“เชื่อเถอะท่านหลิ่งอี้ หากเป็เหนือหัวเสด็จเองคนพวกนี้จะระแวงกว่านี้มากทีเดียว”
คำพูดขององครักษ์หลี่นั้นเป็ไปตามจริง หากเป็เหนือหัวเสด็จมาไม่ว่าตรัสอะไรลู่ซุนก็คงระแวง คนรอบจัดอย่างหยางเยว่ซือพูดความจริงคนยังระแวงเลย ตู้หลิ่งอี้เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งคิดไปครู่ใหญ่ก่อนจะเริ่มหัวเราะออกมา จริงอย่างที่ท่านหลี่ว่า เหนือหัวแค่ทรงตรัสคนก็ระแวงแล้วจริง ๆ
“อีกอย่างหนึ่ง คนในราชสกุลใหญ่หน้าบางเกินกว่าจะยอมอับอายว่าเมืองตัวเองด้อยความสามารถ…” องครักษ์หลี่พูดขึ้นต่อ “การพูดกับไท่จื่อเลยจึงเป็ผลดีมากกว่าพูดกับขุนนาง”
คำพูดง่าย ๆ ขององครักษ์ผู้เก่งกาจนั้นทำให้ตู้หลิ่งอี้สามารถเข้าใจได้อีกครั้ง องครักษ์หลี่นั้นไม่ได้เก่งแค่การรบ แต่เื่ของคนเองก็เก่งไม่น้อยเหมือนกัน ต่างกับองครักษ์หยวนที่จะเป็คนซื่อตรงมากกว่า แล้วก็คงเพราะเป็เช่นนี้เหนือหัวจึงทรงเลือกองครักษ์หลี่มาทำงานนี้แทน
“ท่านหลี่มากด้วยปัญญา ข้าน้อยนับถือ” ตู้หลิ่งอี้เอ่ยอย่างจริงใจ
“อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย…” องครักษ์หนุ่มเอ่ยปัด “ที่จริงข้ามีเื่ต้องแจ้งท่านหลิ่งอี้ด้วย…”
“จากฝ่าา…” ตู้หลิ่งอี้ต่อคำ
ที่จริงเขารู้ั้แ่จากสารวันนั้นแล้วว่าเหนือหัวน่าจะส่งคนมาเพื่อแจ้งแผนการกับเขาเพิ่มเติมแน่ การตัดสินใจของเอวี่ยผิงเกี๋ยน่าจะไม่เกินความคาดการณ์ของเหนือหัว แต่ถึงอย่างนั้นเขาที่อยู่กับพระองค์มาพักใหญ่ จะเรียกว่าดูออกก็ว่าได้ เขาไม่คิดว่าพระองค์จะพอพระทัยนักกับการตัดสินใจของเอวี่ยผิงเกี๋ยในครั้งนี้…
…แต่เหนือหัวก็ไม่เคยจะพอพระทัยการตัดสินใจของใครเท่าไหร่หรอก…
ฝ่าาที่มองว่าต้าซีคือที่หนึ่งของพระองค์เสมอ แม้กระทั่งคนสำคัญอย่างท่านไป่หากจะทำให้แผนเสียฝ่าายังทรงสละเลย นับประสาอะไรกับการที่เอวี่ยผิงเกี๋ยกล้าเอาคนใต้ปกครองของตนทุกคนมาเสี่ยงเพื่อธิดาของตนเพียงสองคน เขาไม่เคยเป็พ่อคนเขาเองก็ไม่ได้เข้าใจมากนักหรอกกับเื่นี้ แต่วันหนึ่งต่อให้เขาเป็พ่อคนถ้าหากเขาอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเอวี่ยผิงเกี๋ยเขาก็คงไม่ทำเช่นนั้น… หรอกกระมัง
“ธิดาคนโตของเอวี่ยผิงเกี๋ยแต่งงานกับขุนนางใหญ่ในเจียงซู…” องครักษ์หลี่เอ่ยข้อมูลที่เขารู้ดีว่าตู้หลิ่งอี้ทราบอยู่แล้วออกมา
“ในราชสาส์นเหนือหัวกล่าวว่าธิดาทั้งสองที่เอวี่ยผิงเกี๋ยคิดว่าจะส่งไปมองโกลหนีรวมลงมากับชาวบ้าน…” ตู้หลิ่งอี้ต่อคำก่อนจะเริ่มเดาอะไรได้ลาง ๆ แล้ว
“ถูกต้องแล้ว…” องครักษ์หลี่เอ่ยรับ
“ท่านคิดว่าเด็กสองคนนั้นจะหนีไปหาพี่สาวของตัวเองที่เจียงซูหรือไม่…” เด็กหนุ่มพึมพำ
องครักษ์หลี่อดจะทึ่งในปัญญาของตู้หลิ่งอี้ไม่ได้ เด็กคนนี้เพียงเขาบอกข้อมูลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็สามารถปะติดปะต่อเื่เองได้ทันที ไม่แน่ว่าเด็กน้อยหลิ่งอี้อาจจะเดาเื่ได้ั้แ่อ่านสารฉบับนั้นแล้วก็ได้ องครักษ์หลี่กระตุกยิ้มพอใจ เขาชื่นชมตู้หลิ่งอี้แม้ว่าเด็กคนนี้จะเป็เพียงเด็กจากกองโจรก็ตาม แต่ก็อย่างที่เหนือหัวรับสั่งบ่อยครั้ง ในราชสำนักต้าซีเองก็หาได้ก้มหัวให้กับเหนือหัวเพียงเพราะราชสกุลหยางไม่
…ถ้าก้มหัวให้กับปัญญาของสตรีได้ ไม่ยากนักที่จะก้มหัวให้ปัญญาลูกโจร…
“เหนือหัวทรงคาดว่าเป็เช่นนั้น” องครักษ์หลี่ตอบกลับ
“…”
ตู้หลิ่งอี้ทำได้แค่กลืนน้ำลายเท่านั้น ในสายตาของเขาไม่ว่าอย่างไรสามคนนั้นก็เป็เพียงเด็กผู้หญิงที่ไม่รู้เื่รู้ราวอะไรทั้งนั้น เขาเข้าใจว่าครั้งก่อนหน้านี้ที่พระองค์ทรงทำไปก็เพราะ้าล่อเหยื่อเอวี่ยผิงเกี๋ย แต่ในครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน เอวี่ยผิงเกี๋ยเสียโลหยางแล้ว เขาไม่เข้าใจสักนิดว่าพระองค์จะยังสนพระทัยกับเด็กสามคนนั้นทำไม ทั้งที่ในตอนนี้จะทรงปล่อยสามคนนั้นไปพวกนางก็ไม่อาจจะทำอะไรได้อยู่แล้ว…
สีหน้าที่หม่นลงของตู้หลิ่งอี้นั้นทำให้องครักษ์หลี่อดจะเห็นใจไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรตู้หลิ่งอี้ก็เป็เพียงเด็กเท่านั้น ไม่สิ! ต้องกล่าวว่าไม่ว่าอย่างไรตู้หลิ่งอี้ก็เป็เพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้น ย่อมมีความอ่อนโยนห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์เป็ธรรมดา คนที่จะใจร้ายใจดำกับเด็กไม่มีทางสู้นั้นไม่ว่าจะโตเท่าไหร่ก็...
...ไม่มีใครจะมีความคิดเยี่ยงสตรีผู้นั้นได้หรอก…
“เจียงซูหรือฝ่าา?”
องครักษ์หลี่เอ่ยถามนางพญาที่กำลังประทับพระเก้าอี้ส่วนพระองค์อยู่ด้วยความไม่เข้าใจนัก คำสั่งที่เขาเพิ่งจะได้รับนั้นมันทำให้เขางุนงงพอตัว ทั้งที่เพิ่งจะรับสั่งให้องครักษ์หยวนไปแจ้งสถานการณ์กับมองโกลเองแท้ ๆ เขาก็นึกว่าพระองค์จะฝากให้เขาไปส่งข่าวกับตู้หลิ่งอี้เื่มองโกลเสียอีก
“ใช่ ธิดาคนโตของเอวี่ยผิงเกี๋ยอยู่ที่เจียงซูเป็ฟูเหรินในขุนนางที่นั่น” ฝ่าาตรัสเพียงเท่านั้น
ในตอนแรกเขาคิดว่าเหนือหัวจะเรียกตัวเขามาเพื่อสั่งการเื่มองโกล ไม่ก็ให้เขาไปที่ลู่ซุนเพื่อจัดการตามหาตัวธิดาของเอวี่ยผิงเกี๋ยอีกสองคนเท่านั้น เขาไม่เห็นพระองค์สนพระทัยธิดาคนโตมานานแล้ว… หรือว่า! องครักษ์หนุ่มเบิกตากว้าง ก่อนหน้าที่พวกเฉียนฉินจะมาเจรจาตอนนั้นแผนเดิมของเหนือหัวคือปล่อยให้ชาวโลหยางหนีไปทางมองโกลเพื่อตั้งป้อมบุกมองโกล แต่พอถึงเวลาจริงพระองค์กลับ…
…ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่การเปลี่ยนเส้นทางเพราะ้าลู่ซุนเป็มิตรเสียแล้ว…
ทั้งที่เอวี่ยผิงเกี๋ยนั้นแลกทั้งชีวิตเพื่อชาวโลหยาง ที่จริงในตอนนี้ต้าซีก็ได้โลหยางมาแล้วด้วยซ้ำ เขาไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมเหนือหัวจึงสนพระทัยกับเด็กสามคนนั้นนัก พระองค์เองก็เป็สตรีความเป็พระมารดาในตัวพระองค์ก็แสดงออกชัดยามอยู่กับเด็กในวังหลวง แต่หลายครั้งพระองค์ก็สั่งสังหารคนจริง ๆ เหมือนกัน
เถียนเจิ้งซื่อมองสีหน้าที่แสดงออกถึงความสับสนและไม่เข้าใจขององครักษ์หลี่ด้วยความเห็นใจ เขาดูออกอยู่หรอกว่าเหล่าทหารภายใต้บังคับบัญชาของเหนือหัวจะสับสนกันเพียงใด เหนือหัวเป็คนที่คาดการณ์และเตรียมการเอาไว้ไกลกว่าคนอื่นมากนัก ในตอนนี้พระองค์หาได้สนพระทัยในโลหยางไม่…
“ไม่ว่าอย่างไรธิดาทั้งสองก็ต้องหนีตามพวกชาวบ้านลงมา พวกนางไม่มีทางเลือกที่ดีไปกว่าการไปขอความช่วยเหลือจากพี่สาวของพวกนาง… เรา้าให้ท่านหลี่ลอบเปิดเส้นทางให้พวกนางหนีไปได้”
“หนีไปได้…” ดูเหมือนว่ายิ่งอธิบายก็จะทำให้องครักษ์ผู้นี้ยิ่งสับสนมากกว่าจะเข้าใจขึ้น
“เข้าใจถูกแล้ว ให้พวกนางหนีไปสมทบกับพี่สาวของพวกนางที่เจียงซูได้ แต่ลู่ซุนไม่จำเป็ต้องรู้เื่นี้”
รับสั่งของเหนือหัวเพิ่มเติมนั้นไม่ช่วยให้เขาเข้าใจจุดประสงค์ของพระองค์มากขึ้นเลยสักนิด เหล่าองครักษ์ใกล้ชิดพระองค์ยังคงสับสนและหันมองกันด้วยความไม่เข้าใจอยู่ดี หากแต่เหนือหัวเองก็ไม่ทรงใจไม้ไส้ระกำถึงเพียงนั้น เมื่อเห็นว่าองครักษ์กำลังกังวลใจพระองค์ก็ทรงอธิบายเพิ่มเติมทันที
“ข้ารู้ดี ข้าไม่ได้จะเอาชีวิตพวกนางเสียหน่อยเพียงแต่หากพวกนางทั้งสามหนีไปได้ เราจะได้เห็นท่าทีของเจียงซูต่อาที่กำลังจะเกิด…”
…พระองค์ใช้ธิดาเอวี่ยผิงเกี๋ยเป็เพียงเนื้อล่อเท่านั้น…
เหนือหัวนั้นมีความคิดไม่ธรรมดาเลยทีเดียวเชียว พระองค์ใช้เื่ของโลหยางในการล่อลู่ซุนให้มาเป็พวก และในคราเดียวกันพระองค์ก็เลือกใช้เด็กสามคนที่มีความผิดฐานฏในต้าซีไล่ต้อนให้ไปทางลู่ซุนเพื่อปล่อยให้หนีไปทางเจียงซูเพื่อใช้พวกนางล่อเจียงซูอีกตลบหนึ่ง
“เหนือหัว้าให้พวกนางหนีไปได้เพื่อดูท่าทีของเจียงซูเพียงเท่านั้น…”
องครักษ์หลี่บอกกับตู้หลิ่งอี้ให้เด็กหนุ่มคลายใจ เขารู้ดีว่าตู้หลิ่งอี้เองก็คงจะกังวลเื่ความปลอดภัยของเด็กพวกนั้นเช่นกัน ถึงแม้ว่าแม่คุณจะใช้เด็กพวกนั้นเป็เหยื่อล่อก็ตาม แต่พระองค์ไม่ได้หมายจะเอาชีวิตพวกนางหรอก แต่ถึงอย่างนั้นตู้หลิ่งอี้กลับไม่ได้มีท่าทีคลายใจสักนิด องครักษ์หลี่ตบหัวเด็กชายเพียงแ่เบา เขารู้ดีว่าการที่ได้เห็นมนุษย์ด้วยกันตกเป็เหมือนเหยื่อล่อปลานั้นมันเป็เื่ที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก
“เหยื่อล่อเป็เื่ธรรมดามากหลิ่งอี้ หากเ้าอยากติดตามฝ่าาไปนาน ๆ ก็ทำใจเื่นี้เอาไว้เสียั้แ่ตอนนี้ก็ดี” องครักษ์หลี่ปลอบใจเด็กหนุ่ม
“และการที่เราได้รู้ท่าทีของเจียงซู ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นด้วย”
หากแต่แท้จริงแล้วตู้หลิ่งอี้นั้นไม่ได้คิดว่าฝ่าาทรงมีแผนการแค่ดูท่าทีเจียงซูล่ะสิ กับแค่ท่าทีของเจียงซูมีหรือฝ่าาจะทรงมองไม่ออกจนต้องใช้เหยื่อล่อ เขาไม่คิดว่าเจียงซูจะยอมก้มหัวให้กับต้าซีโดยง่ายอยู่แล้ว เท่าที่เขาจำได้เจียงซูเป็เมืองที่ใหญ่พอสมควรมีศิลปะที่เฟื่องฟูและนักปราชญ์อยู่มาก เรียกได้ว่าหาก้านักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญหรือกุนซือมือดีย่อมไปหาได้จากที่เจียงซู เหนือหัวย่อมไม่คิดว่าคนพวกนี้จะก้มหัวให้พระองค์แน่ แต่ถึงอย่างนั้นเื่ล่อเหยื่อก็ยังเป็เื่จริงอยู่
…หากแต่คนที่โดนล่อไม่ใช่เจียงซู แต่เป็เฉียนฉินต่างหาก…
…คนหัวแข็ง…
เถียนเจิ้งซื่อไม่อาจจะนิยามเหนือหัวของเขาด้วยคำอื่นได้อีก ความฉลาด เก่งกาจ กล้าหาญนั้นเขาไม่เถียงสักนิด หากแต่น่าจะเป็เพราะพระองค์มีทุกอย่างพร้อมไปกระมังจึงทำให้มั่นใจมากไปจนกลายเป็คนหัวแข็งเช่นนี้ แต่การศึกหลายด้านไม่ใช่เื่ที่เขาจะเพิกเฉยได้…
“กระหม่อมเกรงว่าเจียงซูจะเป็เื่ที่ใหญ่เกินไปพ่ะย่ะค่ะ” เถียนเจิ้งซื่อทูลเตือนผู้เป็เหนือหัวของตนอีกครั้ง
ฎีกาของราชกิจภายในต้าซีตรวจผ่านสายตาพระองค์เป็รอบที่สาม พระองค์ที่ได้รับสั่งเกี่ยวกับเื่การต้อนชาวโลหยางและหาเื่ชาวมองโกลไปพร้อม ๆ กัน แต่ดูเหมือนว่าความพอพระทัยของพระองค์จะยังไม่จบเพียงเท่านั้น แค่มองโกลกับโลหยางที่เป็มิตรกันนั้นยังพอจะมองได้ว่าเป็เื่สุดวิสัย แต่ว่าเจียงซูด้วยนั้น…
“ข้าหาได้ประกาศศึกกับเจียงซูไม่ ข้าแค่ขอให้ส่งเชลยศึกกลับมาเท่านั้น” คำพูดแก้ตัวไปเรื่อยทั้งที่ตนก็รู้ดีอยู่แก่ใจนั้นทำให้ราชเลขาคนเก่งเหนื่อยใจไม่น้อยทีเดียว
หนวี่หวงตี้ทรงทราบดีทุกอย่าง พระองค์ทรงทราบว่าเจียงซูคือเมืองเกิดของจางเสียนเฟยหนึ่งในพระสนมที่ใกล้เคียงตำแหน่งฮองเฮาของฉินฮ่องเต้ที่สุด หากว่านางหาเื่เจียงซูแล้วไม่ว่าอย่างไรเฉียนฉินที่ประวิงเวลาอยู่ก็ไม่อาจจะรอได้อีกต่อไป… จริงอยู่ที่ด้วยทัพของต้าซีตอนนี้นั้นพร้อมกับศึกหลายด้าน แต่ถึงอย่างนั้นการทำศึกหลายด้านก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเื่ที่ลำบากเลย อย่างน้อยที่สุดเลยงานที่หนักอยู่แล้วของเหนือหัวจะยิ่งกลายเป็หนักยิ่งขึ้นไปอีก
“หากเจียงซูขอความช่วยเหลือจากเฉียนฉิน หรือเฉียนฉินเรียกกำลังเสริมจากเจียงซู…” เถียนเจิ้งซื่อเลือกเอ่ยตรงประเด็นทันทีเพื่อป้องกันการเลี่ยงบาลีของพระองค์
มิสเฉินเงยหน้าขึ้นจากฎีกา ไม่ใช่เื่น่าแปลกใจที่เถียนเจิ้งซื่อจะรู้ทันเธอ เขารู้ทันความคิดเธอตลอดเวลานั่นแหละ แต่น้อยมากที่เขาจะกล้าดึงบทสนทนาเข้าประเด็นตรง ๆ ในเวลาที่เธอกำลังบ่ายเบี่ยงบทสนทนา ไม่ใช่ว่าเธอจะโกรธหรอก สำหรับมิสเฉินอารมณ์ถือเป็สิ่งสิ้นเปลืองอยู่แล้ว เธอแค่สงสัยว่าอะไรกันทำให้เถียนเจิ้งซื่อมีท่าทีต่อต้านเธอเช่นนี้
“ฝ่าาทราบดีถึงความสัมพันธ์ของท่านราชบัณฑิตจางกับฉินฮ่องเต้…” เถียนเจิ้งซื่อเอ่ยขึ้น
“มาถึงขั้นนี้ไม่ว่าอย่างไรเฉียนฉินก็ไม่อาจลงรอยกับเราอยู่แล้ว กระหม่อมหาได้เห็นความสำคัญที่จะต้องเร่งให้าเฉียนฉินเกิดเร็วขึ้นไม่…”
คำพูดของเถียนเจิ้งซื่อนั้นจะว่าถูกก็ถูก จะว่าผิดก็ผิดเช่นกัน ที่ว่าถูกก็คือไม่ว่าอย่างไราระหว่างเฉียนฉินกับต้าซีก็ย่อมต้องเกิดในสักวันแต่ที่ไม่ถูกก็คือเราไม่ควรเร่งาครั้งนี้ ในยามที่เฉียนฉินเหลือทหารเพียงหกส่วนและขุนนางเพียงครึ่งนั้นหากรอให้แข็งแกร่งกลับมามากกว่านี้เพียงนิดต้าซีจะเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็เื่ที่เธอยุยงให้เฉียนฉินไปล่าดินแดนมาเพิ่มเอย หรือการบีบเฉียนฉินจากเจียงซูเอยนั่นก็เพราะว่าเธอ้าที่จะตีเฉียนฉินตอนนี้
