ตอนที่ 99
คำราม
หลังจากที่ปิดปากถ้ำเรียบร้อยเสวี่ยหมิงยังไม่คิดเร่งรีบเดินทางลึกเข้าไปในหุบเขามังกร แต่เลือกที่จะทดสอบพลังของตัวเองว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน ซึ่งสัตว์อสูรที่เสวี่ยหมิงเลือกที่จะใช้เป็นคู่ซ้อมมือก็คือกิ้งก่าทมิฬ สัตว์อสูรลมปราณแรกธรรมชาติขั้นต้น ที่อยู่บริเวณเขตป่าโปร่งที่ด้านหน้าทางเข้าหุบเขามังกร
กิ้งก่าทมิฬเป็นสัตว์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้าย โดยมันมักออกหากินและสร้างอาณาเขตของตัวเอง จึงเป็นสัตว์อสูรที่ไม่ได้อยู่รวมฝูงเช่นเดียวกับวานรโลกันตร์ ทำให้เสวี่ยหมิงสามารถลงมือจัดการมันได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกพรรคพวกกิ้งก่าทมิฬตัวอื่นมารุมล้อม
ท่าร่างบันไดเมฆาที่ผสมผสานกับเคล็ดเลียนเยี่ยงวารีถูกใช้ออกตั้งแต่แรกเริ่ม และทันทีที่เจ้ากิ้งก่าทมิฬสัมผัสได้ถึงศัตรู มันก็กางแผงคอออกจนกว้าง เกล็ดหนาสีดำสนิทรอบลำตัวตั้งชูชันขึ้นราวเม่นที่กำลังพองตัว แน่นอนว่าเมื่อเป็นสัตว์อสูรที่ดุร้ายมันจึงไม่รั้งรอให้เสวี่ยหมิงเข้าใกล้ชิงเป็นฝ่ายลงมือก่อน
ร่างสีดำหมุนคว้างราวลูกค่างก่อเกิดพายุลมปราณขนาดย่อมห่อหุ้มร่างของตัวเอง และส่งสายลมแหลมคมจู่โจมออกไปทุกทิศทาง แม้การโจมตีของคมมีดลมปราณที่เกิดขึ้นจะยากสังเกตและว่องไวเป็นอย่างยิ่ง แต่เสวี่ยหมิงที่มีร่างกายที่คงทนขึ้นกว่าก่อนหน้าอีกระดับหนึ่ง ถึงบางจังหวะจะหลบรอดไม่ได้แต่คมมีดลมปราณที่พุ่งเข้าปะทะยังไม่อาจเรียกโลหิตออกมาได้แม้สักหยด เกิดเพียงเส้นสีแดงจาง บนผิวหนังเท่านั้น
ทำลาย !!!
สองเท้าของเสวี่ยหมิงกระแทกลงบนพื้นจนเกิดแรงสั่นสะเทือน ทำให้การหมุนควงสว่านของกิ้งก่าทมิฬชะงักลงไปวูบหนึ่งจนเกิดช่องว่างให้ฉกฉวย ซึ่งเสวี่ยหมิงที่รั้งรออยู่ก่อนก็ไม่ปล่อยให้จังหวะที่เกิดขึ้นเสียเปล่าใช้ท่าหมัด...วารีทำลายล้างเข้าจู่โจมเต็มกำลัง
ตูม...ตูม ตูม ตูม !!!
แรงทำลายที่เกิดขึ้นจากการปะทะคำรบแรกก่อให้เกิดการระเบิดส่งร่างของกิ้งก่าทมิฬกระเด็นปลิวไปปะทะชนกับต้นไม้ใหญ่ที่ห่างออกไปนับสิบวาต้นแรกหักล้มลง แต่ในตอนนี้พลังลมปราณเพลิงในร่างซึ่งถูกความเย็นของบัวหิมะพันปีกระตุ้นทำให้มันแข็งขืนต่อสู้และเอาชนะได้ จนเกิดความเปลี่ยนแปลงลมปราณเปลวเพลิงในร่างของเสวี่ยหมิงเกิดการเติบโตขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้ลมปราณเปลวเพลิงที่ส่งออกไปในครั้งนี้กลายเป็นลมปราณที่มีอำนาจทำลายล้างสูงกว่าเดิม และแตกระเบิดออกอย่างต่อเนื่องจากภายในร่างของกิ้งก่าทมิฬภายหลังจากที่พลังลมปราณปกติของหมัดหมดสิ้นลง แรงระเบิดยังส่งร่างที่บอบช้ำสาหัสของกิ้งก่าทมิฬให้ลอยปลิวไปอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นเส้นสายเปลวเพลิงลุกไหม้ตามติดร่างของกิ้งก่าทมิฬจนโล่งเตียนยาวทอดออกไปร่วมสามสิบวา
เสวี่ยหมิงหาได้แตกตื่นกับพลังของตนเอง เขาค่อย ๆ เดินช้า ๆ ตรงไปยังร่างที่ไร้วิญญาณ และยังคงติดไฟลุกไหม้อยู่ของกิ้งก่าทมิฬก่อนจะก้มลงเก็บผลึกอสูรขึ้นมา
...พลังของเคล็ดบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าช่างน่ากลัวยิ่งนัก แม้ข้าจะยังไม่มีเส้นชีพจรลมปราณที่สมบูรณ์แท้จริง แต่เมื่อได้รับพลังของธาตุน้ำจากบัวหิมะพันปีเข้าไป เส้นเลือดในกายกลับสามารถทำหน้าที่ทดแทนเส้นชีพจรได้อย่างน่าตกใจยิ่งนัก
ความคิดยังไม่ทันจากหาย สัมผัสถึงอันตรายพลันแล่นจู่โจมเข้ามาก่อน เสวี่ยหมิงหันหลังกลับเหวี่ยงหมัดที่ห่อหุ้มลมปราณเข้าปะทะกับหอกแก่รงสีแดงฉานที่พวยพุ่งเข้ามาอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งกว่าที่เสวี่ยหมิงจะรับรู้ถึงมันได้หอกสีแดงก็อยู่ห่างตัวไม่ถึงยี่สิบวาเท่านั้น
เปรี้ยง !!!
แรงปะทะส่งร่างของเสวี่ยหมิงให้ปลิวกระเด็นไปด้านหลัง หมัดขวาที่ใช้ต้านรับหอกแดงปรากฏโลหิตไหลออกมา แม้ยังคงชาด้านแต่นับว่าไม่เสียหายมากนัก และเป็นเครื่องยืนยันว่าเสวี่ยหมิงแข็งแกร่งกว่าเมื่อสองวันก่อนอย่างเทียบกันไม่ได้ เพราะเมื่อสองวันก่อนเสวี่ยหมิงยังไม่อาจจับสัมผัสหอกของจูซินเฉิงที่ลอบโจมตีจ้าววานรเพลิงผลาญได้จนกระทั่งมนัลงมือสัมฤทธิ์ผลไปแล้ว แถมการปะทะครั้งก่อนแม้เสวี่ยหมิงจะใช้พลังของเทพมารครองร่าง แต่ก็เพียงแค่สูสีกับจูซินเฉิงที่ยังไม่ได้ลงมือเต็มกำลัง
...ไม่น่าเชื่อเจ้าหนูนี่สามารถต้านรับหอกเร้นที่ข้าจู่โจมออกด้วยพลังถึงแปดส่วนได้ ทั้งที่เมื่อหลายคืนก่อนมันยังรับมือข้าอย่างทุลักทุเล
