“แค่กๆ... แม่มเอ๊ย!ทำไมยุงเยอะขนาดนี้วะ!”
ไช่เหอจงย่อตัวคุดคู้อยู่หลังพุ่มไม้ มองรูหมาตรงเชิงกำแพงไปเรื่อยๆอย่างไร้อารมณ์ บางครั้งก็ยกมือปัดยุงไล่ไปมา แล้วสบถอย่างหัวเสีย
“แค่จะจับหมาตัวเดียวยากขนาดนี้เลยเหรอวะ!น่าโมโหฉิบหาย! จับได้เมื่อไหร่ ฉันจะหักคอมันด้วยมือตัวเอง!”
เขาพูดพลางก้มมองปืนยิงยายาสลบพกพาที่ถืออยู่ในมือ
นี่คือปืนที่พวกเขาแต่งขึ้นใช้กันเองสำหรับการล่าโดยปกติก็เอาไว้ยิงสุนัข และก็เป็นปืนนี้เองที่ยิงถูกมาสทิฟตัวนั้นแต่เพราะมาสทิฟตัวนั้นแข็งแรงกว่าสุนัขทั่วไปยาปริมาณสำหรับสุนัขธรรมดาจึงไม่แรงพอ ทำให้มันยังมีแรงวิ่งหนีได้
อย่างไรก็ตาม มันไม่น่าจะหนีได้ไกล พวกพ้องน่าจะไล่กันทันและถ้ามันฉลาดพอจะย้อนกลับมามุดรูหมาตรงนี้อีกก็เท่ากับวิ่งเข้าปากกระบอกปืนของเขาพอดี
พวกพี่น้องจับหมากันมานานยังไม่เคยพลาดสักครั้งถึงจะเป็นมาสทิฟก็ต้องจับกลับไปต้มให้สาแก่ใจวันนี้ให้ได้
“หือ?!”
กำลังคิดถึงหม้อไฟหมาอยู่ในใจ ไช่เหอจงก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกเขาตวัดสายตาขึ้นมองเหนือหัว พบเงาสี่ขาเคลื่อนผ่านท้องฟ้ามาปรากฏในระยะสายตาแล้วขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว...
นี่มัน...อะไรกัน!
คิดยังไม่ทันถี่ถ้วนไม่นานก็มีอุ้งเท้ากดลงบนใบหน้าเขาพร้อมแรงที่เกินคาดจนเขาถูกกระแทกลงกับพื้นทันที!
“อ๊า!!” เสียงร้องดังขึ้นแล้วเงียบไปไช่เหอจงศีรษะกระแทกหินตาค้าง แล้วก็สลบไปเลย...
สวี่มั่วเหยียบอยู่บนตัวไช่เหอจงพอแน่ใจว่าอีกฝ่ายหมดสติแล้วจึงยกอุ้งเท้าขึ้น เห็นรอยอุ้งเท้าชัดเจนบนใบหน้าเขา
ไม่ใช่รอยโคลน แต่เป็นรอยช้ำมีเลือดซึมออกมา…
"ไม่เลว พละกำลังก็กำลังดี…"
สวี่มั่วลงมาจากตัวไช่เหอจง แล้วสะบัดอุ้งเท้าอย่างพอใจ
เขาหันไปมองรูหมาตรงมุมกำแพงแล้วตะโกนว่า “เรียบร้อยแล้ว มาได้”
ต้าเวยคลานออกมาจากรูหมานั้น เดินโซเซมาถึงหน้าสวี่มั่ว
พอเห็นคนที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นก็ร้องขึ้นทันทีว่า “เขานี่แหละ!เขาเป็นคนยิงผม! พี่ใหญ่เก่งจริงๆ! พี่ล้มเขาได้ยังไงกัน”
สวี่มั่วกล่าว “อย่าพูดมาก รีบหนีไปเถอะ เดี๋ยวคนอื่นตามมาอีก!”
พูดจบ เขาก็เงยหน้ามองกำแพงประสาทหูฉับไวของเขาได้ยินเสียงคนอีกกลุ่มกำลังพูดคุยกันเสียงฝีเท้าที่ตามมาก็เข้าใกล้เรื่อยๆ
พวกนั้นคงได้ยินไช่เหอจงกรีดร้องเมื่อครู่เลยเริ่มระแวง
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาจากกระเป๋าของไช่เหอจง
สวี่มั่วหันไปมอง เห็นว่ามีคนกำลังโทรเข้ามาจากฝั่งพวกนั้นดูท่าพวกเขาน่าจะโทรมาถามความคืบหน้ากัน
แม้ทิเบตันมาสทิฟจะตอบสนองช้าไปหน่อย แต่ก็เข้าใจสถานการณ์ดีจึงรีบตะโกนด้วยความตกใจว่า “ฉิบละ! พวกนั้นรู้เรื่องที่นี่แล้ว พี่ใหญ่เรารีบไปกันเถอะ!!”
สวี่มั่วกลอกตาพูดห้วนๆ ว่า “ฉันบอกแล้วไงว่าพวกมันจะจับนายไม่ใช่ฉัน!ฉันจะหนีไปกับนายทำไมล่ะ นายดูแลตัวเองให้ดี รีบไปให้ไกลๆ อย่าให้พวกมันหานายเจอ”
ทิเบตันมาสทิฟทำท่าขอร้องอย่างน่าเอ็นดู “พี่ใหญ่ ผมขอไปด้วยได้ไหมผมอยากติดตามคุณ!”
“ติดตามหอกอะไรล่ะ! ตูไม่ใช่อันธพาลโว้ย!ที่จริงก็แค่อยากจะกินอาหารสุนัขนั่นใช่ไหม!”
สวี่มั่วมองก็รู้ทันทีว่า ที่มาสทิฟตัวนี้อยากติดตามเขาแท้จริงแล้วก็เพราะอยากได้กินอาหารสุนัขเกรดพรีเมียมเท่านั้น เสียชื่อจริงๆ โอ๊ะไม่... เสียหมา!
“แม่ม! โทรไม่ติด! หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับเหล่าไช่!เร็วเข้า ไปดูให้แน่ใจ!”
ทันใดนั้นเอง สวี่มั่วได้ยินเสียงคนจากอีกฝั่งของกำแพงตามมาด้วยฝีเท้าที่เร่งรีบเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที เขาจึงหันไปพูดกับมาสทิฟว่า“คนอื่นกำลังกลับมาแล้ว นายยังไม่รีบหนีอีก?”
“ก็ได้…”มาสทิฟที่หมดหวังจะได้ติดตามไปอยู่ด้วยถอนหายใจอย่างเสียดายมันเองก็ไม่กล้าเอาแต่รั้งตัวสวี่มั่วไว้เพราะภาพความน่าเกรงขามที่เจอในตอนบ่ายยังติดตรึงอยู่ในใจราวกับฝังลึกลงไปในวิญญาณต่อให้ชะตากรรมเลวร้ายที่เจอตอนนี้มีสาเหตุมาจากสวี่มั่วโดยตรง แต่มันก็ไม่กล้าจะเกลียดเขาเลย
ทิเบตันมาสทิฟหันหลังวิ่งลัดเข้าไปในดงไม้ไม่กี่อึดใจก็หายลับตาไปจากสายตาของสวี่มั่ว
เขาถามในใจว่า “ระบบ ทำไมภารกิจยังไม่เสร็จอีก”
[เป้าหมายยังไม่อยู่ในระยะปลอดภัย]
ดูท่าคงต้องรออีกสักพัก
สวี่มั่วเหลือบมองไช่เหอจงที่นอนสลบอยู่บนพื้นแล้วเลี่ยงไปซ่อนหลังต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก
ผ่านไปเพียงสามนาทีเสียงโทรศัพท์มือถือของไช่เหอจงก็ดังขึ้นอีกสองครั้งก่อนที่เงาร่างสี่ร่างจะวิ่งโผล่มาจากไกลๆ
ทั้งหมดเป็นชายวัยฉกรรจ์ โดยมีหัวโจกเป็นชายหัวโล้นใส่เสื้อกล้ามดูจากท่าทางก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนดีแน่นอน…