ยิ่งนานไปโอกาสที่จะชนะก็จะเริ่มลดลง นั่นไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสชนะแต่ว่ามันจะยากขึ้น ต้องใช้แผนการรบการทัพที่มากขึ้นหนักหนาขึ้น แน่นอนว่าเธอมั่นใจว่าทัพต้าซีนั้นทำได้ แต่หากมีโอกาสตีในตอนที่ง่ายแล้วเหตุใดต้องทำตอนที่ยากเล่า แม้ศึกหลายด้านจะค่อนข้างยุ่งยากแต่การศึกที่ง่ายทุกด้านย่อมดีกว่าการศึกที่ยากมากด้านเดียว
หากเปรียบในยุคเธอก็เหมือนข้อสอบ หากว่าเธอไล่รวบรวมแผ่นดินทั้งหมดก่อนรอให้เฉียนฉินรวบรวมแผ่นดินแล้วสู้กัน ก็เหมือนกับทำข้อสอบข้อยากข้อเดียวหากผิดก็ไม่ได้สักคะแนน แต่หากเธอไล่ตีทุกฝั่งไปพร้อมกันแล้วมันก็เหมือนเธอทำข้อสอบง่ายหลายข้อ หากผิดไปบางข้อก็ยังได้คะแนนอยู่
…แม้ว่าเธอจะไม่คิดว่าจะผิดสักข้อก็เถอะ…
“ท่านเถียน… ท่านห่วงเื่การทำศึกกับเฉียนฉินเร็วเกินไป แต่ข้าห่วงว่าเราจะไม่ได้ทำมากกว่า” หยางเยว่ซือทรงถอนพระปัสสาสะ*(พระปัสสาสะ (าาศัพท์) หายใจ)
“ห่วงจะไม่ได้ทำอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เถียนเจิ้งซื่อทวนคำด้วยความแปลกใจ
“ใช่ ความสัมพันธ์จากการแต่งงานนั้นอ่อนไหวยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็เอวี่ยฟูเหรินที่เหมือนเป็ภาระใหญ่จากโลหยางก็ดี จางเสียนเฟยที่เป็เสียนเฟยตั้งนานทั้งที่ให้กำเนิดพระโอรสที่ฉลาดเฉลียวทรงปัญญาแต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้เป็ฮองเฮา ไม่ว่าจะเป็ความสัมพันธ์ฝั่งไหนเจียงซูก็ไม่น่าเอาเมืองตัวเองเข้าเสี่ยงกับทัพต้าซีและลู่ซุน”
เมื่อกล่าวจบหนวี่หวงตี้ก็ถอนพระปัสสาสะอีกครั้ง สายตาของเถียนเจิ้งซื่อนั้นเริ่มเกิดความยุ่งยากใจขึ้นทันที เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ดูเหมือนว่าเหนือหัวของพวกเขาจะสนใจเื่การต่อสู้กับเฉียนฉินตอนนี้เสียเหลือเกิน หนวี่หวงตี้หันไปทอดพระเนตรเถียนเจิ้งซื่ออีกครั้งด้วยความเหนื่อยอ่อน
“ข้ากล้าแบ่งว่าเจียงซูจะฟ้องเฉียนฉินตามแผนกระทบชิ่งของเราสักหกส่วน ในทางกลับกันท่านควรช่วยข้าคิดว่าหากเจียงซูเมืองที่ทหารและจอมยุทธ์น้อยแต่มีนักปราชญ์มากประกาศยอมแพ้ขึ้นมาเราจะทำอย่างไรต่อดีกว่า”
…เธอล่ะกลัวใจความขี้ขลาดของคนยุคนี้จะทำการตีกระทบชิ่งของเธอพังจริง ๆ…