ขุนปราบสวาทกาม 18+

    ตอนที่ 88 | มีเพียงแค่วิธีเดียว

    ขุนปราบกามสวาท

    ตอนที่ 88 | มีเพียงแค่วิธีเดียว

            

            เจ้าของเสียงอันนุ่มทุ้มนั้นเป็นชายชราคนหนึ่ง ใบหน้าอันเหี่ยวย่น ผิวหนังอันเหี่ยวแห้ง และเส้นผมที่กลายเป็นสีขาวทั้งหัว มันบ่งบอกถึงอายุของเขาได้เป็นอย่างดี ว่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้ชีวิตมายาวนานแล้วแน่ๆ แต่พอมองดูดีชายคนนั้นก็หน้าตาคลับคล้ายคลับคลากับใครบางคนที่ทัพรู้จัก เพียงแต่ว่าชายที่ทัพนึกถึงนั้นไม่น่าอยู่ในภาพลักษณ์นี้ได้

            "ใช่แล้วทัพ ข้าคืออาจารย์ของเจ้าเอง" ยังไม่ทันที่ทัพจะได้ถามสิ่งที่สงสัยออกไป ชายคนนั้นก็ตอบคำตอบของคำถามที่อยู่ในใจเขาออกมาเสียก่อน ซึ่งมันก็ทำให้ทัพสงสัยขึ้นไปกันใหญ่ว่าเหตุใดพระอาจารย์ของเขาถึงมาอยู่ที่นี่ หนำซ้ำยังอยู่ในรูปลักษณ์นี้อีก

            "เหตุใดพระอาจารย์ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แล้วยังอยู่ในภาพลักษณ์นี้อีก" สิ้นเสียงพูดของทัพพระอาจารย์ก็เดินตรงไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา แล้วเอานิ้วจิ้มไปที่กลางหน้าผากเขาเบาๆ

            "ก็เพราะข้าคืออาจารย์ของเจ้ายังไงเล่า" ก่อนที่จะถูกทีเล่นทีจริงออกมา จากนั้นเขาก็มองไปยังต้นครองพิภพที่เหลือเพียงแค่ตอกับลำต้นที่ถูกโค่นลงมา "เดิมทีข้าไม่ใช่มนุษย์หรอก ไม่สิข้าไม่ใช่มนุษย์เลยด้วยซ้ำ ข้าเป็นสัตว์วิเศษที่ถือกำเนิดขึ้นมาในพิภพหิมพานต์ เพียงแต่ข้าเป็นสัตว์วิเศษที่ศรัทธาในพระไตรปิฎกเท่านั้น ข้าเลยออกจากที่นี่แล้วไปใช้ชีวิตเยี่ยงนักพรต" แล้วตอบทัพด้วยน้ำเสียงอันจริงจัง

            "ท่านอาจารย์ ทำไมถึงไม่รอข้าเลยล่ะ" ในตอนที่พระอาจารย์พูดจบเสียงของธาราก็ดังขึ้นมา ก่อนที่นางและพะพายจะตกลงมาจากท้องฟ้า "หรือว่าท่านกับท่านทัพรู้จักกันอยู่แล้ว" นางที่เห็นว่าอาจารย์ของตัวเองกับทัพกำลังคุยกันอย่างสนิทสนมก็ถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

            "เจ้านี่ยังแก่นแก้วเหมือนเคยเลยนะธารา" พระอาจารย์หันไปพูดกับศิษย์ของตน ก่อนที่จะเดินตรงไปยังต้นครองพิภพที่โค่นลงมา จากนั้นเขาก็ขยับฝ่ามือไปสัมผัสที่ลำต้นที่ล้มลงมานั้นอย่างเบามือ

            "ต้นครองพิภพนั้นได้สูญสิ้นลงแล้ว"

            "......." ทุกคนที่ได้ฟังแบบนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมากันเลย

            เปรี้ยง!!!!!! จากนั้นความเงียบสงัดนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงฟ้าลั่น และเสียงอึกทึกครึกโครมของชั้นบรรยากาศสั่นไหว ทั่วทั้งพิภพกำลังล่มสลาย ชั้นบรรยากาศแตกออกจนเกิดประตูมิติขึ้น แผ่นดินสั่นไหวไปทั่วทั้งพิภพ บางจุดก็เกิดอัสนีร่วงหล่นมาจากท้องฟ้าราวกับฝน

            "พิภพหิมพานต์กำลังเข้าสู่การล่มสลายแล้ว" พระอาจารย์หันกลับมาพูดกับทุกคนอีกครั้ง จากนั้นเขาก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าทัพ "แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่มีทางแก้ เพราะเรายังมีเมล็ดพันธุ์สุดท้ายของต้นครองพิภพอยู่"

            พิภพหิมพานต์นั้นถือกำเนิดขึ้นจากต้นไม้เล็กๆ เพียงต้นหนึ่ง ต้นไม้ต้นนั้นได้แปรเปลี่ยนทั้งสารอาหาร ทั้งแสงแดด และสายฝนเป็นพลังงานเวทมนตร์ และได้แผ่ขยายพลังเวทย์นั้นออกไป จนเกิดเป็นอีกหนึ่งพิภพที่ทับซ้อนกับพิภพมนุษย์ขึ้นมา เมื่อเวลาได้ผ่านไปหลายร้อยปี จากพิภพที่มีเพียงความว่างเปล่ากับต้นไม้ต้นนั้น ก็เริ่มมีสิ่งมีชีวิตอื่นขึ้นมา ต้นไม้ต้นนั้นเองก็เติบโตจนมีลำต้นที่ใหญ่ขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไปอีกนับแสนปี ก็ได้เกิดอารยธรรมและพิภพหิมพานต์ขึ้นมา สัตว์วิเศษที่ถือกำเนิดมาเพราะต้นไม้ต้นนั้น จึงได้เรียกต้นไม้ต้นนั้นว่าต้นครองพิภพ และต้นครองพิภพก็คอยสร้างพลังเวทย์อันบริสุทธิ์หล่อเลี้ยงพิภพนี้เรื่อยมา

            "เมล็ดพันธุ์สุดท้าย พระอาจารย์หมายความว่ายังไงขอรับ" ทัพที่ได้ฟังแบบนั้นก็ถามชายชราตรงหน้าด้วยความสงสัยทันที เพราะเขาไม่เข้าใจเลยว่าเมล็ดพันธ์ุสุดท้ายที่ว่านั่นมันคืออะไร

            "อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์สุดท้ายซะทีเดียวหรอก แต่เป็นเมล็ดพันธุ์เม็ดเดียวที่เคยตกมาต้นครองพิภพเลยต่างหาก" พระอาจารย์พูดเสริมอีกครั้ง จากนั้นเขาก็ขยับมือขึ้นไปชี้ที่กลางหน้าอกของทัพ "ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่เม็ดเดียวนั้น มันก็อยู่ที่เจ้า" แล้วพูดขึ้นมาอีกครั้ง

            "......." ทัพที่ได้ฟังแบบนั้นก็ยิ่งสับสนเข้าไปอีก ว่าเหตุใดเมล็ดพันธุ์ที่ว่านั่นถึงมาอยู่ที่เขา

            "พญาเหล็กไหลที่เจ้าครอบครองอยู่นั้นมันถือกำเนิดขึ้นมาจากพิภพหิมพานต์ และพญาเหล็กไหลนั่นก็คือเมล็ดพันธุ์ของต้นครองพิภพ" พระอาจารย์พูดเสริมอีกครั้ง

            "ท่านอาจารย์ว่ายังไงนะขอรับ" คำตอบของเขามันทำเอาทัพแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลย ว่าพญาเหล็กไหลจะกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ของต้นครองพิภพไปได้

            "ถ้าข้ารู้ว่าเรื่องราวมันจะจบลงเช่นนี้ ข้าคงไม่มอบมันให้แก่เจ้า" พระอาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด พลางลูบปลายคางตัวเองไปด้วย "ข้าเพียงแค่อยากให้เจ้าปกป้องมันไว้เท่านั้น ไม่คิดเลยว่าตัวข้าจะเป็นผู้ผูกชะตากรรมเสียเอง"

            "ท่านอาจารย์หมายความว่ายังไงกันแน่ขอรับ"

            "เมล็ดต้นครองพิภพที่อยู่ในร่างเจ้านั้นมันได้หยั่งรากลงไปยังวิญญาณของเจ้าแล้ว หากมันยังอยู่กับเจ้าต่อก็จะไม่เป็นอะไร แต่หากจะเอามันออกมาปลูกใหม่นั้น มันจะดึงเอาวิญญาณเจ้าออกด้วย"

            "ไม่ได้นะ หากพี่ทัพต้องตาย......." บุษบาที่ได้ฟังแบบนั้นก็พูดแทรกขึ้นมาทันที แต่ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบทัพก็ขยับมือมาคว้าแขนนางเอาไว้เสียก่อน เขานั้นพอจะเดาแต่แรกแล้วว่าท่าทางอันน่าอึดอัดใจของพระอาจารย์หมายถึงอะไร

            "ถ้านั่นเป็นทางเดียวข้าก็จะ....."

            "ไม่ได้นะพี่ทัพ น้องไม่ยอม ไม่ยอมเด็ดขาด"

            "น้องก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน"

            "น้องก็ด้วย"

            ยังไม่ทันที่ทัพจะพูดจบ บุษบาก็พูดแทรกขึ้นมาทันที ตามด้วยเสียงของคำแก้วและนารีที่ดังขึ้นมา และก็ดูเหมือนว่าสองสาวผู้ครองนครอย่างพะพายกับธาราเองก็จะไม่ยอมเหมือนกัน สำหรับบุษบาแล้วนางยอมให้พิภพนี้ล่มสลายเสียดีกว่าที่จะต้องเสียทัพไป ถึงมันจะเป็นความคิดที่โหดร้ายแค่ไหนก็ตาม แต่ทัพนั้นมีค่าสำหรับนางมากกว่าสิ่งอื่นใด

            "หากพิภพนี้ล่มสลายจะมีสิ่งมีชีวิตนับล้านที่ต้องตาย และจากประตูมิติที่เปิดขึ้นเอง พี่มั่นใจว่าพิภพมนุษย์เองก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย หากเป็นเช่นนั้นทั้งสองพิภพอาจจะต้องสูบสลายไปพร้อมๆ กันเลยก็ได้ นั่นหมายความว่าจะไม่มีที่ไหนปลอดภัยอีกแล้ว ถ้าการเสียสละของพี่มันช่วยผู้คนนับล้านได้ และยังทำให้สถานที่ปลอดภัยของพวกเจ้ายังคงอยู่ พี่ก็ว่ามันคุ้มที่จะเสียสละ" ทัพตอบบุษบาพลางมองหน้าหญิงสาวที่เป็นห่วงตัวเขาไปด้วย

            "...." บุษบาที่ได้ฟังแบบนั้น น้ำตาก็เอ่อล้นมาจากดวงตาคู่สวยทันที "ไม่นะพี่ทัพ ถ้าไม่มีพี่น้องจะอยู่เยี่ยงไร มันต้องมีวิธีอื่นสิ วิธีที่พี่ไม่ต้องเสียสละเยี่ยงนี้" นางที่ได้ฟังแบบนั้นก็ปล่อยโฮออกมาทันที พลางเขาไปสวมกอดชายตรงหน้าไว้แน่น เพราะไม่อยากเสียเขาไป

            หมับ!!!! ทัพนั้นเข้าใจนางเป็นอย่างดี แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว "โลกที่ไม่มีน้องมันก็ไม่มีความหมายสำหรับพี่เหมือนกัน ใช้ชีวิตที่เหลือเผื่อพี่ด้วยนะ น้องอาจจะรู้อยู่แล้วแต่พี่ก็อยากจะบอกอีกครั้ง ว่าพี่รักน้องจนหมดทั้งหัวใจ" พลั่ก!!!! พอพูดจบทัพก็ผลักร่างบางของบุษบาที่กอดตัวเองอยู่ไปหาคำแก้วและนารีที่อยู่ด้านหลัง จากนั้นเขาก็ร่ายเวทย์สร้างบาเรียขึ้นมาครอบต้นครองพิภพเอาไว้ ทำให้ด้านในบาเรียนั้นมีเพียงแค่ตัวเขากับพระอาจารย์เท่านั้น

            "เจ้าทั้งสองก็ด้วย คำแก้ว นารี พี่เองก็รักเจ้าทั้งสองเหมือนกัน" พอพูดจบทัพก็หันหลังให้พวกนางทันที

            "ไม่นะ ไม่นะ พี่ทัพ!!! ไม่นะ!!!!" บุษบาที่เห็นว่าทัพเดินไปแล้วก็ตะโกนเรียกเขาสุดเสียง พร้อมกับวิ่งตรงเข้าไปหาบาเรียนั้น แล้วใช้พลังที่มีทั้งหมดพยายามพังมัน แต่นางกลับทำอะไรไม่ได้เลย

            "พี่ทัพ กลับมาเถอะ น้องขอร้อง" คำแก้วและนารีเองก็พยายามวิ่งฝ่าบาเรียนั่นเข้าไปไม่ต่างอะไรกับบุษบา แต่สุดท้ายนางทั้งคู่ก็ไม่อาจทำอะไรได้เหมือนกัน

            "........" ส่วนพะพาย ธารา และอาเนียก็ได้แต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ ซึ่งภายในใจของธาราและพะพายก็รู้สึกสับสนไม่ใช่น้อย เพราะถึงจะเป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์สั้นๆ แต่ลึกๆ ในใจของพวกนางก็เริ่มมีหน้าชายคนนี้ปรากฏขึ้นมาแล้ว

            "เจ้าตัดสินใจดีแล้วใช่ไหมทัพ" พระอาจารย์ถามย้ำความแน่วแน่ของทัพอีกครั้ง

            "ข้าตัดสินใจดีแล้วขอรับ" ทัพตอบกลับไปอย่างแน่วแน่ ถ้าการเสียสละของเขามันช่วยชีวิตคนที่รักได้ ก็ไม่ต้องคิดอะไรให้ฟุ้งซ่านอีกแล้ว

            "ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มกันเลย" พระอาจารย์ที่ได้ฟังคำตอบอันแน่วแน่อย่างนั้นของทัพ ก็เริ่มร่ายเวทมนตร์ทันที


    โปรดติดตามตอนต่อไป