เกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร

    ตอนที่ 42 แดนวิญญาณสายฟ้า

      

    ทันใดนั้น—ภายใต้แสงสีทองจาง ๆ ที่เปล่งออกจากร่างของหลี่เทียนหยุน ลมหายใจของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน!

     

    แววตาของหลี่หยางและหลี่ซินเอ๋อร์เบิกกว้าง ขณะพวกเขารู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่กำลังแตกพล่านภายในร่างของผู้เฒ่าหลี่

     

    “นี่มัน…! ท่านปู่จะทะลวงขึ้นไปอีกระดับ!?” หลี่ซินเอ๋อร์ตกใจ

     

    หลี่เทียนหยุนรีบนั่งลงขัดสมาธิ ร่างของเขาสงบนิ่ง แต่แรงกดดันที่แผ่กระจายออกมารอบตัวกลับเข้มข้นขึ้นทุกขณะ กลิ่นอายสายฟ้าคล้ายโบราณบรรพกาลแผ่ออกจากร่างของเขา ขณะที่ กำแพงแห่งขอบเขต ซึ่งกักพลังเขาเอาไว้มานานหลายปี… ได้ แตกร้าว อย่างชัดเจน!

     

    ปัง!!

     

    ในพริบตา เสียงในห้วงจิตของเขาระเบิดขึ้นเหมือนฟ้าผ่าฉีกฟ้า กำแพงที่เคยขวางขั้นหลอมวิญญาณขั้น 9 ได้ พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

     

    และพลังวิญญาณของเขาก็ไหลเวียนเข้าสู่ขอบเขตใหม่ — ขั้นสื่อวิญญาณ!

     

    ภายในทะเลจิตของหลี่เทียนหยุน ดินแดนสีทองอมม่วงปรากฏขึ้นกลางทะเลแห่งจิตวิญญาณ จากนั้นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็น แดนวิญญาณสายฟ้า — แดนสภาพแวดล้อมเฉพาะ ที่จะกลั่นพลังให้สัตว์อสูรสายฟ้าพัฒนารวดเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ

     

    กลุ่มสายฟ้าคำรามไปทั่วท้องฟ้า แม้แต่เหยี่ยวราชันอัสนีครามยังต้องหุบปีกลงเพื่อเคารพแดนใหม่แห่งผู้เป็นนาย

     

    “นี่คือ… แดนวิญญาณสายฟ้าโดยแท้” หลี่หยางพึมพำขณะยืนมองอย่างเคารพ

     

    กระบวนการสร้างแดนวิญญาณดำเนินไปตลอดทั้งคืน… ทุกเส้นชีพจร ทุกลมหายใจของหลี่เทียนหยุนแน่นขนัดด้วยพลังสายฟ้าโบราณที่แทบจะคุมไม่อยู่ แต่สุดท้าย…

     

    รุ่งอรุณแรกของวันใหม่ — หลี่เทียนหยุน ลืมตาขึ้น

     

    แสงสีทองส่องลอดหน้าต่างเข้ามาสะท้อนกับดวงตาที่เปี่ยมพลังของเขา แสงไฟสายฟ้ากะพริบวาบอยู่ในม่านตา เหมือนดวงตาแห่งเทพสายฟ้า!

     

    “ขอบคุณ… หยางเอ๋อร์” เสียงของผู้เฒ่าแผ่วเบา แต่มั่นคงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

    “ขอบคุณที่มอบโอกาสให้ข้า… ได้กลับมาอีกครั้ง”

     

    หลี่หยางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมขณะมองสัตว์อสูรอีกสองตัวของปู่—หมาป่าหิมะ และพยัคฆ์เพลิง

     

    “ท่านปู่… ตอนนี้ที่ท่านสร้าง แดนวิญญาณสายฟ้า สำเร็จแล้ว หากสัตว์อสูรของท่านเป็นสายฟ้าด้วย มันจะได้รับการส่งเสริมเต็มที่ ความเร็วในการฝึก พลังโจมตี และแม้แต่ศักยภาพในการวิวัฒนาการ… จะพุ่งสูงขึ้นเกินเทียบ”

     

    หลี่เทียนหยุนพยักหน้าช้า ๆ แววตาเขาลึกซึ้งราวกำลังประเมินสิ่งที่หลานของตนกล่าว

     

    “ข้าก็คิดเช่นนั้น… แต่…หมาป่าหิมะ กับพยัคฆ์คลื่น มันจะยังมีทาง เบี่ยงแนวทางได้ยังไง ?”

     

    หลี่หยางยิ้มบาง พลางกล่าวด้วยความมั่นใจ

     

    “หากท่านปู่อนุญาต ข้าจะใช้พลังแฝงจิตหยั่งรู้ ตรวจเส้นทางวิวัฒนาการใหม่ให้มัน ข้าจะช่วยหาทางดึงศักยภาพสายฟ้าออกมาจากมันให้ได้”

     

    แววตาของหลี่เทียนหยุนเปล่งประกายความหวัง ขณะเขากล่าวเสียงหนักแน่น

     

    “ได้! หากเป็นเจ้าล่ะก็ ข้าเชื่อ…” เขาเรียกสัตว์อสูรทั้งสองออกมาเพื่อใฟ้หลี่หยางตรวจสอบ

     

    หลี่หยางหลับตานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วหันมามองปู่ของเขาด้วยสายตาแน่วแน่

    “ท่านปู่…ข้าตรวจสอบแนวทางแล้ว ถ้าท่านต้องการให้สัตว์อสูรทั้งสองตน พัฒนาขึ้นอย่างเต็มศักยภาพร่วมกับ แดนวิญญาณสายฟ้า ที่เพิ่งก่อตัวสำเร็จ… ท่านต้องเตรียมวัตถุดิบพิเศษเพิ่มอีก”

     

    หลี่เทียนหยุนพยักหน้าอย่างตั้งใจ มือขยับลูบเคราเบาๆ “เจ้าว่ามาเถอะ หยางเอ๋อร์ ปู่จะจำให้ขึ้นใจ”

     

    “เริ่มจาก หมาป่าหิมะเหินเมฆ — หากต้องการให้มันวิวัฒนาการเป็น ราชาหมาป่าวายุเหมันต์ ที่ควบคุมทั้งสายฟ้าและน้ำแข็งได้พร้อมกันอย่างแท้จริง จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบดังนี้:

                •          หยกสายฟ้า หนึ่งก้อน (เพื่อเปิดเส้นลมปราณฟ้าฟาดในตัวมัน)

                •          หยกน้ำแข็ง หนึ่งก้อน (เป็นแกนธาตุเพื่อสร้างความสมดุล)

                •          แก่นอสูรธาตุสายฟ้าระดับจอมพล ขั้นที่ 3 ขึ้นไป (เพื่อเป็นพลังแกนกลางในการวิวัฒนาการ)”

     

    หลี่เทียนหยุนเบิกตากว้างแต่ยังคงสงบนิ่ง เขารับฟังด้วยแววตาเปล่งประกาย

     

    “ส่วน พยัคฆ์เพลิง — หากจะพัฒนาไปเป็น พยัคฆ์เพลิงอัสนี ที่ทรงพลังเหนือขอบเขตแห่งไฟและฟ้า จำเป็นต้องใช้:

                •          หินเปลวเพลิงอัสนี (เพื่อกระตุ้นเส้นลมปราณคู่ที่รองรับพลังสองธาตุ)

                •          สะเก็ดฟ้าผ่าแท้ อย่างน้อยหนึ่งชิ้น (เพื่อหลอมรวมพลังสายฟ้าบริสุทธิ์เข้ากับธาตุเพลิง)

                •          แก่นอสูรระดับจอมพล ขั้นที่ 5 ขึ้นไป จากอสูรที่มีคุณสมบัติไฟหรือสายฟ้า (เพื่อรองรับความดุดันของพลังระเบิด)”

     

    หลี่หยางหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

     

    “สิ่งเหล่านี้บางชิ้นหายากมาก… แต่ข้าเชื่อว่าด้วยชื่อเสียงของท่านปู่ และฐานะของตระกูลหลี่ในตอนนี้ พวกเราสามารถหามาได้แน่นอน”

     

    หลี่เทียนหยุนหัวเราะเบาๆ ความภาคภูมิใจฉายชัดบนใบหน้า

    “ดีมากหยางเอ๋อร์…เจ้าทำให้ปู่รู้สึกเหมือนได้กลายเป็นคนหนุ่มอีกครั้ง!”

    หลี่หยางกล่าวพร้อมยิ้มบาง พลางลุกขึ้นจากเบาะรอง

    “ท่านปู่ ท่านไปพักผ่อนเถอะ เหลือเวลาอีกสองวันก่อนที่แดนลับจะเปิด ข้าอยากใช้เวลานี้ไปงานประมูลดูสักหน่อย… เผื่อจะพบวัตถุดิบสำหรับวิวัฒนาการของจิ้งจอกเงาจันทร์”

     

    หลี่เทียนหยุนพยักหน้าอย่างเข้าใจ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

    “อืม… เจ้าก็ระวังตัวด้วย งานประมูลแบบนั้นมักเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย บางคนไม่เห็นค่า แต่บางคน… กลับหมายตาทุกอย่างที่เจ้าเลือก”

     

    “ข้าทราบดี” หลี่หยางกล่าว “แต่หากมีโอกาส ข้าย่อมไม่ปล่อยให้ของล้ำค่าเหล่านั้นหลุดมือไปแน่นอน”

     

    เขาก้าวออกจากเรือนด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง แต่ในแววตานั้นมีประกายแน่วแน่

    “จิ้งจอกจันทร์ทมิฬ… ต้องการสิ่งใด ข้าจะหาให้ได้ทุกชิ้น”

     

    ก่อนที่หลี่หยางจะก้าวพ้นประตูบ้าน หลี่เทียนหยุนก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับหยิบถุงผ้าสีดำผูกด้วยเชือกสีทองส่งให้

     

    “เดี๋ยวก่อน เจ้าเอาเงินนี่ติดตัวไปด้วย เผื่อขาดเหลือ”

     

    หลี่หยางหันกลับมา มองถุงผ้าไว้ด้วยความแปลกใจ น้ำหนักของที่วางบนมือของชายชราทำให้เขารู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ของเล็กน้อย

     

    “นี่มัน…”

     

    “ห้าสิบหินปราณระดับสูง” หลี่เทียนหยุนกล่าวเรียบๆ “ข้าเก็บสะสมไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน แต่ตอนนี้ เจ้า… กำลังจะก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ไกลยิ่งกว่าใคร ข้าหวังว่าเจ้าจะใช้มันให้คุ้มค่า เจ้าคงต้องใช้เงินไม่น้อยในการเดินทางครั้งนี้…เอาไว้ใช้เถอะ”

    เสียงของชายชราไม่ดังนัก แต่หนักแน่นและจริงใจ

     

    หลี่หยางกำหมัดแน่นเล็กน้อย ความรู้สึกอบอุ่นแล่นวาบในอก เขาค้อมศีรษะลงเล็กน้อย

    หลี่หยางรับถุงเงินจากมือเหี่ยวย่นของหลี่เทียนหยุน ความรู้สึกร้อนผ่าวบางอย่างแล่นวูบขึ้นกลางอก

     

     

    ถุงผ้าผืนนั้นไม่ใหญ่ ทว่าเมื่อหลี่หยางถือไว้ในมือ กลับรู้สึกราวกับถือสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต

     

    เขากัดฟันแน่น ไม่ให้ดวงตาแดงรื้นเผยความอ่อนแอ ร่างนี้…ชื่อหลี่หยาง ทว่าใจเขาไม่ใช่คนผู้นี้ตั้งแต่ต้น เขาเพียงคนแปลกหน้าที่ฟ้าลิขิตให้มาอาศัยร่างนี้

     

    แต่ตอนนี้…

    เขาไม่ใช่คนแปลกหน้าอีกต่อไปแล้ว

     

    “ขอบคุณ…ท่านปู่”

    น้ำเสียงนั้นมั่นคง ทว่าแฝงความสั่นเครืออย่างยากจะปิดบัง

     

    เขาไม่รู้ว่าอดีตหลี่หยางได้รับความรักจากคนผู้นี้มากน้อยเพียงใด

    แต่เขาเอง…จะเป็นหลานของหลี่เทียนหยุนอย่างภาคภูมิ

    ไม่ใช่เพราะสายเลือด

    แต่เพราะหัวใจ

     

    “ขอบคุณท่านปู่ ข้าจะไม่ทำให้ผิดหวัง”

     

    เขาหันหลังเดินจากไป ไร้คำพูดใดอีก

    เหลือไว้เพียงแววตาที่แน่วแน่… และสายลมยามเช้าพัดพลิ้วขณะหลี่หยางมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองใหญ่ เพื่อเริ่มต้นเส้นทางสู่ “งานประมูล”

     


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร ที่คุณอ่าน