Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 2 ตอนที่ 52 การคิดทบทวนของไป๋เหวินหลิง

           “ผัวะ!”

           ซูฮ่าวหน้าดำคร่ำเครียด และตบหน้าหวางเฉิงเทียน ตบจนเขาล้มลงกับพื้น

           “คุณซู นี่คุณ?” หวางเฉิงเทียนกุมใบหน้าของตนเองอย่างงงงวยและไม่เข้าใจมาก

           ซูฮ่าวหยุดมอง และพูดอย่างนิ่งเฉยว่า “คุณเพิ่งจะถูกหยกเลือดมอมเมาแล้วนี่ผมก็ตบเพื่อให้คุณตื่น”

           “หยกเลือด?” หวางเฉิงเทียนขมวดคิ้ว และงงงวยทันที“นั่นคือของอะไร?”

           “หยกเลือดก็คือ หลังจากที่คนตายแล้วก็นำหยกใส่เข้าไปในลำคอเพื่ออุดลมหายใจสุดท้ายหากตอนมีชีวิตอยู่มีความอาฆาตแค้นมาก เช่นนั้นหยกก็จะดูดเอาเลือดของอีกฝ่ายกลายเป็นหยกเลือด ในทางฮวงจุ้ย หยกเลือดถูกเรียกว่าของชั่วร้ายด้านฮวงจุ้ยคือของที่ไม่เป็นสิริมงคลที่ฆ่าคนไม่กะพริบตาไอดำในก่อนหน้านี้ก็คือร่างจำแลงของหยกเลือด”

           “คุณซู นั่น นั่น นั่น … ของชั่วร้ายด้านฮวงจุ้ยที่เรียกว่าหยกเลือดนั้นหนีไปที่ไหนแล้ว?”หวางเฉิงเทียนฟังอย่างนี้แล้ว ด้านหลังก็เย็นวูบ เขามองไปโดยรอบด้วยสายตาที่ตกใจกลัว

           “อย่าลนลาน มันถูกผมฆ่าไปแล้ว!” ซูฮ่าวโบกมือและพูดอธิบายต่อว่า “เรื่องนักท่องเที่ยวฆ่าตัวตายที่คุณพูดในก่อนหน้านี้ก็คือหยกเลือดชิ้นนี้ก่อกวนอยู่เบื้องหลัง พอมันตาย ตอนนี้ทั้งวิลลาก็ฟื้นฟูเป็นปกติแล้ว”

           “ตายแล้วก็ดี คุณซูคือคนที่เป็นเหมือนเทพเจ้าจริงๆในที่สุดคราวนี้ภูเขาฉิงหยุนก็มีความหวังแล้ว!”หวางเฉิงเทียนฟังอย่างนี้แล้วก็โล่งใจ บนใบหน้าของเขามีอาการดีใจ

           ตอนที่จุดชมวิวของภูเขาฉิงหยุนยังไม่ถูกปิด ที่นี่ก็คือสถานที่ที่เทียบได้กับสวนดอกไม้หมื่นดอกมีผลกำไรที่สูงมาก ได้รับการให้ความสำคัญจากระดับสูงของเขตหลินไห่

           แค่น่าเสียดายเหตุเพราะไอดำ จึงทำให้มันถูกปิด เขตหลินไห่ก็ขาดโครงการดีๆที่จะทำเงินแล้ว

           เวลานี้ไอดำถูกทำลาย ก็แสดงว่าเขตชมวิวภูเขาฉิงหยุนก็เปิดได้อีกครั้งยอดรายรับของเขตหลินไห่ก็จะเพิ่มสูงขึ้นมาก

           ซูฮ่าวราวกับมองความคิดของหวางเฉิงเทียนออกแล้ว เขาเงียบไปสักพักและถามว่า “ตอนที่จุดชมวิวของภูเขาฉิงหยุนเปิด หนึ่งปีหาเงินได้เท่าไร?”

