานพอสมควร

            กลางดึกกองทัพของเฟิ่งหยูเดินทางมาถึงอาณาจักรตะวันฉายพวกเขาแยกย้ายกันไปยังเมืองต่างๆ อย่างรวดเร็ว

            รุ่งเช้าของอีกวันผู้คนในทุกเมืองต่างตกตะลึงเมื่อเห็นธงที่ติดอยู่ตามเรือรบจำนวนมากมาย เป็นธงของอาณาจักรเมฆาหวนที่เตรียมพร้อมรบลอยอยู่เหนือเมืองของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อย

            หลายเมืองเมื่อเห็นกำลังรบอีกฝ่ายก็ยอมจำนนในทันทีหลายเมืองที่ไม่ยอมจำนนพวกเขาก็พ่ายแพ้ไปอย่างรวดเร็วเพราะอานุภาพของเรือรบนั้นรุนแรงเป็นอย่างมากแถมจำนวนทหารที่หลั่งไหลออกมาอย่างเป็นระเบียบจำนวนมาก

            เฟิ่งหยูนำเรือรบพร้อมกับคนของตระกูลซูเข้าร่วมสมทบกับกองทัพของเขาและเตรียมพร้อมรบอยู่ตลอดเวลา ผู้คนตระกูลซูเมื่อเห็นกองทัพที่เป็นระเบียบและอยู่ในวินัยพวกเขาต่างพากันนับถือเฟิ่งหยูมากยิ่งขึ้นเรือรบลอยอยู่เหนือเมืองหลิวโจวพร้อมกับเสียงที่ดังออกมาจากเรือรบ

            “พวกท่านจะยอมจำนนให้กับอาณาจักรเมฆาหวนหรือว่าจะสู้รบ”

            เฟิ่งหยูประกาศก้องผู้คนในเมืองต่างได้ยินกันอย่างชัดเจนโดยเฉพาะเหล่าขุนนางต่างพากันวิ่งวุ่นอย่างสับสนวุ่นวาย

            “พวกเจ้าตระกูลฉียอมจำนนเสียแต่โดยดี แล้วพวกเราจะไว้ชีวิตพวกเจ้า พวกชาวเมืองจะได้ไม่ต้องมาสูญเสียเพราะพวกเจ้าอีก”

             เสียงของซูฮุ่ยหลิง พลันดังขึ้นเขาออกมายืนที่หัวเรือใกล้ ๆ กับเฟิ่งหยู

            “ท่านเจ้าเมือง”

            ชาวเมืองหลายพันคนยังคงจำซูฮุ่ยหลิงได้

            “พวกเจ้าตระกูลฉีจับข้าไปขังเสียนานเลย ยังจำได้ไหมวันที่พวกเจ้าหลอกข้าไป แถมยังตามฆ่าตระกูลซูของข้าวันนี้พวกเราจะทำเช่นเดียวกับพวกเจ้าที่ทำกับตระกูลซูของข้า”

            ซูฮุ่ยหลิงตะโกนออกมาด้วยความเจ็บแค้น

            “ชาวเมืองทั้งหลายพวกเจ้าจงถอยออกมาให้ห่างจากเมืองหลิวโจว ผู้คนที่อยู่ในเมืองหลิวโจวใครที่ยังยืดหยัดอยู่ข้างข้าขอให้พวกเจ้ารีบออกมาจากเมืองหลิวโจวให้หมด”

            เกิดความชุนมุนไปทั่วผู้คนที่ยังคงนับถือซูฮุ่ยหลิง ต่างพากันวิ่งออกมาจากเมืองหลิวโจวเพียงไม่นานผู้คนต่างออกมาจนเกือบหมด คงทิ้งไว้แต่คนของตระกูลฉีที่ยืนหยัดพร้อมสู้รบอยู่

             “ท่านลุงซู ข้ามอบอำนาจการตัดสินใจให้ท่านท่านจัดการตามแต่ที่ท่านประสงค์เถอะ” เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้นมา

            “พวกเจ้าทุกคนจงฟังคำสั่งของท่านเจ้าเมืองซูฮุ่ยหลิง”

            “เอาหละพวกเจ้าจะยอมจำนนหรือว่าจะสู้ตายก็ว่ามา” ซูฮุ่ยหลิงประกาศก้อง

            “พวกเรายอมสู้ตาย คนตระกูลฉีทุกคนยอมตายก่อนตายต้องลากพวกเจ้าไปด้วยพวกเราไม่กลัวตายกันอยู่แล้ว”

            “พวกเราสู้....!!!”

            “เจ้าคิดว่าข้าจะให้คนของข้าไปตายกับพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

            คนตระกูลฉีตกตะลึงหมายความว่าอย่างไร แต่ก่อนที่พวกเขาจะพูดอันไดกลับเป็นฝ่าย ซูฮุ่ยหลิงสั่งการก่อน

            “ยิงถล่มเมืองให้ราบเมืองเสียหายข้าก็จะสร้างใหม่ อย่าให้คนตระกูลฉี รอดไปได้แม้แต่คนเดียว ยิง! ยิง !ยิง! ยิง! ยิง!!” เสียงตะโกนสั่งดังอย่างต่อเนื่องของซูฮุ่ยหลิง

            ตูมมมม

            ตูมมมม

            ตูมมมม

            ............

            เสียงดังสนั่นจากการยิงด้วยเรือรบสร้างความเสียหายอย่างต่อเนื่องให้กับเมืองหลิวโจวแห่งนั้น ในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปหลังเสียงระเบิดหยุด เมืองทั้งเมืองหลิวโจวกลายเป็นเศษซากไม่เหลือใครรอดชีวิตออกมาแม้แต่คนเดียว

            คนของตระกูลฉีในเมืองหลิวโจวไม่เหลือรอดแม้แต่คนเดียวเช่นเดียวกันกับเมืองอื่น ๆทั่วอาณาจักรที่ยอมจำนนแล้วคนของตระกูลฉีต่างถูกสังหารอย่างไม่ปราณีโดยศัตรูคู่อริทั้งหลายที่เตรียมพร้อมแก้แค้นกันตั้งแต่พวกเขารอดออกมาได้

            เมืองหลิวโจวถูกทำลายจนไม่เหลือซากแต่ประชาชนกลับโห่ร้องด้วยความยินดีปรีดา เมื่อตระกูลฉี ถูกกำจัดไป  พวกเขาต่างถูกกดขี่ข่มเหงมาเป็นระยะเวลานาน

            “ขอบใจเจ้ามาก เฟิ่งหยูเจ้าได้ทำให้ข้าแก้แค้นพวกมันได้อย่างสะใจเป็นอย่างยิ่ง”

            ซู่ฮุ่ยหนิงพร้อมกับคนตระกูลซูคุกเข่าลงข้างหนึ่ง

            “ พวกเราขอบคุณเจ้าจริงๆที่ทำให้พวกเรามีวันนี้ เจ้ามีพระคุณกับพวกเรา พวกข้าและคนตระกูลซูยอมติดตามเจ้า  ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนพวกข้าทุกคนจะร่วมทางไปกับเจ้า พวกเราทุกคนจะซื่อสัตย์ต่อเจ้า”

            เฟิ่งหยูประคองซูฮุ่ยหลิงขึ้นมาพร้อมกับเอ่ย

            “ท่านยังคงต้องเป็นผู้นำของพวกเขาอยู่ท่านยังต้องปกครองอาณาจักรตะวันฉายพวกเราจะรวมทั้งสองอาณาจักรเข้าด้วยกัน”เฟิ่งหยูกล่าว

            ทุกคนที่อยู่ที่นั่นปราบปลื้มกันถ้วนหน้าพวกเขาไม่คาดฝันว่าจะได้แก้แค้นแบบนี้แถมซูฮุ่ยหนิงยังจะได้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรตะวันฉายอีก

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน