จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 3 จื่อซวินเอ๋อ

            เมล็ดพันธุ์ของการคืนชีพรวบรวมพลังสูงสุดของฟ้าดินและพลังสูงสุดของฟ้าดินเป็นพลังที่สุดขั้วที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดในโลกธาตุดั่งเช่น ยอดแห่งหยิน ยอดแห่งหยาง ยอดแห่งความชั่วร้าย ยอดแห่งพิษ เป็นต้น

            อาจกล่าวได้ว่า หลังจากดูดซับพลังอันสุดขั้วของฟ้าดินแล้วจะแปรสภาพเป็นสิ่งทรงพลังในระดับขั้นสูงสุด เช่นเดียวกับเมล็ดพันธุ์ของการคืนชีพซึ่งเป็นยอดแห่งพิษที่ได้ดูดซับพลังฟ้าดินและกลายไปเป็นพิษยมโลกคืนชีพ!

            แม้ว่าเมล็ดพันธุ์นี้อาจจะกลายเป็นพิษที่ร้ายแรงแต่ก็อาจจะกลายเป็นโอสถวิเศษแห่งความเป็นอมตะได้เช่นกัน!

            โอสถวิเศษแห่งความเป็นอมตะคือโอสถวิเศษที่มีอยู่ในตำนาน เล่ากันว่า หากได้กลืนกินโอสถชนิดนี้จะมีชีวิตที่เป็นอมตะ และได้รับพลังแห่งความเป็นอมตะอันเป็นนิรันดร์

            “ถึงแม้จะเป็นไปได้ที่จะรวบรวมพลังสูงสุดของฟ้าดินทั้งหกชนิดเพื่อแปลงเป็นโอสถวิเศษแห่งความอมตะแต่หากดูดซับยอดพิษแห่งฟ้าดินที่รวมกัน ก็จะกลายเป็นพิษยมโลกคืนชีพได้เช่นนั้นแล้ว ตั้งแต่บรรพกาลมาถึงปัจจุบันเกรงว่าคงมีข้าเพียงคนเดียวที่ปลูกพิษชนิดนี้ไว้ในร่างกาย!” ฉินอวี่ดีใจอย่างคาดไม่ถึงและไม่นึกเลยว่าเขาจะได้รับความโชคดีมากมายเช่นนี้หลังจากได้รับชีวิตใหม่

            ในภายภาคหน้าหากมีเวลาค่อยสำรวจเมล็ดพันธุ์ของการคืนชีพแต่ตอนนี้สิ่งที่เร่งด่วนที่สุด คือการก้าวเข้าสู่ขั้นยุทธ์เก้าระดับและเปิดจุดตันเถียนขึ้นมาถึงเวลานั้นก็จะเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของเมล็ดพันธุ์แห่งการคืนชีพ

            หลังจากนั้นฉินอวี่จึงเริ่มทำการสำรวจร่างกายของตนเอง และเริ่มพิจารณา

            “แม้ว่าวิชาเซียนมรรคาสวรรค์จะสามารถทำให้การฝึกฝนขั้นเริ่มต้นเป็นไปได้อย่างรวดเร็วแต่รากฐานและพลังล้วนแต่ไม่เปลี่ยนแปลงข้ายังต้องใช้วัตถุดิบของยาเป็นจำนวนมากเพื่อใช้หลอมร่างกาย ด้วยหนทางนี้เท่านั้นจึงทำให้รากฐานมีความมั่นคงและพัฒนาระดับการฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว”เมื่อคิดถึงจุดนี้ วิชาของการฝึกกายนับร้อยในจิตใจของซิงเฉินจื่อก็รวบรวมกันขึ้นมาท้ายที่สุด เขาก็เลือกวิชาที่เหมาะสมออกมาชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการหลอมกายที่เหมาะสมกับร่างกายในปัจจุบัน

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฉินอวี่ก็ลุกขึ้นยืนและเดินไปเปิดประตูห้อง

            เสี่ยวเถาและเสี่ยวฮวาที่เฝ้าอยู่นอกประตูรีบหันหน้ามาอย่างรวดเร็วสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของพวกนางคือมนุษย์ที่ดำสนิทคนหนึ่งที่ส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง

            “โอ๊ย... เหม็นจะตายอยู่แล้ว...”เสี่ยวฮวาใช้มือบีบจมูกไว้แน่น พลางพูดด้วยความประหลาดใจ

            “คุณชายสาม...” เสี่ยวเถาวิ่งเหยาะๆ ออกไปทันทีมองดูฉินอวี่ด้วยความประหม่า หากไม่ใช่เพราะในหลายวันมานี้ไม่มีผู้ใดเข้าไปในห้องเสี่ยวเถาอาจจะคิดว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่ใช่คุณชายสาม

            “เตรียมน้ำดื่มกับของกินไว้ให้ข้าด้วย”ฉินอวี่กล่าวอย่างเรียบเฉย

            “รับทราบ... รับทราบ...”เสี่ยวเถารีบตอบรับอย่างรวดเร็ว และลากตัวเสี่ยวฮวาออกไปตระเตรียม

            หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม

            เสี่ยวเถาและเสี่ยวฮวาจ้องไปทางฉินอวี่ที่กำลังกินอย่างตะกละตะกลามพวกนางไม่ได้มีท่าทางเช่นนี้เพราะการกินของฉินอวี่ แต่เป็นเพราะหลังจากฉินอวี่เปลี่ยนเสื้อผ้าและหวีผมเรียบร้อยแล้วบุคลิกของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างมาก

            ประการแรกผิวทั่วทั้งร่างของเขาดูบอบบางราวกับเด็กทารก มีความเปล่งปลั่งอยู่เล็กน้อยหน้าตาดูเคร่งขรึมจริงจังราวกับเป็นคนละคน ผนวกกับความเย่อหยิ่งที่เยือกเย็นทำให้เสี่ยวเถาและเสี่ยวฮวาต่างต้องตกตะลึงนี่คือคุณชายสามที่เป็นคนธรรมดาคนนั้นหรือ? แม้แต่อารมณ์ที่น่ากลัวของคุณชายรองก็ยังไม่เท่าหนึ่งในสิบส่วนของคุณชายสาม

            ฉินอวี่เมินเฉยต่อสายตาของทั้งสองคนในตอนนี้เขากำลังหิวมาก ก่อนหน้านี้ตอนทำการสำรวจเมล็ดพันธุ์ของการคืนชีพยังไม่รู้สึกอะไรแต่หลังจากลุกขึ้นมา เขาก็รู้สึกหิวเป็นอย่างมาก

            หลังจากกินล้างกินผลาญไปฉินอวี่ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ฉินอวี่ใช้ผ้าขาวเช็ดคราบน้ำมันที่มุมปากจากนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น และมองไปทางเสี่ยวเถา ก่อนจะพูดว่า “ข้ามีศิลา... ศิลาวิญญาณอยู่เท่าไร?”

            เสี่ยวเถารู้สึกตัวจากความตกใจเป็นคนแรกใบหน้าของนางแดงก่ำ และพูดด้วยความสับสนเล็กน้อย “คุณชายสาม... พวกเรามีศิลาวิญญาณที่ไหนกันมีเพียงเศษของเงินสองร้อยตำลึงเท่านั้น ซึ่งเป็นเงินที่คุณหนูสี่แอบขโมยมาให้ท่าน...”

            เมื่อได้ยินชื่อของคุณหนูสี่ดวงตาของฉินอวี่ก็เริ่มเปล่งประกายเล็กๆ และเมื่อหวนนึกถึงเสี่ยเอ๋อดวงตาของเขาก็เริ่มอ่อนโยน และพูดอย่างเย็นชา“ตระกูลต้องให้เงินข้าทุกเดือนมิใช่หรือ?”

            ถึงเสือจะร้ายก็ไม่กินลูกตัวเอง แม้ว่าผู้นำตระกูลฉินจะผิดหวังอย่างไรกับร่างก่อนแต่ในทุกเดือนเขาก็ยังให้เงินกับตนเองมิใช่หรือ?

            “เอ๊ะ? คุณชายสามลืมไปแล้วหรือ? ท่านและคุณชายรองพนันกันเอาไว้ว่าเมื่อไม่รับเงินจากตระกูลจะมีโอกาสใช้ชีวิตรอดได้หรือไม่? ดังนั้น นับตั้งแต่นั้นมาทางตระกูลจึงไม่เคยส่งเงินมาให้คุณชายสามอีกเลย”เสี่ยวเถากล่าวอธิบายพลางมองฉินอวี่ด้วยความประหลาดใจ

            ดวงตาของฉินอวี่หรี่ลงเล็กน้อยร่างก่อนหน้านี้คงจะดูโง่เกินไปมากไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาไม่สามารถก้าวสู่ขั้นยุทธ์ได้ เส้นทางของการฝึกฝนถ้าขาดทรัพยากรก็ยากที่จะเดินต่อไป

            หลังจากนั้นเขาจึงลุกขึ้นและเดินออกจากที่พำนักไปทันที “นำเงินมาให้ข้าข้าจะไปข้างนอกสักครู่หนึ่ง พวกเจ้าไม่ต้องตามมาล่ะ”

            “เดี๋ยวก่อน คุณชายสาม... นายท่านมีคำสั่งว่าหากท่านไม่สามารถเข้าสู่ขั้นยุทธ์ได้ ก็ไม่มีสิทธิ์จะออกจากจวน...”เสี่ยวเถาพูดอย่างกังวล หากฝ่าฝืนอีกครั้งเสี่ยวเถาก็ไม่รู้เช่นกันว่านายท่านจะทำโทษคุณชายสามอย่างไร

            “ใครบอกว่าข้ายังไม่ก้าวเข้าสู่ขั้นยุทธ์?” ฉินอวี่ย้อนตอบโดยไม่หันหน้ากลับไปมองก่อนจะเดินออกไปจากที่พำนัก

            เสี่ยวเถาและเสี่ยวฮวาหันมองหน้ากันและกันหลังจากนั้นไม่นาน เสี่ยวเถาก็พูดอย่างตะกุกตะกัก “เสี่ยวฮวา... ข้า... ข้าได้ยินไม่ผิดใช่หรือไม่คุณชายสามบอกว่า... บอกว่าเขาเข้าสู่ขั้นยุทธ์แล้วหรือ?”

            ใบหน้าของเสี่ยวฮวาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “แย่แล้ว... คุณชายสามคงจะเสียสติไปแล้ว...”

            เมืองหลักเทียนอู่คือเมืองหลวงของแคว้นอู่ซึ่งเป็นศูนย์กลางการทหาร การค้า และเศรษฐกิจของแคว้นอู่ในแต่ละวันมีผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนต่างหลั่งไหลเข้ามายังเมืองหลักเทียนอู่

            นอกจากนี้ในครึ่งปีหลังแคว้นอู่จะจัดงานชุมนุมครั้งใหญ่ขึ้น เมืองหลักเทียนอู่เต็มไปด้วยความวุ่นวายมีการหมุนเวียนของผู้คนอย่างถึงที่สุด ซึ่งมีจำนวนมากถึงหนึ่งล้านกว่าคน

            ขณะที่เขาเดินมาถึงถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านฉินอวี่ก็มองไปโดยรอบด้วยความอยากรู้ แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ดูแลหอตำราของสำนักเทียนฉีแต่ก็น้อยครั้งที่เขาได้ออกจากสำนักเทียนฉี และไม่บ่อยนักที่เขาจะได้เดินทางไปยังเมืองใหญ่เหล่านั้นความเข้าใจเรื่องเมืองใหญ่ของเขาจำกัดอยู่เพียงในตำราเท่านั้น

            ท้องถนนเชื่อมโยงกันราวกับใยแมงมุมถนนทุกสายเต็มไปด้วยความวุ่นวายของรถม้าและผู้คนจำนวนมากสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย มีทุกสิ่งทุกอย่างครบครัน ฝูงชนเดินไปมาราวกับก้อนเมฆคนจำนวนไม่น้อยนั่งอยู่สองข้างถนน กำลังจัดเรียงของแต่ละชิ้นที่ตนเองนำมาขายทั้งเสียงเรียก เสียงตะโกน และเสียงสนทนาที่ดังก้องไปทั่ว จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเมืองหลักเทียนอู่นั้นมีความเจริญอย่างชัดเจน

            ฉินอวี่ยังไม่รีบร้อนไปตามหาวัตถุดิบยาสำหรับหลอมกายแต่เขามองไปยังร้านค้าที่อยู่รอบๆ และมีบางครั้งที่เขาลองชิมอาหารเลิศรสที่ริมทางและสัมผัสได้ถึงวัฒนธรรมของคนท้องถิ่น

            ครึ่งวันผ่านไป

            ฉินอวี่หันกลับไปมองทางด้านหลังและยิ้มเย้ยขึ้นมาที่มุมปาก ก่อนจะเดินเข้าไปยังร้านค้าแห่งหนึ่ง จากนั้นไม่นานใบหน้าของฉินอวี่ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ใบหน้าที่ดูเคร่งขรึมเย็นชาดูหยาบขึ้นทันทีและเปลี่ยนเสื้อผ้าชั้นดีของตนเองเป็นเสื้อผ้าธรรมดาอย่างเหล่าบัณฑิตทั่วไป

            ฉินอวี่เหลือบมองคนสองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากนั้นจึงก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ออกมาจากจวนตระกูลฉิน ฉินอวี่ก็สังเกตเห็นว่ามีคนกำลังติดตามเขาอยู่จึงเดินหลบเลี่ยงไปรอบๆ เพื่อสลัดคนทั้งสองนั้นออกไป

            หลังจากกำจัดคนที่สะกดรอยตามเขาได้แล้วฉินอวี่ก็เดินเตร็ดเตร่ต่อไป จนไปถึงร้านขายยาร้านหนึ่งของเมืองหลักเทียนอู่ที่มีชื่อว่า“หมื่นสรรพสิ่ง”

            หลังจากสำรวจดูสิ่งของทั้งหมดที่ขายอยู่ในร้านขายยาอย่างคร่าวๆในใจก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ฉินอวี่จึงตรงเข้าไปหาคนงานในร้านทันที

            “สหายท่านนี้ ไม่ทราบว่าต้องการอะไรหรือ?” หญิงสาวที่ออกมาต้อนรับฉินอวี่เป็นสาวสวยที่มีรูปร่างผอมเพรียวเสียงของนางชัดเจน รอยยิ้มบนใบหน้าทำให้ผู้คนที่ได้พบเจอต่างรู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง

            “มอบสิ่งนี้ให้กับผู้ดูแลที่นี่บอกเขาว่าข้ารออยู่ที่นี่” ฉินอวี่หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาที่เขียนตัวอักษรสามตัวขนาดใหญ่ซึ่งดูกระฉับกระเฉง ยื่นส่งให้กับคนงานคนนี้ทันที

            คนงานในร้านยิ้ม หลายวันมานี้มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งดังนั้นนางจึงไม่รู้สึกแปลกใจเลย ได้แต่เพียงให้ฉินอวี่รออยู่ตรงนั้นก่อนนางจะเดินจากไป

            ไม่ทันถึงหนึ่งในสี่ชั่วยามผู้อาวุโสในชุดธรรมดาก็รีบเดินเข้ามา ฉินอวี่มองดูอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะพูดขึ้น“คำสามคำเมื่อครู่นี้ เป็นของสหายผู้นี้หรือ?”

            ฉินอวี่พยักหน้าเล็กน้อย

            “สหาย นักปรุงยาจื่อเชิญเข้าพบ”สีหน้าของผู้อาวุโสอดไม่ได้ที่จะเผยความตื่นเต้นออกมา

            ผู้อาวุโสเดินนำฉินอวี่เข้าไปยังอาคารชั้นบนของร้านขายยา

            “สหาย เชิญ!” ผู้อาวุโสผายมือเชิญฉินอวี่เข้าด้านใน

            ฉินอวี่เปิดประตูออกและเดินเข้าไปทันทีที่เข้าไปด้านในฉินอวี่ก็รู้สึกได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่ห่อหุ้มร่างกายของเขาฉินอวี่แอบพูดจาเย้ยอยู่ในใจ ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น และกล่าวอย่างเย็นชา “สหายนี่คือวิธีต้อนรับแขกหรือ?”

            เมื่อเขาเห็นคนที่นั่งอยู่ในห้องฉินอวี่ไม่เพียงแต่ตกใจเท่านั้น

            เขามองเห็นเพียงหญิงสาวที่สวมชุดกระโปรงสีม่วงกำลังนั่งอยู่ในห้องอย่างสง่างามหญิงสาวคนนั้นม้วนผมเกล้าเป็นมวยสูง เผยให้เห็นคอสวยระหงเมื่อมองดูรูปร่างหน้าตาของนางอีกครั้ง ยิ่งทำให้คนตกใจคิดว่าเป็นชาวสวรรค์นางดูอ่อนโยนและขาวผ่องราวกับจะดีดให้หักด้วยนิ้วได้ จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากที่ไร้การย้อมแต่งแต่แดงดั่งผลพลัมสีแดงประกอบกับความเย่อหยิ่งเยือกเย็นทำให้หญิงสาวคนนี้ไม่เพียงแต่มีรูปลักษณ์ที่น่าทึ่งแต่ยังรวมถึงอารมณ์ของนางด้วย

            ต้องบอกเลยว่า ฉินอวี่เคยพบเจอกับหญิงงามในสำนักเทียนฉีมาแล้วมากมายแต่หญิงสาวคนนี้สามารถจัดไว้ในอันดับแรกๆ ได้อย่างแน่นอน

            สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องประหลาดใจยิ่งไปกว่านั้นคือหญิงสาวคนนี้ได้บรรลุถึงขั้นเทียนชุ่ยขั้นที่หนึ่งแล้วด้วยคุณสมบัติระดับนี้อายุเช่นนี้ หากอยู่ในสำนักเทียนฉีจะต้องเป็นบุคคลสำคัญที่ถูกดูแลเป็นอย่างดีแน่นอน

            “สหาย เจ้าบอกว่าเจ้ามีเม็ดยาพลังปราณหรือ?” หญิงสาวคนนั้นพูดกับฉินอวี่อย่างเฉยเมยบนใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆ น้ำเสียงของนางดูอ่อนหวานและมีเสน่ห์

            “ไม่มีหรอก” ฉินอวี่ละสายตาจากหญิงสาวคนนั้นและพูดอย่างเย็นชา เกี่ยวกับอักษรที่เขาเคยเขียนไปก่อนหน้านี้ “เม็ดยาพลังปราณ”

            หญิงสาวคนนั้นเบิกดวงตางดงามและระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างไร้เหตุผล ดวงตาสีดำสนิทของนางจ้องตรงไปทางฉินอวี่และเริ่มขยับริมฝีปากสีแดงของนาง ก่อนจะพูดขึ้น “เช่นนั้นสหายคงจะมาล้อเล่นกับคนอย่างข้าจื่อซวินเอ๋อหรือ?”

            ฉินอวี๋กล่าวต่อไปอย่างเย็นชา “ข้ามีใบปรุงยา”

            “อะไรนะ?” รูม่านตาของจื่อซวินเอ๋อหดลงอย่างรวดเร็วรอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็ดูแข็งทื่อ หลังจากผ่านไปไม่นาน จื่อซวินเอ๋อก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆและเริ่มมีรอยยิ้มบนใบหน้าที่มากยิ่งขึ้น จากนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

            ผืนผ้าไหมสีม่วงลากไปกับพื้นเดินตรงเข้าไปหาฉินอวี่ เมื่อนางเข้ามาใกล้ก็วางมือข้างหนึ่งลงบนไหล่ของฉินอวี่ทันทีมือข้างซ้ายที่อ่อนโยนเหมือนรากบัวได้โอบรอบคอของเขาไว้ราวกับงูน้ำ ร่างกายของนางเอียงเข้ามาใกล้หันข้างไปทางใบหน้าของฉินอวี่ และดูเหมือนมีอะไรในใจ ลมหายใจเหมือนดั่งกล้วยไม้ที่มีกลิ่นหอมอย่างธรรมชาติเมื่อริมฝีปากสีแดงเข้ามาใกล้หูของเขา ก็มีเสียงพูดเบาๆ “เจ้าบอกว่า... เจ้ามีใบปรุงยาของเม็ดยาพลังปราณหรือ?”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน