อู๋เยี่ยนนิ่งงัน
"ทำไมดึงไม่ออกล่ะ หรือเพราะว่าข้าไม่ใช่เขา แล้วเ้าล่ะ ดึงออกได้มั๊ย"
อู๋เยี่ยนส่ายหน้าทีหนึ่ง สีหน้าเคร่งขึ้น ไม่คาดคิดเช่นกันว่าจิติญญากระบี่จะภักดีต่อนายเก่า และแยกแยะจิตได้ขนาดนี้ หลังวันนั้นที่กู้เลี่ยงรุ่ยจากไปกระบี่ก็ผนึกตัวไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจดึงออกมาจากฝัก อู๋เยี่ยนคิดว่าหากว่าเป็กู้เลี่ยงรุ่ยยอมต้องดึงออกมาได้ แต่ตอนนี้เห็นท่าว่าตนจะคิดผิดเสียแล้ว กระบี่พันทิวาเป็ของกู้เลี่ยงรุ่ยเพียงผู้เดียว ไม่ยอมรับนายคนใหม่แม้จะเป็ร่างเดียวกันก็ตาม
"กระบี่ผนึกตัวเองเพราะเ้านายเก่าตายไปแล้ว ยังงี้คนอื่นก็จับได้พอดีว่าข้าเป็ตัวปลอม ข้าฝึกยุทธ์ไม่ได้ หากว่าข้าฝึกวิชาแล้วไม่ใช้กระบี่พันทิวาคนอื่นก็จะสงสัย พอสงสัยก็จะรู้ความจริง..."
เค้าลางความยุ่งยากวิ่งผ่านมาเป็ฉากๆ กู้เลี่ยงรุ่ยวางกระบี่ลงรู้สึกเหนื่อยล้าอีกแล้วทั้งๆที่พึ่งจะฮึดขึ้นมา คร่าวนี้อู๋เยี่ยนไม่เขียนอะไรอีก นั่งลงข้างๆกู้เลี่ยงรุ่ยพลางหยิบกระบี่ขึ้นมาดูอย่างเพ่งพินิจ ประกายตาแฝงความคิดถึงและเศร้าลึก คล้ายกับว่าหวนคิดถึงไปยังเ้าของเดิม
"อู๋เยี่ยน เห็นหรือไม่ ข้าไม่ใช่เขา เป็เขาไม่ได้หรอก"
คราวนี้อู๋เยี่ยนเองก็ไม่เขียนอะไรอีก เื่นี้นับเป็จุดอ่อนและความลับห้ามให้ใครรู้ หากถูกผู้อื่นพบเข้าว่าเ้าสำนักกู้ไม่อาจใช้กระบี่พันทิวา อาวุธคู่กายในอดีต เก้าในสิบล้วนต้องสงสัยและคิดว่ากู้เลี่ยงรุ่ยคือตัวปลอม ซึ่งจะให้เกิดเื่เช่นนั้นมิได้ อย่างไรร่างกายนี้ก็เป็ของกูเลี่ยงรุ่ย...สิ่งที่หลงเหลือไว้ หากแค่นี้ยังมิอาจรักษาไว้ ในโลกหน้ายามพบหน้ากัน อู๋เยี่ยนก็สู้หน้าศิษย์พี่ไม่ไหวแล้ว
หลังการค้นพบความเป็จริงว่ากระบี่พันทิวาผนึกตัวไม่มีผู้ใดดึงออกได้ อู๋เยี่ยนจึงเก็บไว้กับตัวเช่นเดิม แต่การฝึกก็ยังดำเนินอยู่ เเต่เปลี่ยนรูปแบบเล็กน้อย ตามที่จำเป็ แน่นอนว่ากู้เลี่ยงรุ่ยเองที่ไม่อยากจะฝึก แต่ก็ถูกเข็นออกมาที่ลานทุกวัน การฝึกวิชาไม่ง่ายอย่างที่คิด ทุกวันต้องถูกอู๋เยี่ยนซ้อมจนร่างกายสะบักสะบอมไม่ก็นั่งสมาธิจนกลายเป็ถั่วงอก เหนื่อยจนอยากเอาหัวโหม่งพื้นทุกเช้าค่ำ ทั้งวิชาของสำนักเน้นปราณกระบี่ และการฝึกในวิถีกระบี่ จะอย่างไรวิชาเหล่านี้ช้าเร็วกู้เลี่ยงรุ่ยก็ต้องฝึก ทั้งยังต้องฝึกกับอาจารย์กู้ที่เป็ยอดที่สุด
ทุกวันเวลายามเหม่าผู้าุโเว่ยพร้อมถังยาจะมาดักรอไว้หน้าประตู บังคับให้กู้เลี่ยงรุ่ยต้องดื่มยาอย่างไร้หนทางเลี่ยง เมื่อถึงยามเฉินอาหารน้ำแกงหนึ่งกับข้าวสองจากอาจารย์อาอื่นซือเฉิงจะมาส่งที่เรือนไผ่
อ่อ ลืมบอกไป เรือนไผ่ของกู้เลี่ยงรุ่ยมีชื่อด้วยเรียกว่าเรือนไผ่เขียว อีกทั้งชุดประจำตัวของกู้เลี่ยงรุ่ยล้วนเป็สีเขียว ไม่ว่าจะเขียวมรกต เขียวมะกอก เขียวสีใบชาหรือเขียวสีใบไผ่ รูปแบบของชุดต่างออกไปบ้าง แต่มีสีเขียวทุกชุด
ยามเมื่อสวมอยู่บนร่างของกู้เลี่ยงรุ่ยถือว่าเหมาะสมมาก ชุดเขียวกับเ้าสำนักกู้ถือว่าเกิดมาคู่กัน
วันถัดมาผู้าุโเว่ยกับอาจื่อก็ออกเดินทางกลับตำบลอู่เสวียนตามเดิมเนื่องจากกู้เลี่ยงรุ่ยหายดีแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยน้ำตาคลอ คิดถึงอาจื่อที่อยู่ด้วยกันมานาน นั่งกอดปันน่าซึมอยู่หลายวัน
กิจวัตรประจำวันของกู้เลี่ยงรุ่ยเป็แบบแผนยิ่ง ทุกวันต้องกินยาต้ม กินข้าวและฝึกวิชา พูดคุยกับอาจารย์อาจนถึงเวลายามซื่ออย่างผ่อนคลาย อู๋เยี่ยนก็มาแล้ว เป็เวลาทรมานที่เกิดขึ้นในทุกวัน ทว่าก่อนที่จะเริ่มการฝึกเฉกเช่นวันวาน คราวนี้อู๋เยี่ยนมอบจดหมายให้หนึ่งฉบับ
"จากฉีอ๋องอีกแล้วหรือ ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าไม่อยากไป"จดหมายจากฉีอ๋องถูกส่งขึ้นมาบนเขานับไม่ถ้วน แต่ตนไม่เคยเปิดอ่านแม้สักฉบับ ความรู้สึกโกรธและไม่พอใจในวันนั้นที่โดยเมินยังคงอยู่
อู๋เยี่ยนส่ายหน้าปฏิเสธ
"ถ้าอย่างนั้นจากฉีอ้ายอันหรือ?" คราวนี้อู๋เยี่ยน พยักหน้า กู้เลี่ยงรุ่ยจึงยื่นมือไปรับ ในใจรู้สึกสงสารและเกิดอารมณ์หดหู่ขึ้นมา คนรักในอดีตของเ้าสำนักกู้จะรู้สึกเช่นไร หากพบว่ากู้เลี่ยงรุ่ยในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว หลังจากต่อสู้ในใจเงียบๆกู้เลี่ยงรุ่ยก็เปิดจดหมาย เนื้อหาด้านในเป็การถามไถ่อย่างห่วงหาและเฝ้ารออย่างอดทน พลางจบประโยคด้วยคำว่า คุณชายกู้ ข้าจะรอท่านมาหาเสมอ
แต่เขาจะไม่มาแล้ว ไม่มีหนทางกลับมาแล้ว
ในใจของตนรู้สึกเจ็บขึ้นมา สงสารก็สงสารนางแต่สงสารตัวเองมากกว่าที่มาอยู่ในร่างนี้ วันข้างหน้าจะทำอย่างไรเพื่อยุติฐานะบุตรเขยสกุลฉีอย่างนุ่มนวลเพื่อเป็การไม่ทำร้ายนางไปมากกว่านี้ แต่ไม่ว่าอย่างไร นางก็จะไม่มีทางได้รู้ความจริงว่าเ้าสำนักกู้จากไปแล้ว...เท่านี้ก็โหดร้ายสำหรับนางแล้ว
