บทที่ 41
ผู้ส่งสารจากเมืองหลวง
ผู้ส่งสารจากเมืองหลวง จะเย่อหยิ่งก็ไม่แปลก
อย่างไรสถานที่แห่งนี้ก็เป็นดินแดนรกร้าง ภายในต้าเฉินดินแดนทางเหนือ ไม่ว่าผู้ใดก็รู้ว่าดินแดนรกร้างทางเหนือเป็นสถานที่ห่างไกลความเจริญขนาดไหน
ถึงแม้ว่าจะเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของต้าเฉิน
แต่ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้คนสิ่งต่างๆล้วนแล้วแต่ไม่ได้เจริญเทียบเท่าเมืองหลวง
พวกขุนนางส่วนใหญ่ที่ถูกส่งมาที่สถานที่แห่งนี้ ถ้าเกิดว่าไม่ใช่ขุนนางที่ไม่มีเส้นสาย ก็เป็นขุนนางที่อาจจะโดนราชสำนักขัดไล่
เพราะว่าการที่มาอยู่ที่สถานที่แห่งนี้ มันเองก็ไม่ได้แตกต่างจากอันใด กับการที่อีกฝ่ายนั้นมากินนอนรอวันตายอยู่ที่นี่
สถานที่แห่งนี้ไม่มีทรัพยากรมากมาย ผู้คนเองก็ยากจน และก็ไม่มีผลงานที่สามารถสร้างได้
เมื่อไม่มีผลงานที่สามารถสร้างได้ ตนเองก็ไม่มีสิทธิ์ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
เมื่อไม่มีสิทธิ์ก้าวหน้าในหน้าที่การงานก็เทียบเท่ากับว่าตนเองต้องอยู่ที่สถานที่แห่งนี้ไปตลอด
เพราะแบบนั้นคนที่ถูกส่งมาที่สถานที่แห่งนี้ มันเองก็ถือได้ว่าตายไปในวงการขุนนางแล้ว
เหลือเพียงแค่รอวันตายอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้เท่านั้น
เพราะแบบนั้นขุนนางหนุ่มจากราชสำนักจะคิดว่าตนเองนั้นมีฐานะสูงส่งกว่าก็ไม่แปลก
ดวงตาของมันมองผู้คนภายในเมืองตั้งแต่เข้ามาราวกับว่ามองพวกมดแมลง
ที่จริงแล้วบุรุษหนุ่มที่เป็นขุนนางผู้นี้รู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ไหน
มันคือจวนของแม่ทัพใหญ่เรื่องนี้มันรู้ดี แม่ทัพใหญ่ผู้นั้นถูกขนานนามว่าเป็นแม่ทัพไร้พ่าย
แต่แล้วอย่างไรเล่าสุดท้ายก็โดนเนรเทศมาที่แดนทุรกันดารแห่งนี้ ตัวของมันที่ยังเป็นขุนนางอยู่ภายในราชสำนักแม้ว่าจะมีตำแหน่งขุนนางที่ต่ำกว่า
แต่ถ้ามองถึงฐานะมันเองก็ย่อมมีฐานะไม่ได้ต่ำไปกว่าอีกฝ่าย
แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งคิดเองเออเองทั้งหมด
มันเป็นบุตรชายที่เติบโตมาจากตระกูลของขุนนางเก่าแก่
แล้วเพราะแบบนั้นนั่นเองตัวของมันก็เลยไม่ค่อยชื่นชอบแม่ทัพใหญ่ผู้นี้
คนผู้หนึ่งที่เป็นเพียงแค่คนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้มีรากฐานตระกูลไม่ได้เติบโตมาจากตระกูลขุนนาง
แต่ว่ากับสามารถเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ขุนนางได้มากขนาดนี้
ขุนนางหนุ่มผู้นี้เคยได้ยินว่า ในยุคนั้นไม่ว่าจะเป็นบิดาของมันหรือแม้กระทั่ง ขุนนางมากมายภายในราชสำนักที่เป็นวัยหนุ่มฉกรรจ์ ที่หวังสร้างชื่อในการที่เข้าไปภายในราชสำนัก ทุกคนล้วนแล้วแต่โดนบดบังด้วยแสงที่สว่างไสวของแม่ทัพใหญ่เจียงผู้นี้จนหมด
นี่ก็ทำให้มันนั้นรู้สึกไม่ชื่นชอบตระกูลเจียงไปโดยปริยาย
มันเป็นขุนนางหนุ่มครั้งนี้รับหน้าที่มาส่งจดหมายแน่นอนว่าต้องวางท่าใหญ่โต
เพราะว่าจดหมายนี้ถูกส่งมาจากราชสำนักของเมืองหลวง มันเองก็มีฐานะเป็นผู้สงสารเป็นทูตที่มีฐานะไม่ได้ต่ำต้อย
เมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ทัพผู้นี้มันเองก็คิดจะยืดอก แล้วก็ท้าทายอีกฝ่ายสักหน่อยเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง
ในขณะที่มันกำลังคิดแบบนั้น กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรถึงสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองภายในเมืองหลวงได้
ถ้าเกิดว่ามันกลับไปที่เมืองหลวงแล้วป่าวประกาศ ว่ามันท้าทายแม่ทัพใหญ่หรือสร้างวีรกรรมอันใดเอาไว้สักอย่าง มันเองก็น่าจะเป็นที่ยกย่องของผู้คนภายในเมืองหลวง
เพราะแบบนั้นในตอนนี้มันจึงคิดแผนการอยู่ภายในหัวของมันอยู่มากมายหลายสิบแผน
ในขณะที่มันกำลังนั่งคิดอยู่นั้นเองเสียงเท้าก็ดังเข้ามาจากด้านนอก
ร่างของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดคลุมขนสัตว์สีดำก้าวเดินเข้ามา
ขุนนางหนุ่มมองเห็นคนผู้นั้นดวงตาของมันเองเริ่มค่อยๆสั่นไหว
ราวกับว่ามันมองเห็นพยัคฆ์แก่ที่จะกลายเป็นชื่อเสียง ที่ทำให้พุ่งทะยานในวงการขุนนางกับมันในอนาคต
ทว่าในขณะที่มันกำลังจะเปิดปากพูดนั้นเอง
เจียงเฉินเดินมาหยุดด้านหน้าของมันดวงตาก้มมองต่ำลงที่อีกฝ่ายและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “จดหมายอยู่ที่ใด”
ขุนนางหนุ่มนำเอาจดหมายออกมาจากแขนเสื้อ
ยังไม่ทันส่งจดหมายให้กับอีกฝ่ายเลย เจียงเฉินที่ยืนอยู่ด้านหน้าใช้มือยื่นออกไปคว้าจดหมายออกจากมือของอีกฝ่าย
หลังจากนั้นแม่ทัพใหญ่ที่ขุนนางหนุ่มคิดว่าตนเองจะใช้เป็นบันได ในการไต่เต้าและสร้างชื่อเสียงของตนเองภายในเมืองหลวง
แม่ทัพใหญ่ผู้นั้นกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็น “ส่งแขก”
ขุนนางหนุ่มตกตะลึงราวกับว่าภาพเหตุการณ์ในตอนนี้เป็นสิ่งที่มันไม่คาดคิดมาก่อน
มันไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายนั้นดึงจดหมายไปจากมือของมันแล้วก็จะไล่มันออกจากสถานที่แห่งนี้เลย
มันคือทูตที่ทางราชสำนักแต่งตั้ง ฝ่ายแม้ว่าจะมีตำแหน่งขุนนางใหญ่โตแต่อย่างไรเสียก็เป็นเพียงแค่ขุนนางที่ถูกเนรเทศออกมารับตำแหน่งที่ชายแดนรกร้างทางเหนือแห่งนี้
เหตุใดจึงแสดงท่าทางเช่นนี้กับทูตเช่นมัน ถ้าเกิดว่าเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ไปที่เมืองหลวง ไม่รู้ว่าตัวของมันนั้นจะเอาหน้าไว้ที่ไหน
ขุนนางหนุ่มที่รักชื่อเสียงของตนเอง ในตอนนี้ใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวแสดงท่าทางโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างชัดเจน
เจียงเฉินแสร้งทำเป็นไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย
ในตอนนี้มีร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นมาด้านหลังของขุนนางหนุ่ม
ขุนนางหนุ่มยังไม่ทันเอ่ยปาก ร่างกายของมันก็ถูกโยนออกไปด้านนอกแล้ว
หลังจากที่ถูกโยนออกไปนอกห้องโถงมีค่ารับใช้ร่างกายกำยำสามคนมาลากคนผู้นั้นออกไปนอกประตู
ขุนนางหนุ่มผู้นั้นไม่กล้าพูดเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าความโกรธจะอัดแน่นอยู่ภายในอกของมันมันก็ไม่กล้าส่งเสียงได้แต่ออกไปแต่โดยดี
ผู้ใดจะกล้าเปิดปากกัน คนผู้นั้นคือแม่ทัพใหญ่เจียงคนที่ผู้คนมากมายหวาดกลัว
ชื่อเสียงของเขานอกจากชื่อเสียงของแม่ทัพไร้พ่าย ยังมีชื่อเสียงของเพชฌฆาตอันอำมหิตอีกด้วย
แม้ว่าเวลาปกติแม่ทัพใหญ่ผู้นี้จะไม่ได้มีอันใดแปลกประหลาดไปกว่าคนอื่น แต่ว่าเมื่อเกิดการสู้รบและก็สงครามขึ้นจริงๆ
วิธีการและก็การกระทำของแม่ทัพใหญ่ผู้นี้กลับเหี้ยมโหดไร้ปราณี
ในตอนแรกตัวของมันคิดว่า ถ้าเกิดว่าอีกฝ่ายนั้นเกรงใจในฐานะทูตของตนเอง มันเองก็จะสามารถแสดงอำนาจได้อย่างเต็มที่โดยที่ไม่ต้องเกรงกลัว
แต่ว่าเมื่อเห็นว่าอีกสายไม่ไว้หน้าตัวเอง แม้ว่าจะมีตำแหน่งเป็นฑูตของราชสำนัก ในตอนนี้ขุนนางหนุ่มผู้นี้ก็ไม่กล้าเปิดปากแล้ว
ถ้าเกิดว่ามันพูดออกมาเกรงว่ามันคงจะไม่มีชีวิตรอดออกจากเมืองแห่งนี้
หลังจากที่จับขุนนางหนุ่มผู้นั้นโยนออกไปแล้ว
เจียงเฉินนั่งลงบนเก้าอี้ตำแหน่งประธาน
ชายที่ปรากฏกายออกมาและก็เป็นคนเหวี่ยงขุนนางหนุ่มผู้นั้นออกไปก็นั่งอยู่ด้านข้าง
คนผู้นี้มีร่างกายใหญ่โตความสูงของเขานั้นมากกว่าสองเมตรอย่างแน่นอน แม้ว่าเขาจะเป็นชายวัยกลางคนแต่ว่าทั่วทั้งร่างกายจัดเต็มไปด้วยมัดกล้ามอันกำยำ
ใบหน้าของเขาดูเหี้ยมโหดแถมยังเต็มไปด้วยความดุร้าย
อีกฝ่ายเหมือนว่ากำลังรอให้แม่ทัพใหญ่เปิดจดหมายอ่าน
เจียงเฉินเองก็ไม่ได้ว่าอะไรที่อีกฝ่ายนั้นรอเพื่อดูเนื้อหาของจดหมาย
คนผู้นี้เป็นหนึ่งในคนสนิทที่สามารถไว้ใจได้ของเจียงเฉิน อีกฝ่ายติดตามเข้ามาตั้งแต่ในตอนที่เขายังควบคุมทหารเพียงแค่ร้อยคนเท่านั้น
และร่างกายใหญ่โตผู้นี้ก็ยังเป็นยอดฝีมือผู้ฝึกยุทธที่มีขอบเขตข้างสูงส่งด้วยเช่นเดียวกัน
ถามว่าศูนย์ส่งขนาดไหนแน่นอนว่าต้องสูงส่งกว่าเจียงเฉิน
เจียงเฉินกวาดสายตาอ่านพวกตัวอักษรที่อยู่ภายในจดหมายที่ถูกส่งมา
หลังจากที่อ่านจดหมายจนจบแล้ว เจียงเฉินใบหน้ายังคงไม่เปลี่ยนเขายังคงสงบนิ่งแบบเดิม
แต่ดูเหมือนว่าหลังจากที่อ่านแล้วจะคิดบางอย่างอยู่ในใจ ในฐานะคนสนิทที่กำลังนั่งอยู่ตัวของเขาก็รู้ดีว่าเนื้อหาในจดหมายคงจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
เพราะแบบนั้นชายผู้นั้นจึงเอ่ยถามขึ้นมา “มีเรื่องใหญ่อย่างนั้นหรือขอรับ”
เจียงเฉินแววตาดูเหมือนจริงจังแต่เพียงครู่เดียวก็สงบนิ่ง จากนั้นก็เปิดปากเอ่ยออกมา “อาจจะเกิดสงครามขึ้น”