ตอนที่ 33 ผู้เดินทางคนที่ห้า
หลังจากกลับมาจากหอคอยเด็กทั้งสี่ต่างแยกย้ายกันไปฝึกปรืออาวุธให้คล่องแคล่วเด็กชายหินหลังจากเข้ามาในห้อง กลับล้มตัวลงนอน เล่นมีดสั้นทั้งสามเล่มในมือในห้วงความคิดนึกถึงสิ่งที่ได้จากหอคอยศาสตราเทพ จนนึกย้อนไปถึงคำกล่าวของผู้เฒ่าชะตาลิขิตที่ว่าบันทึกจากโถงชะตาทั้งหกเล่มไม่อาจบอกผู้ใด ในตอนแรกยังไม่เข้าใจนักแต่ตอนนี้ทราบแล้วว่าจำนวนบันทึกจากโถงชะตาเกี่ยวเนื่องกับอาวุธจากหอคอยศาสตราเทพ การที่คนผู้หนึ่งได้รับบันทึกถึงหกเล่มและยังได้ศาสตราอีกถึงหกชิ้นหากเรื่องนี่แผ่ออกไปโลกเทวะคงได้สะเทือนชั่วข้ามคืนแน่นอน
เด็กชายหินเข้าไปในหอคอยศาสตราเทพ ทั้งยังได้ศาสตราวุธมาถึงหกชิ้นทั้งชิ้นสุดท้ายยังแปลกประหลาดอย่างมาก เพราะเป็นเพียงก้อนผลึกโปร่งใสก้อนหนึ่งแต่ด้วยก่อนหน้าเด็กชายได้ของมาแล้วห้าชิ้นแต่ทั้งห้าเป็นชุดเกราะห้าส่วนไม่มีอาวุธเลยแม้แต่ชิ้นเดียวจึงเฝ้าภาวนาให้เป็นอาวุธสักชิ้นในช่วงคิดนั้นเด็กชายหินได้นึกถึงนิยายจีนดังเรื่องหนึ่งที่ชื่นชอบมากดังนั้นผลึกโปร่งแสงก็แปลเปลี่ยนไปเป็นมีดสั้นขึ้นราวกับเข้าใจสำนึกของเด็กชาย
มีดบินกรีดฟ้า ....
มีดบินทั้งสามสามารถรวมเป็นหนึ่ง และแยกเป็นสามส่วนได้ซึ่งปกติแล้วเมื่อได้รับอาวุธจะได้เคล็ดความวิชาใช้อาวุธมาด้วยแต่เด็กชายหินกลับไม่มีสำนึกเคล็ดการใช้ของทั้งหกชิ้นเลยสักส่วนเปรียบได้ดั่งมีของดีแต่ไม่อาจใช้ ได้แต่งมหาในความมืดเหมือนคนตาบอดผู้หนึ่งในที่สุดคิดหาหนทางได้
“ผมรู้ ท่านปู่เทพอสูรตื่นนานแล้วผมมีเรื่องปวดหัวนิดหน่อยอยากให้ท่านปู่ช่อยเหลือนะครับ”เด็กชายขยับขึ้นมานั่งสมาธิบนเตียง ยกฝ่ามือซ้ายหันมามาทางหน้าของตน
“เงียบอย่างนี้แสดงว่า ยอมแพ้ผมแล้ว”เด็กชายยังไม่ยอมแพ้กล่าวกระตุ้นไปอีกคำ
“ผู้ใดแพ้ เจ้าเด็กหัวขน” ดวงตาที่ฝ่ามือซ้ายเปิดขึ้นเสียงเทพอสูรเกาจิ้งออกจะหงุดหงิดไม่น้อย “เจ้ามันขี้ขโมย วิชานิ้วทะลวงชีพของข้าเจ้ากลับเอาไปใช้พรำเพรื่อจนกลายเป็นวิชาห่วยให้คนหัวร่อเยาะเอาได้”
“ออ ที่แท้ท่านปู่เทพอสูร ไม่พอใจผม ที่ผมใช้วิชานั้นได้นั้นเอง”เด็กชายทำหน้าครุ่นคิด
“มันก็แค่วิชาง่ายๆ ไม่เห็นน่าตกใจตรงไหนแต่ที่เจ้าใช้มันยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เดี๋ยวผู้อื่นเห็นจะทำเทพอสูรเสียชื่อเอาเป็นเคล็ดวิชาแท้จริงเป็นอย่างนี้” กล่าวจบในห้วงความคิดของเด็กชายหินได้รับเคล็ดวิชานิ้วทะลวงชีพฉบับสมบูรณ์ซึ่งความจริงเทพอสูรเกาจิ้งในคราแรกที่เห็นเด็กชายหินใช้วิชานี้ครั้งแรกต้องบอกว่าแทบเอาหัวทุ่มกำแพงตายให้รู้แล้วรู้รอดไปควรรู้ว่าเทพอสูรเกาจิ้งเป็นหนึ่งในเทพบรรพกาลที่ทรงพลังอำนาจวิชาที่เทพอสูรคิดค้นขึ้นไม่มีวิชาห่วยๆอย่างแน่นอนวิชานิ้วทะลวงชีพนี้อย่างน้อยเป็นวิชาระดับเทพขั้นต่ำความยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจได้ในหนึ่งหรือสองวันยิ่งคิดใช้ออกยิ่งไม่ต้องหวัง แต่เด็กชายหินแค่เห็นครั้งเดียวก็สามารถใช้ออกได้หากเหล่าเทพบรรพกาลในอดีตได้รู้ละก็ เทพอสูรที่ยิ่งใหญ่ต้องถูกหัวร่อจนต้องแทรกแผ่นดินหนีเลยทีเดียว จึงได้แก้เขินเล็กๆด้วยการส่งมอบเคล็ดวิชาให้จบๆไป
“ฮี่ฮี่ฮี่...เช่นนี้เอง ผมก็นึกว่าต้องใช้พลังสะสมที่ปลายนิ้ว อย่างนี้เสียพลังน้อยกว่าแยะ”เด็กชายเพียงเห็นเคล็ดวิชาผ่านตา สำนึกรู้แจ้งได้ในแทบจะไม่เกิดสามนาทีด้วยซ้ำเทพอสูรยิ่งหมดคำจะกล่าวได้แต่เอ่ยเปลี่ยนเรื่องว่า
“เจ้ามันโชคดีเป็นบ้า เกราะเทพทั้งห้าชิ้นต่อให้ในยุคเทพบรรพกาลยังหาได้ยากแม้สักชิ้นเดียว เจ้ากลับเหมามาถึงห้าสวรรค์ช่างอยุติธรรมนัก”
“ท่านปู่ ท่านรู้จักเกราะเหล่านั้นหรือครับ แล้วผมต้องใช้ยังไง”เด็กชายหินตื่นเต้นอย่างมาก แม้จะมีรู้ว่าสิ่งของทั้งห้าพิเศษยังไงแต่อย่างน้อยหากมีเกราะคุ้มกายย่อมได้เปรียบ
“รู้จักสิ ข้าคือเทพอสูรเชี่ยวนะ” เสียงเทพอสูรกล่าวอย่างภูมิใจอย่างสุดๆ
“ความจริงพอเจ้ามีระดับพลังถึงก็สามารถใช้ได้เองสรุปก็คือเจ้ากระจอกเกินไปที่เกราะเทพจะปรากฏสำแดงได้ ห้าห้าห้า...” เสียงเทพอสูรดูจะยินดีในความโชคร้ายของเด็กชายหินจนแทบอดกลั้นไม่ให้หัวร่อยาวๆไหว
“แล้วเจ้ามีดบินนี่ ท่านปู่รู้จักหรือเปล่า” เด็กชายทำเป็นไม่สนทำหน้ามึนๆ ถามปัญหาต่อไปทันที
“ไม่รู้จัก ไม้เคยเห็น หรือได้ยินมาก่อน” หลังจากนิ่งไปนานเทพอสูรตอบ
“ฮี่ฮี่ฮี่ เทพอสูรก็โง่... ไม่ใช่ไม่ใช่ ก็มีเรื่องไม่รู้เหมือนกันสงสัยจะแก่เกินไปนะครับ” เด็กชายฉีกยิ้มกวนโอ๊ยให้อย่างสนุกสนาน
“เจ้าเด็กเปรต หากข้าไม่รู้ในโลกนี้ก็ไม่มีผู้ใดรู้จักอีกแล้ว นอกจากวัตถุสวรรค์ทั้งห้าที่ข้าเทพอสูรไม่เคยสัมผัสนอกนั้นเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดหลุดจากการรับรู้ของข้าไปได้”เทพอสูรเกาจิ้งถึงกับหัวลุกเป็นไฟที่ถูกเด็กน้อยดูแคลน
“ผู้ทราบแล้วครับ... แล้วได้วัตถุสวรรค์ทั้งห้าคืออะไรร้ายกาจมากเลยเหรอ”
“ใช่แล้ว กระบี่โลหิต ดาบทลายสวรรค์ โล่พิทักษ์เทพ เทพไร้สำเนียงศิลาสวรรค์วัตถุชั้นสูงสุดของยุคบรรพกาลที่กล่าวกันว่ามีพลังอำนาจเหนือเทพทั้งปวง”