จูซินเฉิงที่เฝ้ารอเสวี่ยหมิงอย่างอดทนที่ด้านหน้าทางเข้าหุบเขามังกรมากว่าสองวัน จนเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งชั่วยามก็จะครบกำหนด 1 เดือนในการเข้ามายังด่านกักมังกรของมัน ทำให้มันตัดสินใจแยกกับจิ่นเม่ย เพื่อเข้ามาทดสอบเสี่ยงเสาะหาของวิเศษในดินแดนอันตรายอย่างหุบเขามังกรก่อนจะกลับออกไป แม้จะมีความคิดเสี่ยงโชคแต่จูซินเฉิงก็ยังเลือกแค่การค้นหาโดยรอบนอกของหุบเขามังกรเท่านั้น และเพราะเหตุนี้มันจึงได้ยินเสียงระเบิดดังจากการปะทะกันของบางสิ่งเข้า ด้วยความสงสัยจูซินเฉิงจึงได้เร่งฝีเท้ามาชมดู และเป็นสาเหตุให้มันได้พบกับเสวี่ยหมิงโดยบังเอิญ
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า แม้ข้าจะเหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามแต่นั้นก็เพียงพอให้ข้าลงมือสังหารสวะเช่นเจ้า"
เสวี่ยหมิงที่ยังคงส่ายร่างโงนเงนไปมา เร่งใช้พลังเพลิงในร่างรักษาอาการบาดเจ็บของแขนขวาอย่างต่อเนื่อง "ในเมื่อครั้งที่แล้วเจ้าพยายามจะสังหารข้าที่ถูกวางยายังไม่ได้ แล้วเจ้าคิดว่าครั้งนี้เจ้าจะทำได้อย่างนั้นรึ" เสวี่ยหมิงเอ่ยขึ้นพร้อมเร่งทะยานขึ้นสู่ยอดไม้
จูซินเฉิงยังจำภาพท่าร่างอันพิสดารของเสวี่ยหมิงที่บินหนีหลบรอดมันได้อย่างติดตา มันจึงไม่ลังเลมากความตามติดเสวี่ยหมิงไปด้วยความเร็วสูงสุด พร้อมแผ่พุ่งลมปราณมังกรเทวะเข้าสู่ด้ามหอกที่กำเอาไว้มั่น หอกแดงส่องแสงประกายเรืองรองออกมาราวกับรับรู้ความต้องการของผู้เป็นนาย
"อย่าคิดว่าครั้งนี้เจ้าจะหนีข้าไปได้อีก !!!" จูซินเฉิงตะโกนลั่นพร้อมเร่งความไวขึ้นไปอีก ทะยานร่างพวยพุ่งราวติดตามเสวี่ยหมิงจนเกิดเป็นเงาของมังกรทอง ก่อนจะเสือกแทงหอกแดงที่สะสมพลังไว้จนเต็มเปี่ยมตรงไปด้านหน้า ก่อเกิดลมปราณรูปลักษณ์ของมังกรสีทองอล่ามที่มีดวงตาสีแดงสดซึ่งก็คือหอกของจูซินเฉิง ที่ทำหน้าที่เป็นแกนของลมปราณทั้งหมด
...หอกมังกรถล่มสวรรค์ !!!
ท่าหอกมังกรถล่มสวรรค์เป็นกระบวนท่ารุนแรงที่สุดของจูซินเฉิง พลังของมันรุนแรงจนสามารถทำอันตรายผู้ฝึกตนลมปราณแรกธรรมชาติขั้นกลางให้สาหัสได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว แม้จะเป็นท่าจู่โจมที่มีทั้งความรวดเร็วและรุนแรง แต่ก็แลกมาด้วยปริมาณลมปราณที่ใช้ออกอย่างมหาศาลเช่นกัน
เมื่อท่าหอกมังกรถล่มสวรรค์ถูกส่งออกไปร่างของจูซินเฉิงเองก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ถูกแรงกระแทกสะท้อนของท่าโจมตี จนร่างของมันร่วงลงมาสู่พื้นดินยืนหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า ในจังหวะเดียวกันสายตาของจูซินเฉิงก็แสดงออกถึงความมั่นใจอันเต็มเปี่ยม จับจ้องไปยังร่างซึ่งกำลังทะยานออกไปกลางอากาศธาตุของเสวี่ยหมิง
เสวี่ยหมิงที่เท้าเพิ่งจะทะยานพ้นจากยอดไม้สู่อากาศเบื้องบนเพียงไม่กี่ก้าว พลันปรากฏลางร้ายเหงื่อเย็นเยียบไหลหลั่งออกมาที่กลางหลังอย่างไม่อาจระงับอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แม้ท่าหอกมังกรถล่มสวรรค์ของจูซินเฉิงจะรุนแรงน่ากลัวและสร้างความกดดันมหาศาลให้กับเสวี่ยหมิง แต่เสวี่ยหมิงกลับรู้สึกว่าการโจมตีอันสุดรั้งของจูซินเฉิงไม่ใช่ต้นตอของความรู้สึกอันตรายที่เสวี่ยหมิงสัมผัสได้ เพราะว่าสิ่งที่เสวี่ยหมิงรับรู้นั้นไม่ได้มาจากทางด้านหลัง แต่มันอยู่ที่ด้านหน้าของตัวเขาห่างออกไปหลายสิบลี้
ความกังวลใจที่กดดันจากทั้งสองฝั่งทำให้เสวี่ยหมิงไม่อาจมีสมาธิเต็มที่จำต้องตัดสินใจเลือกที่จะต้านรับ อันตรายซึ่งอยู่ใกล้เสียก่อน จึงฝืนเอี้ยวตัวออกด้านข้างจนทั้งร่างเฉียงออกพลิกหงายกลับหลัง จนหัวและเท้าเกือบอยู่ในแนวเดียวกัน สองแขนแกร่งไม่รั้งรอแผ่ออกด้วยม่านพลังบางเบาอ่อนหยุ่นนับสิบชั้นหมายชะลอความรุนแรงของท่าหอกที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ ก่อนจะเกร็งพลังทั่วทั้งร่างเตรียมพร้อมใช้ออกด้วยหมัดลมปราณทั้งที่สภาพไม่เอื้ออำนวยเสี่ยงต้านรับดูในด่านสุดท้าย...หมายว่าต่อให้บาดเจ็บยังไม่หนักหนา และหากหลบหนีได้ย่อมสามารถฟื้นคืน
ตูม !
ตูม !!
ตูม ตูม ตูม...!!! ม่านพลังที่คิดว่าจะช่วยชะลอความรุนแรงของหอกมังกรถล่มสวรรค์กลับกลายเป็นเพียงเศษกระดาษบางเบาที่ไร้ค่า ม่านพลังพลันแตกระเบิดออกในพริบตาเพียงแค่สัมผัสกับลมปราณมังกรที่ห่อหุ้มส่วนหัวมังกรเท่านั้น
ตูม !!!
ในที่สุดม่านพลังชั้นสุดท้ายก็แตกระเบิดออก ดวงตาสีแดงสดของเสวี่ยหมิงเบิกค้างจ้องมองดูทุกสิ่งเคลื่อนไหวด้วยหัวใจที่เต้นระทึก เพราะตอนนี้เขารู้แล้วว่าทักษะเทพมารครองร่างไม่เพียงมีข้อจำกัดเรื่องเวลาในการใช้ แต่มันยังมีระยะเวลาที่ต้องพักด้วย ทำให้ไม่สามารถใช้ออกอย่างต่อเนื่องได้หลังจากที่ร่างกายฟื้นจากการใช้ครั้งก่อนหน้า
...เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน
หมัดลมปราณพุ่งออกไปไวเท่าความคิด แต่เพราะข้าศึกแข็งกล้าจ่อประชิดบัลัลงก์ต่อให้เพิ่มคนอีกนับร้อยพันก็ยากจะแก้ไขสถานการณ์...หมัดลมปราณยังไม่ทันก่อรูปก่อร่างพลันถูกกระแทกจนแตกสลาย ปราณดุดันแหลมคมของหอกมังกรถล่มสวรรค์จ่อจี้เข้าถึงหน้าอกของเสวี่ยหมิงจนผิวหนังอันทรงพลังเริ่มเกิดร่องรอยปริแยกโลหิตสีแดงซึมออกมาจนเปรอะเปื้อนเสื้อ
กาซซซซซซซ !!!!!!!!!!!!!!!!
แต่ทุกสิ่งพลันหยุดนิ่งเมื่อเสียงคำรามก้องดังสั่นสะท้านปฐพีกระแทกพุ่งมาจากเบื้องหลังของเสวี่ยหมิง