ลมยามเช้าพัดลอดช่องหน้าต่างไม้เก่าจนผ้าม่านสีหม่นไหวเบาๆ แสงอรุณอ่อนบางทอดลงบนพื้นห้องเผยให้เห็นถุงสัมภาระสองใบที่ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยั้แ่เมื่อคืน มีดสั้นเชือก ขวดยา ถุงใส่สมุนไพร เสื้อคลุมสำรอง อาหารแห้งและกล่องหยกเล็กสำหรับเก็บแก่นพลังสัตว์อสูรถูกคัดแยกไว้เป็ระเบียบไม่มีสิ่งใดเกินจำเป็ ไม่มีสิ่งใดขาดไป
เยี่ยเฉินหานยืนอยู่หน้ากระจกทองแดงบานเล็กที่เก่าจนผิวหน้ากระจกขุ่นมัวเขาไม่ได้มองใบหน้าของตนเองนานนัก เพียงจัดชายเสื้อ คลี่บ่าให้ตรงแล้วหันไปมองเสี่ยวอวี้ที่กำลังตรวจเช็กสัมภาระของนางเป็รอบสุดท้าย
ผ้าคลุมสีเข้มยังคงปกคลุมร่างกายของเด็กสาวไว้เกือบทั้งหมดเหลือเพียงดวงตาคู่สวยใสที่ยิ่งนานวันยิ่งกระจ่างขึ้นอย่างน่าใ เมื่อผ่านการขัดเกลาโลหิตและปรับกายามาหลายรอบแม้จะยังไม่ได้แสดงรูปโฉมแท้จริงออกไปสู่สายตาผู้คนแต่เพียงแค่ผิวบริเวณข้อมือและปลายนิ้วที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมา ก็มิอาจใช้คำว่า“สาวใช้อัปลักษณ์” อย่างที่คนในตระกูลชอบเยาะเย้ยได้อีกต่อไปแล้ว
เสี่ยวอวี้ยกถุงสมุนไพรขึ้นตรวจอีกครั้งก่อนจะเงยหน้ามองเขา
“คุณชายเราต้องออกเดินทางวันนี้จริง ๆ หรือเ้าคะ”
“ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี” เยี่ยเฉินหานตอบเรียบ ๆ “ถ้ารอให้คนในตระกูลรู้ข่าวมากกว่านี้พวกมันจะยิ่งจับตาเรา”
เสี่ยวอวี้พยักหน้าเบาๆ นางไม่ได้ถามซ้ำอีก เพราะรู้ดีว่าั้แ่รู้เื่การทดสอบภายในตระกูลกับการประลองร้อยตระกูลคุณชายของนางก็ยิ่งกดเวลาในใจให้กระชับลงทุกวัน
อีกสองเดือนข้างหน้าตระกูลเยี่ยจะคัดเลือกคน
อีกหนึ่งเดือนถัดจากนั้น เมืองชิงเยวี่ยจะคัดเลือกระดับร้อยตระกูล
และในวันนั้น สำนักใหญ่หลายแห่งจะมองลงมาจากที่สูง คอยเลือกอัจฉริยะที่สมควรดึงเข้าไป
สำหรับคนอื่นการมีเวลาสามเดือนอาจดูไม่สั้น
แต่สำหรับเยี่ยเฉินหานมันคือเพียงลมหายใจหนึ่งของเส้นทางที่ยาวไกลจนมองไม่เห็นปลาย
เขาจำเป็ต้องใช้ทุกวัน
ทุกชั่วยาม
ทุกหยดเื
ให้คุ้มค่าที่สุด
แต่ก่อนออกจากเมืองยังมีเื่หนึ่งที่เขาต้องทำ
เยี่ยเฉินหานหยิบถุงสัมภาระขึ้นสะพายหลังก่อนพาเสี่ยวอวี้ออกจากเรือนเล็ก เดินลัดไปตามทางเงียบด้านหลังเรือนใหญ่ผ่านสวนหินที่แทบไม่มีใครมาใช้ยามเช้าแล้วมุ่งตรงสู่เรือนเงียบหลังหนึ่งที่อยู่ค่อนไปทางทิศเหนือของตระกูล
เรือนนั้นไม่ใหญ่ไม่โอ่อ่า หากกลับมีความสะอาดและสงบกว่าบริเวณอื่นมากหน้าประตูไม่มีคนเฝ้าเหมือนเรือนผู้าุโคนสำคัญทั่วไปมีเพียงต้นสนแก่สองต้นตั้งอยู่นิ่งงันขนาบทางเข้าลำต้นหยาบกร้านของมันเหมือนผ่านลมฝนมานับไม่ถ้วน แต่ยังคงยืนตรงไม่งอเอน
ที่นี่คือเรือนของปู่เขา
เยี่ยเทียนชาง
หากกล่าวถึงคนทั้งตระกูลเยี่ยผู้ที่ยังนับว่ามีความเกี่ยวพันกับเยี่ยเฉินหานอย่างแท้จริง ก็มีเพียงคนผู้นี้
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง
ไม่นานประตูไม้จึงเปิดออกช้า ๆ โดยชายชราผู้หนึ่งในชุดผ้าสีหม่นใบหน้าของเขามีรอยเหี่ยวย่นลึก ดวงตาอ่อนล้า หากยังซ่อนประกายคมอยู่ลึก ๆเพียงแต่ประกายนั้นดูเหมือนถูกหมอกแห่งความเสียใจปิดคลุมมานานปี
เมื่อเห็นเยี่ยเฉินหานชายชราก็ชะงักไปชั่วขณะ
“เฉินหาน?”
เสียงนั้นแหบต่ำคล้ายไม่คาดคิดว่าเด็กหนุ่มจะมาถึงที่นี่แต่เช้าเช่นนี้
เยี่ยเฉินหานค้อมศีรษะเล็กน้อย“ท่านปู่”
เยี่ยเทียนชางมองหลานชายอยู่หลายลมหายใจแววตาเก่าแก่ของเขากวาดั้แ่ใบหน้าไปจนถึงท่วงยืนแล้วหยุดนิ่งอยู่ที่ดวงตาของอีกฝ่าย
เด็กหนุ่มตรงหน้า...ต่างจากเมื่อก่อน
ไม่ได้ต่างแค่ร่างกายที่ดูมีแรงขึ้นเล็กน้อยหากแต่ต่างที่แววตา ต่างที่ความนิ่งสงบ และต่างที่ความมั่นคงอย่างประหลาดซึ่งยากจะพบในวัยเพียงนี้
ชายชราไม่ได้ถามทันทีเขาเพียงเบี่ยงตัวเปิดทาง
“เข้ามาก่อน”
ภายในเรือนเรียบง่ายกว่าที่คาดมีโต๊ะไม้หนึ่งตัว ชั้นวางตำราไม่กี่ชั้น กระถางชาร้อนและกระถางธูปที่ยังเหลือควันบาง ๆ ลอยอยู่ บนผนังแขวนกระบี่ยาวเก่าแก่หนึ่งเล่มแม้ฝักจะเรียบไร้ลวดลาย แต่ยังแฝงกลิ่นอายคมดุดันบางอย่างอยู่เงียบ ๆ
เยี่ยเฉินหานนั่งลงอย่างสำรวมเสี่ยวอวี้ยืนอยู่ด้านหลังหนึ่งก้าวตามฐานะเดิม
เยี่ยเทียนชางรินชาให้เขาด้วยมือตนเองซึ่งนับว่าหาได้ยากแล้วในตระกูลนี้
“เช้านี้เ้ามาหาข้ามีเื่อันใด”
เยี่ยเฉินหานไม่อ้อมค้อม
“ข้าจะออกจากตระกูลไปข้างนอก่หนึ่ง”
มือที่กำลังวางกาแทบหยุดนิ่งของชายชราแข็งค้างไปเสี้ยวหนึ่งก่อนจะค่อย ๆ วางลงตามเดิม
“ออกไป...ทำอะไร”
“หลีกเลี่ยงการรุมรังแก”เยี่ยเฉินหานตอบตรง ๆ “และไปหาประสบการณ์”
เยี่ยเทียนชางเงียบไปนาน
คำว่า“หลีกเลี่ยงการรุมรังแก” จากปากหลานชายทำให้เขาเหมือนถูกใครบางคนใช้มีดคมกริดลึกลงกลางอกเพราะแม้เขาจะรู้มานานว่าเด็กคนนี้ถูกดูถูก เหยียดหยาม และกดขี่อยู่ไม่น้อย แต่ลึกๆ เขากลับเลือกหลับตาบางส่วนมาตลอด
ไม่ใช่เพราะไม่รัก
แต่เพราะเมื่อสูญเสียบุตรชายกับสะใภ้ไปในคราวเดียวหัวใจของเขาก็เหมือนตายตามไปครึ่งหนึ่ง
เขาอยู่
เขาปกป้องในระดับหนึ่ง
แต่ก็ไม่เคยลุกขึ้นมากวาดล้างคนในตระกูลให้สิ้นซากอย่างที่ควรทำ
เพราะฉะนั้นคำพูดของเยี่ยเฉินหานเมื่อครู่จึงเหมือนเอาความล้มเหลวของเขามาวางตรงหน้าอย่างไม่ปิดบัง
ชายชราหลับตาลงชั่วครู่ก่อนเอ่ยช้า ๆ
“เ้ากลัวพวกมันหรือ”
เยี่ยเฉินหานมองปู่ของตนตรงๆ
“หากข้ากลัวข้าคงไม่มาบอกท่านก่อน”
คำตอบนั้นทำให้เยี่ยเทียนชางเงยหน้าขึ้นทันที
ดวงตาของหลานชายสงบเกินวัยและที่สำคัญ ไม่มีความหวาดหวั่นให้เห็นแม้แต่น้อย
เยี่ยเฉินหานกล่าวต่ออย่างเรียบเฉย
“ข้าออกไปไม่ใช่เพื่อหนี”
“แต่เพราะข้าไม่คิดจะอยู่ให้พวกมันลากข้าจมอยู่กับโคลนเช่นนี้ต่อไป”
“อีกสองเดือนจะมีการทดสอบระดับปราณและคัดเลือกคนของตระกูลอีกหนึ่งเดือนถัดจากนั้นจะเป็การประลองร้อยตระกูลของเมือง ข้าจะกลับมาให้ทันก่อนการคัดเลือก”
เยี่ยเทียนชางขมวดคิ้ว
“เ้าคิดจะเข้าร่วมด้วยหรือ”
“ใช่”
ชายชรามองเขาอย่างยากจะอ่านใจ
หากเป็เมื่อก่อนเขาคงคิดว่าหลานชายกำลังพูดเพ้อฝัน แต่ตอนนี้...เขากลับไม่อาจตัดสินเช่นนั้นง่าย ๆได้อีกแล้ว
“เ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่จะเข้าร่วมการคัดเลือกในตระกูล ล้วนเป็คนที่ฝึกปราณมาแล้วหลายปี”เยี่ยเทียนชางกล่าว “พวกมันบางคนอยู่ระดับก่อกำเนิดปราณขั้นกลางบางคนใกล้แตะขั้นสูง เ้าจะไปสู้กับพวกมันอย่างไร”
เยี่ยเฉินหานยกถ้วยชาขึ้นจิบหนึ่งครั้งอย่างไม่เร่งร้อนก่อนวางลงช้า ๆ
“ด้วยวิธีของข้า”
คำตอบนั้นเรียบมาก
แต่แน่วแน่กว่าคำรับปากใด ๆ
เยี่ยเทียนชางจ้องมองเขาอยู่ครู่ใหญ่ในที่สุดจึงถอนหายใจยาว
“เ้าเหมือนพ่อเ้าตอนหนุ่มเหลือเกิน”
ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงชั่วครู่
เยี่ยเฉินหานไม่ได้ตอบเขารู้ว่าคนตรงหน้ากำลังคิดถึงบุตรชายของตน แต่ในใจของเขากลับมีอีกความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาเงียบๆ
ถ้าเยี่ยชางอวิ๋นยังอยู่
ถ้าซูหว่านชิงยังอยู่
ร่างนี้ย่อมไม่มีวันถูกวางยาจนแหลกสลายเช่นนี้แน่
แววตาของเขาจึงเย็นลงวูบหนึ่งก่อนสงบกลับไปอย่างรวดเร็ว
เยี่ยเทียนชางหยิบถุงผ้าเล็กใบหนึ่งจากลิ้นชักโต๊ะออกมาวางตรงหน้าเขา
“ข้าไม่มีอะไรจะช่วยมากนัก”
“ข้างในมีเหรียญทองอยู่บ้างกับตราไม้สำหรับผ่านประตูเมืองยามวิกาล เ้าเอาไป”
เสี่ยวอวี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับตาแดงวูบเพราะรู้ดีว่าของสองอย่างนี้มีค่าเพียงใดต่อการเดินทาง
เยี่ยเฉินหานมองถุงผ้าใบนั้นเพียงครู่เดียวก่อนรับมา
“ข้าจะคืนให้ท่านด้วยสิ่งที่มากกว่านี้”
เยี่ยเทียนชางหัวเราะเบาๆ อย่างขมขื่น “ข้าไม่ได้หวังอะไรจากเ้า”
เยี่ยเฉินหานเงยหน้าขึ้น
“แต่ข้าหวัง”
คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้ชายชรานิ่งไปอีกครั้ง
ท้ายที่สุดเยี่ยเทียนชางก็เพียงพยักหน้าช้า ๆ
“ไปเถอะ”
“แต่จำไว้...ถ้าไปไม่ไหวก็กลับมา อย่าฝืนจนเอาชีวิตไปทิ้งนอกตระกูล”
เยี่ยเฉินหานลุกขึ้นค้อมศีรษะ“ท่านปู่รักษาตัวด้วย”
จากนั้นเขาก็หมุนตัวจากไปพร้อมเสี่ยวอวี้
เมื่อประตูเรือนปิดลงเยี่ยเทียนชางยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมอีกนาน
เขาไม่รู้ว่าทำไม
แต่ในวินาทีที่หลานชายกล่าวว่าจะกลับมาให้ทันการคัดเลือกนั้น
เขากลับมีความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นในใจ
เหมือนกำลังจะมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ไม่ใช่เพียงในเรือนเล็กด้านหลัง
แต่ในทั้งตระกูลเยี่ย
หลังออกจากเรือนของปู่ทั้งสองไม่ได้กลับเรือนเล็กอีก พวกเขาเดินลัดผ่านทางเงียบออกประตูรองของตระกูลไปโดยตรงด้วยเสื้อผ้าธรรมดาและสัมภาระไม่มากนัก จึงไม่มีใครสนใจมากเท่าไร ที่สำคัญคนส่วนใหญ่ในตระกูลมักคิดว่าเยี่ยเฉินหานเป็เพียงเด็กใกล้ตายที่ไม่กล้าออกไปไหนไกลอยู่แล้วจึงไม่มีใครคิดจะติดตาม
เทือกเขาหยุนหมางตั้งอยู่ทางเหนือของเมืองชิงเยวี่ยหากเดินเท้าตรงไปด้วยความเร็วปกติ ย่อมต้องใช้เวลาครึ่งวันจึงถึงชายป่า
ระหว่างทางเยี่ยเฉินหานไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเขาสอนเสี่ยวอวี้เื่การแยกกลิ่นสมุนไพร การอ่านรอยเท้าสัตว์อสูร การสังเกตแนวลมและวิธีหลบหลีกในป่าโดยใช้พุ่มไม้ แสงเงา และความสูงต่ำของพื้นดินให้เป็ประโยชน์เด็กสาวฟังทุกคำอย่างตั้งใจพยายามจดจำรายละเอียดทั้งหมดแม้จะรู้สึกว่าความรู้ที่เขาถ่ายทอดนั้นลึกเกินคนธรรมดาอย่างนางจะเข้าใจในคราวเดียวก็ตาม
เมื่อเห็นชายป่าที่ทอดยาวเป็แนวเขียวเข้มอยู่เบื้องหน้าเสี่ยวอวี้ก็อดสูดลมหายใจลึกไม่ได้
นี่เป็ครั้งแรกที่นางออกจากเมืองไกลถึงเพียงนี้
เสียงแมลง เสียงนกและเสียงลมเสียดใบไม้ในป่าเขาต่างจากในเมืองโดยสิ้นเชิง ทุกอย่างดูมีชีวิตมีอันตราย และมีบางอย่างเฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ
เยี่ยเฉินหานหยุดยืนที่ปากทางเข้าป่าสายตากวาดผ่านต้นไม้สูงและเงามืดด้านในอย่างไม่รีบร้อน
“ั้แ่ก้าวเข้าไปอย่าห่างจากข้าเกินสามก้าว”
“เ้าค่ะ”
“ถ้าข้าบอกให้หนีเ้าจงหนีทันที อย่าหันกลับมา”
เสี่ยวอวี้เม้มปากแน่นก่อนพยักหน้ารับ
เยี่ยเฉินหานก้าวเข้าสู่ชายป่าก่อน
กลิ่นดินชื้นกลิ่นใบไม้เปียก และกลิ่นอสูรจาง ๆ ลอยมาตามลมเขาคุ้นเคยกับป่าเขาเช่นนี้ยิ่งกว่าใครเพราะชาติก่อนเคยเสาะหาสมุนไพรในพื้นที่อันตรายกว่านี้มานับครั้งไม่ถ้วนป่าหยุนหมางแห่งนี้แม้จะน่ากลัวสำหรับคนเมือง แต่ในสายตาเขามันก็ยังเป็เพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ เท่านั้น
เขาไม่ได้รีบเข้าไปลึกในทันทีแต่เริ่มจากเขตชั้นนอกฝึกให้เสี่ยวอวี้เรียนรู้จังหวะของป่าและรอยเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรก่อน
สัตว์อสูรตัวแรกที่ปรากฏตัวคือหมาป่าขนเทาสองตัวซึ่งแฝงตัวอยู่หลังพุ่มไม้มันไม่ใช่อสูรระดับสูงอะไร เพียงระดับต้นของชั้นนอกเท่านั้นแต่สำหรับคนธรรมดาย่อมรับมือยากไม่น้อย เพราะเขี้ยวกับกรงเล็บของมันรวดเร็วและดุร้าย
เยี่ยเฉินหานไม่ได้สังหารมันทันที
เขาหยุดยืนอยู่กับที่ปล่อยให้หมาป่าสองตัวพุ่งเข้ามาก่อน
เสี่ยวอวี้ใวูบแต่ยังจำคำสั่งได้จึงไม่ร้องเสียงดัง
ตัวแรกกระโจนตรงเข้าหาไหล่ของเขาเขี้ยวคมงับลงเต็มแรง
กรึ่ก!
เสียงเขี้ยวกระทบผิวเนื้อดังชัด
เยี่ยเฉินหานถอยเพียงครึ่งก้าวความเจ็บแล่นวาบขึ้นตรงหัวไหล่ แต่ไม่ลึกอย่างที่ควรจะเป็อีกแล้วเขี้ยวของหมาป่าเพียงฝากรอยกดกับรอยขีดข่วนตื้น ๆ ไว้เท่านั้น
หมาป่าตัวนั้นเองกลับสะบัดหัวแรงๆ อย่างหงุดหงิด ราวกับมันกัดลงบนหนังสัตว์ที่เหนียวกว่าที่คิด
หมาป่าอีกตัวใช้กรงเล็บตะปบเข้าชายโครง
ฉึก!
เสื้อคลุมขาดเป็ริ้วยาว
แต่ผิวกายด้านในกลับมีเพียงรอยแดงบาง
เยี่ยเฉินหานรับแรงนั้นไว้เต็มๆ และในวินาทีเดียวกัน เขาก็รู้สึกได้ถึงความร้อนอุ่นที่วิ่งผ่านโลหิตทั้งร่างกายาเทพ์ของเขากำลังตอบสนอง
ทุกาแ
ทุกรอยข่วน
ทุกแรงปะทะ
กำลังถูกใช้หลอมร่างอย่างเงียบงัน
เขาหมุนตัวฉับพลันใช้มีดสั้นฟันผ่านลำคอหมาป่าตัวแรก เือุ่นสาดกระเซ็นเป็เส้นก่อนจะก้าวหลบอีกตัวที่พุ่งเข้ามาซ้ำแล้วแทงย้อนจากล่างขึ้นบนเข้าใต้คางอย่างแม่นยำ
ร่างสัตว์อสูรทั้งสองล้มลงแทบพร้อมกัน
เสี่ยวอวี้มองภาพนั้นตาค้าง
ไม่ใช่เพราะท่วงท่าการสังหารที่เฉียบคมอย่างเดียว
แต่เพราะนางเห็นกับตาว่าเขาปล่อยให้สัตว์อสูรพวกนั้นกัดฟันลงบนร่างจริงๆ
“คุณชายท่านไม่เจ็บหรือเ้าคะ”
เยี่ยเฉินหานเหลือบมองรอยกดที่ไหล่ก่อนตอบเรียบๆ
“เจ็บ”
เขาใช้มือแตะเืที่ซึมออกมาตื้นๆ ก่อนกล่าวต่อ “แต่ยิ่งเจ็บ กายาข้ายิ่งจำแรงนั้นได้”
เสี่ยวอวี้ยังไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ก็เห็นชัดว่ารอยแผลของเขาไม่ได้ลึกอย่างที่ควรจะเป็
หลังจากนั้นพวกเขาจึงค่อย ๆ ลึกเข้าสู่เขตกลางของป่า
ตลอดหลายวันแรกเยี่ยเฉินหานตั้งใจเลือกสัตว์อสูรระดับต้นถึงกลางให้โจมตีตนเองในขอบเขตที่ควบคุมได้เขาไม่ปะทะแบบบ้าระห่ำ แต่ใช้วิธีชาญฉลาดปล่อยให้เขี้ยวและกรงเล็บของพวกมันขูดผ่านผิวในบางจังหวะ รับแรงกระแทกบางส่วนแล้วค่อยสวนกลับปิดศึกในจุดที่เหมาะที่สุด
ผลลัพธ์ที่ได้ชัดเจนอย่างน่าใ
วันแรกเขายังมีแผลยาวตามแขนและไหล่หลายแห่ง
วันที่สาม แผลเ่าั้เริ่มตื้นลงอย่างเห็นได้ชัด
วันที่เจ็ด เขี้ยวของอสูรระดับกลางเพียงฝากรอยลึกลงไม่ถึงครึ่งเดิม
วันที่สิบ รอยกัดหลายครั้งเหลือเพียงรอยแดงกับคราบเืบาง
ร่างกายของเขากำลังแข็งแกร่งขึ้นทุกวันจริงๆ
ไม่ใช่เพราะสมุนไพรอย่างเดียว
แต่เพราะการถูกหลอมด้วยเขี้ยวเล็บและแรงกระแทกไม่หยุด
ส่วนเสี่ยวอวี้เองก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน
ทุกเช้านางฝึกท่วงท่ามีดหนึ่งร้อยรอบ
ทุกค่ำ นางฝึกก้าวเท้าหลบเงาอีกหนึ่งร้อยรอบ
ระหว่างวัน เมื่อต้องเผชิญสัตว์อสูร เยี่ยเฉินหานจะปล่อยให้ตัวเล็กหรือาเ็เข้ามาให้นางลงมือเองก่อนเขาคอยกำกับจังหวะ ถ้าผิดก็แก้ ถ้าเร็วเกินไปก็ห้าม ถ้าช้าเกินไปก็เตือน
ตอนแรก นางแทงพลาด
ฟันเบาเกินไป
หรือไม่ก็มัวกลัวจนก้าวเท้าผิด
แต่เมื่อผ่านไปครึ่งเดือน
เด็กสาวผู้เคยสั่นกลัวเวลาเห็นเืกลับสามารถซ่อนตัวในพงหญ้า รอจังหวะแล้วพุ่งออกไปปาดคออสูรหมาป่าระดับกลางได้ในครั้งเดียวอย่างเงียบกริบ
เยี่ยเฉินหานเห็นดังนั้นก็เพียงพยักหน้าเบาๆ
“ดีขึ้นแล้ว”
คำชมสั้น ๆ นี้กลับทำให้ดวงตาเสี่ยวอวี้เปล่งประกายราวได้สมบัติล้ำค่า
ยิ่งกว่านั้นร่างกายของนางยิ่งเปลี่ยนชัดเจนขึ้นทุกวัน
เมื่อโลหิตสะอาดขึ้นรูปลักษณ์เดิมที่ถูกฝุ่นโคลนและความเหนื่อยล้ากลบไว้ก็ค่อย ๆ เผยออกทีละน้อย
ผิวกายขาวละเอียดราวหยกอ่อน
รูปร่างเริ่มได้สัดส่วนอย่างงดงาม
แขนขาเรียวยาวขึ้น
เส้นผมดำเงางามกว่าเดิม
แม้ยังถูกซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมเกือบตลอดเวลา แต่เพียงเวลานางขยับตัวหรือเอื้อมมือหยิบของก็ทำให้เยี่ยเฉินหานเห็นชัดแล้วว่าวิชาชีพจรเทพยดากายาเทพ์เมื่อนำมาปรับใช้กับสตรีนั้นแม้ไม่ทำให้กายาแข็งกร้าวอย่างของบุรุษแต่กลับขัดเกลารูปกายให้สมบูรณ์และละเอียดขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
กระนั้น ทั้งสองยังไม่มีเวลาสนใจเื่นี้มากนัก
เป้าหมายหลักยังคงเป็แก่นพลังสัตว์อสูร
หลังจากตระเวนล่าในเขตกลางอยู่หลายวันในที่สุดพวกเขาก็เริ่มเจอกับสัตว์อสูรระดับสูงจริง ๆ
ตัวแรกคือเสือเขี้ยวเหล็กขนดำขนาดเกือบเท่าวัวดวงตาของมันแดงฉาน เขี้ยวโค้งยาว กรงเล็บแข็งยิ่งกว่าเหล็กหล่อเมื่อมันพุ่งออกมาจากพุ่มไม้พร้อมเสียงคำรามกึกก้อง เสี่ยวอวี้ถึงกับหน้าซีดวูบ
เยี่ยเฉินหานกลับยิ้มบาง
นี่แหละคือสิ่งที่เขา้า
เขาสั่งให้นางถอยไปบนกิ่งไม้ด้านข้างแล้วตนเองก้าวออกไปเผชิญหน้าเพียงลำพัง
เสือเขี้ยวเหล็กไม่เสียเวลารอมันพุ่งเข้าตรงหน้าแล้วตะปบลงเต็มแรง
ฉึก!
กรงเล็บคมเฉือนผ่านไหล่เขาไปลากเสื้อจนขาดเป็ทางยาว เืสดซึมออกมาบางส่วนความเจ็บแล่นวาบรุนแรงกว่าสัตว์อสูรระดับกลางหลายเท่าทว่าภายในร่างกลับตอบสนองในแบบที่เขาคาดไว้
โลหิตทั้งร่างพลุ่งพล่าน
กระดูกและกล้ามเนื้อเหมือนถูกปลุกให้ตื่น
กายาเทพ์รับแรงแล้วเริ่มปรับตัวทันที
เสือเขี้ยวเหล็กตะปบซ้ำอีกครั้งคราวนี้เล็บคมลึกลงกว่าเดิม แต่ยังไม่สามารถฉีกเนื้อได้เต็มที่อย่างที่มันควรทำ
เยี่ยเฉินหานหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะหลบฉับพลันไปด้านข้าง แล้วใช้มีดสั้นเสียบเข้าซอกคอใต้อกของมันในมุมที่เฉียบคมที่สุด
เืร้อนพุ่งกระเซ็น
เสือเขี้ยวเหล็กร้องคำรามอย่างบ้าคลั่งกระโจนใส่เขาอีกหลายครั้งติดกัน เยี่ยเฉินหานรับบ้าง หลบบ้างปล่อยให้มันโจมตีอย่างมีจังหวะอยู่เกือบครึ่งก้านธูปจนกระทั่งรู้สึกว่าร่างกายตนรับแรงได้ถึงขีดที่้าแล้ว จึงค่อยหมุนตัวรวดเร็วตวัดมีดขึ้นจากล่างเข้าใต้ขากรรไกร พลังปราณบางสายถูกส่งตามคมมีดเข้าไปพอดี
ฉึก!
คมมีดแทงทะลุสมองเสือเขี้ยวเหล็กตัวมหึมาทรุดลงทันที
เยี่ยเฉินหานหอบหายใจแรงอยู่สองสามคราเืไหลตามาแที่ไหล่และแขน แต่เมื่อเขามองลงไปรอยแผลก็ลึกไม่ถึงขั้นน่ากลัวแล้ว
เสี่ยวอวี้รีบะโลงจากกิ่งไม้วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนใจ
“คุณชาย!”
“ข้าไม่เป็ไร”เขายกมือห้าม “คว้านแก่นพลังออกมา”
เสี่ยวอวี้รีบทำตามทันทีแม้มือยังสั่นนิด ๆ แต่กลับลงมีดได้แม่นกว่าเมื่อก่อนมาก ไม่นานนางก็หยิบแก่นพลังสีดำแดงก้อนหนึ่งออกมาจากอกอสูรได้สำเร็จดวงตาของนางเปล่งประกายทั้งตื่นเต้นทั้งยินดี
“ได้แล้วเ้าค่ะ!”
เยี่ยเฉินหานรับมันมาพลางยิ้มจาง ๆ
ก้อนแรก
จากนั้นการล่าก็เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
พวกเขาเข้าสู่เขตลึกมากกว่าเดิม
เจออสูรหมูป่าเกล็ดหิน
ลิงอสูรแขนยาวเขี้ยวคม
งูเงาดำพิษร้าย
และสัตว์อสูรระดับสูงอีกหลายชนิด
ในระหว่างนั้นกายาของเยี่ยเฉินหานยิ่งถูกหลอมรุนแรงขึ้นทุกวัน
วันหนึ่งเขาโดนงูเงาดำพ่นพิษใส่เต็มแขน แม้จะรู้สึกแสบคันรุนแรงแต่พิษกลับซึมผ่านผิวได้เพียงส่วนหนึ่งก่อนจะถูกโลหิตในร่างกดไว้
อีกวันหนึ่ง เขาถูกหมูป่าเกล็ดหินพุ่งชนเข้าที่อกจนลมหายใจสะดุดแต่กระดูกกลับไม่หักดังอย่างที่ควรจะเป็
อีกวันหนึ่ง ลิงอสูรตะบบหน้าเขาจนเืกลบปากทว่าไม่กี่ชั่วยามต่อมา รอยช้ำกลับจางเร็วกว่าคนปกติหลายเท่า
ยิ่งาเ็
กายายิ่งแข็ง
ยิ่งหลอม
ยิ่งแกร่ง
จนเมื่อเวลาผ่านไปร่วมยี่สิบวันเขี้ยวเล็บของสัตว์อสูรระดับกลางแทบไม่อาจทำร้ายเขาได้อีกแล้วเหลือเพียงรอยขีดข่วนจางบางบนิั ส่วนสัตว์อสูรระดับสูงแม้ยังสร้างาแได้บ้างแต่ก็ไม่มีทางฉีกเนื้อหรือทุบกระดูกได้ง่ายเหมือนวันแรกอีกต่อไป
เสี่ยวอวี้ที่มองอยู่ทุกวันยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังเฝ้าดูปาฏิหาริย์
คุณชายของนางไม่ใช่แค่ฟื้น
ไม่ใช่แค่เก่งขึ้น
แต่กำลังเปลี่ยนไปเป็สิ่งที่เหนือความเข้าใจของนางมากขึ้นทุกวัน
และตัวนางเองก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่
เมื่อผ่านการฝึกและการขัดเกลามาร่วมเดือนนางเริ่มสังหารสัตว์อสูรระดับกลางได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องให้เยี่ยเฉินหานช่วยชี้ทุกจังหวะอีกแล้วบางครั้งเยี่ยเฉินหานเพียงยืนดูอยู่ห่าง ๆ ปล่อยให้เด็กสาวใช้ความเร็ว ก้าวเท้าและคมมีดจัดการอสูรหมาป่าหรืออสูรลิงตัวหนึ่งได้ลำพังอย่างเงียบงาม
กระทั่งวันหนึ่งนางถึงขั้นลอบเข้าด้านหลังเสือหมอกขาวระดับสูงที่าเ็อยู่ก่อนแล้วเสียบมีดเข้าก้านคอจนมันตายคาที่ได้ในครั้งเดียว
หลังศึกนั้นเสี่ยวอวี้ยังยืนหอบ มือสั่น และตาโตไม่เชื่อตัวเองอยู่หลายนาที
ส่วนเยี่ยเฉินหานเพียงกล่าวสั้นๆ
“ต่อไปเ้าจะยิ่งทำได้ดีกว่านี้”
เพียงคำเดียว เด็กสาวก็ยิ้มทั้งเหนื่อยทั้งตื้นตัน
วันเวลาผ่านไปทีละวันแก่นพลังสัตว์อสูรถูกเก็บสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดคืนหนึ่งใต้แสงจันทร์ครึ่งเสี้ยวเยี่ยเฉินหานก็มองกองแก่นพลังที่วางเรียงอยู่บนหินราบหน้าเพิงพักชั่วคราวแล้วรู้ทันทีว่า
พอแล้ว
แก่นพลังระดับสูงสี่ก้อน
ระดับกลางอีกเจ็ดก้อน
สมุนไพรที่กวาดมาได้ตลอดทาง
โอสถที่เตรียมไว้จากเมือง
และร่างกายที่ถูกหลอมจนถึงขีดหนึ่งแล้ว
คืนนี้เอง
เขาจะเปิดชีพจรเทพยดา
เสี่ยวอวี้รับรู้ถึงความจริงจังนั้นทันทีแม้เขายังไม่ได้พูดอะไร นางก็รีบจัดสถานที่ตามที่เขาเคยสอนไว้หินราบถูกรองด้วยผงกันพิษ สมุนไพรสกัดสดถูกจัดเรียงเป็วงขวดยาหลายใบถูกเปิดเตรียมไว้ และแก่นพลังทุกก้อนถูกวางล้อมรอบตามตำแหน่งเฉพาะ
เยี่ยเฉินหานถอดเสื้อชั้นนอกออกเผยให้เห็นร่างกายที่ต่างจากเมื่อออกจากตระกูลครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง
แม้ยังไม่หนาใหญ่แบบชายฉกรรจ์เต็มตัว
แต่กล้ามเนื้อทุกส่วนกลับแน่นกระชับ ราวกับถูกกลึงด้วยมือประณีต
ผิวกายมีรอยแผลเก่าจางบ้างใหม่บ้าง
แต่ทั้งหมดกลับไม่ทำลายความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้แสงจันทร์นั้นเลยแม้แต่น้อย
เยี่ยเฉินหานนั่งลงกลางวงสมุนไพรหลับตา แล้วกล่าวเสียงต่ำ
“คืนนี้ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เ้าห้ามแตะข้า”
เสี่ยวอวี้รีบพยักหน้าแม้ดวงตาจะฉายความกังวลชัดเจน
จากนั้นเขากลืนโอสถสามเม็ดติดกัน เปิดขวดยาอีกสองชนิดเทราดลงบนอกและแผ่นหลังแล้วบดแก่นพลังระดับกลางสองก้อนผสมลงในยาสกัดให้ไหลเข้าสู่ชีพจรผ่านเข็มเงินที่ปักลงตรงจุดสำคัญทั่วร่าง
ทันทีที่แก่นพลังแตะเข้าสู่ร่างความเ็ปรุนแรงก็ะเิขึ้นในชั่วพริบตา
เส้นลมปราณทั้งร่างเหมือนถูกฉีกออกพร้อมกัน
ชีพจรที่ปิดอยู่สั่นะเืรุนแรง
โลหิตพลุ่งพล่านราวจะะเิออกทุกขุมขน
เยี่ยเฉินหานกัดฟันแน่นจนเส้นเืขึ้นชัดทั่วลำคอแต่จิตของเขากลับยังมั่นคงอย่างน่าเหลือเชื่อ
หนึ่งจุด
สามจุด
เก้าจุด
สิบห้าจุด
ชีพจรเริ่มเปิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทุกครั้งที่จุดหนึ่งแตกเปิดความเจ็บจะพุ่งสูงขึ้นอีกระดับ แต่พลังที่ไหลผ่านก็หนาแน่นขึ้นตามไปด้วย
เสี่ยวอวี้ยืนเฝ้าอยู่ไม่ห่างมือทั้งสองเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก นางเห็นเืซึมออกตามปลายเข็มเห็นเหงื่อไหลท่วมร่างเขา เห็นแม้กระทั่งไอสีดำแดงพุ่งออกจากิัเป็ริ้ว ๆแต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย
ยี่สิบสามจุด
สามสิบจุด
สามสิบแปดจุด
กระทั่งถึงจุดที่สี่สิบห้าร่างของเยี่ยเฉินหานก็สั่นอย่างรุนแรง เืพุ่งออกจากมุมปากเป็สายยาวเสี่ยวอวี้เผลอก้าวเข้าหา แต่คำสั่งก่อนเริ่มกลับดังขึ้นในหูนางจึงได้แต่หยุดตัวเองไว้แล้วกัดริมฝีปากจนเืซึม
เยี่ยเฉินหานรับรู้ทุกอย่าง
แต่เขาไม่อาจหยุดได้
คืนนี้ถ้าไม่เปิดให้หมด
จุดที่แตกแล้วจะาเ็ย้อนกลับ
ทั้งหมดที่ทุ่มเทมาร่วมเดือนจะพังลงในพริบตา
เขาจึงดันแก่นพลังระดับสูงก้อนแรกเข้าสู่ร่างทันที
ปัง!
ชีพจรสี่สิบหกถึงห้าสิบเปิดแทบพร้อมกัน
โลหิตทั้งร่างเดือดพล่านจนผิวกายแดงจัด
เส้นเอ็นปูดขึ้นทั่วแขนและคอ
พลังอสูรกับโอสถผสานกันจนครอบคลุมทั้งร่าง
ก้อนที่สอง
ก้อนที่สาม
ก้อนที่สี่
ในที่สุด...
ชีพจรจุดที่ห้าสิบสี่ก็แตกเปิด
ในวินาทีนั้นเองพลังปราณจากฟ้าดินรอบด้านก็เหมือนหาทางไหลเข้ามาได้ในคราวเดียว ลมกลางคืนหยุดนิ่งเสียงแมลงเงียบหาย ทุกสิ่งรอบกายคล้ายถูกดึงเข้าสู่ร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง
เสี่ยวอวี้ถึงกับต้องยกแขนบังหน้าเพราะลมปราณรอบตัวเขารุนแรงเกินไป
เยี่ยเฉินหานลืมตาขึ้นในที่สุด
ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายสว่างราวมีเปลวเพลิงซ่อนอยู่ภายใน
ชีพจรเทพยดา...เปิดแล้ว
ทั้งห้าสิบสี่จุดเชื่อมถึงกัน
ตันเถียนขยายกว้าง
ผิวกายดูดกลืนปราณธรรมชาติเข้าสู่ร่างได้จริง
และปราณที่ไหลอยู่ในร่างเขาก็หนากว่าผู้ฝึกระดับเดียวกันหลายเท่า
เยี่ยเฉินหานค่อย ๆผ่อนลมหายใจออกยาว
ความรู้สึกในตอนนี้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง
ก่อนหน้านี้เขาเพียง“เริ่มมีปราณ”
แต่บัดนี้ เขา “เกิดใหม่เป็ภาชนะเหนือคนธรรมดา” อย่างแท้จริงแล้ว
เสี่ยวอวี้มองเขาอย่างตื่นตะลึงจนแทบลืมหายใจ
ท่ามกลางแสงจันทร์ร่างของเขาดูนิ่งและคมขึ้นอย่างอธิบายไม่ถูกราวกับทั้งร่างกายกำลังสอดประสานกับปราณฟ้าดินอย่างเป็ธรรมชาติ
เยี่ยเฉินหานยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“สำเร็จแล้ว”
เสียงนั้นแหบพร่าอยู่บ้างแต่ชัดเจนยิ่ง
จากคืนนั้นไปการฝึกของเขาจึงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อมีชีพจรเทพยดาเป็ฐาน
การฝึกลมปราณของเขาจึงก้าวะโรวดเร็วจนแม้แต่ตัวเขาเองยังต้องยอมรับว่าคัมภีร์านี้สมกับคำว่าเลิศล้ำที่สุดในห้วงบรรพโกลาหล
เขาเริ่มฝึกวิชาลมปราณหลักที่คัดเลือกไว้ั้แ่ต้น
ปราณในร่างหมุนเวียนเร็วสิบเท่ากว่าคนธรรมดา
การดูดกลืนปราณธรรมชาติผ่านผิวกายทำให้ต่อให้ยามพักหรือยามเดินในป่าเขาก็ยังสะสมพลังได้ตลอดเวลา
ท่าร่าง การออกหมัด การใช้มีด การก้าวเท้าและเคล็ดการะเิพลังล้วนพัฒนาเร็วจนน่ากลัว
ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังเปิดชีพจรเทพยดาเขาก็เริ่มใช้ปราณผสานกับคมมีดได้อย่างเป็ระบบ
อีกไม่กี่วันถัดมาเขาสามารถใช้พลังปราณกดจุดตายของสัตว์อสูรระดับสูงได้เร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
สิ่งที่เคยต้องใช้แรงสู้ครึ่งก้านธูป
บัดนี้เหลือไม่ถึงสิบลมหายใจ
ส่วนเสี่ยวอวี้แม้ไม่ได้เปิดชีพจรเทพยดาเช่นเขาแต่วิธีผลัดเปลี่ยนกายาที่เขาออกแบบให้นางกลับทำให้นางเปลี่ยนไปมากอย่างน่าใ
ความเร็วของนางยิ่งสูงขึ้น
กายเบาราวขนนก
ปฏิกิริยาไวกว่าเดิมหลายส่วน
มีดสั้นในมือยิ่งเฉียบและแม่นยำขึ้นทุกวัน
ไม่นานนางก็สามารถลอบสังหารสัตว์อสูรระดับสูงบางชนิดได้เพียงลำพังจริง ๆหากเลือกจังหวะดีพอ
ครั้งหนึ่งนางซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้สูงปล่อยให้หมาป่าอสูรหลังเงินสองตัวเดินผ่านข้างล่างไปก่อนแล้วจึงะโลงมาปาดคอหนึ่งตัวพร้อมแทงใต้กะโหลกอีกตัวในจังหวะเดียวเยี่ยเฉินหานที่ยืนดูอยู่ไกล ๆ ถึงกับต้องหรี่ตาเล็กน้อยด้วยความพอใจ
“เร็วใช้ได้”
เพียงประโยคเดียวนางก็ยิ้มจนตาโค้งอยู่ใต้ผ้าคลุม
วันหนึ่งหลังผ่านศึกกับอสูรเขี้ยวดำมาทั้งวันพวกเขาหยุดพักที่ธารน้ำใสกลางหุบเล็ก ๆ รอบด้านมีหินใหญ่และต้นไม้หนาทึบเหมาะแก่การซ่อนตัวและพักฟื้นเป็อย่างยิ่ง
เยี่ยเฉินหานออกไปเก็บสมุนไพรริมผาปล่อยให้เสี่ยวอวี้จัดการล้างคราบเืและสิ่งสกปรกบนร่างตนเองตามลำพัง
เด็กสาวมองผิวน้ำใสสะท้อนเงาจันทร์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปลดผ้าคลุมออกทีละชิ้นอย่างช้า ๆ เพราะที่นี่ไม่มีผู้ใดนอกจากพวกเขานางจึงตั้งใจจะชำระกายให้สะอาดเต็มที่สักครั้ง หลังจากผ่านการล่าอสูรและฝึกหนักมาต่อเนื่อง
เมื่อเสื้อผ้าถูกถอดออกจนหมดร่างกายที่เคยซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมหนามาตลอดก็เผยออกสู่แสงจันทร์กับเงาน้ำเป็ครั้งแรก
เสี่ยวอวี้ก้มมองเงาของตนในน้ำแล้วแทบหยุดหายใจ
นางเคยรู้สึกว่าตนเปลี่ยนไป
เคยััผิวกายที่ละเอียดขึ้น
เคยสังเกตว่ามือ แขน และเอวของตนดูต่างจากก่อน
แต่เมื่อต้องเห็นทุกอย่างพร้อมกันในเงาน้ำยามสงบเช่นนี้ความเปลี่ยนแปลงกลับรุนแรงยิ่งกว่าที่จินตนาการ
ผิวกายขาวละมุนราวหยกอ่อน
ไหล่มนกลมกลึง
เอวคอดได้สัดส่วน
เส้นโค้งเว้าอ่อนช้อยงดงามเกินคำว่าเด็กสาวธรรมดาไปไกลแล้ว
เส้นผมดำขลับยาวลงถึงกลางหลังสะท้อนแสงเงินบาง ๆ
แม้ใบหน้ายังมองผ่านเงาน้ำได้ไม่ชัดที่สุดแต่เพียงเครื่องหน้าที่สะท้อนออกมาก็ทำให้นางถึงกับต้องยกมือปิดริมฝีปากด้วยความตกตะลึง
นี่...คือนางจริงหรือ
เด็กกำพร้าที่คนในตระกูลด่าว่าอัปลักษณ์
สาวใช้ที่ใครก็มองผ่าน
คนที่เคยก้มหน้าร้องไห้อยู่มุมครัวบ่อยครั้ง
กลายเป็เช่นนี้ได้อย่างไร
เสี่ยวอวี้ค่อย ๆนั่งยองลงริมธาร นิ้วมือแตะผิวน้ำเบา ๆ จนเงาสะท้อนสั่นไหว ดวงตาคู่นั้นแดงขึ้นช้าๆ ด้วยความตื้นตันอย่างที่อธิบายไม่ถูก
นางไม่ได้ยินเลยว่าระหว่างนั้นเอง เยี่ยเฉินหานได้กลับมาถึงบริเวณใกล้ธารแล้ว
เดิมทีเขาตั้งใจจะเรียกนางแต่เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า เขากลับชะงักฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว..