ยากูซ่าพลังผู้กล้า

    เหมันต์ที่ 6 : เส้นที่ไม่ควรข้าม

            “สอบปลายภาคงั้นเหรอ...”เอย์จิแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่หูตัวเองเพิ่งได้ยิน

     

            “ครับ...คนเราย่อมมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอยู่ ผมที่เป็นเด็กม.ปลายก็ต้องสอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

     

            “คุณกำลังจะบอกว่าสอบปลายภาคมันสำคัญกว่าการสร้างความเชื่อถือให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนในแก๊งงั้นเหรอ?”อิริยาบถของชายผมแดงดูก้าวร้าวกว่าคำพูดมากนัก

     

            “การเข้าทดสอบเลื่อนไปวันสองวันผมก็ไม่เห็นว่ามันจะต่างกันตรงไหนยังไงผมก็เข้ารับการทดสอบอยู่แล้ว อีกอย่าง!”จินปล่อยจิตคุกคามกดดันมหาศาลสร้างการผันผวนทางอากาศแตกเป็นเสี่ยงภายในใจของทุกคน

     

            อึก!พวกเขาตกเข้าสู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัวเพียงมองเข้าไปยังดวงตาดุจดั่งอสูรร้ายของจินร่างกายทุกคนเกิดไร้เรี่ยวแรงคิดต่อต้านเหมือนกับเหยื่อนั่งรอความตายเพียง

     

            “หากพวกคุณยังทำท่าทางเกินเลยแบบนี้อย่าหาว่าผมไม่เตือน! ผมไม่ได้ใจเย็นถึงนั่งให้พวกคุณคอยดูถูกเฉยๆ หรอกนะถ้าจำเป็นจริงๆ ผมไม่จะลังเลเลย” รังสีฆ่าฟันฉายชัดผ่านใบหน้าของเขา

     

            ทั้งหกคนต่างเหงื่อกายไหลย้อยทั่วทั้งร่างใบหน้าขาวซีดราวกับเจอภูตผีมาปรากฏอยู่ตรงหน้าดวงตาสีทองของจินทอแสงดูน่ากลัวทรงอำนาจ

     

            “แต่ว่า---” เอย์จิกำลังจะเอ่ยบางอย่าง

     

            ขวับ!เอย์จิเห็นภาพตัวเองคอขาดหลุดออกจากบ่าตกลงกลิ้งไปกับพื้นวิสัยทัศน์การมองของเขาเปลี่ยนไปตามหัวที่ร่วงลงเช่นกันมันเป็นภาพที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววิจริงๆ

     

            เขาสะดุ้งรู้สึกตัวกลับมานั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้เกิดอะไรขึ้นเอย์จิเผลอยกมือลูบคอตัวเองด้วยดวงตาตื่นตะลึง

     

            เมื่อกี้มันคืออะไร?เขาจำได้เพียงว่าจินหันมาสบตาเขาก่อนจะเกิดเรื่องพวกนั้น

     

            “มันจะเกิดขึ้นจริง หากคุณยังดื้อดึงตามที่ผมได้กล่าวไว้ต่อไปพวกคุณยังทำอะไรลับหลังผมหรือล่วงเกินคุณปู่แม้แต่เพียงเล็กน้อยเตรียมตัวรับผลที่ตามมา!”ท่าทางของจินไม่มีความเกรงใจเหมือนก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย

     

            อึก!เหล่าทายาททั้งหกของอดีตผู้อาวุโสต่างพากันกลืนน้ำลายลงคอกันยากลำบากหลายคนถึงขั้นเผลอลืมหายใจไปชั่วขณะเลยทีเดียว

     

            น่ากลัวเกินไปประโยคหนึ่งสลักอยู่ภายในหัวของทุกคน

     

            มาร์คที่เป็นตัวตั้งตัวตีกลับเอาแต่นั่งนิ่งเงียบไม่กล่าวอะไรสักคำเดียวเขารู้แล้วว่าได้ปลุกมังกรหลับเข้าเสียแล้ว

     

            “จะไม่มีใครพูดอะไรหน่อยเหรอ”

     

            “พวกเราขอโทษด้วยนะคะ”มิคังยืนขึ้นโค้งตัวขอโทษเป็นคนแรก

     

            พึ่บ!การกระทำของเธอปลุกคนที่เหลือให้ลุกขึ้นตามยกเว้นเพียงชาโต้หันหน้ามองจินอย่างแปลกใจเขาก็รู้สึกถึงจิตคุกคามแต่คงไม่มากเท่าพวกนั้นทั้งหกเขาคงยังไม่ชินเกี่ยวกับความเก่งกาจของหลานชายตัวเองถึงแม้จะเห็นกับตามาแล้วก็เถอะ

