ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 39-2 (เล่ม 3) : ญัตติไม่ไว้วางใจ2

            { ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรมต.ไกรพลกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

            “หากท่านใดมีข้อสงสัยสามารถกดปุ่มได้เราจะเชิญให้ท่านลุกขึ้นโต้แย้งหลังจากที่ผู้พูดพูดจบประโยคแต่อย่าลืมว่าท่านมีเวลาพูดรวมกันพรรคละ 30 นาทีเท่านั้นส่วนเวลาประท้วงมีคนละสิบวินาทีตามปกติ สามารถโอนให้กันในพรรคได้” ประธานประกาศ

            “เรียนท่านประธานที่เคารพ”เสียงราบเรียบของหญิงคนหนึ่งดังมาจากที่ไหนสักแห่งภาพสามมิติตรงโพเดียมกลางห้องเปลี่ยนไปเป็นของ สส.วรัญญา จากพรรคสมดุลมีชื่อและตำแหน่งปรากฎอยู่ด้านบนสุด หญิงวัยกลางคนสวมเสื้อผ้าฝ้าย นุ่งซิ่นและคลุมผมแบบชาวมลายู ผมเพิ่งสังเกตว่า สส.ที่เข้ามาร่วมประชุมมีเครื่องแต่งกายที่หลากหลายไม่ซ้ำกันเลยสักคน มีทั้งทางการกึ่งทางการ และชุดลำลอง ภาคอีสาน เหนือ ใต้ กลางปนเปกันไปหมดเหมือนอยู่ในตลาดนัดเห็นแล้วรู้สึกรำคาญตามากกว่ารู้สึกถึงเสรีภาพ อาจเป็นอคติส่วนตัวผมคนเดียวก็ได้

            ถ้าสังเกตดี ๆจะพบว่าใบหน้าและร่างกายของเธอโปร่งแสงกว่าปกติ และมีออร่าสีฟ้าจาง ๆล้อมรอบราวกับเป็นดวงวิญญาณผมเคยดูการประชุมสภาแบบสองมิติมาหลายครั้งแล้วจึงรู้ว่า สส.คนนี้ไม่ได้อยู่ในสถานที่จริง แต่เป็นภาพเสมือนสามมิติที่ถ่ายทอดทางไกลผ่านอุปกรณ์ส่งสัญญาณโฮโลแกรม (Holographic Transmission Device) เธออาจติดธุระในต่างจังหวัด แต่ก็ยังเข้าร่วมประชุมออนไลน์ได้โดยเข้าไปอยู่ในห้องที่คล้ายตู้โทรศัพท์ซึ่งมีเซนเซอร์รับสัญญาณภาพรอบทิศทางอำนวยความสะดวกให้เต็มที่แบบนี้แล้วถ้ายังขาดประชุมอีกก็น่าคิดว่ายังมีสมบัติเหมาะสมเป็นสส. อีกหรือไม่   

            วรัญญาเริ่มต้นโจมตีเป้าหมายทันทีอย่างไม่รอช้าเธอบอกว่าไกรลพบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ จึงขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี

            “อย่างที่ทุกท่านเห็นข้อมูลในภาพแสดงให้เห็นถึงจำนวนของธุรกิจสีเทาบริเวณชายแดนของประเทศเราซึ่งเป็นประเทศนอกยูเอ็นดี ไม่ว่าจะเป็นพม่า สปป.ลาว... “

            ผมหันไปดูจอภาพรูปสี่เหลี่ยมขนาด80 นิ้วที่ปรากฏเหนือศีรษะประธานจอภาพมโหฬารที่ห้อยลงมาจากเพดานนี้ไม่ต้องหมุนไปรอบ ๆ  เพราะมีอยู่สี่อันซึ่งหันหน้าเข้าหา สส.ที่นั่งแต่ละด้านของห้องประชุมแสงสว่างเรืองรองสีฟ้าบนจอแสดงรูปตารางที่มีตัวเลขของจำนวนธุรกิจผิดกฎหมายทั้งที่จับกุมได้ และยังจับกุมไม่ได้ โดยแจกแจกตามรายงานแต่ละปีในช่วงห้าปีที่ผ่านมา มีกราฟประกบข้าง ๆ แสดงถึงความชันที่สูงขึ้น ไม่มี สส. ฝ่ายไหนทักท้วงหักล้างความน่าเชื่อถือของหลักฐานอาจเพราะเป็นข้อมูลที่เอไอรวบรวมจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลเอง

            “มีนักธุรกิจจากประเทศนอกยูเอ็นดีที่สำคัญที่มาลงทุนได้แก่จีนทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นที่ชื่นชอบของคนในพื้นที่พวกเขาสามารถทำธุรกิจผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง ตั้งแต่ลอบขายยาเสพติดประเภทต้องห้ามค้ามนุษย์ ลักลอบค้าอาวุธ เป็นต้น” วรัญญาอธิบาย แสดงว่าปัญหานี้ยังคงเรื้อรังมาตั้งแต่70 ปีก่อน ไม่คลี่คลาย เธอพูดต่อไปสักพักก็มีเสียงออดดังขึ้นโทนต่างจากครั้งก่อน

            “เชิญท่านทะนงตน สส. พรรคอัตตา ลุกขึ้นพูดได้ครับ” เสียงประธานดังไปทั้งห้องพอทำให้ทุกคนได้ยิน ชายอายุประมาณ 50 ปีในชุดสูทคนหนึ่งลุกขึ้นยืน

            “ข้อกล่าวหาที่ท่านกล่าวมาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชายแดนของฝั่งต่างประเทศ จะให้แก้ปัญหาได้อย่างไรแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา” เขากล่าวเห็นได้ชัดว่าข้อบังคับการประชุมสภาต่างจากในยุคผมหลายเรื่องสมาชิกไม่จำเป็นต้องพูดกับประธานคนเดียว เพื่อให้เกิดการตอบโต้ไปมาในเรื่องเดียวกันแทนที่จะเตรียมโพยคำตอบมาจากบ้าน โดยมีปุ่มกดสองแบบให้เลือกที่ส่งเสียงออดต่างกันภาพเสมือนก็จะสะท้อนไปตามตำแหน่งที่กด อย่างเช่นในตอนนี้ ภาพของ สส.ทะนงตนย้ายไปแทนที่ประธาน เผชิญหน้ากับ สส. หญิงพอคุยโต้ตอบกันโดยตรงจึงดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น และก็จะตัดคำว่า ‘เรียนท่านประธาน’ออกทำให้ประหยัดเวลาไปได้หลายวินาที

            “ขอเราพูดให้จบก่อนสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรา มีอยู่สองประเด็นค่ะ” หญิงวัยกลางคนพูดอย่างใจเย็นอีกฝ่ายจึงนั่งลง “อันดับแรก มีชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้าเมืองมามากขึ้นเมื่อประชากรบริเวณชายแดนมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาย่อมมีคนแอบลักลอบเข้ามาในประเทศเรามากขึ้นเพิ่มปีละเฉลี่ย 5.214 คน จากที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงได้รับรายงานมีพื้นที่บริเวณชายแดนที่อ่อนแอหลายตำแหน่ง มีการตรวจสอบหละหลวมทั้งกล้องตรวจที่สภาพชำรุด ขาดการบูรณะ จนไม่สามารถสแกนม่านตาได้เราตรวจพบว่ามีชาวต่างประเทศในไทยใหม่บางราย แม้ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมาย ก็มีข้อมูลไบโอเมทริกซ์บางอย่างหายไปท่านสามารถเข้าไปดูรายละเอียดรายบุคคลได้ในลิงก์เลย”

            ผมเห็น สส. หลายคนยกมือถือขึ้นมาสแกนวีคิวอาร์โค้ดบนจอภาพที่อยู่เหนือโต๊ะประธานบางคนแค่ใช้เอวีเอสอีของตนเองจ้องค้างไว้ไม่กี่วินาที สส.ทะนงตนหันไปพยักหน้าให้เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ อาจจะหละหลวมจริงอย่างที่เธอพูดตอนไปหมู่บ้านบงชัยผมก็เจอชายแขนด้วนที่เป็นคนต่างด้าวคนหนึ่งกับอีกคนที่ถูกจับได้ตอนลักลอบข้ามพรมแดน

            วรัญญาชี้แจงต่อว่ากลางปีที่แล้วมีเคสหนึ่งที่จับได้คาหนังคาเขาพนักงานตรวจคนเข้าเมืองของรัฐคนหนึ่งมีส่วนเอี่ยวทำให้ลักลอบเข้ามาได้สำเร็จโดยมีหลักฐานเป็นเงินสดซึ่งเป็นส่วนแบ่งขององค์กรมิจฉาชีพจากต่างชาติ

            “เชื่อว่าตัวเลขจริงน่าจะมากกว่านี้ค่ะเพราะว่าเจ้าหน้าที่รัฐส่วนหนึ่งหลังจากรับสินบนเพื่อปล่อยปะละเลยให้ชาวต่างชาติผ่านเข้ามาในประเทศได้สำเร็จก็รีบลาออกจากนั้นก็หนีข้ามพรมแดนกลับไปอยู่ฝั่งโน้นก่อนที่เรื่องจะแดง แสดงว่ากฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสที่มีอยู่ตอนนี้อาจจะยังไม่จูงใจพอมีเม็ดเงินที่ใหญ่กว่าว่าจ้างพวกเขา เจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็เป็นข้าราชการระดับปฏิบัติการซึ่งกฎหมายปัจจุบันยังให้ติดเข็มกลัดนักการเมืองสี่ดาวไม่ได้มีการบันทึกโดยใช้เครื่องเอวีเอสอีตลอดเวลาจะมีแค่ช่วงเฉพาะมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนเท่านั้น”

            ทันทีที่เสียงกดออดดังขึ้นสายตาหุ่นยนต์ก็หันไปทางด้านขวามือผมเพิ่งสังเกตว่ามีพื้นที่คอกสี่เหลี่ยมซึ่งกันไว้สำหรับฝ่ายบริหารที่เข้ามาร่วมประชุมสภาโดยเฉพาะชายวัยกลางคนที่หน้าตาเกลี้ยงเกลาลุกขึ้นยืนเผยให้เห็นชุดลำลองเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนรัดรูป รมต.ไกรลพดูยังหนุ่มยังแน่นประธานอนุญาตให้เขาแก้ต่างกับ สส.วรัญญา

            “เรื่องการรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐในเมื่อท่านหาหลักฐานมาพิสูจน์ไม่ได้ จึงเป็นข้อกล่าวหาที่ไร้น้ำหนัก”เขากล่าวด้วยกิริยาสุภาพเรียบร้อย “ส่วนปัญหาชายแดนที่ท่านพูดมาเราทราบดีแต่จะแก้อย่างไร เพราะการกระทำผิดกฎหมายเหล่านั้นอยู่นอกราชอาณาจักร แถมยังเป็นประเทศนอกยูเอ็นดีซึ่งไม่สามารถเข้าไปพูดคุยได้โดยง่ายก็จะมีปัญหาในเรื่องประเด็นการเปิดเผยอีก เพราะประเทศเราอยากให้เปิดแต่ประเทศนอกยูเอ็นดีอยากให้ปิด จำเป็นต้องหาตัวแทนที่ไว้ใจของทั้งสองฝ่ายซึ่งเราไม่รู้ว่าเป็นใคร หรือว่าท่านมีข้อเสนอไหม ว่าควรให้ใครเป็นตัวกลาง”น้ำเสียงเขาฟังดูไม่ทุกข์ร้อนใจ

            “ใช่ค่ะ เรามีข้อเสนอการเป็นประเทศนอกยูเอ็นดีไม่ได้แปลว่า ห้ามไปสร้างสัมพันธไมตรีสิ่งที่ท่านควรทำคือการประสานงานกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเข้าพูดคุยเจรจาการแก้ปัญหานี้แต่ที่ผ่านมาเรายังไม่เห็นท่านเริ่มดำริถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ” หญิงวัยกลางคนโต้ตอบเกิดเสียงฮือฮาท่ามกลางผู้คนในห้องประชุม สักพักก็เงียบไปเอง

            “เราเคยปรึกษาเรื่องนี้กับท่านนายกฯเมื่อเดือนก่อน ถ้าไม่เชื่อกดดูเข็มกลัดนักการเมืองย้อนหลังของเราได้เลย”ไกรลพเสียงแข็งกร้าวขึ้น ปกปิดความหงุดหงิดไว้ไม่มิด สส. ฝ่ายค้านบางคนกดปุ่มบนหน้าจอเหมือนลองค้นหาข้อมูลในคลาวด์ตามที่เขากล่าวอ้างจริง

            “ท่านประสิทธิยังบอกเลยว่าตัวแทนที่ไปเจรจาแม้จะรับมอบอำนาจเป็นตัวแทนรัฐอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรก็ต้องตรวจสอบได้ด้วยว่าพูดอะไรไปบ้าง จะให้ทำอย่างไรในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมให้บันทึกเสียงแน่ หวังว่าคงไม่มีใครตอบว่าแอบทำ”รัฐมนตรีกล่าวต่อ

            ผมพอเข้าใจประเด็นที่สื่อถ้าถูกจับได้ ก็จะสูญเสียมิตรภาพ ทำให้การเจรจาล้มเหลวโดยสิ้นเชิงหลังจากนี้ก็มีการเถียงโต้ตอบกันไปมาหลายครั้ง ฝ่ายหนึ่งมองว่าควรวางแผนเจรจาหรือทำอะไรสักอย่าง ในขณะที่อีกฝ่ายมองว่าจะทำยังได้เดินทางไหนก็เจอสิ่งกีดขวางหมด

            เสียงออดดังขึ้นรอบนี้เป็นของ สส. ชื่อภาวินัยจากพรรคอ็อบเจ็กชัน (Objection Party) ซึ่งเป็นฝ่ายค้านอีกพรรคถ้าจำไม่ผิดจุดเด่นของพรรคนี้คือ จะไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาลไม่ว่ากรณีใด ๆจะคอยตรวจสอบการทำงานเพื่อประชาชนจริง ๆนักตั้งคำถามที่มีชื่อเสียงหลายคนก็เป็นสมาชิกพรรค

            “เราไม่ได้ขัดแย้งกับสิ่งที่ไกรลพพูดมาแต่จะตั้งคำถามให้ตรงประเด็นว่าการที่ท่านไม่ยอมตั้งเคโอไอมากำกับการแก้ปัญหานี้เสียที ก็เท่ากับว่ายอมรับให้ปัญหาเกิดต่อไปโดยไม่ต้องรับผิดชอบแบบนี้ก็ไม่ต้องมีรัฐบาลก็ได้ท่านยอมรับแล้วเหรอว่าการป้องกันชาวต่างชาติเข้าออกประเทศพวกเราเป็นไปอย่างรัดกุมแล้ว”ตัวเลขเวลาของฝ่ายค้านนับถอยหลังทันทีที่เขาปริปาก จากนั้นจึงหยุดเมื่อพูดจบ

            ไกรลพขอสัญญาณพูดแทรกตัวเลขเวลาบนหน้าของพรรคอัตตาซึ่งฝ่ายรัฐบาลลดลงตามจริงส่วนตัวเลขเวลาสำหรับการประท้วงยังไม่พร่องลงไปแม้แต่น้อยอดเปรียบเทียบกับยุคสมัยของตัวเองไม่ได้มีหลายครั้งที่ประท้วงกันวุ่นจนเนื้อหาที่พูดกระท่อนกระแท่นหรือหยุดชะงักไปเลยบางทีตัวประธานเองก็ติดร่างแหโดนประท้วงไปด้วยการประชุมสภาในยุคนี้เป็นการสื่อสารสองทาง เปิดให้โต้ตอบกันด้วยเหตุผลโดยตรงแตกต่างจากการสื่อสารทางเดียวโดยสลับกันพูดให้ประธานฟังเหมือนในยุคผม

            “เราเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเราได้ประสานกับนายกฯ สั่งการไปแล้วให้ตำรวจตระเวนชายแดนควบคุมการเข้าออกของคนแปลกหน้าให้เคร่งครัดส่วนเรื่องความป้องกันที่แน่นหนาขึ้นอาจต้องพูดคุยกับหน่วยงานความมั่นคงของยูเอ็นดีอีกครั้งหนึ่งและต้องวางงบพัฒนาจุดนี้ให้มากขึ้นในปีงบต่อไปมันเป็นเรื่องของทั้งเราและยูเอ็นดีที่แยกจากกันไม่ได้ทั้งหมดนี่ค้นได้ในบันทึกการทำงานช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา” รัฐมนตรีหนุ่มกล่าว

            ดูไปดูมาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจยุคนี้ก็คล้ายการต่อสู้ในศาลผู้กล่าวหามีภาระที่ต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องค้านด้วยหลักฐานฝั่งตนยกเว้นข้อกล่าวหาที่ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลไม่เท่าเทียมกันแบบคดีผู้บริโภคเหมือนที่ภาวินัยกล่าวหารัฐมนตรีในตอนนี้ว่าบริหารผิดพลาดทำให้เกิดปัญหาลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายไกรลพควรชี้แจงว่าตนได้พยายามสุดความสามารถแล้วดังภาพหลักฐานที่ปรากฏต่อไปนี้แล้วก็แสดงเป็นข้อ ๆ

            “แล้วทำไมท่านถึงไม่สั่งให้หน่วยราชการในสังกัดของท่านเพิ่มงบตั้งแต่ปีก่อนเรามองว่าความสนใจปัญหานี้ของท่านไกรลพที่ผ่านมายังไม่เพียงพอเราเห็นท่านไปสัมภาษณ์ออกสื่อหลายครั้งเกี่ยวกับ นโยบายกฎแห่งความดีคูณสองแต่ไม่เคยเห็นท่านพูดถึงปัญหานี้ราวกับว่าอยู่นอกสายตาเคยมีอยู่สองรายการที่ถามท่านไปตรง ๆ ว่าจะแก้ปัญหา และตั้งเคโอไออย่างไรแต่ท่านก็บ่ายเบี่ยง”

            ภาวินัยฉายลิงก์วีคิวอาร์โค้ดที่เป็นคลิปช่วงรายการที่พูดถึงไว้กลางห้องประชุมแน่นอนว่ามีสมาชิกสภาบางส่วนให้ความสนใจเช่นเคยกระดานสรุปกินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของจอภาพขนาดมหึมาที่ห้อยลงมาจากเพดานทำให้ไม่เบียดบังสไลด์หรือวิดีโอที่ฉาย เจ้าหน้าที่ของเลขาธิการสภาจะสรุปประเด็นกล่าวหาข้อโต้แย้ง และหลักฐานของแต่ละฝ่ายเป็นระยะ นิยมใช้ในการพูดทุกหนแห่งไม่ว่าอภิปรายในสภา สัมภาษณ์โอจีดี หรือตอนดีเบต

            “ที่ท่านบอกว่าได้สั่งการไปแล้วท่านจะรู้ได้ไงว่าเขายอมทำตามที่ท่านบอกและที่สำคัญคือประชาชนจะรู้ได้ไงว่าทำได้ทำตามอำนาจที่ท่านมีสุดความสามารถแล้วถ้าท่านไม่ตั้งเคโอไอกำกับตัวเองขึ้นมาให้เป็นรูปธรรม” มัธยัสถ์ สส. พรรคพลังกายพลังใจซึ่งเป็นฝ่ายค้านอีกคนรุมวิพากวิจารณ์สีหน้าของไกรลพเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด คงเริ่มหมดข้อแก้ตัว

