64
นางพยัคฆ์คืนรัง
ค่ายพยัคฆ์ขาวหลบเร้นอยู่หลังหุบเขาจินซาน ด้านหน้าคือเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน ด้านหลังคือที่ราบทุ่งหญ้าที่มีความอุดมสมบูรณ์ การไปที่นั่นต้องผ่านช่องแคบมรณะที่อยู่กลางหุบเขา และต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะตลอดแนวช่องแคบมีการวางค่ายกลหินไว้หลายจุด หากไม่ระวังอาจโดนหินกลิ้งลงมาทับตายได้ แต่ด้วยความร่วมมือของหวางมู่ พวกเขาทุกคนจึงสามารถผ่านเส้นทางเหล่านั้นมาได้อย่างปลอดภัย
ครั้นผ่านจุดอันตรายมาได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปถึงค่ายพยัคฆ์ขาวโดยราบรื่น ขบวนเดินทางผ่านช่องแคบมาได้เล็กน้อย รถม้าก็หยุดสนิท จางหลินถงและอู๋ฮวนหันไปสบตากัน เขาและนางรู้แน่แล้วว่ามีอะไรบางอย่างรออยู่เบื้องหน้า
ต่อมาเซินสี่วิ่งเข้ามารายงานว่า“นายท่านเราไปต่อไม่ได้แล้ว ข้างหน้ามีคนขวางทางเต็มไปหมดเลยขอรับ”
“ข้าจะลงไปดู” อู๋ฮวนตัดสินใจลงจากรถม้าเพื่อดูให้เห็นกับตา จางหลินถงตามลงไปด้วย
สิ่งที่ปรากฏข้างหน้าคือกลุ่มคนนับร้อย ซึ่งตั้งขบวนรออยู่ บางคนอยู่บนหลังม้า บางคนยืนถือหอก บ้างถือเกาทันณ์ บ้างถือดาบ ไม่ต้องบอกก็พอรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร
“ทหารค่ายพยัคฆ์ขาวมารอต้อนรับพวกเราเต็มไปหมดเลย”อู๋ฮวนกล่าว สีหน้าเริ่มเคร่งขรึมขึ้นมาบ้างแล้ว
คนหลักสิบจะสู้คนหลักร้อยได้อย่างไร อีกทั้งคนเหล่านั้นคือคนในค่ายพยัคฆ์ขาว พวกเขาเดินทางมาที่นี่เพื่อหาที่พักพิง เดิมทีการตายของกัวเหวินเซิน และพี่น้องในหน่วยพยัคฆ์ขาวที่ประจำในเมืองเตียวฮุย ก็ทำให้พวกเขาโกรธแค้นจางหลินถงมาพออยู่แล้ว หากมีคนตายเพิ่มขึ้นอีก ผู้ที่ลำบากที่สุดคือจางหลินถง เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ ช่วงเวลาเช่นนี้ช่างน่าอึดอัดจริงๆ
จางหลินถงมองกลุ่มคนที่มารอนางด้วยหัวใจที่เต้นแรง ความแค้นในใจพวกเขาช่างฝังลึก นางควรจะทำอย่างไรดี จริงสิ...นางยังมีเจ้าเมืองอิงหยาง หากใช้คนผู้นี้มาเกลี้ยกล่อมน่าจะพอเจรจากันได้ คิดได้ดังนั้นนางก็จึงหันไปทางอู๋ฮวนกระซิบบางอย่าง ชายหนุ่มถอยห่างมองใบหน้าหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง ในแววตาคล้ายไม่ยินยอม แต่จางหลินถงใช้สายตาบีบคั้นราวกับจะย้ำเตือนคำสัญญาเดิม อู๋ฮวนจนปัญญาจึงหันไปทางเซินสี่บอกแผนการของจางหลินถง
“รีบจัดการและนำตัวเจ้าเมืองมาที่นี่”
“ขอรับ”