     

            “พวกเราขอโทษที่ล่วงเกินครับ/ค่ะ”

     

            “ไม่ต้องทำกันถึงขนาดนี้ก็ได้ครั้งนี้ถือว่าพวกเราตกลงกันแล้ว นั่งลงเถอะครับ”

     

            พอจินถอดความกดดันออกทุกคนจึงถอนหายใจโล่งอก

     

            “แล้วทำไมถึงต้องให้ผมเข้ารับการทดสอบด้วยมันไม่มีทางอื่นแล้วงั้นเหรอ” ถึงจะไม่รู้จักสถานที่นั้นแต่ด้วยน้ำเสียงและท่าทางพวกเขาก็พอเดาได้ว่าค่อนข้างอันตรายน่าดู

     

            “มันก็ไม่เชิงว่าไม่มีสักทีเดียวหรอกครับแต่ว่ายังไงท่านผู้นำทุกคนก็ต้องเข้ารับการทดสอบกันอยู่แล้ว เพียงแต่...เราเร่งเวลาให้คุณจินเข้าไปก่อนล่วงหน้าเท่านั้นเอง” ริโตะหนุ่มสำอางอธิบาย

     

            “ในเมื่อมันเป็นธรรมเนียมอยู่แล้วทำไมปู่ทำหน้าเป็นกังวลด้วยครับ” จินหันไปมองปู่ของตัวเองที่ทำหน้าตึงเครียด

     

            “มันเคยมีคนตายด้วยนะสิเลยทำให้ปู่เป็นห่วงหลาน”

     

            “ถึงกลับเสียชีวิตเลยงั้นเหรอในเมื่อผมพูดไปแล้ว ยังไงผมก็ต้องเข้าไป แต่ขอเวลาสักหน่อยนะครับ”รอยยิ้มบวกกับใบหน้าของจินไม่เหลือเค้าโครงอันดุดันก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย

     

            เอย์จินั่งหน้าซีดเอาแต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตาจินเพราะเมื่อครู่เขาเพิ่งได้เห็นความตายมาทำให้เริ่มสำเหนียกตัวเองแล้วว่าไม่ควรล้อเล่นกับชายตรงหน้าจริงๆ

     

            “ฟังดูค่อนข้างเสี่ยงเลยทีเดียวเพราะงั้น ผมขอเสนอข้อแลกเปลี่ยนสักหน่อย ทุกคนคิดว่าไงครับ”

     

            “พวกเรารอฟังอยู่ค่ะ” โซอึนพยักหน้า

     

            “หากผมทำไม่สำเร็จหรือตกตายไปผมไม่ขอรับตำแหน่งหัวหน้าแก๊งแล้วพวกคุณก็คัดเลือกกันเองเลย กลับกัน หากผมทำสำเร็จชีวิตของพวกคุณต้องตกเป็นของผม”

     

            “ว่าไงนะครับ/คะ!”

     

            พวกเขาลุกพรวดตกใจพร้อมเพรียงทั้งยังมองหน้าสลับกันไปมาด้วยความกังวล

     

            “คงฟังดูแปลกสินะ ชีวิตแลกด้วยชีวิตมันก็ถูกต้องแล้วนี่ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมไงครับ”

     

            “คือว่า...”อาริมะกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่ติดตรงที่ลิ้นตัวเองพันกัน

     

            “พวกคุณเป็นคนเริ่มก่อนเองนะครับใช่ไหมคุณมาร์ค?”

     

            ท่าทางนิ่งสงบไม่หวั่นเกรงของจินเล่นเอาหลายคนไปไม่เป็นกันทั้งแถบโดยเฉพาะกับมาร์คที่เอาแต่ก้มหน้านิ่งเงียบผิดกับรูปลักษณ์ใหญ่โตกำยำนั่น

     

            “ไม่ต้องตอบรับก็ได้นะครับ หากคุณกลัว”ประโยคจิกกัดถูกย้อนกลับทำร้ายตัวเอง

     

            อึก!เอย์จิเผลอสะดุ้งตกใจถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

     

            ผ่านไปนานเกือบนาทีเศษความเงียบยังคงปกคลุมทั่วห้องประชุมให้ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่หนักหน่วง

     

            “ผมขอชีวิตพวกคุณแต่ไม่ได้บอกว่าจะฆ่าทิ้งสักหน่อยคิดอะไรกันอยู่ครับ”

     

            ความกังวลส่วนหนึ่งหายไปหลังจากได้ยินประโยคของจินพวกเขาคงคิดมากไปกันเอง

     

            “ที่จริงผมไม่จำเป็นต้องเจรจาอะไรด้วยซ้ำแค่ฆ่าคนที่ขวางทางทิ้งให้หมด! ความหวาดกลัวก็จะกลายเป็นความน่าเชื่อถือเอง!”จินกล่าวด้วยใบหน้าเหี้ยมโหด

     

            อึก!ทุกคนรู้สึกถึงคมมีดที่กำลังจ่ออยู่ตรงคอตัวเองฉับพลันจมูกสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตาย

     

            “ตกลงค่ะ”น่าแปลกที่เป็นโซอึนกล่าวคนแรก จินเลิกคิ้วแปลกใจและคลายพลังนั้นลง

     

            “ตกลงครับ/ค่ะ”มิคังกับริโตะพูดพร้อมกันแล้วนั่งลงสงบจิตใจ โดยไม่ลืมจ้องไปยังตัวการ

     

            “ตกลงครับหากคุณตอบรับการเข้าทดสอบจริง” มาร์คกล่าวแบบไม่สบตากับจิน

     

            “ตกลงครับ”อาริมะขยับแว่นตัวเองลอบถอนหายใจหลังตอบตกลง

     

            “เหลือคุณเพียงคนเดียวแล้วนะ คุณเอย์จิ”จินหันไปถามชายหนุ่มในชุดสูทสีแสงสดด้านข้าง

     

            “ตะ ตกลงครับ”เอย์จิพูดอย่างตะกุกตะกักแล้วนั่งลงอย่างเงียบเชียบ

     

            “ในเมื่อทุกคนตกลงตามข้อเสนอผมแล้วอย่าลืมข้อแลกเปลี่ยนของพวกเรานะครับ ใครมีอะไรสงสัยตรงไหนจะถามอีกหรือเปล่าครับ”

     

            “...” ทุกคนต่างก้มหน้าเงียบ

     

            “ในเมื่อทุกคนไม่มีข้อสงสัยอะไรแล้วงั้นผมขอจบการประชุมเพียงเท่านี้นะครับ เชิญพักผ่อนกันตามสบายไปกันเถอะครับคุณปู่”เขาเดินตามชายชราออกจากห้องไปแล้วทิ้งระเบิดเวลาอันแสนกดดันไว้เพียงเบื้องหลัง

     

            “เป็นเพราะนายคนเดียวเลยมาร์คพวกเราต้องตกกระไดพลอยโจนไปด้วยเลย” มิคังสวดมาร์คขึ้นมาคนแรกเมื่อเห็นจินเดินออกไปได้สักพักแล้ว

     

            “เธอจะโทษแต่ฉันคนเดียวก็ไม่ได้นะพวกเราต่างเห็นชอบกันเป็นส่วนใหญ่แล้วนี่” มาร์คคอตกพูดแก้ต่าง

     

            “เมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้ไปแล้วจะโทษใครก็คงช่วยอะไรไม่ได้ อีกอย่างคุณจินก็ไม่ได้บอกว่าจะฆ่าเราเราอาจจะมองแง่ร้ายกันเกินไปนะครับ” อาริมพูดเชิงให้กำลังใจทุกคน

     

            “นั่นสิคะพวกเราอาจจะคิดมากกันไปเองก็ได้” โซอึนพูดสนับสนุนอาริมมะอีกคน

     

            “ว่าแต่...พี่เอย์จิไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าเห็นนั่งหน้าซีดเอาแต่เงียบมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”ริโตะถามเอย์จิที่เนื้อตัวซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด

     

            “มะ ไม่มีอะไร ไปกันเถอะ”เอย์จิกล่าวเลิกลั่นด้วยท่าทางแปลกๆ แล้วเดินหนีทุกคนไป

     

            “เป็นอะไรของเขา?”มิคังมองพี่ขายตัวเองด้วยความไม่เข้าใจเธอเพิ่งเคยเห็นเขาเป็นแบบนี้ครั้งแรก

     

            “น่าจะกำลังตกใจข้อเสนอของคุณจินละมั้ง”โซอึนหันตอบมิคังจากด้านข้าง แล้วทั้งสองคนก็มองหน้ากันฉงน

     

            ลองพวกแกมาเห็นความตายของตัวเองดูสิจะตกใจขนาดไหน เอย์จิเดินไปพลางลูบคอตัวเองไปพลางอย่างอดหวาดกลัวไม่ได้

     

            …

     

            สองคนปู่กับหลานเดินกลับมายังห้องทำงานของชาโต้ตลอดตามทางจินสังเกตเห็นใบหน้ากังวลใจของคนด้านข้างไม่น้อยเลย

     

            “หลานแน่ใจแล้วงั้นเหรอว่าจะเข้าไปยังที่ทดสอบแห่งนั้น”ชาโต๊ะที่นั่งตรงโต๊ะทำงานของตัวเองอดหันไปถามจินที่เอาแต่มองนอกหน้าต่างเสียไม่ได้

     

            “มันมีอะไรในนั้นงั้นเหรอครับ”

     

            “มันเป็นที่ทดสอบเกี่ยวกับจิตใจโดยแท้เลยหลาน”ชาโต้ถอนหายใจ พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเศร้า

     

            “ทดสอบจิตใจ”

     

            “ตอนที่ปู่เข้าไปด่านแรกหลานรู้ไหมปู่ต้องเจอกับอะไร?” ความหนักฉายชัดผ่านดวงตาชราวัย

     

            “ปู่เจอย่าของหลาน มันสมจริงมากทั้งกลิ่นอาย น้ำเสียง รอยยิ้ม รูปร่างหน้าตา ทุกอย่างดูสมจริงมาก”ชาโต้ไม่เคยลืมสักวินาทีที่เข้าไปในนั้น

     

            “ไม่ต้องเล่าแล้วครับท่านปู่”จินตัดบทชาโต้ เขาไม่ได้ต้องการให้ชายชราต้องหวนคิดถึงเรื่องราวที่แสนเจ็บปวดนั่น

     

            “แม้ปู่จะรู้ว่ามันไม่จริงแต่มันไม่ง่ายเลย สุดท้ายปู่ก็ทำการทดสอบไม่สำเร็จ”

     

            “แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าผ่านการทดสอบแล้วครับท่านปู่”จินสงสัยถึงกฎเกณฑ์การตัดสินใจ

     

            ในเมื่อทุกคนไม่เคยเห็นว่ามีใครผ่านได้นอกจากท่านรุ่นที่1 มันไม่อาจรับรองได้อะไรเลย หากเขาผ่านแล้วจะมีใครมาเชื่อ

     

            “หากหลานทำสำเร็จจะมีแหวนวงหนึ่งปรากฏออกมาด้วยเดี๋ยวปู่จะพาหลานไปดูรูปภาพของท่านรุ่นที่ 1หลานจะเห็นแหวนวงนั้นที่นิ้วมือของท่าน” ชาโต้ลุกขึ้นและเดินนำจินไปอีกห้อง

     

            จินเดินตามหลังของชายชราที่แบกรับความสูญเสียมากมายไว้ข้างหลังด้วยความเงียบเขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าความรู้สึกอันแสนทรมานนั้นจะมีพลังรุนแรงขนาดไหนแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้มั่นใจได้แน่นอน คือ คนตรงหน้าแข็งแกร่งโดยเนื้อแท้

     

            “ห้องนี้แหละ ขอยืมสร้อยคอของหลานหน่อย”

     

            ชาโต้กับจินมาหยุดยืนหน้าห้องประตูสีทองตรงกลางประตูถูกแกะสลักเป็นรูปมังกรแนวยุโรปกำลังอ้าปากคำรามขึ้นท้องฟ้าไว้

     

            กลไกทำงานเสียงดังหลังจากที่ชาโต้ใช้จี้สร้อยคอของผู้นำเข้าไปไข

     

            จินลอบสำรวจห้องทันทีเมื่อเดินเข้ามาห้องนั้นดูกว้างราวกับห้องโถงขนาดใหญ่ฉากคั่นมากมายถูกวางทั่วห้องสลับไปมาเต็มไปหมดแต่โดดเด่นสุดคงเป็นตรงกลางของพวกฉากเหล่านั้นซึ่งมีรูปของผู้นำแต่ละรุ่นประดับไว้อีกทั้งยังเขียนความสามารถของทุกท่านไว้เป็นตัวอักษรโดยรอบ

     

            “รูปที่เห็นพวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นท่านผู้นำของแก๊งมังกรคำรามของเราจะเห็นว่าส่วนมากจะเป็นคนของตระกูลคัตสึระ”ชาโต้อธิบายตามหลังจินที่กำลังเดินทั่วห้อง

     

            แล้วชายหนุ่มก็เดินมาหยุดยืนมองรูปภาพท่านผู้หนึ่งที่ใช้พื้นที่ทั้งผนังด้านหนึ่งไว้ทั้งหมด

     

            “อย่าบอกว่าคนนี้”จินเบิกตากว้างเมื่อจ้องมองไปยังรูปภาพนั้น

     

            “ใช่นี่แหละ... ท่านผู้นำรุ่นที่ 1”