            ผมได้ฟังแล้วนึกไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคผมคำตอบที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักการเมืองเมื่อถูกใครก็ตามจี้ถามการแก้ปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งคือ การบอกว่าตนเองได้สั่งงานให้ผู้เกี่ยวข้องไปแล้วหรือไม่ก็ยืนกรานว่าได้ทำตามระเบียบขั้นตอนอย่างเคร่งครัด เป็นคำตอบสำเร็จรูปที่ใช้ได้ทุกสถานการณ์ไม่ใช่คำโกหกเพราะนักการเมืองก็เปรียบเหมือนหัวหน้าที่คอยสั่งการหน่วยงานราชการนอกจากนี้ยังทำให้ตนเองดูดีเป็นคนที่ดูใส่ใจปัญหาไม่ค่อยมีใครมองว่าเป็นการโยนภาระความรับผิดชอบให้ผู้อื่นฝ่ายประชาชนเองก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าทำจริงหรือไม่

            แม้ว่าตอนนี้ผมจะไม่ได้เห็นด้วยกับวิธีสุดโต่งของยุคนี้อย่างการใช้เคโอไอมากนักแต่ก็นับว่าแก้ปัญหาได้ชาญฉลาดพอตัวสมมุติมีข่าวมีคนครอบครองปืนซึ่งผิดกฎหมายไปกราดยิงชาวบ้านนับสิบคนบาดเจ็บล้มตายแล้วหลบหนีไปถ้าเป็นนายกฯ ในยุคผมก็จะตอบนักข่าวว่าได้กำชับให้ ผบ.ตร.เร่งตามหาคนร้ายมาดำเนินคดี...จบ แต่นายกฯในยุคนี้ต้องบอกความคาดหวังผลลัพธ์จากการสั่งการของตนผ่านการตั้งตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอาทิ จับคนร้ายได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมงจะตรวจพบการครอบครองปืนที่ผิดกฎหมายไม่เกินห้ารายในหนึ่งปีครอบครัวประชาชนผู้เสียหายมีความพึงพอใจจากการได้รับการเยียวยามากกว่า 90% เป็นต้น ถ้าทำไม่ได้ตามนี้นายกฯ ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งแต่ถ้าพยายามหลบเลี่ยงการตั้งเคโอไอ คุณก็ต้องถูกกดดันโดยสังคมทางอ้อมอยู่ดีไม่ว่าจะผ่านการตัดคะแนนการเมือง หรือผ่านญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบที่ไกรลพโดนอยู่ก็ตาม }

            สส.วรัญญาได้สิทธิเป็นคนพูดลำดับถัดไปส่วนใหญ่ประธานจะอนุญาตหมดตามหลักเสรีภาพที่ใส่ไว้ในอัลกอริทึม ปล่อยให้รับผิดชอบบริหารเวลาเองขอแค่พูดไม่ชนกัน ใครมัวแต่ประท้วงไร้สาระก็จะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์อาจทำให้กลับบ้านดึกขึ้น เธอน่าจะเป็นคนสุดท้ายตามเวลาที่เหลืออยู่บนจอไม่ถึงสามนาที

            “เรียนท่านประธานเราขอพูดต่อจากที่ค้างไว้เรื่องผลกระทบต่อประเทศเราอันดับที่สองค่ะ“ เธอบอกผมเพิ่งตระหนักว่าเธอถูกแทรกต่อเนื่องมานานจนกระทั่งตอนนี้ถึงจะมีเอไอเป็นประธานสภาก็ไม่ได้ทำให้เนื้อหาลำดับการพูดต่อเนื่อง ไม่วกวนแทบไม่ต่างการการทำหน้าที่ของมนุษย์

            “สืบเนื่องมาจากข้อแรกมีการดึงคนของประเทศเราเข้าไปมีส่วนร่วมกับอาชญากรรมผิดกฎหมายมากขึ้นจากสถิติที่ท่านเห็นในลิงก์นี้” เธอชี้ไปที่ภาพอันหนึ่งบนจอ“มีการจับกุมอาวุธผิดกฎหมายได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปืนกระสุนจริง ระเบิดหรือเครื่องพรางตัว ในช่วงห้าปีมานี้ แม้จะเพิ่มปีละแค่สองถึงสามรายแต่ก็ถือว่าอัตราสูงขึ้นเช่นเดียวกับการพบบุคคลหนึ่งในจังหวัดละโว้ที่ติดชายแดนเสพเฮโรอีนเกินขนาดโชคร้ายที่เขาเสียชีวิตก่อนจะทันสืบเสาะหาว่าได้ยาเสพติดนี้มาจากไหน”  

            เธอได้ขยายความรายละเอียดจุดนี้เพิ่มอีกนิดหน่อยก่อนจะหมดเวลา

            “ขอจบวาระนี้เพียงเท่านี้การลงคะแนนโหวตจะอยู่ช่วงท้ายก่อนการปิดประชุมสภา...”ประธานปัวโรต์ประกาศต่อที่ประชุม ไกรลพไหว้โค้งคำนับแล้วเดินออกจากห้องประชุมในทันที อาจไปปฏิบัติภารกิจอื่นต่อ

            “...ตอนนี้จะไปวาระต่อไปเรื่องการพิจารณา ร่างแก้ไขกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลเรื่องการเปิดเผยข้อมูลของคู่สมรสค20754-262ในวาระที่หนึ่ง”

            { ผมเคยทำข่าวเรื่องนี้ประเด็นมาจากการมีข่าวว่าคู่สมรสคู่หนึ่งฝ่ายชายฟ้องฝ่ายหญิงว่าโกหกอายุว่าเท่ากันทั้งที่แก่กว่าเป็นสิบปีทำให้ลูกของเขามีความเสี่ยงโรคที่โครโมโซมผิดปกติมากขึ้น โดยสรุปคือ กฎหมายจะให้อำนาจของทั้งสองฝ่ายในการตรวจสอบข้อมูลของอีกฝ่ายก่อนแต่งงานโดยไม่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลฝ่ายที่เห็นด้วยบอกว่าการหลอกกันเช่นนี้ อาจทำให้ความสัมพันธ์ร้าวฉานได้ในระยะยาวแม้จะมองว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยปัจจุบันความไว้เนื้อเชื่อใจกันอย่างเดียวไม่เพียงพอ ส่วนคนที่คัดค้านมองว่าอายุเป็นแค่ตัวเลขในยุคที่เทคโนโลยีของเวชศาสตร์ชะลอวัย[1]พัฒนาไปไกลกฎหมายที่จำกัดอายุก็เหลือน้อยลงทุกวัน มีแค่ ‘เยาวชน’ กับ ‘เกษียณ’ แค่นั้น ส่วนใหญ่พิสูจน์ด้วยความสามารถอยู่แล้วแม้แต่การรับสมัครในเอกชนที่ต้องการคนอายุช่วงใดช่วงหนึ่งโดยเฉพาะยังต้องชี้แจงเหตุผลว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติในเมื่อความสำคัญน้อยจึงควรมีสิทธิปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรับรู้ จะโกหกก็ได้ฝ่ายคัดค้านยังเสริมว่าจำนวนเคสที่สร้างความเสียหายจริงมีน้อยมากเกินกว่าที่ต้องสร้างเป็นกฎหมายให้ดูเป็นราย ๆ เอา ถ้าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลนั้นจริงรัฐบาลหรือเอกชนก็ต้องตรวจสอบความถูกต้องจากหลักฐานอยู่แล้ว } 

            ผมไม่ได้สนใจจะฟังต่อเดาว่าอิสราก็คงคิดแบบเดียวกัน อีกประเดี๋ยวเธอก็ต้องแจ้งความคืบหน้าให้รู้ทว่าผ่านไปสิบนาทีก็ยังไร้วี่แวว ข้อความที่ผมส่งไปเธอก็ไม่อ่าน

            เกิดอะไรขึ้นกันแน่

     


    [1]Anti-aging ศาสตร์ที่มุ่งเน้นการชะลอความเสื่อมของร่างกายป้องกันโรค และฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อยืดอายุขัยและเพิ่มคุณภาพชีวิต

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน