สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 211 การเริ่มต้นสงครามในวังหลวง

        ขณะที่เฉินเซ่าป๋ายกำลังจะออกไปอันเจิงก็ตะโกนตามหลังเขา “หากอนาคตเราต้องอยู่ฝ่ายตรงข้ามกันล่ะ?”

 

        ฝีเท้าของเฉินเซ่าป๋ายหยุดลงจากนั้นก็หันไปยิ้มกับอันเจิง “อย่างไรเจ้าก็จำไว้แค่เรื่องเดียว...มีข้าอยู่คนอื่นห้ามฆ่าเจ้าเด็ดขาด ไม่ว่าใครก็ตาม แม้เจ้าอยากตายก็ตายไม่ได้ หากแม้มีวันหนึ่งเราต้องอยู่ฝ่ายตรงข้ามกันแต่ไม่ว่าใครก็ฆ่าเจ้าไม่ได้เด็ดขาด เพราะข้าจะเป็นคนฆ่าเอง”

 

        อันเจิงมองเขาแล้วพูด“เราทั้งสองคนอาจมีวันนั้นก็ได้”

 

        เฉินเซ่าป๋ายส่ายหน้า “เจ้าอายุยังน้อยจะมัวกังวลเรื่องพวกนี้ทำไม? หากมีเวลาเหลือมาคิดเรื่องพวกนี้เจ้าควรเอาเวลาไปฝึกพลังวัตรจะดีกว่า...ต่อให้ตอนนี้เจ้าจะมีพรสวรรค์มากก็ตามแต่ระยะห่างระหว่างเจ้าและข้าก็ยังมากเกินไป ไม่ว่าจะตอนไหนมีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้นที่ฆ่าเจ้าได้ ฉะนั้นเจ้าเอาเวลาคิดเรื่องพวกนี้ไปบ่มเพาะพลังวัตรให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นซะจะได้ไม่ต้องถูกข้าฆ่าง่ายเกินไป”

 

        “ค่อย ๆ ไปล่ะ ไม่ส่งนะ” อันเจิงผายมือออกไปทำท่าเชื้อเชิญ

 

        เฉินเซ่าป๋ายยักไหล่“เจ้ามันเป็นพวกชอบทิ้งขว้าง”

 

        เมื่อพูดจบเขาก็กระโดดขึ้นไปบนหน้าต่างก่อนออกไปยังหันกลับมายิ้ม “เป็นอย่างไรบ้าง?”

 

        อันเจิงขมวดคิ้ว “อะไรเป็นอย่างไรบ้าง?”

 

        “รอยยิ้มก่อนจากไปเป็นรอยยิ้มที่สดใสที่สุดเป็นอย่างไรบ้าง?”

 

        “ไสหัวไป...”

 

        หลังจากเฉินเซ่าป๋ายจากไปแล้วอันเจิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าสิ่งที่ควรถามก็ไม่ได้ถามออกไป เฉินเซ่าป๋ายลึกลับมากอย่างน้อยก็ต้องมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่คอยหนุนอยู่ พลังอำนาจเช่นนี้เป็นไปได้มากว่าเขาจะมาจากเผ่ามารที่หายไปจากเจียงหูนานมากแล้ว ผู้เฒ่าฮั่วบอกว่าตอนนั้นเกิดสงครามระหว่างเผ่ามารกับผู้ฝึกพลังวัตร และนั่นก็คือการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่บนตัวเฉินเซ่าป๋ายมีอะไรบางอย่างที่ไม่อาจมองข้ามได้ นั่นก็คือความชั่วร้าย

 

        อันเจิงนอนอยู่บนเตียง จากนั้นก็นึกทบทวนแผนการของตัวเองอย่างละเอียดหากแผนที่เขาวางไว้ไม่เกิดปัญหาละก็ เขาอาจยื้อเวลาเรื่องนี้ออกไปได้อีกหน่อย

 

        ณ ตำหนักวิหารสวรรค์ ตอนนี้ราชามู่ฉางเยียนทรงโมโหจนแทบจะเผาหลังคาตำหนักแล้ว

 

        “พวกเจ้าแต่ละคนจะให้ข้าวางใจ แล้วให้พวกเจ้าไปจัดการเรื่องสำคัญได้อย่างไร?”

 

        ทรงมองชายหนุ่มที่ยืนเรียงกันตรงหน้า“ข้าสั่งอย่างละเอียดแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปกป้องเฉินไจ่เหยียนและขุนนางในหน่วยทหารคนอื่นๆ แต่สิ่งที่พวกเจ้าทำคืออะไร?”

 

        ชายหนุ่มที่อายุราวยี่สิบห้าถึงยี่สิบหกปีพูดขึ้น“ฝ่าบาท...พวกเราแค่เป็นห่วงความปลอดภัยของพระองค์”

 

        ราชามู่ฉางเยียนตรัสด้วยพระสุรเสียงที่เย็นยะเยือก“พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องมาเป็นห่วงข้า หน้าที่ของพวกเจ้าคืออะไร? คือทำตามคำสั่งแต่พวกเจ้ากลับลืมหน้าที่ของตัวเอง ต่อให้พวกเจ้าจะห่วงความปลอดภัยของข้าก็ตาม อย่างไรพวกเจ้าก็ละเลยหน้าที่ของตัวเองอยู่ดีหากไม่มีอันเจิงละก็ วันนี้เกรงว่าคนของหน่วยทหารคงตายกันหมดแล้ว เรื่องที่พวกเจ้าตั้งหลายคนทำไม่ได้แต่อันเจิงเพียงคนเดียวกลับทำได้!”

 

        ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตา แต่ทว่าในใจกลับเริ่มรู้สึกไม่พอใจ

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงชี้ไปยังชายหนุ่มคนเมื่อครู่“ต้วนเยิน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าไม่ใช่ผู้ดูแลค่ายเต่าดำอีกต่อไปแล้ว ข้าลดตำแหน่งเจ้าเป็นรองผู้ดูแลมีหน้าที่ฝึกซ้อมและชี้นำคนอื่น ๆ หากผู้ดูแลคนใหม่มาเริ่มงานเมื่อไหร่คนในค่ายเต่าดำต้องฟังเขาทุกอย่าง”

 

        แววตาของต้วนเยินประกายความไม่พอใจแวบหนึ่งแต่เขาปกปิดมันไว้ได้อย่างดี “กระหม่อมผิดไปแล้ว”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงหันไปทางอันเฉิง“อีกประเดี๋ยวส่งคนไปดูแผลให้อันเจิงหน่อย เมื่อไหร่ที่เขาเคลื่อนไหวตัวได้เมื่อนั้นก็ให้เขาเข้าไปดูแลค่ายเต่าดำ หากไม่มอบค่ายเต่าดำให้คนที่ไว้ใจมาดูแลเกรงว่าสุดท้ายสิ่งที่ข้าตั้งใจทำมานานจะสูญเปล่า!”

 

        เมื่อได้ยินว่าราชาจะทรงแต่งตั้งให้อันเจิงเป็นผู้ดูแลค่ายเต่าดำถึงแม้ว่าต้วนเยินจะยังก้มหน้าอยู่ แต่ทว่าดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ

 

       อันเจิงมีสิทธิ์อะไรมาเป็นผู้ดูแลค่ายเต่าดำ?

 

        หลายปีมานี้ค่ายเต่าดำอยู่ในความดูแลของเขามาโดยตลอด ถึงแม้เรื่องส่วนใหญ่อันเฉิงจะมีสิทธิ์ตัดสินใจแต่ในความเป็นจริง อันเฉิงไม่มีเวลามาดูแลพวกเขาขนาดนั้นตั้งแต่การคัดเลือกคนที่มีพรสวรรค์ไปจนถึงการรับคนเข้ามาในค่าย ฝึกซ้อมและแบ่งแยกหน้าที่ มีสิ่งไหนที่ต้วนเยินไม่ใช่คนจัดการบ้าง? ตอนนี้จู่ ๆก็จะให้อันเจิงเข้ามาเป็นผู้ดูแล มันเหมือนแย่งทุกอย่างที่เขาสร้างมาหลายปีไปอย่างง่ายดาย...

 

        ต้วนเยินกำลังก้มหน้าอยู่ ฉะนั้นราชาจึงทรงมองไม่เห็นแววตาที่โกรธเคืองของเขา

 

       หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ราชามู่ฉางเยียนก็ตรัสขึ้น“เมื่อก่อนค่ายทั้งสี่ต่างให้อันเฉิงเป็นคนดูแล เขาก็คงเหนื่อยมากไปหน่อยนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลังจากให้อันเจิงดูแลค่ายเต่าดำแล้วให้เขาเป็นคนรายงานเรื่องในค่ายกับข้าโดยตรง นอกนั้นอีกสามค่าย อันเฉิง...เจ้าก็เป็นคนดูแลต่อไปเถอะ”

 

        อันเฉิงพูด “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”

 

        ราชามู่ฉางเยียนโบกพระหัตถ์“พวกเจ้าออกไปเถอะ เหลือเพียงอันเฉิงคนเดียวก็พอ”

 

        ทุกคนต่างขานรับด้วยความนอบน้อม คนของค่ายเต่าดำในชุดองครักษ์หลวงออกไปกันหมดพวกเขาได้ทำตามที่อันเฉิงจัดเตรียมไว้แล้ว เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีองครักษ์ตายเป็นจำนวนมากจึงให้คนในค่ายเต่าดำมาเป็นองครักษ์แทน แต่ทว่าเรื่องของพวกเขาคงปิดไม่ได้อีกแล้วในเมื่อราชามู่ฉางเยียนทรงแต่งตั้งพวกเขาขึ้นมาเองกับมือ นั่นก็แสดงว่าไม่ทรงกลัวคนอื่นรู้อีกต่อไปและทรงถือโอกาสนี้เปลี่ยนตัวองครักษ์ในตำหนักวิหารสวรรค์เสียเลย

 

        “ทางด้านหม่าจื่อเวยเป็นอย่างไรบ้าง?” ราชามู่ฉางเยียนตรัสถามขึ้น

 

        “หม่าจื่อเวยสารภาพแล้ว แต่กระหม่อมคิดว่าเราจะอาศัยหม่าจื่อเวยเพียงคนเดียวไม่ได้ทางด้านไทเฮาต้องบอกว่าหม่าจื่อเวยใส่ร้าย เพราะไม่มีหลักฐานหรือพยานคนอื่นเลยเรื่องนี้จึงจัดการยากพอสมควร”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงทอดถอนพระทัย “ราชสำนักเหลือแต่ขุนนางฝ่ายบุ๋นจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครยอมช่วยข้า...”

 

        อันเฉิงก็ถอนหายใจตาม อันเจิงเสี่ยงชีวิตพาตัวหม่าจื่อเวยออกมาแต่สุดท้ายอาจไม่มีประโยชน์อะไรเลยก็ได้

 

        “ช่างเถอะ คุ้มกันขุนนางในหน่วยทหารให้ดีปกป้องพวกเขาให้ได้นานที่สุด ข้าไม่รู้ว่าตัวเองยังจะอยู่ในตำแหน่งนี้ได้อีกนานเท่าไหร่หากข้ายังอยู่ ข้าก็จะพยายามให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อ แม้จะมีชีวิตที่ตกต่ำ...หรือถูกตราหน้าก็ตาม”

 

        ขณะนี้เอง องครักษ์ที่เพิ่งถูกย้ายเข้ามาอยู่ในตำหนักวิหารสวรรค์ก็เดินเข้ามาจากด้านนอก“ฝ่าบาท มีคนมาที่ค่ายเต่าดำของเรา บอกว่าเป็นคนที่อันเจิงส่งมาเขาเพิ่งกลับมาจากแถบชายแดนและเป็นทหารคนสนิทของแม่ทัพฟางจือจี่”

 

        สีพระพักตร์ของราชามู่ฉางเยียนเปลี่ยนไปทันทีทันใดนั้นก็ทรงนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “พาตัวเขาเข้ามาที่นี่เดี๋ยวนี้ ส่งคนไปที่ค่ายเต่าดำคุ้มกันเขาเข้าวังอย่างปลอดภัย”

 

        องครักษ์คนนั้นรีบพยักหน้าจากนั้นก็โค้งตัวแล้วออกไป

 

        ผ่านไปสองชั่วโมง ราชามู่ฉางเยียนร้อนพระทัยมากทรงพระดำเนินไปมาแล้วเร่งฝีพระบาทเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ อันเฉิงยืนอยู่ด้านข้าง ในมือเต็มไปด้วยเหงื่อความจริงเขารู้ดีว่าเวลานี้แม่ทัพฟางจือจี่ไม่มีทางส่งคนกลับมาอย่างแน่นอน เพราะแม่ทัพฟางจือจี่เป็นคนที่ไม่อยากเข้าร่วมการแย่งชิงในราชสำนักหากเขาอยากเข้าร่วมละก็ ก่อนหน้านี้คงแสดงออกว่าตัวเองอยู่ข้างราชาแล้วส่วนทางด้านไทเฮาก็คงไม่บังอาจเช่นนี้

 

       หากตอนนี้ในราชสำนักยังมีคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้บ้าง คนนั้นก็คงเป็นแม่ทัพฟางจือจี่

 

        ในตอนนี้แม่ทัพฟางจือจี่ส่งคนกลับมา ทั้งๆ ที่เขาอยู่ไกลขนาดนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงในราชสำนัก คนของหน่วยทหารก็เพิ่งถูกจับไปได้ไม่นานข่าวนี้ไม่มีทางไปถึงแถบชายแดนอย่างแน่นอนฉะนั้นเรื่องนี้มีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ เมื่ออันเฉิงได้ยินว่าอันเจิงส่งคนมาเขาก็พอจะเดาได้บ้างแล้ว

 

        “ฝ่าบาท...” อันเฉิงรู้ว่าราชาก็คงเดาเรื่องนี้ได้เหมือนกันแต่ทว่าเขาต้องพูดมันออกมา เพราะอย่างไรนี่ก็คือหน้าที่ของเขา

 

        “ทหารคนนี้...อาจเป็นตัวปลอม”

 

        ราชามู่ฉางเยียนหยุดพระบาทลง จากนั้นทรงหันไปมองอันเฉิงหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งจึงทรงพยักพระพักตร์ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเป็นตัวปลอมไม่ใช่แค่อาจจะ แต่มันเป็นตัวปลอมแน่นอน ในสถานการณ์อย่างนี้อันเจิงสามารถคิดวิธีนี้ออกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่เพียงแค่ข้าที่รู้ว่ามันเป็นตัวปลอมทุกคนในราชสำนักรวมไปถึงไทเฮาก็ต้องรู้เช่นกันแต่ข้าจะรอดูว่าคนคนนี้จะจัดการอย่างไร และดูว่าอันเจิงจะสร้างความประหลาดใจอะไรให้แก่ข้าอีก”

 

        อันเฉิงถอนหายใจ...เป็นแบบนี้จริง ๆตอนนี้ยังมีใครสามารถช่วยราชาได้อีก?

 

        ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง มีคนเดินเข้ามาในหอตงนวล

 

        ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงระฆังที่เงียบมานานหลายปีในตำหนักวิหารสวรรค์ก็ดังขึ้น

 

        ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีอำนาจมากเพียงใด แต่เมื่อได้ยินเสียงระฆังนี้ดังขึ้นทุกคนต่างต้องหลั่งไหลเข้ามาในตำหนักวิหารสวรรค์ทันที เสียงระฆังนี้เป็นสัญญาณว่าราชาทรงมีเรื่องสำคัญที่ต้องการรวมตัวขุนนางหากเวลาเช่นนี้แล้วไม่มีใครมา อย่างนั้นราชาก็คงต้องทรงลงโทษเหล่าขุนนางแล้วล่ะ

 

        ผ่านไปไม่นาน ด้านนอกตำหนักวิหารสวรรค์ก็เต็มไปด้วยรถม้าจากนั้นขุนนางทั้งหลายก็ถือชุดตัวเองแล้วเดินเข้าไปด้านใน

 

        ณ ตำหนักจิงเซี่ยว เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นก็มีคนเข้าไปทูลรายงานไทเฮาทันทีตอนนี้ไทเฮาทรงไม่รู้ว่าราชากำลังทรงคิดจะทำอะไรกันแน่ ฉะนั้นจึงทรงทำได้เพียงสั่งการซูเม่าที่ยังอยู่ในวังจากนั้นซูเม่าและคนอื่น ๆ ก็รีบเดินทางออกไปทันที พระนางรับสั่งให้องครักษ์ในตำหนักจิงเซี่ยวจำนวนไม่น้อยติดตามไปด้วยโดยเฉพาะตอนนี้ ซูเม่าจะเป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด

 

        ณ หอตงนวล

 

       สีพระพักตร์ของราชามู่ฉางเยียนขาวซีดเล็กน้อยริมพระโอษฐ์ก็ซีดมาก ทรงตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

        “อันเจิงมารึยัง?” ราชามู่ฉางเยียนตรัสถามขึ้น

 

        ในใจอันเฉิงคิดว่าราชาทรงเป็นอะไรไป ทรงถามถึงอันเจิงสี่ครั้งแล้ว

 

        “อันเจิงบาดเจ็บสาหัสต่อให้จะรีบเดินทางมาก็ตาม อย่างไรตอนนี้ก็คงยังมาไม่ถึง ฝ่าบาท...ทำไมต้องให้อันเจิงมาให้ได้?”

 

        ราชามู่ฉางเยียนส่ายพระพักตร์ มีบางเรื่องพระองค์ก็ทรงไม่กล้าตรัสบอกแม้กระทั่งอันเฉิง

 

        การปะทะกันในครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายหากแพ้การปะทะครั้งนี้ละก็ อย่างนั้นตัวพระองค์เองคงต้องสูญเสียพลังในการต่อสู้ทั้งหมดไปราชานามมู่ฉางเยียนนี้ก็คงเหลือเพียงแค่ชื่อแล้วจริง ๆ ฉะนั้นพระองค์ต้องการคุยกับอันเจิงให้อันเจิงดูแลเสี่ยวชีเต้าให้ดี หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น เสี่ยวชีเต้าก็เป็นเพียงสายเลือดหนึ่งเดียวของตระกูลมู่แล้วอนาคตตระกูลมู่จะมีโอกาสแย่งชิงแผ่นดินนี้กลับคืนมาหรือไม่ นั่นก็คงต้องพึ่งพาเสี่ยวชีเต้าแล้วล่ะแต่หากพระองค์ชนะ นี่จะเป็นการเริ่มต้นใหม่...

 

        “ทูลฝ่าบาท อันเจิงมาถึงตำหนักวิหารสวรรค์แล้ว”องครักษ์คนหนึ่งวิ่งเข้ามาจากด้านนอก

 

        ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์ “อันเฉิงเจ้าไปถ่ายทอดราชโองการของข้า...ก่อนหน้านี้อันเจิงช่วยคุ้มกันข้าจึงมีความดีความชอบข้าขอแต่งตั้งให้เขาเป็นองครักษ์ประจำตัว”

 

        อันเฉิงทูลเตือน “แต่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งให้อันเจิงเป็นองครักษ์ประจำตัวไปแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”

 

        “นั่นเป็นเพียงตำแหน่งลอยตอนนี้ข้าจะแต่งตั้งเขาเป็นหัวหน้าองครักษ์หลวง และเป็นรองหัวหน้าองครักษ์ในตำหนักวิหารสวรรค์”

 

        อันเฉิงอยากทูลเตือนว่าอันเจิงเลื่อนขั้นเร็วเกินไปแล้วรองหัวหน้าองครักษ์ในตำหนักวิหารสวรรค์อยู่ระดับสี่ หากต่อไปออกไปเป็นขุนนางละก็ตำแหน่งนี้ก็สูงเกินไปสำหรับเขาอยู่ดี ตอนนี้อันเจิงอายุแค่สิบห้าสิบหกปีเท่านั้นหากอยู่ในตำแหน่งที่สูงเช่นนี้แล้วทำผิดพลาดก็จะไม่มีทางฟื้นกลับมาได้อีกอีกทั้งอันเจิงร่วมเกี่ยวข้องกับราชา หากอันเจิงล้มลงเมื่อไหร่ ราชาก็ต้องพลอยเจ็บพระองค์ไปด้วย

 

        แต่ในที่สุดอันเฉิงก็ไม่ได้พูดอะไรเลยสักอย่าง เขาไม่อยากรบกวนสมาธิของราชาในเวลานี้ความสัมพันธ์ของอันเจิงและราชาต่างจากตัวเขาเองเสียที่ไหน? นับตั้งแต่ตอนที่เขาเลือกยืนอยู่ข้างราชาเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว หากวันหนึ่งล้มลงตัวเขาต้องมีจุดจบที่อนาถกว่าอันเจิงแน่นอน

 

        “อีกประเดี๋ยวให้อันเจิงมายืนข้างข้า”

 

        ราชามู่ฉางเยียนตรัสสั่งอันเฉิงจากนั้นก็ทรงยืนมองพระองค์เองในกระจก ทรงจัดระเบียบฉลองพระองค์อย่างละเอียดจากนั้นก็ทอดพระเนตรไปยังคนที่บอกว่าเป็นทหารคนสนิทของแม่ทัพฟางจือจี่ที่ยืนอยู่ด้านข้าง...

 

        การปะทะในวันนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนคนนี้แล้ว นี่ไม่ใช่การต่อกรกับไทเฮาอย่างเปิดเผยแต่เป็นการเปิดสงครามขนาดเล็กต่างหาก หากทรงแพ้การต่อสู้ในครั้งนี้ พระองค์จะไม่ทรงมีโอกาสต่อสู้กับไทเฮาในสงครามครั้งใหญ่อีก

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

นิยาย แฟนตาซี
106K 139
(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
279K 178
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
(จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

(จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

นิยาย แฟนตาซี
146K 134
จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
142K 432
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
873K 2049
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
355K 668
ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

นิยาย แฟนตาซี
81K 280