ทันใดนั้น—ภายใต้แสงสีทองจาง ๆ ที่เปล่งออกจากร่างของหลี่เทียนหยุน ลมหายใจของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน!
แววตาของหลี่หยางและหลี่ซินเอ๋อร์เบิกกว้าง ขณะพวกเขารู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่กำลังแตกพล่านภายในร่างของผู้เฒ่าหลี่
“นี่มัน…! ท่านปู่จะทะลวงขึ้นไปอีกระดับ!?” หลี่ซินเอ๋อร์ตกใจ
หลี่เทียนหยุนรีบนั่งลงขัดสมาธิ ร่างของเขาสงบนิ่ง แต่แรงกดดันที่แผ่กระจายออกมารอบตัวกลับเข้มข้นขึ้นทุกขณะ กลิ่นอายสายฟ้าคล้ายโบราณบรรพกาลแผ่ออกจากร่างของเขา ขณะที่ กำแพงแห่งขอบเขต ซึ่งกักพลังเขาเอาไว้มานานหลายปี… ได้ แตกร้าว อย่างชัดเจน!
ปัง!!
ในพริบตา เสียงในห้วงจิตของเขาระเบิดขึ้นเหมือนฟ้าผ่าฉีกฟ้า กำแพงที่เคยขวางขั้นหลอมวิญญาณขั้น 9 ได้ พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
และพลังวิญญาณของเขาก็ไหลเวียนเข้าสู่ขอบเขตใหม่ — ขั้นสื่อวิญญาณ!
ภายในทะเลจิตของหลี่เทียนหยุน ดินแดนสีทองอมม่วงปรากฏขึ้นกลางทะเลแห่งจิตวิญญาณ จากนั้นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็น แดนวิญญาณสายฟ้า — แดนสภาพแวดล้อมเฉพาะ ที่จะกลั่นพลังให้สัตว์อสูรสายฟ้าพัฒนารวดเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ
กลุ่มสายฟ้าคำรามไปทั่วท้องฟ้า แม้แต่เหยี่ยวราชันอัสนีครามยังต้องหุบปีกลงเพื่อเคารพแดนใหม่แห่งผู้เป็นนาย
“นี่คือ… แดนวิญญาณสายฟ้าโดยแท้” หลี่หยางพึมพำขณะยืนมองอย่างเคารพ
กระบวนการสร้างแดนวิญญาณดำเนินไปตลอดทั้งคืน… ทุกเส้นชีพจร ทุกลมหายใจของหลี่เทียนหยุนแน่นขนัดด้วยพลังสายฟ้าโบราณที่แทบจะคุมไม่อยู่ แต่สุดท้าย…
รุ่งอรุณแรกของวันใหม่ — หลี่เทียนหยุน ลืมตาขึ้น
แสงสีทองส่องลอดหน้าต่างเข้ามาสะท้อนกับดวงตาที่เปี่ยมพลังของเขา แสงไฟสายฟ้ากะพริบวาบอยู่ในม่านตา เหมือนดวงตาแห่งเทพสายฟ้า!
“ขอบคุณ… หยางเอ๋อร์” เสียงของผู้เฒ่าแผ่วเบา แต่มั่นคงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“ขอบคุณที่มอบโอกาสให้ข้า… ได้กลับมาอีกครั้ง”
หลี่หยางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมขณะมองสัตว์อสูรอีกสองตัวของปู่—หมาป่าหิมะ และพยัคฆ์เพลิง
“ท่านปู่… ตอนนี้ที่ท่านสร้าง แดนวิญญาณสายฟ้า สำเร็จแล้ว หากสัตว์อสูรของท่านเป็นสายฟ้าด้วย มันจะได้รับการส่งเสริมเต็มที่ ความเร็วในการฝึก พลังโจมตี และแม้แต่ศักยภาพในการวิวัฒนาการ… จะพุ่งสูงขึ้นเกินเทียบ”
หลี่เทียนหยุนพยักหน้าช้า ๆ แววตาเขาลึกซึ้งราวกำลังประเมินสิ่งที่หลานของตนกล่าว
“ข้าก็คิดเช่นนั้น… แต่…หมาป่าหิมะ กับพยัคฆ์คลื่น มันจะยังมีทาง เบี่ยงแนวทางได้ยังไง ?”
หลี่หยางยิ้มบาง พลางกล่าวด้วยความมั่นใจ
“หากท่านปู่อนุญาต ข้าจะใช้พลังแฝงจิตหยั่งรู้ ตรวจเส้นทางวิวัฒนาการใหม่ให้มัน ข้าจะช่วยหาทางดึงศักยภาพสายฟ้าออกมาจากมันให้ได้”
แววตาของหลี่เทียนหยุนเปล่งประกายความหวัง ขณะเขากล่าวเสียงหนักแน่น
“ได้! หากเป็นเจ้าล่ะก็ ข้าเชื่อ…” เขาเรียกสัตว์อสูรทั้งสองออกมาเพื่อใฟ้หลี่หยางตรวจสอบ
หลี่หยางหลับตานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วหันมามองปู่ของเขาด้วยสายตาแน่วแน่
“ท่านปู่…ข้าตรวจสอบแนวทางแล้ว ถ้าท่านต้องการให้สัตว์อสูรทั้งสองตน พัฒนาขึ้นอย่างเต็มศักยภาพร่วมกับ แดนวิญญาณสายฟ้า ที่เพิ่งก่อตัวสำเร็จ… ท่านต้องเตรียมวัตถุดิบพิเศษเพิ่มอีก”
หลี่เทียนหยุนพยักหน้าอย่างตั้งใจ มือขยับลูบเคราเบาๆ “เจ้าว่ามาเถอะ หยางเอ๋อร์ ปู่จะจำให้ขึ้นใจ”
“เริ่มจาก หมาป่าหิมะเหินเมฆ — หากต้องการให้มันวิวัฒนาการเป็น ราชาหมาป่าวายุเหมันต์ ที่ควบคุมทั้งสายฟ้าและน้ำแข็งได้พร้อมกันอย่างแท้จริง จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบดังนี้:
• หยกสายฟ้า หนึ่งก้อน (เพื่อเปิดเส้นลมปราณฟ้าฟาดในตัวมัน)
• หยกน้ำแข็ง หนึ่งก้อน (เป็นแกนธาตุเพื่อสร้างความสมดุล)
• แก่นอสูรธาตุสายฟ้าระดับจอมพล ขั้นที่ 3 ขึ้นไป (เพื่อเป็นพลังแกนกลางในการวิวัฒนาการ)”
หลี่เทียนหยุนเบิกตากว้างแต่ยังคงสงบนิ่ง เขารับฟังด้วยแววตาเปล่งประกาย
“ส่วน พยัคฆ์เพลิง — หากจะพัฒนาไปเป็น พยัคฆ์เพลิงอัสนี ที่ทรงพลังเหนือขอบเขตแห่งไฟและฟ้า จำเป็นต้องใช้:
• หินเปลวเพลิงอัสนี (เพื่อกระตุ้นเส้นลมปราณคู่ที่รองรับพลังสองธาตุ)
• สะเก็ดฟ้าผ่าแท้ อย่างน้อยหนึ่งชิ้น (เพื่อหลอมรวมพลังสายฟ้าบริสุทธิ์เข้ากับธาตุเพลิง)
• แก่นอสูรระดับจอมพล ขั้นที่ 5 ขึ้นไป จากอสูรที่มีคุณสมบัติไฟหรือสายฟ้า (เพื่อรองรับความดุดันของพลังระเบิด)”
หลี่หยางหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“สิ่งเหล่านี้บางชิ้นหายากมาก… แต่ข้าเชื่อว่าด้วยชื่อเสียงของท่านปู่ และฐานะของตระกูลหลี่ในตอนนี้ พวกเราสามารถหามาได้แน่นอน”
หลี่เทียนหยุนหัวเราะเบาๆ ความภาคภูมิใจฉายชัดบนใบหน้า
“ดีมากหยางเอ๋อร์…เจ้าทำให้ปู่รู้สึกเหมือนได้กลายเป็นคนหนุ่มอีกครั้ง!”
หลี่หยางกล่าวพร้อมยิ้มบาง พลางลุกขึ้นจากเบาะรอง
“ท่านปู่ ท่านไปพักผ่อนเถอะ เหลือเวลาอีกสองวันก่อนที่แดนลับจะเปิด ข้าอยากใช้เวลานี้ไปงานประมูลดูสักหน่อย… เผื่อจะพบวัตถุดิบสำหรับวิวัฒนาการของจิ้งจอกเงาจันทร์”
หลี่เทียนหยุนพยักหน้าอย่างเข้าใจ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“อืม… เจ้าก็ระวังตัวด้วย งานประมูลแบบนั้นมักเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย บางคนไม่เห็นค่า แต่บางคน… กลับหมายตาทุกอย่างที่เจ้าเลือก”
“ข้าทราบดี” หลี่หยางกล่าว “แต่หากมีโอกาส ข้าย่อมไม่ปล่อยให้ของล้ำค่าเหล่านั้นหลุดมือไปแน่นอน”
เขาก้าวออกจากเรือนด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง แต่ในแววตานั้นมีประกายแน่วแน่
“จิ้งจอกจันทร์ทมิฬ… ต้องการสิ่งใด ข้าจะหาให้ได้ทุกชิ้น”
ก่อนที่หลี่หยางจะก้าวพ้นประตูบ้าน หลี่เทียนหยุนก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับหยิบถุงผ้าสีดำผูกด้วยเชือกสีทองส่งให้
“เดี๋ยวก่อน เจ้าเอาเงินนี่ติดตัวไปด้วย เผื่อขาดเหลือ”
หลี่หยางหันกลับมา มองถุงผ้าไว้ด้วยความแปลกใจ น้ำหนักของที่วางบนมือของชายชราทำให้เขารู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ของเล็กน้อย
“นี่มัน…”
“ห้าสิบหินปราณระดับสูง” หลี่เทียนหยุนกล่าวเรียบๆ “ข้าเก็บสะสมไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน แต่ตอนนี้ เจ้า… กำลังจะก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ไกลยิ่งกว่าใคร ข้าหวังว่าเจ้าจะใช้มันให้คุ้มค่า เจ้าคงต้องใช้เงินไม่น้อยในการเดินทางครั้งนี้…เอาไว้ใช้เถอะ”
เสียงของชายชราไม่ดังนัก แต่หนักแน่นและจริงใจ
หลี่หยางกำหมัดแน่นเล็กน้อย ความรู้สึกอบอุ่นแล่นวาบในอก เขาค้อมศีรษะลงเล็กน้อย
หลี่หยางรับถุงเงินจากมือเหี่ยวย่นของหลี่เทียนหยุน ความรู้สึกร้อนผ่าวบางอย่างแล่นวูบขึ้นกลางอก
ถุงผ้าผืนนั้นไม่ใหญ่ ทว่าเมื่อหลี่หยางถือไว้ในมือ กลับรู้สึกราวกับถือสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
เขากัดฟันแน่น ไม่ให้ดวงตาแดงรื้นเผยความอ่อนแอ ร่างนี้…ชื่อหลี่หยาง ทว่าใจเขาไม่ใช่คนผู้นี้ตั้งแต่ต้น เขาเพียงคนแปลกหน้าที่ฟ้าลิขิตให้มาอาศัยร่างนี้
แต่ตอนนี้…
เขาไม่ใช่คนแปลกหน้าอีกต่อไปแล้ว
“ขอบคุณ…ท่านปู่”
น้ำเสียงนั้นมั่นคง ทว่าแฝงความสั่นเครืออย่างยากจะปิดบัง
เขาไม่รู้ว่าอดีตหลี่หยางได้รับความรักจากคนผู้นี้มากน้อยเพียงใด
แต่เขาเอง…จะเป็นหลานของหลี่เทียนหยุนอย่างภาคภูมิ
ไม่ใช่เพราะสายเลือด
แต่เพราะหัวใจ
“ขอบคุณท่านปู่ ข้าจะไม่ทำให้ผิดหวัง”
เขาหันหลังเดินจากไป ไร้คำพูดใดอีก
เหลือไว้เพียงแววตาที่แน่วแน่… และสายลมยามเช้าพัดพลิ้วขณะหลี่หยางมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองใหญ่ เพื่อเริ่มต้นเส้นทางสู่ “งานประมูล”