“อืม...รู้จริงรู้ลึก แล้วมีดสั้นเล่มนี้ท่านปู่เทพอสูรไม่รู้จักจริง”เด็กชายหินยังถามกวนอารมณ์กลับไปอีกครั้ง
“ไม่รู้จักก็ไม่รู้จัก จะให้ข้ารู้จักได้งัยเล่ามันอาจถูกช่างฝีมือรุ่นใหม่ที่สร้างของดาษๆ ที่เข้ากับคนกระจอกๆอย่างเจ้าไงเล่า”เทพอสูรหงุดหงิดที่ถูกจี้ตรงจุดอ่อน ส่งเสียงอย่างเหลือจะทน “ไม่สนใจแล้วข้าไปนอนดีกว่า”
“อ้าวเดี๋ยวสิปู่...”
“ผู้ใดเป็นปู่เจ้าเด็กกระจอก”
“ก็ท่านปู่นั้นละ วิชาโล่สวรรค์ขั้นต่อไปผมอยากฝึกต่อครับ”เด็กชายเกาหัวยิ้มแหะแหะอย่างน่าเอ็นดู
“ตอนนี้ได้ไปก็ฝึกไม่ได้ พลังเจ้าต่ำเกิน” เสียงเทพอสูรตอบอย่างรำคาญ
หลังจากนั้นไม่ว่าเด็กชายจะแกล้งถามอย่างไรก็ไม่มีเสียงตอบมาอีกได้แต่เลิกราไป ในเมื่อไม่มีผู้ใดให้คำตอบเรื่องมีดสั้นทั้งสาม เด็กชายจึงต้องศึกษาเองต่อไปตลอดห้าวันที่เหลือ
ในที่สุดก็ถึงวันที่ต้องออกเดินทางเด็กพี่น้องทั้งสี่เดินไปที่ตำหนักเจ้าสำนักเพื่อรับภารกิจสำรวจครั้งแรกอย่างตื่นเต้นตลอดทางหงส์เยี่ยอวดธนูม่วงทองที่สามารถยิ่งได้ไกลถึงสามร้อยเมตรทั้งมีพลังทะลวงสูงมาก ผนวกกับวิชาเนตรพันลี้สามารถมองเห็นได้ไกลไม่ต่างกันกลายเป็นมือสังหารไกลที่ยากหาคู่ต่อกรได้ ขณะหนึ่งคนพยายามอวดโอ้สรรพคุณ อีกหนึ่งคนก็คือเด็กชายอ้วนลู่เฉียวบ่นกระปอดกระแปดอย่างหมั่นใส้จวบจนทั้งสี่มาถึงหน้าตำหนักการพูดคุยค่อยหยุดลง
ปึง...เสียงประตูเปิดเบาๆ เด็กทั้งสี่เดินเข้าไปแต่เมื่อเห็นที่โต๊ะเจ้าสำนักซึ่งเจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดนั่งอยู่เพียงแต่ไม่ได้อยู่ผู้เดียว ภายในห้องมีเด็กชายวัยเก้าปีผู้หนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้วทั้งสี่ต่างมีปฏิกิริยาต่างกันไปเด็กชายหินจดจำได้ว่าเป็นเด็กชายที่มีรังสีอำมหิตกระหายเลือดที่หน้าหวาดหวั่นเมื่อครั้งกำลังจะเข้าห้องศิลาดำที่ยี่สิบเอ็ดดวงตาหรี่ลงอย่างตึงเครียดเด็กหญิงหงส์เยี่ยยิ้มเล็กน้อยยกมือขึ้นทักทายราวกับรู้จักกันมาก่อนเด็กอ้วนลู่เฉียวก้าวถอยหลังครึ่งก้าวอย่างเกรงกลัวเด็กชายผอมลู่ชางเรียกสนับมืออสูรมายาออกมา เตรียมพร้อมลงมือได้ทุกเมื่อ
“พวกเจ้ามาแล้ว” เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดลืมตาขึ้นกล่าว“ฉีเทียนเจ้าอาจยังไม่รู้จัก นี่คือหลี่ถังซานเป็นศิษย์รุ่นพี่ของเจ้าและจะเป็นหัวหน้าทีมสำรวจแท่นบูชาครั้งนี้”
“.....” เด็กๆไม่มีผู้ใดเอ่ยคำใดยกเว้น...
