เทียนหลง ดันเจี้ยน สเลเยอร์

    บทที่ 56

    “..ผมต้องการใบสัญญาของเพื่อนผม ผมให้เวลา 10 นาที ช้ากว่านั้นก็อย่าหาว่าผมโหดร้ายก็แล้วกัน” ไอซ์กล่าวขึ้นท่ามกลางความสงสัยของคนอื่นๆ แต่บอดี้การ์ดที่ยกสายคุยอยู่กับเหงื่อไหลซึมราวกับน้ำตก เขายอมรับเลยว่าชายคนที่กล่าวนั้น เขาเป็นของจริงไม่มีสอง และถ้าทำอะไรโง่ๆเรื่องนี้คงจะจบไม่สวย “นายท่านครับผมรู้ว่าใบสัญญากู้ยืมอยู่ที่ไหน.. จะให้ผมจัดการเลยไหมครับ” บอดี้การ์ดกล่าวกับสนธยา แม้ว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่าเรื่องนี้มันร้ายแรงแค่ไหน แต่จากที่เขาฟังนายใหญ่กล่าวมา เรื่องนี้สามารถทำให้ตระกูลศิลาชัยพฤกษ์ล่มสลายได้เลยทีเดียว“ยังจะถามอีก แกรีบไปเอามาได้แล้ว อย่าทำให้เขาโกรธไปมากกว่านี้..” สนธยากล่าวอย่างรีบร้อน ตอนนี้เพียงแค่กระดาษแผ่นเดียวก็สามารถชี้เป็นชี้ตายตระกูลทั้งตระกูลได้เลย เขาไม่มีอาวุธพอที่จะต่อสู้กับอีกฝ่าย มีเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ทุกอย่างมันจบลงด้วยดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็คือต้องนำกระดาษใบนั้นมา“ทราบแล้วครับนายท่าน.. นายน้อยครับ ผมขอสัญญาเงินกู้ด้วย นี่เป็นคำสั่งจากนายท่านโดยตรง” บอดี้การ์ดกล่าว“พ่อทำไมต้องเชื่อมันด้วยก็ไม่รู้ มันก็แค่เล่นละครปาหี่เล็กๆเท่านั้น.. เอาโทรศัพท์มาผมจะคุยกับคุณพ่อเอง” ตูมตามกล่าวพร้อมกับเบะปากให้กับพวกคนที่เขาคิดว่ามันเป็นพวกชั้นต่ำอย่างไม่พอใจนัก บอดี้การ์ดที่ได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจกับความฉลาดของนายน้อยตัวเอง มาถึงขั้นนี้แล้วยังมองไม่ออกอีกเหรอว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มากแล้ว“นายท่านครับ นายน้อยไม่ต้องการมอบสัญญาเงินกู้ให้กับเขา และต้องการพูดคุยกับท่าน.. ท่านจะให้ผมจัดการเรื่องนี้ยังไงดีครับ” บอดี้การ์ดกล่าวตามความเป็นจริง นายน้อยตูมตามยังเก๊กท่าเหมือนกับว่าทำไมเขาต้องฟังบอดี้การ์ดที่เป็นลูกน้องด้วย เรื่องสัญญานั้นเขาจะจัดการเองได้ กว่าปังปอนจะยอมทำสัญญามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จะพลาดโอกาสอย่างนี้ได้ยังไงกัน“ฟังให้ดี.. ถ้ามันใช้มือของมันหยิบออกมาไม่ได้ ก็หักมือหักแขนมันซะ มันคิดว่าตอนนี้มันยังไม่มีความผิดหรือยังไง เร็วเข้า ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้นนี่เป็นคำสั่ง จะต่อยจะเตะหรือจะทำเฮีย...