ครึ่งเค่อต่อมาเจ้าเมืองอิงหยางในสภาพที่ถูกมัดมือไพล่หลังถูกพาตัวลงมาจากรถม้า เนื่องจากเขาถูกพิษ แม้ได้ยายับยั้งพิษชั่วคราว แต่สีหน้าก็ซีดขาวลงมาก จางหลินถงหันไปมองคนผู้นั้น นางยื่นมือคว้าคอเสื้อแล้วกระชากให้เดินตามนางขึ้นไปข้างหน้าอีกยี่สิบก้าว คนผู้นี้มีใจสกปรก คิดใช้แผนต่ำทรามกับนางก่อน นางจะไม่ใจอ่อนกับเขาเด็ดขาด
ยามนั้นคนบนรถม้าทั้งหมดก้าวลงมาเพื่อดูสถานการณ์ สายตาขององค์รัชทายาท อู๋อ๋อง และทุกคนมองไปที่จางหลินถงด้วยความงุนงง
“นางคิดจะทำอะไร”องค์รัชทายาทคิ้วขมวด มองเด็กสาวนางนั้นด้วยความประหลาดใจ ในใจนึกเสียดายที่นางมีสัญญาสมรสพระราชทานกับอู๋ฮวน หากนางยังไม่มีคู่หมายรับรองได้ว่า เขาจะต้องรีบสานสัมพันธ์กับนางอย่างแน่นอน นางเป็นถึงทายาทหน่วยพยัคฆ์ขาว มีทหารของตระกูลจะมองข้ามนางได้อย่างไร
“รอดูกันก่อนเถิด”อู๋อ๋องกล่าว และรู้ว่ารัชทายาทกำลังคิดอะไร เวลานี้ร่างกายของเขายังไม่ฟื้นตัวดีจึงออกแรงได้ไม่มาก อย่าว่าแต่สู้รบเลยแค่ปกป้องตนเองยังลำบาก ดังนั้นจึงยืนห่างๆเพื่อไม่เพิ่มภาระให้บุตรชาย
จางหลินถงลากเจ้าเมืองหนุ่มก้าวมาหยุดตรงกลางระหว่างคนสองฝ่าย นางกำคอเสื้อหวางมู่แน่น ดวงตากวาดมองขึ้นไปบนเนินเขา เห็นเงาตะคุ่มหลายเงาดักซุ่มอยู่บนนั้น หากเดาไม่ผิด พวกเขาเตรียมน้าวเกาทันณ์สังหารพวกนางอย่างแน่นอนแล้ว เมื่อแน่ใจแล้วว่ามีคนดักซ่มอยู่จริงๆ นางจึงเอามืออีกข้างที่ว่างไพล่หลัง และชี้นิ้วไปตามทิศทางที่นางเห็นเงา ส่งสัญญาณบอกคนข้างหลัง
“เซินสี่อารักขาองค์รัชทายาท อู๋อ๋อง อู๋สี่และทุกคน หากสถานการณ์ไม่สู้ดีรีบพาคนไปทางอื่น ห้ามกลับทางเดิมเด็ดขาด”กล่าวจบเขาก้าวเดินขึ้นไปยืนเคียงข้างจางหลินถง เขาเป็นคู่หมั้นของนาง จะปล่อยให้นางเผชิญหน้ากับปัญหาเพียงลำพังได้อย่างไร
หากรอดก็รอดด้วยกัน ตายก็ตายด้วยกัน
“ข้าคือหลานสาวแม่ทัพกัวเหวินเซิน นามว่ากัวซีซิน เป็นบุตรที่ถือกำเนิดจากมารดานามกัวซือซิน ท่านยายของข้านามว่ารั่วหวา หรือแม่ทัพใหญ่อู๋ไต้หรง วันนี้ข้ามาดี ขอให้พวกท่านช่วยเปิดทางให้ข้าพาคนของข้าผ่านเข้าไปด้วย”จางหลินถงตะโกนออกไปสุดเสียง เพื่อบอกคนเหล่านั้นให้รู้ว่านางเป็นใคร
ต่อมาชายวัยกลางคนที่นั่งบนหลังม้าอีกฝาก กระตุกเชือกม้าให้เดินนำขึ้นมาสิบก้าวพลางหัวเราะ
“ข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่ทายาทตัวปลอม หลายปีมานี้ได้ยินว่ามีคนพยายามตามหาพวกเรา โดยปล่อยข่าวลือเรื่องทายาทแม่ทัพกัวเพื่อหวังหลอกล่อให้เราปรากฏตัว จนท่านแม่ทัพกัวหลงเชื่อ ไปรอต้อนรับที่เตียวฮุยด้วยตนเอง แล้วเป็นอย่างไร สุดท้ายก็ถูกคนสกุลอู๋มากวาดล้างจนหมดสิ้น เวลานี้ไม่ว่าผู้ใดมากล่าวอ้างว่าเป็นทายาทแม่ทัพกัว ล้วนไม่น่าเชื่อถือทั้งสิ้น”
อู๋ฮวนสอดมือล้วงเข้าไปที่อกเสื้อ หยิบเอาป้ายคำสั่งมาใส่มือจางหลินถง พลางกระซิบข้างหูหญิงสาว“อาหลินแสดงป้ายให้พวกเขาดู”
จางหลินถงหันไปมองหน้าเขาพลางพยักหน้า และชูป้ายคำสั่งตระกูลกัวขึ้น“นี่คือป้ายคำสั่งตระกูลกัว มันอยู่ในมือของข้า”
หวางมู่เหลือบเห็นป้ายคำสั่งในมือจางหลินถงก็ดวงตาเปล่งประกาย เกิดความโลภอยากครอบครองตำแหน่งสูงสุดอย่างรุนแรง ป้ายคำสั่งนั่นเขาเคยเห็น มันเป็นของที่เคยอยู่ในมือแม่ทัพกัวเหวินเซินมาก่อนจริงๆ
“ป้ายคำสั่งนั่นอาจเป็นของปลอมก็ได้”อีกฝ่ายยังไม่ยอมเชื่อ
“หากไม่เชื่อ ถามเขาดูก็ได้”จางหลินถงดันหวางมู่ขึ้นไปด้านหน้า ก่อนจะหันไปออกคำสั่งกับหวางมู่“ใต้เท้าพูดไปสิว่าข้าเป็นใคร”
“หากข้าไม่ทำเล่า”หวางมู่มีท่าทีขัดขืน
“ใต้เท้า หากข้าตาย ใต้เท้าก็จะไม่ได้รับยาถอนพิษเช่นกัน”คิดต่อรองกับนางงั้นหรือ หากเป็นแต่ก่อนนางคงทำอะไรไม่ถูก แต่เวลานี้นางไม่ใช่จางหลินถงคนนั้นอีกต่อไปแล้ว
“ท่านแม่ทัพนางคือหลานสาวแม่ทัพกัวจริงๆ ป้ายคำสั่งนี้ก็เป็นของจริง ข้าสาบานได้ข้าเห็นรอยสักของนางแล้วด้วย มันอยู่หลังใบหูซ้าย”หวางมู่กล่าว ที่จริงเขาไม่ได้เห็นรอยสักนั่นจริงๆ เพียงแต่เคยได้ยินว่าทายาทแม่ทัพกัวจะมีรอยสักอักษร‘หู่’ที่หลังใบหูซ้ายทุกคน ไม่รู้ว่านางมีแน่หรือไม่ แต่เขาจำใจต้องโกหกเพื่อยาถอนพิษ
“แค่รอยสักใครๆก็ทำขึ้นได้”เสียงอีกฝ่ายตอบกลับมา พร้อมกับสาดแววตาดุดันมาทางหวางมู่“ใต้เท้า ดูเหมือนว่าท่านคิดจะเปลี่ยนฝ่ายแล้วนะ”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่นะท่านลุง ข้ายังจงรักภักดีต่อท่านลุงเสมอ ท่านเป็นลุงแท้ๆของข้า เลี้ยงดูข้าอบรมสั่งสอนข้า ข้าจะอกตัญญูต่อท่านลุงได้อย่างไร แต่เพราะนางวางยาพิษข้า นางบังคับให้ข้าทำ หากข้าไม่ทำข้าต้องตายแน่”หวางมู่กลัวตาย จึงเปิดปากบอกเล่าความสัมพันธ์อันแนบแน่นทางสายเลือดจนหมด
จางหลินถงและอู๋ฮวนยิ้ม ในที่สุดก็ได้รู้เสียทีว่าหวางมู่เกี่ยวข้องกับคนในหน่วยพยัคฆ์ขาวอย่างไร ที่แท้เป็นลุงหลานกัน มิน่าเล่าถึงได้สั่งการกันได้
“ช่างน่าอับอาย เป็นบุรุษแต่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของสตรี ข้าไม่เคยมีหลานเช่นเจ้า ทหารยิงใส่พวกเขา อย่าให้ใครรอดชีวิตกลับไปได้เด็ดขาด”ด้วยผ่านสมรภูมิรบมามาก จึงไม่ยอมหลงกลอุบายของอีกฝ่าย อีกอย่างหวางมู่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี แค่เกาทันณ์ไม่กี่ดอกต้องหลบได้แน่ จึงได้สั่งการออกไปอย่างเฉียบขาด
ต่อมามีเสียงลูกดอกจากเกาทันณ์แหวกอากาศพุ่งลงมาจากด้านบนของยอดเขา ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
จางหลินถงเริ่มโกรธ คนเหล่านี้ไม่ต้องการเจรจาดีๆ เป้าหมายของพวกเขาคือดักรอ สังหารและปิดข่าวไม่ให้คนในค่ายพยัคฆ์ขาวรู้ถึงการมาของนาง ดูเหมือนว่าการกระทำอุกอาจครั้งนี้เป็นการกระทำโดยพละการเสียด้วย เห็นได้ชัดว่าในค่ายพยัคฆ์ขาวยังมีคนบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพวกเขา
ลูกศรจากเกาทันณ์ใกล้เข้ามา จางหลินถงเห็นแล้ว นางยื่นมือผลักอู๋ฮวนออกไปให้พ้น และดันหวางมู่ขึ้นไปด้านหน้านาง ใช้เขาเป็นโล่กำบังอย่างไม่ลังเลเช่นกัน
ฉึก ฉึก ฉึก! ร่างกายหวางมู่กระตุก เขามัวแต่ตกใจ จึงไม่ทันได้ร้องครวญคราง ทว่าดวงตาเบิกค้างด้วยความกลัวสุดขีด
“หยุดยิง!”อีกฝ่ายสั่งอย่างร้อนรน
จางหลินถงกระตุกยิ้มที่มุมปาก ดวงตาจ้องมองชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังควบม้าห้อตะบึงมาอย่างไม่คิดชีวิต พอถึงก็รีบกระโดดลงจากหลังม้าพุ่งเข้ามาหาหวางมู่ทันที
“อามู่ อามู่!”
จางหลินถงหันไปมองสบตาอู๋ฮวน อีกฝ่ายจึงดึงเอาปิ่นหยกที่บรรจุเข็มพิษออกมา ก่อนจะพลิ้วกายพุ่งขึ้นไปรวบตัวแม่ทัพเฒ่าผู้นั้นไว้อย่างรวดเร็ว ยามนั้นแม่ทัพเฒ่าได้เห็นหน้าอกหลานชายกับตาว่ามีลูกดอกปักอยู่หลายดอก ทว่าไร้หยดเลือด เดาว่าข้างในต้องสวมเสื้อเกราะป้องกันไว้แล้ว แม่ทัพกองหน้ารู้ตัวว่าถูกหลอกก็โกรธมาก
“บัดซบ! ข้าอยู่มาจนป่านนี้เพิ่งจะหลงกลปัญญาอ่อน เจ้าหลานโง่ เจ้ามันโง่จริงๆ”แม่ทัพเฒ่าหันไปจ้องมองหลานชายด้วยแววตาดุดันเหมือนจะกินคน
หวางมู่พูดไม่ได้ เนื่องจากถูกสกัดจุด เป็นจางหลินถงที่ลงมือว่องไว สกัดจุดบนตัวของเขา เขาจึงได้แต่ยืนตัวสั่นสะท้าน
“ขอโทษด้วย ข้าต้องล่วงเกินท่านแม่ทัพอาวุโสแล้ว”อู๋ฮวนได้ตัวประกันเป็นคนสำคัญก็โล่งใจขึ้นมาก เขากล่าวน้ำเสียงเย็นเยียบว่า“ในปิ่นของข้ามีเข็มพิษ พิษชนิดนี้ต่างจากพิษที่นางใช้กับหลานชายท่านมากนัก มันสามารถคร่าชีวิตท่านแม่ทัพได้ทันที ทางที่ดีท่านแม่ทัพควรอยู่นิ่งๆ”
“จวิ้นอ๋องทำเช่นนี้ ท่านต้องการสิ่งใด”เดิมทีคิดจะสังหารทายาทแม่ทัพที่ทรยศแต่งกับศัตรู เซ่นสังเวยดวงวิญญาณแด่ผู้ล่วงลับ ต่อมาดันกลับกลายเป็นเชลยเสียเอง ทำให้แม่ทัพเฒ่าเสียหน้ามาก
“เหตุใดท่านแม่ทัพจึงถามข้าเช่นนั้นเล่า ท่านแม่ทัพกัวสั่งเสียข้าก่อนจากไปว่า ให้ข้าปกป้องทายาทของตระกูลกัว และส่งนางกลับบ้านเกิดอย่างปลอดภัย แต่ว่ามาไม่ทันถึงบ้านก็ถูกดักสังหารถึงสองครั้ง หรือว่าการที่ท่านแม่ทัพพยายามสังหารทายาทตระกูลกัว เป็นเพราะว่าท่านต้องการยึดสมบัติ และทหารของตระกูลกัวไว้เสียเอง”
เมื่อแม่ทัพกองหน้าได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าดำคล้ำ“จวิ้นอ๋องกล่าวหนักไปแล้ว ข้าเป็นทหารของตระกูลกัว จงรักภักดีต่อแม่ทัพใหญ่รั่วหวา และท่านแม่ทัพกัวเหวินเซินยิ่งชีพ ไหนเลยจะมีความคิดเช่นที่ท่านกล่าวอ้าง”
“เช่นนั้นการที่ท่านและหลานชายท่าน ดักสังหารพวกเราถึงสองครั้ง จะอธิบายว่าอย่างไร”
“ข้าทำไปเพราะข้าต้องการล้างแค้นให้พี่น้องของข้า และท่านแม่ทัพกัวที่ตายไปต่างหาก”
“ท่านแม่ทัพล้างแค้นผิดคนแล้ว พวกเราทุกคนที่นี่ล้วนเป็นเหยื่อ ศัตรูที่แท้จริงที่ส่งคนไปสังหารคนในหน่วยพยัคฆ์ขาว และแม่ทัพกัวอยู่ที่เมืองหลวง พวกเขาอยู่ในวังหลวง หากไม่เชื่อถามรองแม่ทัพจู ต้าเจิง รวมทั้งทหารที่รอดตายจากเมืองเตียวฮุยก็ได้”
แม่ทัพกองหน้าจำนนด้วยด้วยคำพูด สุดท้ายต้องยอมตกเป็นเชลยของอู๋ฮวน ออกคำสั่งถอยทัพ และนำคนทั้งหมดเดินทางกลับค่ายพยัคฆ์ขาวด้วยตนเอง
บนรถม้าคนคันหนึ่ง องค์รัชทายาท อู๋อ๋อง อู๋สี่นั่งมาด้วยกัน อู๋สี่ยิ้มอดที่จะกล่าวถึงพี่ชายด้วยความยกย่องไม่ได้ว่า“ท่านพ่อ พี่ใหญ่และพี่สะใภ้เก่งกาจที่สุด สามารถแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อสักหยด”
อู๋อ๋องเองก็ปลื้มใจเช่นกัน“ต่อไปเจ้าต้องหมั่นเรียนรู้ฝึกฝน จะได้เก่งกาจเช่นพี่ชายและพี่สะใภ้ของเจ้า”
“ขอรับท่านพ่อ”อู๋สี่ยิ้มจนหน้าบาน ในตอนนั้นองค์รัชทายาทได้ฟัง ก็เริ่มรู้สึกอิจฉาอู๋ฮวนขึ้นมาบ้างแล้ว
ในที่สุดก็มาถึงค่ายพยัคฆ์ขาวอย่างราบรื่น
หลังกำแพงสูงชันคือบ้านเรือนที่ปลูกสร้างอย่างเรียบง่าย ไม่เน้นความหรูหรา แต่เน้นความแข็งแรงทนทาน บ้านเรือนจำนวนมากถูกสร้างเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ราวกับที่นี่คือเมืองอีกเมืองหนึ่ง เนื่องจากทหารค่ายพยัคฆ์ขาวมีมาก บ้านเรือนที่พักจึงมากตามไปด้วย
ได้ยินว่าแต่ก่อนค่ายพยัคฆ์ขาวมีทหารนับหมื่นชีวิต ด้วยกำลังมากมายเพียงนั้น จึงจำเป็นต้องโยกย้ายคนไปตามเมืองต่างๆ ทั้งเป็นสายข่าว ทั้งเป็นพ่อค้า ทั้งเป็นข้าราชการ ทั้งเป็นเจ้าของกิจการ และเป็นอาจารย์เปิดสำนักคุ้มภัยทั่วต้าอู๋ บางคนแต่งงานมีภรรยาอาศัยอยู่ในเมืองอิงหยาง ในขณะที่บางคนยังอยู่ประจำในค่ายพยัคฆ์ขาว ส่วนบางคนขอวางอาวุธออกไปทำไร่ไถนาหาความสงบสุขให้ชีวิต ในขณะที่บางส่วนไปทำมาค้าขายต่างเมืองก็มีจำนวนไม่น้อย
แต่ต่อมาหลังจากย้ายมาที่นี่ก็หาได้ใช้ชีวิตอย่างราบรื่น ห่างจากเทือกเขาจินซานออกไปห้าสิบลี้คือชนเผ่าหนัน ชนเผ่านี้เป็นชนเผ่าที่ป่าเถื่อนอย่างแท้จริง พวกเขาเป็นกลุ่มโจรที่โหดเหี้ยม ปล้นฆ่า ชิงทรัพย์ ฉุดคร่าหญิงสาว และเด็กในเมืองอิงหยางไปเป็นทาสบำเรอกามอยู่บ่อยครั้ง ค่ายพยัคฆ์ขาวซึ่งหลบเร้นอาศัยในเมืองอิงหยางมาช้านาน ทนเห็นความต่ำทรามของโจรถ่อยไม่ไหว จึงส่งกำลังไปปราบปราม ทำให้มีการสูญเสียบาดเจ็บนับไม่ถ้วน จนบัดนี้กองกำลังนับหมื่นเหลือเพียงไม่กี่พันชีวิตเท่านั้น
ทว่าในความสูญเสีย ก็ได้รับการยกย่องจากชาวเมืองอิงหยางอย่างล้นหลาม พวกเขาขอให้แม่ทัพกัวเหวินเซินขึ้นเป็นเจ้าเมือง ทว่ากัวเหวินเซินไม่ถนัดด้านบุ๋น จึงมองหาลูกหลานในค่ายพยัคฆ์ขาวที่มีความสามารถขึ้นมาแทน เวลานั้นไม่มีใครมีความสามารถมากไปกว่าหวางมู่ ดังนั้นหวางมู่จึงได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นเจ้าเมือง โดยความยินยอมของชาวเมืองอิงหยาง
ในหอบัญชาการหลัก
ตำแหน่งประธานแต่เดิมเป็นของรั่วหวา นางเป็นผู้บัญชาการค่าย ครั้นนางจากไปจึงตกเป็นของกัวเหวินเซิน บัดนี้ได้ตกเป็นของจางหลินถงแล้ว เหล่าอดีตแม่ทัพ นายกองอาวุโสมองบุคคลที่นั่งในตำแหน่งนั้นด้วยความไม่พอใจ ไม่ใช่เพราะต้องก้มหัวรับใช้ทายาทตระกูลกัวที่เป็นสตรี เป็นเพราะไม่สามารถทำอันใด ได้ทั้งที่รู้ว่านางเป็นสาเหตุทำให้แม่ทัพกองหลักต้องตายอย่างอนาถ
แผนการสังหารทายาทพยัคฆ์ขาวเพื่อล้างแค้นพังพินาศไม่เป็นท่า ชุดบ่าวสาวสีแดงสด สุรามงคลใส่ยาพิษ และลานบูชายันต์ ทุกอย่างที่เตรียมไว้ล้วนไม่ได้ใช้การเลยสักอย่าง
ในหอบัญชาการหลักบรรยากาศกดดันจนแทบไม่มีใครกล้าหายใจแรง ต่างฝ่ายต่างปกป้องฝ่ายตนอย่างสุดกำลัง รองจากตำแหน่งประธาน ซีกซ้ายบุคคลที่นั่งตำแหน่งที่สองถัดจากจางหลินถงไม่ใช่ใครอื่น เขาคืออู๋ฮวน เขามีตำแหน่งรักษาการแม่ทัพกองหลักแทนกัวเหวินเซินจึงได้นั่งตำแหน่งนี้ ต่อด้วยองค์รัชทายาท อู๋อ๋อง อู๋สี่ ไห่เถิงและคณะติดตามทั้งหมด ยกเว้นชูหลิงและจูซือเจีย ทั้งสองถูกจัดแยกออกไปพักที่เรือนรับรองชั่วคราวเพื่อช่วยกันดูแลเด็ก จางหลินถงไม่วางใจในความปลอดภัยจึงส่งเป่าซานและลี่เฉิงไปคุ้มครองเพิ่มเติม
ส่วนซีกขวาผู้ที่นั่งถัดจากจางหลินถง คือแม่ทัพกองหน้า แม่ทัพกองหลัง หัวหน้ากองงานต่างๆ รวมทั้งนายทหารหน่วยพยัคฆ์ขาวระดับสำคัญอีกหลายคน ส่วนไป๋ไป๋ไม่ยอมแยกห่างจากจางหลินถงเช่นกัน ตรงกันข้ามมันไปนอนเฝ้าประตูทางเข้าออกห้องโถงบัญชาการ ดวงตาของมันมองไปที่โต๊ะพลางแลบลิ้นเลียปากเป็นระยะ วันนี้หากมีใครคิดลองดี กล้าลุกหนีไม่ยอมรับเจ้านายคนใหม่ มันจะสั่งสอนให้ดู
นายกองคนหนึ่งหันไปเห็นไป๋ไป๋ถึงกับตัวสั่นเทิ้ม ตั้งแต่แม่ทัพใหญ่รั่วหวาตลอดจนแม่ทัพกัวเหวินเซิน เจ้าเสือประจำตัวกูลพวกนี้เคยมานอนอารักขาประดุจองครักษ์เสียที่ไหน ทว่าทายาทตะกูลกัวรุ่นนี้น่าประหลาดนัก นางสามารถสยบและเชื่อมโยงจิตวิญญาณเข้ากับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำค่ายได้
โฮ่ก! ไป๋ไป๋คำรามน้ำเสียงไม่ดังมาก ส่งผลให้แม่ทัพนายกองหลายคนหวาดผวา โดยเฉพาะหวางมู่ที่ก่อนหน้านี้ข่มขู่มันเอาไว้มาก ถึงขั้นจะถลกหนังมาทำพรมเช็ดเท้า พอได้ยินเสียงคำรามก็ตัวสั่นงันงก
“คารวะคุณหนู”
ในสุดก็มีหัวหน้ากองที่ทำหน้าที่ดูแลด้านการฝึกทหารและวางแผนรบลุกขึ้นจากเก้าอี้ ประสานมือคารวะน้อมรับจางหลินถงด้วยใจจริง จากนั้นไม่นานหัวหน้ากองลอบสังหาร หัวหน้ากองแพทย์ทหาร หัวหน้ากองค่ายกล หัวหน้ากองสอดแนม และหัวหน้ากองคลังเสบียงและอาวุธ ก็ลุกจากเก้าอี้คุกเข่าคารวะทายาทตระกูลกัว
“คารวะคุณหนู”
การแสดงออกของคนเหล่านั้นทำให้แม่ทัพกองหน้า แม่ทัพกองหลัง หัวหน้ากองค้าขาย หัวหน้าผู้คุมกฎไม่พอใจรุนแรง ก่อนจะมีสเสียงตบโต๊ะเสียงดังสนั่นแทรกขึ้น
ปึง!
“ข้าไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด!”
“เพราะเหตุใด ทั้งที่ป้ายคำสั่งก็ปรากฏออกมาแล้ว เหตุใดพวกท่านถึงไม่ยอมรับอีก”อู๋ฮวนเหลือบตาขึ้นมอง
“ตลอดหลายสิบปีพวกเราถูกคนสกุลอู๋คุกคามข่มเหง นอนหลับไม่เคยเป็นสุข บัดนี้ทายาทเพียงคนเดียวมีใจทรยศ คิดเกี่ยวดองกับสกุลศัตรู ชักศึกเข้าบ้าน นำศัตรูมากวาดล้างสังหารพี่น้องในค่ายพยัคฆ์ขาว เป็นเหตุให้ท่านแม่ทัพกัวต้องตาย ทั้งยังวางยาพิษลูกหลานในค่ายพยัคฆ์ขาว นางเป็นสตรีที่มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต บุคคลเช่นนี้ต่อให้เป็นลูกหลานตระกูลกัวก็ต้องถูกนำไปลงโทษ ใช้ความตายชดใช้ความผิด เอาดวงวิญญาณเซ่นไหว้หน้าศาลบรรพชน”แม่ทัพกองหน้ากล่าวอย่างโกรธแค้น
คำกล่าวหานั้นทำให้จางหลินถงเจ็บแปลบราวกับถูกคว้านลงไปในหัวใจ นางกำมือแน่น เงยหน้าขึ้นมองแม่ทัพกองหน้าแววตาเย็นเยียบ“คำก็ทรยศ สองคำก็ทรยศ หากข้าหมั้นหมายกับจวิ้นอ๋องแล้วกลายเป็นคนทรยศ แล้วท่านที่รู้ว่าข้าเป็นใคร แต่ยังพยายามสังหารข้า แบบนี้เรียกว่าทรยศได้หรือไม่”
เมื่อถูกคนรุ่นหลานเล่นงานกลับ แม่ทัพกองหน้าถึงกับหน้าซีดเผือด ยามนั้นคนสกุลอู๋เริ่มรู้สึกละอายใจมาก เรื่องในอดีตล้วนผ่านมาแล้ว ทว่าได้สร้างรอยร้าวระหว่างคนสองสกุลอย่างรุนแรง จนยากแก้ไขให้ดีขึ้นได้ภายในเวลาอันสั้น เห็นทีว่าการมาที่นี่จะนำปัญหายุ่งยากมาให้นางเสียแล้ว
ในดวงตาอู๋ฮวนพลันมีเงาดำทะมึนปรากฏ“ท่านแม่ทัพด่วนตัดสินเช่นนี้ ไม่ไร้ความเป็นธรรมไปหน่อยหรือ หากเป็นข้า ข้าจะส่งคนออกสืบสวนสาเหตุทั้งหมด มิใช่เอาแต่จับคนมาสังหารเพื่อล้างแค้นโดยไร้หลักฐาน”
“ป้ายคำสั่งก็ปรากฏแล้ว และรู้ว่าข้าเป็นใครก็ยังไม่ล้มเลิกความคิดที่สังหารข้า ทั้งกล่าวหาว่าข้ามีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต ท่านไม่อยากรู้หรือว่าความจริงเป็นเช่นไร หากอยากรู้ว่าเหตุใดข้าถึงใช้ยาพิษกับเขา ก็ลองถามหลานชายท่านดูเถิดว่า เขาคิดจะทำอันใดกับข้า”จางหลินถงเลื่อนสายตาไปมองหวางมู่ ทุกคนหันไปมองหวางมู่เช่นกัน
“อามู่หมายความว่าอย่างไร”
“ท่านลุง ข้า...ข้าแค่สั่งให้พวกนักเลงพวกนั้นคอยจับตาดูเท่านั้น แต่พวกเขาทำเกินคำสั่งข้า คิดล่วงเกินหมิ่นเกียรตินางและยังจะส่งนางไปขายเป็นทาสอีก ท่านลุงแต่ว่าจวิ้นอ๋องก็ได้ลงโทษพวกเขาไปแล้ว คนของข้าตายไปหนึ่งคน อีกหนึ่งคนก็ถูกตัดจนมือขาดเลยนะขอรับ” หวางมู่รีบแก้ตัว หวังพลิกสถานการณ์ให้ตนเป็นฝ่ายโดนรังแก ทว่าโชคไม่เข้าข้าง
เพียะ! แม่ทัพกองหน้าผุดลุกจากเก้าอี้เดินเข้าไปตบหน้าหลานชายสุดแรงจนหน้าหัน พลางชี้นิ้วสั่นระริกด้วยความโกรธจัด“เจ้าหลานชั่ว จนป่านนี้เจ้ายังคบค้ากับโจรถ่อยพวกนั้นอีกรึ!”
“ท่านลุง ข้าผิดไปแล้ว”หวางมู่ลุกจากเก้าอี้คุกเข่าอย่างสำนึกผิด
อู๋ฮวนยกยิ้มด้วยความสะใจ แต่เขายังไม่พอใจ หวางมู่ต้องได้รับความอับอายมากกว่านี้ อีกทั้งคนที่คิดต่อต้านจางหลินถงต้องได้รับบทเรียน อู๋ฮวนจึงกล่าวเสริมขึ้นอีกว่า
“ยังมีอีกเขาใช้อุบายต่ำช้าทำผิดคุณธรรม หวังช่วงชิงสตรีของผู้อื่น รู้ทั้งรู้ว่านางคือสายเลือดสกุลกัว แต่เขายังกล้าลงมือทั้งสารภาพด้วยตนเองว่า เขาทำตามคำสั่งแม่ทัพกองหน้า แม่ทัพกองหลัง หัวหน้าฝ่ายค้าขาย หัวฝ่ายคุ้มกฎ ท่านแม่ทัพช่วยบอกข้าที การกระทำเช่นนี้คือการสมคบคิดใช่หรือไม่ และใครกันแน่ที่คิดทรยศ!”