บทที่ 10ฟาร์มฟักทอง
“ทำไมเราต้องไปที่ฟาร์มฟักทองใน่เวลานี้ด้วยล่ะครับ?”
เฮรัคเอ่ยถามขณะที่ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านผิวแก้มรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่เริ่มก่อตัวฤดูเก็บเกี่ยวเพิ่งจะสิ้นสุดลงไปไม่นานพืชผลในฟาร์มถูกลำเลียงเข้าคลังจนแทบไม่เหลืออะไรแล้วสถานที่แห่งนั้นในยามนี้จึงไม่มีค่าพอที่ใครจะคิดมาก่อเื่และไม่มีความจำเป็ใดๆ ที่ต้องส่งกำลังไปประจำการ
เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจและแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนของเอมิลเฮรัคก็เข้าใจเจตนาที่แท้จริงในทันที
“เอาเถอะครับ... ข้าจะไปกับท่านแต่ท่านคิดดีแล้วจริงๆ หรือ?”
ภาพเหตุการณ์ที่ลานฝึกในวันนั้นยังคงติดตาทั้งเอมิลและคุณหนูเมลิสซาต่างก็มีใจให้กันอย่างลึกซึ้งการตัดสินใจมุ่งหน้าสู่ฟาร์มฟักทองที่ห่างไกลในครั้งนี้คงเป็หนทางเดียวที่เอมิลเลือกใช้เพื่อหลบหน้า และพักรักษาใจจนกว่าพิธีแต่งงานของคุณหนูจะเสร็จสิ้นลง
เอมิลไม่ได้ตอบคำถามนั้นเขาเพียงยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กหนุ่มเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“เื่บางเื่...เด็กอย่างเ้ายังไม่จำเป็ต้องรู้หรอก”
เฮรัคััได้ถึงความรีบร้อนในท่าทางของเอมิลเขาจึงไม่ซักไซ้ต่อ รีบจัดแจงเก็บข้าวของที่จำเป็และออกเดินทางตามไปทันที
ที่ประตูปราสาทม้าสองตัวยืนรออยู่พร้อมสัมภาระพะรุงพะรังซึ่งส่วนใหญ่เป็เสบียงสำหรับประทังชีวิตใน่ฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงเมื่อมองดูใบหน้าของเอมิลที่ดูซีดเซียวและขอบตาที่คล้ำลงเฮรัคก็พอจะเดาออกว่าอัศวินหนุ่มผู้นี้คงไม่ได้ข่มตาหลับเลยตลอดทั้งคืน
“เอมิล!”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังมาจากที่ไกลๆเฮรัคหันกลับไปมองเห็นร่างอรชรของคุณหนูเมลิสซากำลังวิ่งตรงมาทางพวกเขาด้วยใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา
“ไปกันเถอะ!”
เอมิลกัดฟันสั่งการอย่างเด็ดขาดเขาะโขึ้นม้าแล้วควบตะบึงออกไปโดยไม่เหลียวหลัง
เฮรัคไม่อยากเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งของชนชั้นสูงเขาจึงรีบขึ้นม้าและควบตามเอมิลไปในทันที ขณะที่ม้ากำลังข้ามลำธารตื้นๆ
เฮรัคอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองอีกครั้งเขาเห็นเมลิสซาทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่หน้าประตูปราสาทที่เยือกเย็นร่างของนางสั่นสะท้านจากการร้องไห้อย่างหมดแรง เป็ภาพที่ชวนให้รู้สึกสลดใจยิ่งนัก
ผืนป่าในฤดูใบไม้ร่วงเปลี่ยนโฉมไปราวกับภาพวาดสีส้มแดงแต้มแต่งไปทั่วเนินเขา ผืนป่าซ้อนชั้นถูกย้อมด้วยสีสันจัดจ้านก่อนจะผลัดใบใบไม้แห้งร่วงหล่นปกคลุมเส้นทางจนหนาเตอะ ส่งเสียงกรอบแกรบยามกีบม้าย่ำผ่าน
เอมิลยังคงจมอยู่ในภวังค์ความทุกข์ตลอดการเดินทางเขาเงียบงันจนบรรยากาศรอบตัวดูหนักอึ้ง
เฮรัคเองก็ไม่คิดจะรบกวนเขาปล่อยให้ความเงียบทำงานของมันไป แม้ร่างนี้จะยังเป็เพียงเด็กหนุ่มแต่จิติญญาข้างในที่ผ่านโลกมาถึงสองชีวิตทำให้เขามีประสบการณ์มากกว่าเอมิลเสียอีก
เขาเข้าใจดีว่าแผลใจบางอย่าง... มีเพียงเวลา เท่านั้นที่จะเยียวยาได้
ระหว่างทาง ทั้งคู่ผ่านถ้ำหินแห่งหนึ่งเอมิลสั่งหยุดพักชั่วครู่ เขาเทไวน์ลงในถ้วยสองใบแล้วรินมันลงสู่พื้นดินทำความเคารพตามธรรมเนียมอัศวินเพื่อไว้อาลัยแด่สหายที่จากไปก่อนจะมุ่งหน้าต่ออย่างเงียบเชียบ
เจ็ดวันต่อมา
ทั้งสองก็มาถึงจุดหมายฟาร์มฟักทองตั้งอยู่เชิงเทือกเขาหยก อันยิ่งใหญ่ เมื่อควบม้าพ้นจากแนวป่าทึบทุ่งราบกว้างสุดลูกหูลูกตาก็ปรากฏสู่สายตาบนที่ราบนั้นเต็มไปด้วยแปลงนาที่เคยปลูกข้าวสาลีและฟักทองแต่บัดนี้เหลือเพียงตอซังสีน้ำตาลแห้งเหี่ยว
ใจกลางฟาร์มมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยกำแพงหินหนาทึบดูแข็งแกร่งราวกับป้อมปราการขนาดย่อม
“สร้างเอาไว้ป้องกันสัตว์ป่าและเผื่อรับมือการจู่โจมจากพวกโจรน่ะ”
เอมิลอธิบายสั้นๆก่อนจะเดินไปเคาะประตูเหล็กหนักอึ้ง
ครู่ใหญ่ต่อมามีเสียงฝีเท้าแ่เบาดังแว่วมาจากด้านใน ตามด้วยเสียงแหบพร่าที่สั่นเครือ
“ใครกัน?”
“เอมิล หัวหน้าหน่วยยามปราสาทมารายงานตัวตามคำสั่ง!”
ดูเหมือนคนข้างในจะหูตึงเอมิลต้องะโซ้ำอีกครั้งด้วยเสียงอันดัง ประตูเหล็กจึงค่อยๆเปิดออกอย่างเชื่องช้าพร้อมเสียงเสียดสีดัง เอี๊ยด... ที่บาดแก้วหู
ชายชราร่างผอมบางสวมเสื้อผ้าฝ้ายหนาเตอะปรากฏตัวขึ้นผิวหน้าของเขาแห้งกร้านและแตกเป็ร่องราวกับเปลือกไม้ดวงตาขุ่นมัวจนน่าสงสัยว่าเขายังมองเห็นสิ่งใดอยู่หรือไม่
“ท่านคือมัสซิโมใช่หรือไม่? นี่คือตราประจำตำแหน่งของข้า”
มัสซิโมรับตรานั้นไปคลำดูเบาๆ โดยไม่มองก่อนจะส่งคืนให้แล้วพยักหน้า
“เข้ามาเถอะ”
“เขาเป็ผู้ดูแลฟาร์มเพียงคนเดียวที่นี่อยู่มาสี่สิบปีแล้วล่ะ”
เอมิลกระซิบบอกเฮรัค
“สี่สิบปีเลยหรือ...”
เฮรัคมองตามแผ่นหลังที่เดินโซเซของชายชราด้วยความทึ่ง
“จำไว้นะไอ้หนู...”
มัสซิโมเอ่ยขึ้นขณะเดินนำ
“กลางคืนห้ามออกจากห้องเด็ดขาดไม่ว่าเ้าจะได้ยินเสียงอะไรข้างนอกนั่น อย่าเปิดประตูออกมาเด็ดขาด ูเานี้มีปีศาจ สิงสู่อยู่ ฤดูหนาวปีก่อนๆ เคยมียามมาประจำการที่นี่... แต่พอเช้ามาพวกเขาก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย”
“ปีศาจ? มีของแบบนั้นจริงๆหรือครับ?”
เฮรัคถามด้วยความสงสัย พลางส่งสัญญาณให้ เชนหลานชิปพันธุกรรม เตรียมพร้อมตรวจสอบความผิดปกติ
มัสซิโมไม่ได้ตอบทำเพียงเดินนำต่อไปเงียบๆ เอมิลจึงหันมาบอกแทน
“ในอดีตมียามหายตัวไปจริงๆ นั่นแหละหลังจากนั้นท่านบารอนเลยไม่ส่งใครมาที่นี่อีกใน่ฤดูหนาว”
“ถ้ามันอันตรายขนาดนั้นแล้วเรามาทำไมกันล่ะครับ?”
เฮรัคทำหน้ามุ่ยพลางคิดว่าตัวเองถูกหลอกมาติดกับเสียแล้ว
เอมิลหัวเราะร่าซึ่งเป็เสียงหัวเราะแรกในรอบหลายวัน
“ฮ่าๆเื่ปีศาจมันก็แค่ข่าวลือชาวบ้านน่ะ ฤดูหนาวสัตว์ป่ามักจะหิวโซจนดุร้ายคนธรรมดาเลยมักจะเคราะห์ร้าย แต่ระดับข้ากับเ้า...จะไปกลัวสัตว์ป่าพวกนั้นทำไมกัน?”
เฮรัคครุ่นคิดในใจหากเป็แค่หมาป่าหรือหมีเขาย่อมไม่หวั่น แต่ถ้ามีสิ่ง ผิดธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง พลังการคำนวณของ ชิปพันธุกรรม คงต้องทำงานหนักกว่าเดิม
ภายในฟาร์มมีอาคารไม้และหินมากกว่าสิบหลังเอมิลและเฮรัคตกลงที่จะพักในอาคารใหญ่สามชั้นใจกลางพื้นที่หลังจากทำความสะอาดรื้อฝุ่นออกจนพออยู่ได้ เอมิลก็เปิดแผ่นไม้ที่พื้นห้องใต้ดินเพื่อตรวจสอบ
เขาหย่อนตะเกียงน้ำมันลงไปเมื่อเห็นว่าไฟยังลุกสว่างดีจึงะโลงไปด้านล่างภายในนั้นเต็มไปด้วยถุงแป้งและถังไม้ใบใหญ่จำนวนมาก
เอมิลดมกลิ่นจากถังไม้ใบหนึ่งแล้วยิ้มกว้าง
“ไวน์ทั้งนั้นเลย!”
ทั้งสองช่วยกันยกถังขึ้นมา้ารินไวน์สีแดงเข้มที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้องลงในถ้วย
“ชนแก้ว!”
ไวน์รสเลิศช่วยคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางได้เป็อย่างดีด้วยร่างกายระดับอัศวิน แอลกอฮอล์เพียงเท่านี้แทบไม่ส่งผลต่อสติสัมปชัญญะ
เฮรัคตัดสินใจถามเื่ที่ค้างคาใจ
“ท่านไม่กังวลจริงๆ หรือครับ? ที่หนีมาซ่อนตัวอยู่แบบนี้... ภายหลังท่านจะไม่เสียใจหรือ?”
เอมิลยิ้มอย่างขมขื่น สายตาเหม่อลอย
“ตอนนี้ข้าก็เสียใจ... เสียใจมากด้วยแต่เฮรัคเ้ารู้ไหมว่า บางสิ่งมันสำคัญกว่าความรู้สึกส่วนตัวของเรานัก”
เขาจิบไวน์อึกใหญ่
“พันธมิตรที่ท่านบารอนพยายามสร้างขึ้นในครั้งนี้คือการปกป้องดูร์วัลเลย์ทั้งดินแดน ถ้าข้าทำลายมันเพียงเพราะความรักที่เห็นแก่ตัวดินแดนนี้จะเดือดร้อน รวมถึงท่านบารอนด้วย”
เฮรัคขมวดคิ้ว
“ปกป้องดินแดนหรือครับ?ลำพังพวกชาวเบฮัดไม่น่าจะมีปัญญาทำอะไรเราได้ขนาดนั้นนี่นา”
เอมิลมองหน้าเฮรัคด้วยสายตาจริงจัง
“เ้ารู้ไหมว่าทำไมดูร์วัลเลย์ถึงสงบสุขมาได้นานขนาดนี้?ไม่ใช่เพราะยามสามร้อยคนนั่นหรอก แต่เป็เพราะท่านบารอนบัคคือ อัศวินชั้นสูงและในราชอาณาจักรนอร์ตันนี้มีคนระดับท่านอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นพลังระดับนั้นคือเกราะคุ้มกันที่ทำให้ไม่มีใครกล้ารุกราน เพราะอัศวินชั้นสูงเพียงคนเดียวก็สามารถกวาดล้างทั้งตระกูลศัตรูให้ย่อยยับได้ในคืนเดียว”
เอมิลเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง
“แต่พลังนั้นไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า...หากวันใดท่านบารอนสิ้นใจลงโดยไม่มีทายาทที่แข็งแกร่งพอดูร์วัลเลย์จะกลายเป็เพียงชิ้นเนื้อหอมหวานที่หมาป่ารอบทิศพร้อมจะรุมฉีกแบ่งในทันที”
เฮรัคฟังแล้วรู้สึกถึงลางร้ายที่เริ่มคืบคลานเข้ามาความสงบสุขที่เขาเห็นมาตลอด... แท้จริงแล้วกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ชื่อว่าอายุขัย ของชายเพียงคนเดียว