"อู๋เยี่ยน วันนี้ข้าอยากลงเขาไปเดินเล่นสักวันได้หรือไม่ แค่วันนี้วันเดียว"กู้เลี่ยงรุ่ยกล่าวเสียงอ่อน รู้สึกว่าหากวันนี้ไม่ระบายความในใจไปบ้าง คงจะต้องอกแตกตายเป็แน่แท้ ทั้งไม่มีกะจิตกะใจจะฝึกกระบี่หรือนั่งสมาธิอีกแล้ว จิตใจว้าวุ่นเกินไป สงบไม่ลง
อู๋เยี่ยนไม่กล่าวอะไร แต่เตรียมรถม้าและของใช้เป็ให้กู้เลี่ยงรุ่ย อย่างถุงเอกภพและผงอันตรธาน กำชับว่าให้กลับมาก่อนยามซวี กู้เลี่ยงรุ่ยรับคำ พลางพาปันน่าไปด้วยแต่ให้ปลอมตัวเป็เด็กผู้ชายจะได้ไม่มีใครจับได้ ส่วนตนก็ปลอมเป็คนทั่วไปและสวมหน้ากากปีศาจ ทีแรกอู๋เยี่ยนจะค้านเื่พาปันน่าไปด้วย แต่เพราะ่นี้คงเห็นว่านางเหงา เพื่อนคนเดียวอย่างอาจื่อก็ติดตามผู้าุโเว่ยกลับตำบลอู่เสวียนแล้ว เพื่อนเล่นก็ไม่มี วันทั้งวันก็วิ่งเล่นอยู่ในลานฝึกกับกู้เลี่ยงรุ่ย น่าสงสารยิ่ง จึงตกลงให้พาลงเขาด้วย
ผงอันตธานช่วยย่นระยะการเดินทางให้ไม่ต้องนั่งรถม้าเป็เวลานาน กู้เลี่ยงรุ่ยนั่งอยู่บนรถม้าโดยมีปันน่านั่งอยู่ตรงข้าม ตรงกลางเป็โต๊ะเล็กๆที่มีขอกินเล็กๆน้อยที่อาจารย์อาอิ่นซือเฉิงเตรียมไว้ให้ จำพวกเม็ดก๋วยจี่ พุทราแห้ง เม็ดบัวสดและน้ำชากลิ่นหอมรสอ่อนที่ละมุนละไม ปันน่ายื่นหน้าออกไปทางหน้าต่างบ่อยๆอย่างสงสัยใคร่รู้ในสภาพแวดล้อมรอบกาย ไม่ว่าสองข้างทางจะเป็ทุ่งนาเปล่าหรือหิมะขาวโพลนที่เกาะอยู่ที่กิ่งก้านของใบไม้หรือพื้นดิน รอยยิ้มพร้อมดวงตาสดใสสะท้อนออกมาจากปันน่านำพาให้กู้เลี่ยงรุ่ยนั่งแทะเม็ดก๋วยจี่พลอยสุขใจไปด้วย ความรู้สึกขอเขานั้นเหมือนกับพี่สาวพาน้องสาวมาเที่ยวเล่น ในอดีตเขาอยากทำเื่เช่นนี้มาตลอด ไม่คาดคิดว่าพอได้เกิดใหม่ จะได้ทำเื่ที่อยากทำเกือบทุกอย่าง สิ่งหนึ่งในนั้นคือการมีเงินใช้ไม่ขาดมือ
จะว่าไปแล้วตำแหน่งเ้าสำนักคุ้มภัยนั้นไม่แย่เลยทั้งยังไม่ขาดเงิน อาจารย์กู้พูดแล้วว่าเขาที่เป็เ้าสำนักสามารถนำป้ายหยกที่หักของตนไปทำเื่เบิกเงินได้ไม่อั้น พอรู้เช่นนี้กู้เลี่ยงรุ่ยจึงเบิกตั๋วแลกเงินมาหลายใบแล้วเก็บไว้ในถุงเอกภพ คิดว่าจะช้อปปิ้งให้หายอยากแบบว่าให้สาสมกับที่ในอดีตเกิดมายากจนและมีชีวิตที่ข้นแค้น
กู้เลี่ยงรุ่ยยิ้มกริ่มในใจได้ไม่เท่าไหร่ ล้อรถก็ชนเข้ากับโขดหินทำให้รถกระเด้งกระดอนจนเม็ดก๋วยจี่ที่แทะเพลินๆพลันลื่นหายเข้าไปในลำคอ กู้เลี่ยงรุ่ยสำลักและเสียหลักหลังล้มลงกับพื้นไม้จนเจ็บจี๊ด ยังดีที่ปันน่าตั้งหลักได้เร็วแล้วรีบรินน้ำชาให้กู้เลี่ยงรุ่ยไม่งั้นคงต้องติดคอตายแน่ๆ ถึงกระนั้นก็ยังรู้สึกว่าเม็ดก๋วยจี่คาอยู่ตรงลำคอจึงเอามือทุบๆให้มันดีขึ้น พลางพูดกับปันน่า “ขอบใจเ้ามาก”
“พี่รุ่ยท่านดีขึ้นแล้วหรือไม่” ระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือนที่อยู่บนเขา พัฒนาการด้านภาษาของปันน่ารุดหน้าไปมาก อาจจะเพราะได้อาจารย์ดีอย่างอาจารย์อาที่สอนปันน่าเขียนอ่าน ประมาณสองสัปดาห์ ปันน่าก็พูดคล่องแทบจะปกติราวกับเด็กทั่วไปทั้งยังร่าเริงและสดใสขึ้นมาก
“ข้าไม่เป็ไรแล้ว เมื่อกี้เ้าได้รับาเ็หรือไม่” กู้เลี่ยงรุ่ยสำรวจ ปันน่ายิ้มกว้าง ส่ายหน้าไปมา
“คุณชายกู้ ขออภัยจริงๆเมื่อสักครู่ข้าหลบสัตว์ป่าที่ผ่านมาจนไปชนกับก้อนหิน พวกท่านเป็อะไรหรือไม่” คนขับรถม้าเป็ศิษย์ของสำนักคุ้มภัยสกุลกู้ที่ได้รับคำสั่งมาว่าให้ปลอมตัวเป็คนขับรถม้า และให้เรียกเ้าสำนักกู้ว่าคุณชายกู้ รีบปรี่มารายงานที่หน้าต่างรถ
กู้เลี่ยงรุ่ยเลิกม่านตรงหน้าต่างขึ้น สังเกตเห็นท่าทางคนขับรถม้าดูเหมือนจะเจ็บขาแต่กลั้นเอาไว้ไม่กล่าวคำ คนผู้นี้เป็คนเก่าคนแก่ของสำนักด้านล่าง รู้ที่ทางและคุ้นเคยกับเื่ในเมือง อู๋เยี่ยนเลือกมาด้วยตัวเอง เขาเป้นคนะรรมดา เส้นผมหงอกและร่างท้วม ดูเป็ชาวบ้านทั่วไปไม่สะดุดตาคน
“เ้าเล่าเป็อะไรหรือไม่”
“คุณชายกู้ บ่าวไม่เป็อะไร เพียงแค่กระแทกแรงไปหน่อยเท่านั้น” อย่างนั้นหรือจะไม่เป็อะไร ทว่ากู้เลี่ยงรุ่ยไม่พูดออกไปและเดินลงมาดูด้วยตัวเอง ในอดีตร่างกายนี้ผุพังจนน่าหงุดหงิดไปบ้าง แต่ตอนนี้เรียกได้ว่าแข็งแรงสมบูรณ์ดุจชายชาตรีแล้ว ไม่ว่าจะเป็เื่พละกำลังหรือมวลกล้ามเนื้อที่ฝึกฝนทุกวันก็ทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยยิ่งแข็งแรง
“ไหนมาให้ข้าดูสิ อืม น่าจะเจ็บพอสมควรนะนั้น เอาล่ะ เ้าขึ้นไปนั่งบนรถม้าเถอะ ข้าจะจูงม้าให้เอง ปันน่า เ้าลงมาประคองลุงขึ้นไปหน่อย” เมื่อลองดูาแก็เห็นว่าขาบวมและเริ่มจะเป็สีเขียวคล้ำแล้ อาการน่าจะหนักทีเดียว อย่างไรจะให้คนาเ็ขับรถม้านั่งกระแทกกระทั้นต่อไปก็ไม่ได้ กู้เลี่ยงรุ่ยจึงอาสาจะจูงม้าให้เอง ยังไงเส้นทางถึงเมืองจี่หนานก็ไม่ไกลแล้ว อีกอย่างวัตถุประสงค์ของการมาเที่ยวครั้งนี้คือการผ่อนคลายจิตใจ ได้เดินเล่นสักหน่อยก็ไม่แย่
ปันน่าะโผลุงลงมากรถ มาชวนลุงคนขับรถขึ้นไปนั่ง “คุณลุง ขึ้นรถเ้าค่ะ”
ลุงซู่ส่ายหน้า “คุณชายจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร บ่าวสมควรจะเป็คนขับให้ท่านนั่ง ทำเช่นนี้บ่าวไม่สบายใจนัก”
“ผู้ใดมาขับรถม้าขวางทางผู้อื่นกัน” น้ำเสียงนี้ดังขึ้นด้านหลังของกู้เลี่ยงรุ่ย ไม่ต้องหันหลังให้เมื่อยก็เห็นแล้วว่าเป็ใคร น้ำเสียงกวนอารมณ์พร้อมชุดสีฟ้ากระจ่างดุจน้ำทะเล พร้อมทั้งเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ้งที่เอวยามก้าวเดิน ป๋อหยวนปากคาบกิ่งไม้ดูเหมือนพวกคุณชายเสเพลที่ไม่มีอะไรจะทำ ประกอบกับใบหน้าที่ให้ความรู้สึกเหมือนพวกเ้าเล่ห์ด้วยหางตาเชิดขึ้น ยิ่งเสริมส่งให้ป๋อหยวนดูไม่น่าคบ แต่กู้เลี่ยงรุ่ยรู้ดี เนื้อแท้คนผู้นี้จิตใจดี
กู้ลี่ยงรุ่ยถอดหน้ากาก “ป๋อหยวน เ้ามาโผล่ที่นี้ได้อย่างไร”
“ชิ ฟังเ้าพูดสิ ทำเหมือนว่าไม่อยากจะพบข้า คุณชายกู้ ท่านลืมแล้วกระมั้งว่าใครเคยช่วยท่านเอาไว้ทั้งยังตามหาคนมาช่วยท่านจากมือเ้าสำนักตู้ ฟังสิปันน่า น่าน้อยใจใช่หรือไม่” ป๋อหยวนเดินวนไปรอบกายกู้เลี่ยงรุ่ย พลางหยิบพัดออกมากรีดกราย สีหน้าแง่งอนเหมือนสาวน้อยถูกขัดใจ
“ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ก็อาจื่อบอกว่าท่านจากไปเพราะมีธุระ ข้าก็นึกว่าท่านกลับตำบลอู่เสวียนไปแล้ว มาเมืองจี่หนานได้อย่างไร”
“ข้ามาทำการค้า อยู่เมืองจี่หนานมาเกือบเดือนแล้ว เห็นคนท่าทางแปลกๆอยู่บนทางเลยมาดู มิคาดว่าจะเป็ท่าน ช่างบังเอิญนัก แต่ก็ดีแล้วที่พบกัน ครั้งที่แล้วตอนจากกันท่านก็าเ็สาหัส นี่คงจะดีขึ้นมากแล้วสิท่า สีหน้าสดใสเชียว”
“ข้านับว่าดีขึ้นมากแล้วจริงๆ จริงสิป๋อหยวน ข้าเคยบอกท่านไว้ว่าจะเลี้ยงข้าวท่าน ข้าจะทำตามสัญญาให้เดี๋ยวนี้เลย ท่านมากับพวกข้าสิ หากเ้าว่างล่ะก็นะ” กู้เลี่ยงรุ่ยเสนอ ตอนที่หนีตายจากตู้จิ้งกงได้ป๋อหยวนช่วยเอาไว้มากจริงๆ สมควรจะตอบแทนบุญคุณแล้ว
“ก็ได้ ข้าจะปลีกเวลาให้ท่านแล้วกัน” จากนั้นรถม้าก็เปลี่ยนคนขับเป็ป๋อหยวน โดยมีกู้เลี่ยงรุ่ยนั่งอยู่ข้างนอกกับเขาด้วย ส่วนข้างในก็มีปันน่าและลุงซู่ที่าเ็ ระหว่างทางก็คุยเื่สัมเพเหระไปเรื่อย ซึ่งส่วนใหญ่ทั้งสองก็ต่างแลกเปลี่ยนเื่ราวต่อกันว่า่ที่ผ่านมาไปทำอะไรมาบ้าง จนเข้าสู่เมืองจี่หนาน ตลาดทางทิศตะวันออกที่คึกคักของเมือง กู้เลี่ยงรุ่ยเลือกร้านอาหารที่โด่งดังปานกลางของเมืองจะได้ไม่สะดุดตาผู้คนมากนัก ก่อนจะถึงโรงเตี๊ยมก็แวะส่งลุงซู่หาหมอก่อน พลางนัดแนะกันว่าให้มาพบกันที่ไหน โดยกู้เลี่ยงรุ่ยให้เงินลุงซู่จำนวนหนึ่งด้วยเป็ค่ากินเที่ยวตามอัธยาศัย