“ศิษย์พี่หลี่ ครั้งก่อนท่านบอกจะสอนเท้านภาให้ ครั้งนี้ห้ามกลับคำนะ”หงส์เยี่ยเป็นคนเดียวที่คุ้นเคยกับหลี่ถังซานมากที่สุดส่งเสียงขึ้นหลี่ถังซานเองปกติเย็นชาแต่เมื่อเด็กหญิงพูดด้วยใบหน้าน้ำแข็งก็ละลายเป็นอ่อนโยนลงหนึ่งในร้อยส่วนตั้งหนึ่งในร้อยส่วน(เน้น) ก่อนจะหยักหน้ารับคำก่อนกลับมาเป็นหน้าเย็นชาดั่งเดิม
“นี่คือตราภารกิจ...”เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดราวกับไม่เห็นว่าเด็กชายทั้งสี่ดูจะไม่ค่อยจะชอบหน้ากันเท่าไหร่ยื่นส่งแผ่นโลหะทรงกลมสีเทาออกมา ซึ่งตราวงกลมนี้คือตราภารกิจที่ผู้นำการสำรวจจะใช้เก็บข้อมูลตลอดการเดินทางลงไปทุกขั้นตอนเมื่อนำกลับมาพร้อมข้อมูลจะเป็นวัตถุใช้แลกรางวัลอีกด้วย
“ครับเจ้าสำนัก” เด็กชายหลี่ถังซานรับคำก่อนเก็บตราภารกิจแล้วเดินออกไปทันทีแต่ขณะเดินผ่านเด็กชายทั้งสามเอ่ยเสียงเย็นชาว่า
“ผู้ใดเป็นตัวถ่วง ข้าจะเตะส่งพวกเจ้ากลับเมืองทันที”
“แน่นอน หากหัวหน้าเป็นตัวถ่วง ข้าส่งหัวหน้ากลับเอง” เด็กชายหินกับพี่น้องทั้งสองส่งเสียงหึคำหนึ่งก่อนรีบเดินตามหงส์เยี่ยที่ตามหลี่ถังซานไปก่อนแล้ว
“พวกเจ้าอย่าหาเรื่องศิษย์พี่หลี่ดีกว่าศิษย์พี่หลี่ไม่ใช่คนจากโลกใบเล็ก มีพลังฝีมือระดับกำเนิดพลังขั้นสี่เกือบจะขั้นห้าทั้งยังเป็นคนของเผ่าอสูรโบราณด้วยนะ”หงส์เยี่ยรีบลดความเร็วเดินเคียงคู่กับพี่น้องกล่าวบอก
“เผ่าอสูร!...” เด็กชายอ้วนเสียงดังขึ้นทันทีควรรู้ว่าเผ่าอสูรมีร่างกายที่แข็งแกร่งแต่กำเนิดยิ่งหากกระตุ้นพลังสายเลือดจนตื่นขึ้นมา พลังฝึกปรือจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเดิมเกือบเท่าตัวพลังชีวิตก็ยิ่งสูงกว่าเผ่ามนุษย์มากนักยิ่งเป็นเชื่อสายโบราณยิ่งร้ายกาจไปกันใหญ่
เด็กชายทั้งสามได้แต่มองหน้ากันอย่างอับจนปัญญาต่อให้ทั้งสามร่วมมือกันก็อาจไม่ใช่คู่มือของหลี่ถังซาน
เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดมองส่งจนเด็กทั้งห้าไปถึงหน้าประตูใหญ่ของสำนักรอยยิ้มที่ยากพบเห็นปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ดูท่าการเดินทางคงสนุกกว่าที่คิดไว้”
...............