อะไรก็แล้วแต่แก ขอแค่มันไม่ตายก็เป็นพอ..” สนธยากล่าวอย่างโมโห มันหมดแล้วจริงๆกับคำว่าอดทน ต่อให้คุณย่าของมันจะมาต่อว่าเขาทีหลัง เขาก็จะตัดสินใจทำอย่างนี้อยู่ดี“รับทราบแล้วครับ.. ทำยังไงก็ได้ ขอเพียงไม่ตาย ถูกต้องนะครับ” บอดี้การ์ดเอ่ยทวนคำสั่งก่อนที่จะหันไปทางตูมตามที่กำลังถอยหลังไปหลายก้าว บอดี้การ์ดอีกคนที่ได้สัญญาณก็เดินเข้ามาใกล้กับนายน้อยทันที“พวกแกกล้า?.. เรื่องนี้พวกแกจะรับผิดชอบยังไงไหว.” ตูมตามกล่าวไม่ทันที่จะจบดี บอดี้การ์ดทั้งสองคนก็พุ่งเข้ามาจับข้อมือของตูมตาม และหักมันทันทีที่ได้สัมผัส แก๊ก!! อ๊ากกกก!!“โอเคๆๆ ฉันยอมแล้ว ปล่อยฉันนน ปล่อยแขนฉันนน เดี๋ยวนี้!!.. มันอยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านใน เอามันไปเลย โอ๊ยยย” ตูมตามร้องเสียงดังท่ามกลางสายตาของทุกคนที่อยู่ตรงนี้ ปังปอนที่เห็นความโหดร้ายนี้ก็ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีไปอีกทาง สภาพของนายน้อยผู้หยิ่งทะนง กลับกลายเป็นขอทานในบันดาล ข้อมือทั้งสองข้างถูกหักบิดเบี้ยวอย่างผิดรูป น้ำหูน้ำตาที่ไหลออกมาพร้อมกับความเจ็บปวดอย่างน่าสมเพช ทั้งชีวิตเคยแต่หักแขนหักขาคนอื่น แต่เมื่อมาโดนกับตัวมันไม่ได้สนุกเหมือนตอนที่ตัวเองสั่งเอาเสียเลย ความเจ็บปวดที่อยู่ภายในร่างกายมันไม่ยอมที่จะมลายหายไปไหน มันยังคงติดอยู่ตามร่างกาย บอดี้การ์ดค้นเสื้อของนายน้อยไม่นานก็เจอมัน ถ้าเขาทำการค้นตัวตั้งแต่แรกนายน้อยของพวกเขาก็คงไม่เจ็บหนักขนาดนี้ มันอาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าความแค้นส่วนตัว ไม่สิ มันต้องเรียกความคับแค้นใจที่เก็บเอาไว้มานาน เมื่อมีโอกาสก็ต้องปลดปล่อยมันเสียบ้าง แน่นอนว่าทั้งสองสะใจเป็นอย่างมาก ก่อนที่ชายคนที่ยังถือสายของสนธยาอยู่เดินเข้ามายื่นเอกสารเงินกู้ของปังปอนให้กับไอซ์“นี่คือสิ่งที่คุณต้องการครับ.. เออ นายท่านต้องการที่จะพูดคุยกับท่านครับ” เขาแทบจะคุกเข่ายอมเสียศักดิ์ศรียื่นสิ่งของให้กับไอซ์ ก่อนที่จะบอกเจตจำนงของเจ้านายตัวเอง“ผมต้องการเพียงแค่สัญญาเงินกู้เท่านั้น ส่วนเรื่องเจรจา ผมจะให้คุณเกียรติไกรเป็นคนเอ่ยกล่าว”ไอซ์หยิบสัญญาเงินกู้มาอ่าน และมันจะต้องทำให้เขาขมวดคิ้ว ดูผิวเผินอาจจะไม่มีอะไร แต่ในส่วนลึกๆเขารู้ได้ในทันทีว่ามันอันตรายมากจริงๆ เกียรติไกรที่ได้ยินหน้าที่ของตัวเองก็รับมือถือจากบอดี้การ์ด แถมยังให้พวกเขาพานายน้อยที่กำลังร้องอย่างจะเป็นจะตายตามออกมาอีกด้วย ไม่นานทุกอย่างก็กลับมาสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง ไอซ์ยื่นเอกสารให้กับปังปอนก่อนจะกล่าว..“ผมแนะนำให้คุณจ่ายเงินพวกเขาไปจะดีกว่า อย่างน้อยพวกเขาจะไม่สามารถกลับมาเล่นงานคุณได้ในภายหลัง อย่างน้อยคุณก็มีหลักฐานในการคืนเงินพวกเขา น่าจะสบายใจได้ระดับหนึ่งครับ” ไอซ์กล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม ส่วนปังปอนก็รับเอกสารนั้นมาอย่างเกรงใจ “ปอนขอบคุณคุณไอซ์มากนะคะ ปอนไม่รู้ว่าจะตอบแทนคุณไอซ์ยังไงให้เหมาะสมดี..” ปังปอนกล่าวเสียงเบาๆ เพราะชายคนนี้ช่วยเธอเอาไว้อีกแล้ว แม้ความประทับใจจะไม่เท่ากับคุณเทียนหลง แต่เธอก็ไม่สามารถมองข้ามความช่วยเหลือของเขาได้อีกแล้ว“ไม่ต้อเกรงใจไปนะครับ ยังไงเราก็เป็นเพื่อนกันแล้ว เพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว.. คุณน้าเองก็ไม่ต้องกังวลนะครับ เรื่องของนายน้อยคนนั้นเขาจะไม่กลับมาสร้างปัญหาให้คุณน้ากับคุณปอนอีกนานเลย..” ไอซ์กล่าวด้วยรอยยิ้ม“น้าไม่รู้จะขอบคุณเรายังไงเลยจริงๆ.. เอาอย่างนี้ไหม ถ้าน้าออกจากโรงพยาบาลแล้ว ก็มาทานข้าวที่บ้านน้าก็แล้วกันนะ น้าจะลงมือเข้าครัวด้วยตัวเองเลย” กัญญากล่าว สำหรับเธอที่ไม่ใช่คุณหญิงหรือคนรวยอะไร การทำอาหารด้วยตัวเองก็เรียกว่าเธอแสดงความจริงใจแล้ว เธอไม่รู้ว่ามันจะมีค่าพอหรือเปล่า แต่มันเป็นสิ่งที่เธอสามารถทำให้ได้ในตอนนี้“เยี่ยมไปเลยครับ ผมจะตั้งหน้าตั้งตารอนะครับ.. จริงสิ ผมเกือบลืมของขวัญของคุณน้าไปเลย มัวแต่วุ่นวายกับเรื่องไม่เป็นเรื่องไปซะได้.. ผู้อำนวยการครับ ช่วยย้ายเธอไปยังห้องที่ดีที่สุดของโรงพยาบาลเราจะได้ไหมครับ ผมต้องการให้เธอพักผ่อนอย่างเต็มทีj”ไอซ์กล่าวกับกัญญา ก่อนจะหันไปกล่าวกับเสริมสุขอย่างสุภาพ ใครก็ตามที่ให้เกียรติเขา เขาก็ต้องให้เกียรติอีกฝ่ายกลับ เรียกได้ว่าใครดีมาก็ดีกลับ ใครร้ายมาก็ร้ายกลับเป็นร้อยเท่าพันเท่า“ได้แน่นอนครับคุณอนุวัฒน์ ผมจะจัดการให้ในทันที..” ผู้อำนวยการเสริมสุขกล่าวขานรับ“อ่า!! ส่วนเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่ตกค้าง ผู้อำนวยการสามารถใช้เงินจากในกระเป๋านี้ได้เลยนะครับ ถ้ามันเหลือก็เอาไปเลี้ยงอาหารพนักงานของโรงพยาบาลของเราทีนะครับ” ไอซ์กล่าวด้วยรอยยิ้ม“ขอบคุณมากครับคุณอนุวัฒน์ พวกเราทีมแพทย์จะดูแลคุณผู้หญิงอย่างดีไม่ให้มีขาดตกบกพร่องแน่นอนครับ” ผู้อำนวยการกล่าวพร้อมกับหยิบกระเป๋าเงิน และด้วยเงินจำนวนนี้มันอาจจะสร้างปัญหาให้กับเขาในภายหลังได้ ถ้ามันหายหรือมันถูกใช้โดยไม่ชอบ ตัวอย่างวันนี้ก็มีให้เห็นแล้ว“น้าเกรงใจเราแย่เลย มื้อเดียวคงไม่พอแล้วล่ะ เราต้องมาให้น้าเลี้ยงบ่อยๆเสียแล้ว” กัญญาไม่ได้กล่าวปฏิเสธความหวังดีของไอซ์ เธอรู้ว่าถ้าเธอกล่าวปฏิเสธไป บางทีอาจจะมีผลที่แย่กว่าที่เธอคิดเอาไว้“ได้ครับคุณน้า.. เดี๋ยวรอคุณปอนชำระหนี้สินของตัวเองเสร็จแล้ว เราค่อยไปดูห้องใหม่ของคุณน้ากันนะครับ” ไอซ์กล่าว..

    คล้ายกับเรื่องเทียนหลง ดันเจี้ยน สเลเยอร์ ที่คุณอ่าน