           “อย่างน้อยห้าถึงหกร้อยล้าน อย่างมากก็พันล้าน”หวางเฉิงเทียนตอบตามความจริง

           ซูฮ่าวครุ่นคิดเล็กน้อย และเงยหน้าพูดว่า “เช่นนั้นผมขอใช้สองพันล้านที่ช่วยแก้ไขปัญหาดอกไม้เหี่ยวเฉาที่สวนดอกไม้หมื่นดอกเช่าภูเขาฉิงหยุนเป็นเวลาสองปีสนับสนุนให้ผมเช่าแค่คนเดียว ดีไหม?”

           “แน่นอนว่าไม่มีปัญหา ด้วยสถานะของคุณซู ถึงไม่จ่ายเงินแต่จะไปชมภูเขาฉิงหยุนแค่คนเดียวระดับสูงของเขตหลินไห่ก็จะไม่มีความคิดเห็นอะไร”

           “จริงหรือ?” ซูฮ่าวหัวเราะทันทีและไอ “พอเถอะในเมื่อคุณก็ล้วนพูดอย่างนี้แล้ว เช่นนั้นผมก็ไม่จ่ายเงินแล้วสองพันล้านในก่อนหน้านี้โอนเข้าบัญชีผมเถอะ!”

           หวางเฉิงเทียน “ … ”

           กลลวง!

           ล้วนคือกลลวง!

           “วางใจเถอะ ผมไม่ใช่คนที่ชอบเอาเปรียบสองพันล้านนั้นก็ถือว่าคือค่าใช้จ่ายที่ผมเช่าภูเขาฉิงหยุน” ซูฮ่าวปัดมือและพูดว่า“คุณเรียกคนมาทำความสะอาดวิลลาสักหน่อย ทำความสะอาดวิลลาพักร้อนฉิงหยุนให้สะอาดสะอ้านรวมถึงเส้นทางถนนที่จะมายังภูเขาฉิงหยุน”

           “ไม่ใช่ปัญหาครับ” หวางเฉิงเทียนพยักหน้า ระหว่างคิ้วเผยอาการงงงวย “คุณซูอิงตามอายุของคุณ น่าจะชอบเขตเมืองที่ครึกครื้น แต่คุณมาเช่าภูเขาฉิงหยุนที่เงียบสงบนี้ก็เหมือนจะไม่สอดคล้องกับนิสัยของคุณ … ”

           “เช่าภูเขาฉิงหยุนนี้ก็เพื่อเปิดร้านที่ดีแห่งหนึ่ง” ซูฮ่าวพูดตรงๆ

           ภูเขาฉิงหยุนในฐานะที่ตั้งของลมปราณมังกรของเขตหลินไห่ ทุกๆวันล้วนจะดูดเอาโชคชะตาของห้าทะเลสาบสี่ทะเล และดอกไม้ใบหญ้าต้นไม้เปิดร้านอยู่ด้านบนนี้ เป็นธรรมดาที่ธุรกิจจะเจริญรุ่งเรือง

           “เปิดร้าน?” หลังจากที่หวางเฉิงเทียนได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้ว

           “คุณซู หากคุณต้องการเปิดร้าน ผมคิดว่าใจกลางเมืองน่าจะยิ่งดีกว่าภูเขาฉิงหยุนคือชานเมืองของฉวนโจว หากไม่ใช่เพื่อมาท่องเที่ยวพักผ่อนก็น้อยมากที่จะมีคนมา”

           ซูฮ่าวมองด้านล่างของภูเขาจากที่ไกลๆ เขาหันหลังให้หวางเฉิงเทียนและส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่เป็นไร ร้านนี้ของผมก็ไม่ต้องการให้คนรู้มากเกินไปและจะไม่มีคนรู้มากเกินไป อย่างไรเป้าหมายลูกค้าของร้านก็คือบุคคลที่มีอำนาจและมีเงิน”

           “บุคคลที่มีอำนาจและมีเงินหรือ?” หวางเฉิงเทียนตกใจและถามต่อว่า “ไม่ทราบว่าที่คุณซูจะจำหน่ายคือของอะไร?”

           ในสายตาของซูฮ่าวฉายแสงเจิดจ้า “ยาลูกกลอน!”

           เสียงดังมา หวางเฉิงเทียนหยุดชะงัก บนใบหน้าเต็มไปด้วยอาการเหลือเชื่อ

           แน่นอนว่าเขารู้ว่ายาที่ซูฮ่าวพูดถึงคือของอะไรเมื่อวานหลังจากที่ถูกบอดี้การ์ดของมู่หรงฉินทำร้ายแล้ว ยารักษาที่เขาทาน ก็คือยาชนิดหนึ่งของยาลูกกลอน

           พูดถึงยาลูกกลอน ก็ไม่พูดถึงอาจารย์ปรุงยาไม่ได้ ก็เหมือนกับนักรบโบราณอาจารย์ปรุงยาคือกลุ่มคนพิเศษของหัวเซี่ย พวกเขาปรุงยาลูกกลอนที่มหัศจรรย์ต่างๆได้ โดยเฉพาะที่แหกกฎฟ้าก็คือสามารถปรุงยาเซียนที่เป็นอมตะได้มีสถานะและตำแหน่งโด่งดังมาก คือผู้ที่อยู่ใต้คนคนเดียว แต่อยู่เหนือคนนับหมื่น

           อย่างไรอาจารย์ปรุงยาก็มีพลังการเรียกที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าเป็นใครก็ล้วนหวังจะให้อาจารย์ปรุงยาติดค้างน้ำใจของพวกเขาตอนที่ลำบากก็ขอยาลูกกลอนของอีกฝ่ายมาช่วยเหลือ หรือไม่ก็คือที่ลี้ภัยที่เป็นมิตร

           ถึงอาจารย์ปรุงยาจะมีสถานะสูงส่ง ตำแหน่งไม่ธรรมดา แต่หากต้องการจะเป็นอาจารย์ปรุงยากลับไม่ง่ายดายอย่างนั้น

           คำขอของอาจารย์ปรุงยาก็เข้มงวดมาก เขาต้องการให้คนควบคุมพลังธาตุสองอย่างอย่างหนึ่งคือธาตุไฟ อีกอย่างหนึ่งคือธาตุไม้อย่างแรกใช้ควบคุมอุณหภูมิของการปรุงยาบวกกับพืชสมุนไพรที่จุดไฟได้อย่างหลังเร่งปฏิกิริยาพืชสมุนไพร บ่มเพาะพืชสมุนไพร

           นอกจากนี้แล้ว หากต้องการกลายเป็นอาจารย์ปรุงยายังต้องมีความสามารถในการรับรู้ทางจิตวิญญาณที่เหนือกว่าคนปกติหลายเท่า

           ความสามารถในการรับรู้ทางจิตวิญญาณเรียกสั้นๆ ว่าพลังจิตวิญญาณ ประกอบด้วยพลังวิญญาณและพลังจิตคือมาตรฐานในการวัดกำลังของอาจารย์ปรุงยา ความสามารถในการรับรู้ทางจิตวิญญาณยิ่งแข็งแกร่งเช่นนั้นก็แสดงว่ากำลังของอาจารย์ปรุงยาท่านนี้ยิ่งสูงอัตราสำเร็จของยาที่ปรุงออกมาก็ยิ่งมากองค์ประกอบด้านปริมาณในตอนที่ยาปรุงสำเร็จก็ยิ่งเข้มข้น

           ก็เพราะเงื่อนไขในการเป็นอาจารย์ปรุงยาเข้มงวดเกินไปดังนั้นอาจารย์ปรุงยาส่วนใหญ่ล้วนคือหนึ่งในหมื่น คนที่กลายเป็นอาจารย์ปรุงยาได้ล้วนคือคนที่มีความสามารถที่สวรรค์ดูแล

           หวางเฉิงเทียนราวกับคิดอะไรออกแล้ว เขามองซูฮ่าวอย่างงงงันและถามอย่างหวาดผวาว่า “หรือว่าคุณซูคือ … อาจารย์ปรุงยา?”

           “ก็ประมาณนั้น” ซูฮ่าวคิดๆ ดูแล้วก็พยักหน้า

           ถึงแม้เขาไม่เข้าใจวิธีการปรุงยา และก็ไม่มีความรู้ด้านการปรุงยาแต่เขามีเตาปรุงยาอัตโนมัติ แค่สนับสนุนวัสดุยาก็สามารถปรุงยาได้ ดังนั้นจึงเรียกได้ว่าเขาก็คืออาจารย์ปรุงยา

           “ซี้ด!” หวางเฉิงเทียนอึ้งและอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้า

           กำลังของนักรบโบราณไม่ธรรมดา วิชาการแพทย์ก็ยอดเยี่ยม ด้านฮวงจุ้ยพลิกฟ้าตอนนี้ยังมีสถานะของอาจารย์ปรุงยาอีก

           ซูฮ่าวคนนี้ คือโอรสคนโปรดของสวรรค์ชัดๆ !

           เวลานี้เขายิ่งเด็ดเดี่ยวกับความคิดที่จะเป็นมิตรกับซูฮ่าว

           “คุณซู ตอนนี้ใกล้จะบ่ายโมงแล้ว คุณยังไม่ได้ทานอาหารเที่ยงพวกเราลงไปทานอาหารกันก่อนเถอะครับ”

           “ไม่ต้องแล้ว คุณให้คนส่งขึ้นมา ผมยังต้องทำธุระอยู่ที่นี่” ซูฮ่าวโบกมือและหันหลังเดินไปที่ห้องโถงของวิลลาพักร้อนฉิงหยุนแล้ว

           การ์ดขี้อวดด้านฮวงจุ้ยยังเหลือเวลาอีกห้านาทีก่อนที่จะหมดไป เขาจะต้องเอาเวลานี้มาจัดตั้งค่ายกลฮวงจุ้ยอยู่ที่ภูเขาฉิงหยุนสักหน่อยเพื่อง่ายต่อการดูแลร้านยาในหลังจากนี้

           ต่อมาเขาราวกับคิดอะไรออกแล้ว จึงหยุดชะงักพลางเอียงหน้าไปพูดว่า “ใช่แล้วเรื่องที่ร่างกายของคุณฟื้นฟูแล้ว อย่าบอกใคร โดยเฉพาะคนสนิทของคุณ”

           “ผมเข้าใจครับ!” ในดวงตาของหวางเฉิงเทียนมีความเยือกเย็นและดุร้าย

           ซูฮ่าวกำลังเตือนเขา คนที่วางยาก็มีความเป็นไปได้มากที่จะคือคนข้างกายของเขา

           ซูฮ่าวเห็นอย่างนี้แล้วก็ไม่พูดมาก เขาเดินเข้าไปในวิลลาและเริ่มการจัดตั้งค่ายกลฮวงจุ้ยทันที

    ………………..

            ห้องทำงานซีอีโอ บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว ฉวนโจว

            เวลานี้ไป๋เหวินหลิงนั่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน แม้เธอจะพยายามอย่างไรก็ล้วนไม่มีทางมุ่งมั่นกับงานได้ 

            หลังจากที่กลับมาจากโรงน้ำชาธรรมชาติแล้ว ในใจเธอมักจะว่างเปล่ารู้สึกเหมือนกับถูกทิ้งและถูกลืม ความอ้างว้างลึกๆ จมเธอลงไปไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

            เธอเคยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดโทรศัพท์ไปหาซูฮ่าวหลายครั้งและต้องการขอโทษซูฮ่าว แต่ทุกครั้งที่โทรศัพท์ไป ที่ทางนั้นส่งกลับมาล้วนคือเสียงเตือนปิดเครื่องทั้งสิ้น

            เธอไม่รู้ว่าคือโทรศัพท์มือถือของซูฮ่าวแบตเตอรี่หมดหรือซูฮ่าวไม่อยากรับสายของเธอ จึงตั้งใจปิดเครื่อง แต่ที่เธอรู้ก็คือซูฮ่าวจะต้องโมโหเธอแล้ว

            โดยเฉพาะคำพูดที่ซูฮ่าวพูดตอนที่ออกจากโรงน้ำชาธรรมชาติ ถึงตอนนี้ก็ยังทำให้เธอไม่สบายใจความเยือกเย็นและเมินเฉยอย่างนั้นล้วนไม่เหมือนซูฮ่าวที่เธอรู้จัก

            หรือว่า ซูฮ่าวอาจจะถูกเธอทำร้ายแล้วจริงๆ

            อย่างไรตอนที่เผชิญหน้ากับการระแวงและกล่าวหาของทุกคนซูฮ่าวกลับไม่คัดค้าน แต่มองเธอ และถามเธอว่าเชื่อเขาไหม

            แต่ว่า เธอในเวลานั้นไม่ตอบ แต่กลับเงียบเลี่ยงไม่ได้เธอในเวลานั้นก็สงสัยอยู่ในใจเล็กน้อยจริงๆเกรงว่าก็คือการเงียบในเวลานั้นทำให้ซูฮ่าวผิดหวังกับเธอแล้ว

            ทันใดนั้นเธอก็คิดว่าตนเองโง่มาก โง่อย่างที่สุดแล้ว

            เพราะแค่เพียงคำพูดของหยูลี่ กลับสั่นคลอนตำแหน่งของซูฮ่าวที่อยู่ในใจของเธอได้เธอไม่เคยจำความกล้าหาญในตอนที่ซูฮ่าวก้าวออกมาบังลมบังฝนให้เธอในคดีโจรกรรมความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ในตอนที่เขาแบกรับความกดดันแทนเธอในงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของหวางไป่ว่านและความรับผิดชอบในตอนที่เขาประคับประคองฟ้าให้เธอในช่วงที่เงินทุนถูกโจรกรรมบวกกับความเด็ดขาดในตอนที่เขาแบกรับอันตรายทุกอย่างไว้กับตนเองในช่วงที่อยู่ที่ศาลาซวีสุ่ยหลาน

            ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับความลำบากอะไร ซูฮ่าวล้วนจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อมอบความร่าเริงและรอยยิ้มให้เธอ

            แต่เธอมักจะถ่วงอีกฝ่าย จนกระทั่งถึงโรงน้ำชาธรรมชาติในวันนี้ตอนที่พบว่ามีคนใส่ร้ายซูฮ่าว และด่าเขา เธอไม่ใช่แค่ไม่พูดแก้ต่างให้เขา แต่ยังคงเงียบเฉยโดยเฉพาะยังเคยสงสัยเขา

            ไป๋เหวินหลิงนึกถึงตรงนี้ความละอายใจและความเสียใจอย่างหนึ่งโจมตีหัวใจของเธอ ราวกับมีดทิ่มแทง

            “เอี๊ยด!”

            ทันใดนั้น ประตูของห้องทำงานถูกผลักออกบนใบหน้าของไป๋เหวินหลิงเผยอาการดีอกดีใจ และรีบมองไปที่หน้าประตู หวังว่าจะได้เห็นร่างที่คุ้นเคยร่างนั้นอย่างเร่งด่วน

            แต่คนที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าประตู กลับไม่ใช่ซูฮ่าว แต่คือกู้เพ่ยหลิง

            “ท่านประธาน การเงินของบริษัทในช่วงนี้กลับสู่ปกติแล้วผ่านการร่วมงานกับกลุ่มบริษัทเทียนเฉินแล้ว กลุ่มบริษัทใหญ่ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ต้องการจะลงทุนกับบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวของพวกเราที่ดิน T1 ที่หวางไป่ว่านให้ก็จะเริ่มงานในช่วงใกล้ๆนี้ คาดว่าจะเสร็จในช่วงปลายปี ทุกอย่างล้วนเริ่มเดินไปในทางที่ดีคุณโล่งใจได้แล้ว” กู้เพ่ยหลิงประคองเอกสาร และรายงานข่าวให้ไป๋เหวินหลิงทราบ

            ไป๋เหวินหลิงฝืนหัวเราะ “ดีมาก ให้ทุกคนพยายามกันต่อไปปลายปีฉันจะเพิ่มเงินเดือนให้ทุกคน”

            “ท่านประธาน คุณไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหม?” กู้เพ่ยหลิงเห็นไป๋เหวินหลิงเหมือนจะไม่สบายใจมากก็เลยขมวดคิ้วพลางถาม

            ไป๋เหวินหลิงส่ายหน้า และปกปิดอาการหดหู่ของตนเอง

            “หากไม่สบาย ก็อย่าลืมพักผ่อน!”กู้เพ่ยหลิงพูดอย่างเป็นห่วง และหยิบธงเกียรติยศออกมาจากด้านล่างของเอกสารหนึ่งผืน“ใช่แล้วค่ะ นี่คือของที่ทางสถานีตำรวจของเขตตงเฉิงส่งมา เหมือนจะมอบให้กับซูฮ่าว”

            ไป๋เหวินหลิงตะลึงงัน เธอเดินไปตรงหน้ากู้เพ่ยหลิงและรับธงเกียรติยศมาถือไว้

            บนธงเกียรติยศเขียนคำขวัญไว้สี่ประโยค

            (โจรไร้ความรู้สึกคนมีความรู้สึก คุณซูฮ่าวแสดงความสามารถขจัดคนชั่วเพื่อประชาชน การผดุงความยุติธรรมคุณเก่งที่สุด!)

            เห็นได้ชัดว่า นี่คือธงเกียรติยศที่ทางตำรวจส่งมาให้ เพื่อขอบคุณซูฮ่าวที่ช่วยปราบโจรเมื่อหลายวันก่อนตอนอยู่ที่ร้านเครื่องประดับ

            กู้เพ่ยหลิงพูดพลางถอนหายใจว่า “ท่านประธานฉันรู้สึกว่าหลายวันมานี้ซูฮ่าวดีขึ้นมากแล้ว เขาในเมื่อก่อนสูบบุหรี่ติดเหล้า ไม่ทำอะไรถูกทุกคนดูถูก แค่เป็นคนก็ล้วนประเมินเขาต่ำแต่เขาในตอนนี้ได้กลายเป็นขุนนางผู้มีคุณูปการที่อยู่ในใจของทุกคนแล้วพนักงานของบริษัททุกๆ คนพูดถึงเขา ก็ล้วนเผยความเลื่อมใสอย่างอดใจไม่ได้มีพนักงานผู้หญิงสองสามคนยังแอบถามฝ่ายทรัพยากรมนุษย์อย่างลับๆ เพื่อต้องการขอเบอร์ติดต่อของซูฮ่าวและมีความรู้สึกดีต่อซูฮ่าวมาก”

            “แต่พูดไปแล้วก็ใช่ ซูฮ่าวในตอนนี้ก็ได้รับความนิยมจากทุกคนมากจริงๆรูปโฉมก็หล่อเหลา ไม่มีมาดเย่อหยิ่งแม้แต่น้อย เมื่อวานตอนที่คุยเรื่องสัญญากับคนของกลุ่มบริษัทเทียนเฉินเขายิ่งพูดจามีคารมคมคาย พูดจาเฉียบแหลม ตอนที่พูดแทรกทุกครั้งล้วนพูดตรงจุดสำคัญฉันมองออกว่า หัวหน้าฝ่ายของกลุ่มบริษัทเทียนเฉินสองสามคนนั้นต้องมองเขาใหม่จากใจ”

            “พูดจริงๆ ฉันก็ล้วนเลื่อมใสซูฮ่าวแล้ว เจ้าหมอนี่ซ่อนลึกมากล้วนหลอกทุกคนหมดแล้ว ตอนนี้ฉันก็เปลี่ยนแนวคิดในเมื่อก่อนแล้วและก็จะไม่ใช้สายตาในเมื่อก่อนมองเขาอีก หวังว่าต่อไปเขาจะเอาการเอางานสักหน่อยและกู้หน้าให้คุณ ทำให้คนที่เคยหยอกล้อคุณว่าสายตาแย่พวกนั้นล้วนตกตะลึง!”

            กู้เพ่ยหลิงพูดอย่างไม่สนใจใครมากมาย ตอนที่หันไปมองไป๋เหวินหลิงกลับพบว่าเธอจับจ้องธงเกียรติยศอยู่ ดวงตาทั้งคู่ไม่มีชีวิตชีวาราวกับกำลังเหม่อลอย

            “ท่านประธาน คุณไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ หรือ?”

            ไป๋เหวินหลิงไม่ตอบ แต่ยังคงเหม่อลอยอยู่

            กู้เพ่ยหลิงขมวดคิ้ว และตบไหล่ของไป๋เหวินหลิงเบาๆ “ท่านประธานหรือว่าคุณมีเรื่องกลุ้มใจ?”

            “เอ่อ?” ไป๋เหวินหลิงเพิ่งจะออกมาจากสภาพที่เหม่อลอยเธอส่ายหน้า และหัวเราะอย่างฝืนใจ “ฉันไม่ได้เป็นอะไร เธอออกไปก่อนเถอะฉันอยากอยู่เงียบๆ คนเดียว”

            “พอเถอะ … หากคุณมีเรื่องอะไรก็อย่าลืมเรียกฉัน” กู้เพ่ยหลิงมองไป๋เหวินหลิงอย่างเป็นห่วง เธอเดินออกไปด้านนอกหนึ่งก้าวและหันหลังกลับมามองสามครั้ง

            ตอนที่เธอใกล้จะเดินไปถึงด้านนอกประตู จู่ๆ ไป๋เหวินหลิงก็ปริปาก“เดี๋ยวก่อน”

            กู้เพยหลิงหันไปมองไป๋เหวินหลิงอย่างไม่เข้าใจมาก “มีอะไรหรือท่านประธาน?”

            “เพ่ยหลิง ฉันมีเพื่อนคนหนึ่ง เธอกับผู้ชายคนหนึ่งออกไปเที่ยวด้วยกันหลังจากนั้นพบผู้หญิงคนหนึ่งใส่ร้ายว่าผู้ชายมีชู้ผู้ชายบอกกับเพื่อนของฉันว่าเขาคือผู้บริสุทธิ์ แต่เพื่อนของฉันไม่เชื่อสุดท้ายความจริงคือผู้หญิงใส่ร้ายผู้ชายแล้ว เพราะความไม่เชื่อใจของเพื่อนฉันผู้ชายจึงโกรธและจากไป เป็นแบบที่โมโหมากเมินเฉยมาก”

            “หากว่า … ฉันพูดว่าหากว่าหากว่าเธอคือเพื่อนของฉัน เธอจะแก้ไขทุกอย่างนี้อย่างไร?”

            กู้เพ่ยหลิงไม่ตอบโดยตรง แต่ถามกลับว่า “ผู้ชายคนนี้คือคนรักของเพื่อนคุณหรือ?”

            “ก็ประมาณนั้น … ”ไป๋เหวินหลิงหน้าแดงเล็กน้อย

            กู้เพ่ยหลิงคิดๆ ดูแล้วก็พูดพลางหัวเราะว่า “ในเมื่อคือคนรักก็ยังไม่ง่ายดายอีกหรือหากเป็นฉัน ก็ทำอาหารอยู่ที่บ้านสักโต๊ะ รอหลังจากเขากลับมาถึงบ้านก็ขอโทษเขาอย่างจริงใจ ฉันคิดว่าแค่อีกฝ่ายไม่ใช่คนใจแข็งก็ล้วนจะไม่ตำหนิเรื่องความผิดในอดีต”

            ไป๋เหวินหลิงฟังอย่างนี้แล้วก็ตาลุกวาวคิดว่าวิธีการนี้ของกู้เพ่ยหลิงไม่เลวมาก

            เธอยืนขึ้นและเดินเข้าไปจับมือของกู้เพ่ยหลิงไว้ พลางพูดอย่างดีใจว่า“เพ่ยหลิง ขอบใจเธอมาก ตอนบ่ายกับตอนเย็นวันนี้ฉันไม่เข้าบริษัท รบกวนให้เธอช่วยดูแลแทนแล้ว”

            เมื่อพูดจบเธอก็เดินออกไปจากห้องทำงานซีอีโออย่างตื่นเต้นแล้วราวกับเด็กที่พบร่มอยู่กลางฝน และลงลิฟต์มาถึงลานจอดรถของบริษัท เธอขับรถกลับไปที่บ้านทันที

            กู้เพ่ยหลิงมองด้านหลังรถพอร์เชอที่ไป๋เหวินหลิงนั่ง ก็รู้สึกงงงันดวงตาทั้งคู่งงงัน …