STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)

    ภาคที่ 5 Elforia ตอนที่ 9 จงเรียน

    "โถ่...ตามให้ทันสิเดมิ"

    "หา? พวกแกมันคุ้นเส้นทางนี่หว่าลองไปวิ่งเล่นในเมืองของฉันสักหน่อยไหม" เอลฟ์สาวผู้เต็มไปด้วยความทะนงตนตวาดกลับทันควัน

    "ฮ่า ๆ ๆ ที่นี่เคยเป็นเมืองของพวกเธอไม่ใช่หรือไง? แค่เปลี่ยนไปนิดหน่อยเอง" เซนหัวเราะลั่นตั้งใจกวนประสาทเมื่อได้เห็นท่าทางของเดมิ

    "ใจเย็น ๆ น่าเดมิ พวกเราก็แค่เร่งฝีเท้าตามให้ทันก็พอ" 

    "..." ขณะเดียวกันก็มีเพียงมาร์โกต์เอลฟ์สาวเงียบขรึมทำตามที่สั่งโดยไม่คัดค้านต่างกับเดมิและปาคทีส

    "ในเมื่อพูดแบบนั้นฉันก็จะเร่งความเร็วด้วยเช่นกัน เดี๋ยวจะโชว์ให้ดูว่าพวกเราลาดตระเวนกันยังไง" พูดไม่ทันจบเซนและคานะก็วิ่งออกไปเสียแล้ว

    "ไปกันเถอะ" เหล่าเอลฟ์ฝึกหัดเร่งฝีเท้าตามหลังพวกเซนไม่ห่างแต่ก็ต้องตกใจเมื่อพวกเขาปีนป่ายไปบนต้นไม้กิ่งไม้ข้ามผ่านสิ่งกีดขวางได้อย่างราบรื่นผิดกับเอลฟ์มือใหม่เหล่านี้

     "เวรเอ๊ย ! พวกเขาจะไปถึงไหนเนี่ย" คิ้วที่ขมวดแทบจะชนกันของเดมิไม่ต้องพูดถึงแววตาที่จ้องหลังพวกเซนอย่างกับจะฉีกแขนขาขาให้ได้

    "กะอีแค่ลาดตระเวนเธออย่าไปหัวร้อนนักสิ" ปาคทีสเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สุขุมเยือกเย็นรักษาภาพพจน์ไว้ได้ทุกอิริยาบถแม้จะวิ่งสุดฝีเท้าจนเหงื่อซก

    "เหอะทำเป็นพูดไป-" เธอสะดุดอะไรบางอย่างล้มด้วยความเร็วที่วิ่งมาส่งแรงให้กระเด็นล้มลุกคลุกคลาน

    "หน็อย ! ใครกันบังอาจมา..." อารมณ์ฉุนเฉียวตะคอกเสียงดังไว้ก่อนโดยที่ไม่รู้ว่ามันผู้นั้นเป็นใครแต่เมื่อเงยหน้ามองจึงได้เห็นว่ามันเป็นเพียงก้อนหินขนาดใหญ่

    "เอ่อ...ก้อนหิน...น่ะ" มาร์โกต์เอ่ยด้วยท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ เหมือนกับไม่อยากบอกความจริง

    "อ้อ ๆ งั้นก็แล้วไป" เธอหันหลังกลับทันทีและวิ่งต่อไป

    หลังจากถูกลากตัวไปที่โน่นที่นี่ไม่หยุดสาดส่องมองหาสัตว์ป่าและภัยอันตรายทุกหย่อมหญ้าแต่ก็ไร้ซึ่งความผิดปกติ

    "เฮ้อ...น่าเศร้าจริง ๆ อดกินเนื้อเลย" เซนถอนหายใจลากยาวเดินคอตกกลับบ้าน

    "เอาน่าอย่างน้อยก็มีเนื้อตากแห้งกินประทังชีวิตไปก่อน" คานะตบหลังช่วยปลอบใจของชายหนุ่มผู้อยากกินเนื้อสัตว์

    "ทำไมถึงมีสัตว์ป่าน้อยอย่างงี้ทั้ง ๆ ที่เป็นป่าลึกหรือเราจะทำฟาร์มดีล่ะ ถ้ามีฟาร์มสัตว์การหาอาหารก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลอีกต่อไป"

    ขณะที่พวกเซนกำลังนั่งพักสบายใจหลังจากเดินลาดตระเวนมากว่าเดมิและเพื่อน ๆ ของเธอจะกลับก็เกือบเที่ยงเสียแล้ว เมื่อพวกเธอกลับมาเห็นเซนนั่งพูดคุยหัวเราะสนุกสนานก็ทำเอาของขึ้น

    "อ้าว ๆ กลับมาแล้วเหรอ? ทำไมช้าจริงเลย" เซนโบกมือทักทายพร้อมกับรอยยิ้มเยาะ

    "อา...กลับมาแล้ว" เดมิกัดฟันพูดพยายามเก็บความโกรธไว้

    "เราจะต้องลาดตระเวนแบบนั้นทุกวันเช้าและเย็น พอชินเส้นทางพวกเธอก็จะทำได้อย่างรวดเร็วเอง...ที่นี้เราก็ไปหาของใส่ปากกันดีกว่า"

    เหล่าเอลฟ์ถูกพาไปฝึกงานด้านต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นแรงงานสร้างเมืองขึ้นมาใหม่แม้จะดูไม่เต็มใจนักแต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ยิ้มปริ่มและอาหารฝีมือยูกิก็ทำให้ความเหนื่อยล้าหายไปราวกับเป็นเวทมนตร์

    "ตัวมอมแมมเลยนะซาบีน" เดมิยิ้มอย่างมีเลศนัยเดินอ้อมไปด้านหลังของเอลฟ์สาวคนหนึ่งรูปร่างที่เป็นดั่งฝันของผู้หญิงทุกคนอีกทั้งยังดูสุขุมใจเย็นไม่กลัวที่จะทำงานสกปรกหรือลำบากแค่ไหน

    "นี่แน่ะ" 

    "อ-อย่าสิ" ซาบีนตกใจร้องเสียงหลงเพราะเดมิโอบกอดจากด้านหลังและลูบคลำกล้ามท้องของเธอ

    "อะแฮ่ม สาว ๆ ช่วยรักษามารยาทต่อหน้าองค์ชายด้วย" เอลฟ์หนุ่มผู้ที่นั่งนิ่งจิบน้ำพอเป็นพิธีแม้เนื้อตัวจะเปรอะเปื้อนแต่ใบหน้าก็ยังสะอาดขาวใสอย่างกับพึ่งล้างหน้ามา

    "ขออภัยพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย" พวกเธอสองคนนั่งชันเข่ากับพื้นทันทีเมื่อรู้ตัว

    "ลุกขึ้นเถอะ ตอนนี้เราไม่ใช่องค์ชายแล้วทำตัวปกติดีกว่า" ยูกิส่งยิ้มอันเป็นมิตรกระตุกจิตกระชากใจพวกเอลฟ์ไปหมดพร้อมกับอาหารมากมายตรงหน้าที่เสิร์ฟขณะที่มันยังร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมหวนชวนน่าหลงใหล

    "อาหารที่ทำโดยองค์- ท่านยูกิ" เดมิหยุดชะงักเมื่อนึกถึงเรื่องที่ยูกิบอกไว้ รวมถึงเหล่าเอลฟ์ผู้ที่เฝ้ารอคอยการกลับมาขององค์ชายสายเลือดโดยตรงของราชาเอลโฟเรีย

    "ถ้ามันฝืนปากก็ตามใจละกันจะเรียกยังไงก็เชิญ"

    "ค่ะองค์ชาย" ท่าทางนอบน้อมต่อหน้ายูกิช่างต่างกับตอนอยู่กับพวกเซนลิบลับเลย

    "เธอเป็นองครักษ์ของท่านแม่นี่หน่า ก็ว่าทำไมคุ้น ๆ" ยูกิหลังจากวางอาหารบนโต๊ะหมดแล้วก็รีบเดินเข้าไปจ้องมองดูใบหน้าของเดมิทำเอาเธอนั่งตัวเกร็งไปเลย

    "ขอบคุณที่องค์ชายจำกระหม่อมได้"

    "โห...พูดเพราะเชียว" เซนพูดแทรกขัดจังหวะขณะที่กำลังกินอาหารไปด้วย

    "เงียบไปเลยเจ้างั่ง" ทั้งยูกิและเดมิตะโกนลั่นอย่างพร้อมเพรียงเหมือนเตี๊ยมกันมาก่อนจะหันหน้ามาสบตากันหัวเราะในลำคอ

    "เซนมันเป็นเจ้างั่งเธอก็รู้สินะ" เดมิพยักหน้าตอบรับยูกิพวกเธอสองคนคุยกันถูกคอในทันที

    "เอาเข้าไปฉันไปทำอะไรพวกเธอกันนะ?"

    "ว่าไง !" โทลและชิมม่อนเดินเข้ามาหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับงานก่อสร้างที่ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อใดแต่ก็ยังคงยิ้มอย่างมีความสุขเดินหน้าต่อไปได้

    "เอแลน ดักซ์ คาโซ...ทำไมพวกนายถึงดูเหมือนผีตายซากอย่างงี้ล่ะ?"  ฟอยพ่อหนุ่มผู้เต็มไปด้วยใจคุณธรรมและด้วยจิตใจโอบอ้อมอารีไม่อาจเพิกเฉยต่อสภาพของเพื่อน ๆ ของเขาสามคนได้

    "เอ่อ...พวกเราทำงานมาน่ะ" เสียงที่ดูอาลัยอาวรณ์จนไม่อยากจะขยับร่างกายไปไหนของเอแลนที่มักจะมีพลังงานเหลือเฟือชอบใช้กำลังแก้ปัญหา

    "อะไรก็ได้ขอพักก่อน" พวกเขาแทบจะหลับคาโต๊ะอาหารที่ดูเหมือนที่นั่งจะไม่พอสำหรับคนจำนวนมากเช่นนี้

    "อาหาร !" หลานตะโกนมาแต่ไกลอีกทั้งยังวิ่งแข่งกันจนชนประตูแทบพัง

    หลังจากที่ยูกิเตรียมอาหารอีกชุดให้กับพวกเด็ก ๆ แยกไปอีกโต๊ะหนึ่งช่วงเวลาของความสุขเพลิดเพลินไปกับมื้ออาหารที่แสนจะธรรมดาแต่ถ้าเทียบกับงานอันหนักหนาที่ต้องทำก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาอยากจะได้พบ

    "พวกเธอรู้สึกเหมือนกันไหม? อาหารขององค์ชายมันช่วยให้เราฟื้นฟูมานาด้วยหรือเพราะวัตถุดิบ"

    "ฉันก็ไม่แน่ใจ เมื่อก่อนเราก็เคยกินอาหารของท่านยูกิแล้วแต่ก็ไม่มีผลอะไรแบบนี้" ปาคทีสเอ่ยตามพลางมองดูสเตตัสของตนเอง

    "เดี๋ยวก่อนสิค่าพลังเวทของฉันเพิ่มขึ้นด้วย" เอแลนอุทานออกมาลั่นกลางวงโต๊ะอาหารหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาต่างก็ยืดอกหลังตรงตาไม่กะพริบมองดูสเตตัสของตนเอง

    "เรื่องจริงเหรอเนี่ย?" ดักซ์และพวกเอลฟ์ส่วนใหญ่นั่งนิ่งไปทันที

    "อาหารที่เพิ่มสเตตัสและการฟื้นฟูมานา? ถ้าทำขายคงได้เงินเยอะน่าดูเลย" ซาบีนเอ่ยด้วยท่าทางสงสัยใคร่รู้แต่ก็ยังดูเคร่งขรึมไม่กระโตกกระตากเหมือนคนอื่น ๆ 

    "ในเมื่อกินกันเสร็จแล้วก็ต้องกลับไปทำงานต่อนะ" สเตล่าพูดขัดกลางคันขณะที่กำลังคุยกันเพลินแต่พวกเขาก็ยังไม่ค่อยเชื่อใจนักเพราะสเตล่าไม่ค่อยโผล่หน้ามาให้เห็น

    "ไปกันเถอะเอแลน ดักซ์แล้วก็...คาโซ อย่าลืมพกน้ำดื่มไปด้วยล่ะ" โทลถึงกับต้องลากตัวพวกเขาไปไม่รู้ว่าเพราะงานมันหนักหรือกลัวโทลกับชิมม่อนกันแน่

    ทางเดินที่ลาดยาวไปไกลหลายกิโลเมตรระหว่างทางก็เต็มไปด้วยกองท่อนไม้และเศษซากเมืองเอลโฟเรีย

    "จำที่บอกได้หรือเปล่าเอแลน" ชิมม่อนเอ่ยทักด้วยสภาพที่ปลอมตัวว่าเป็นมนุษย์อยู่มีเพียงแค่โทลที่รู้ตัวจริง

    "จำได้ค่ะ" เธอตอบกลับอย่างสุภาพนอบน้อมพร้อมกับหยิบขวาน

    "ตลอดแนวกว่าสามกิโลเมตรเราต้องตัดต้นไม้ออกเป็นความกว้างยี่สิบเมตร" แค่คิดตามก็เหนื่อยแทบขาดใจแต่ก็ไม่กล้าบ่นอะไร

    "ถึงจะช้าไปหน่อยแต่ผมขอถามได้ไหมครับ?" ดักซ์ยกมือที่อ่อนล้าสั่นเทาขึ้นสูง

    "ว่ามาเลย" โทลตอบรับทันที

    "เราทำไปทำไมครับ?" คำถามที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแต่มันกลับทำให้ชายหนุ่มสองคนยืนนิ่งไม่อาจหาคำตอบที่มั่นใจได้

    "เราจะสร้างเมืองไงล่ะ" พวกเขาปั้นหน้ายิ้มแสร้งว่ารู้ดีว่าตนเองกำลังทำอะไรและทำไปเพื่ออะไร

    "อ้อ..." เสียงตอบรับที่ดูยังไงก็ไม่เชื่อในคำพูดแต่ก็ทำเป็นเข้าใจไปเสียอย่างงั้น

    "ถ้าอยากรู้รายละเอียดก็ไปถามซึฮากิเอาละกัน เขาเป็นคนวางแผนและสั่งการทุกอย่าง"

    "ผมขออีกคำถาม...ซึฮากิที่ว่านี่เป็นใครกันแน่? ถึงขนาดสั่งพวกคุณทั้งสองคนที่เลเวลสูงขนาดนี้ได้" ดักซ์ยังคงมีเรื่องสงสัยอีกหลายอย่าง

    "ฉันก็ไม่รู้มากนักหรอก ก่อนหน้านี้ฉันเป็นนักโทษถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินแต่ด้วยความช่วยเหลือของพวกซึฮากิจึงทำให้ฉันหนีออกมาได้" เขาเหวี่ยงขวานเพียงครั้งเดียวก็สามารถตัดต้นไม้ได้ทันที

    "ตอนข้าเห็นครั้งแรกก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางในตัวของเขาเช่นกัน แม้ข้าจะแข็งแกร่งกว่ามากแต่ก็ไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อยอีกทั้งยังข่มขู่และต่อรองกลับเสียด้วย" ชิมม่อนเองก็รู้สึกสงสัยในตัวของซึฮากิเช่นกันแต่ก็ไม่ได้อยากให้เกิดการนองเลือดที่ไม่จำเป็นจึงเลือกที่จะเป็นมิตรกันเสียมากกว่า

    "หรือเขาจะมีคนคอยช่วยเหลืออยู่?" 

    "ข้าเองก็ไม่รู้-" ทันใดนั้นก็มีบางอย่างพุ่งกระแทกชิมม่อนจากด้านหลังลากลงไปซัดกันนัวเนีย

    "เฮ้ย ! ปล่อยเขานะ" เหล่าเอลฟ์ตกใจลั่นเตรียมมานาร่ายเวทโจมตีแต่ชิมม่อนก็ยกมือห้ามไว้ได้ทัน

    "ทักทายพวกเขาสักหน่อยสิเจ้าตัวเล็ก" มังกรโคโมโดตัวใหญ่ยิ่งกว่าจระเข้แทบจะนอนทับร่างของชิมม่อนไปแล้วแต่เมื่อมันหันกลับมามองตาปริบ ๆ แลบลิ้นทักทายแสดงให้เห็นว่าไม่ดุร้าย

    "อ-อ้อ สวัสดีเจ้าตัว...เล็ก" 

    "เล็กมากมั้ง" ดักซ์กระซิบคุยกับเอแลนไม่ค่อยมีใครสนใจคาโซนักเหมือนกับเป็นอากาศธาตุไปแล้ว

    "ข้ารู้ว่าพวกเจ้าคิดว่ามันเล็กตรงไหนแต่มันก็เล็กที่สุดในบรรดาที่ข้าเลี้ยงแล้วล่ะ" 

    "หะ? ยังมีอีกเหรอ"

    "ช่างมันเถอะมัวแต่คุยเดี๋ยวงานจะไม่เดินเอา" ชิมม่อนเร่งลัดการสนทนาลากไปทำงานต่อทันทีทิ้งให้พวกเอลฟ์สงสัยต่อไปส่วนมังกรโคโมโดก็นอนอยู่ใกล้ ๆ มองดูพวกเขาทำงานตลอด

    อีกด้านหนึ่งของเมืองเอลโฟเรียที่ซึ่งเต็มไปด้วยพืชพันธุ์ต้นอ่อนที่ยังเก็บเกี่ยวไม่ได้แต่ก็ยังสร้างพื้นที่ไร่และสวนเพิ่มมากขึ้น

    "ขุดต่อไป !" ลิงเมฆายืนสั่งอย่างกับเจ้านายบนเนินดินที่เบื้องล่างนั้นมีเอลฟ์ทั้งสามคนขุดลอกน้ำยาวหลายร้อยเมตรรอบ ๆ สวนใหญ่เพื่อใช้รดน้ำพืชผัก

    "เราจะไม่ไปช่วยพวกเอลฟ์จริงเหรอ...เจี๊ยก" 

    "เหอะ นี่เป็นการรับน้องยังไงล่ะ ฮี่ ๆ ๆ" 

    เอลฟ์ทั้งสามคนนั้นทำงานขยันขันแข็งไม่มีปริปากบ่นเลยสักคำโดยเฉพาะซาบีนที่เป็นผู้หญิงแต่กลับมีแรงมากกว่าชายหนุ่มอีกสองคนรวมกันเสียอีก

    "ซาบีนพักสักหน่อยก็ได้" ฟอยเอ่ยทักหลังจากขุดต่อไม่ไหวจนต้องนั่งพักแต่ซาบีนกลับทิ้งพวกเขาห่างไปเรื่อย ๆ 

    "เหนื่อยกันแล้วเหรอพวกนาย" เธอกระตุกยิ้มดูไม่มีความเหน็ดเหนื่อยเหมือนกับคนอื่นเลยสักนิดแต่ก็กลับมานั่งพักนั่งคุยกับพวกเขาเป็นเพื่อน

    "เธอนั่นแหละถึกเกินไปใครจะทำตามได้" ฟอยยกกระติกน้ำดื่มรวดเดียวหมด

    "ดูไม่ดีเลยนะพวกนาย หน้าเต็มไปด้วยขี้ดินเดี๋ยวก็สิวขึ้นหรอก" ปีแอร์เอลฟ์หนุ่มที่ไม่เคยทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลาเปรอะเปื้อนเลยสักครั้ง

    "พักกันอยู่เหรอ?...เจี๊ยก" มังกี้เดินมาตรวจดูความเรียบร้อยไม่เหมือนกับลิงเมฆาที่นอนกินลมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

    "ใช่ค่ะ" ซาบีนยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตรไม่ได้สนใจความต่างของเผ่าพันธุ์ไร้ซึ่งอคติ

    "ข้าต้องขอโทษด้วยที่ใช้งานพวกเจ้าหนักขนาดนี้"

    "ม-ไม่เป็นอะไรค่ะพวกเราทำได้" เธอรีบตอบกลับทันทีเพราะสีหน้าเป็นกังวลของมังกี้

    "ว่าแต่ทำไมซึฮากิถึงให้เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มาทำงานตรงนี้แค่สองคนล่ะ?" ฟอยเอ่ยถามท่าทางเป็นห่วงเพราะงานหนักที่ต้องขุดดินปลูกพืชผักกลับให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ สองคนมาทำดูไม่สมเหตุสมผล

    "เอ่อ...จริง ๆ เราสองคนเป็นผู้ใช้เวทดินทำให้ทำงานพวกนี้ง่ายกว่าคนอื่น...แต่ดูเหมือนจะมีคนขี้เกียจอยู่แถวนี้...เจี๊ยก"

    "เวทดินเหรอ? ฉันก็ใช้เวทดินเหมือนกันช่วยสอนให้ได้ไหม" ซาบีนลุกยืนทิ้งจอบลงพื้น

    "ถ้าอย่างงั้น...เมฆา !" ลิงเมฆาเดินมาหาท่าทางหงุดหงิดเล็กน้อยคงเพราะถูกปลุกตอนกำลังนอนหลับฝันดี

    "พวกแกมีอะไร?" น้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความเกรงอกเกรงใจทำอย่างกับเป็นเพื่อนเล่น

    "คุณเมฆาช่วยสอนการใช้เวทดินทำสวนให้ได้ไหมคะ?" เธอก้มโค้งลงพอเป็นพิธีเช่นเดียวกับเอลฟ์หนุ่มอีกสองคน

    "เรื่องง่าย ๆ" เธอวางมือผสานกับพื้นดินส่งมานาจำนวนหนึ่งเข้าไปและดินกองนั้นก็ค่อย ๆ ยุบหายไป

    "..." เหล่าเอลฟ์ได้แต่มองตาปริบ ๆ 

    "ก็ได้ ๆ ข้าจะสอนช้า ๆ"

    หลังจากที่พวกเขาได้เรียนรู้วิธีการใช้เวทมนตร์ทุ่นแรงในการทำงานไม่ใช่แค่ช่วยให้งานประณีตขึ้นแต่ยังประหยัดเวลาไปมากเสียด้วย

    "พี่โค !"

    "ไม่ ๆ เรียกพี่มันดูไม่เหมาะกับฉันเท่าไหร่เอาเป็นลุงก็ได้"

    "ลุงโค" เด็ก ๆ ส่งเสียงเรียกด้วยความตื่นเต้นผิดกับเมื่อเช้าที่ยังเกร็ง ๆ อยู่

    "เอาล่ะมาเริ่มเรียนวิชาป้องกันตัวระยะประชิด" โคยืนแยกเท้าออกไปก้าวหนึ่งตั้งหลักได้มั่นคง

    "การใช้มือต่อสู้จะมีอยู่หลากหลายวิธีอย่าง ต่อย ทุบ ฟัน แทงรวมทั้งการบีบ"

    "แบบนี้เหรอ?" รอนชกหมัดออกไปพร้อม ๆ กับจังหวะก้าวเท้า

    "ทำได้ดีรอน แมรี่เธอควรก้าวเท้าไปด้วยขณะที่ออกแรงมันจะช่วยเสริมแรงส่งให้กับมือได้" พวกเธอยืนเรียงแถวทำตามโคไปเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นเขาก็สอนหลักการเข้าไปทีละนิดค่อย ๆ ให้จดจำ

    "เท้าใช้เตะ ถีบถึงจะมีการใช้โจมตีแค่ไม่กี่อย่างแต่ช่วงล่างถือเป็นส่วนสำคัญในการต่อสู้ ขาที่แข็งแรงจะรับการกระโดดหรือการเคลื่อนที่ฉับไวได้ดี เท้าที่แข็งแรงจะทำให้ควบคุมทิศทางและเพิ่มความรวดเร็ว" 

    "โห...หนูอยากเรียนเวทมนตร์แล้ว" แมรี่บ่นและถอนหายใจลากยาว

    "ใจเย็นน่าแมรี่ ฉันรู้ว่าเธอชอบเวทมนตร์มากกว่าการใช้กำลังแต่สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเธอในอนาคตแน่นอน" 

    "ยา ! ฮึบ" รอนส่งเสียงไปพร้อม ๆ กับการออกหมัดชกสุดแรงแทบไหล่หลุด

    "หนวกหูกันจริง ๆ แค่ซ้อมออกแรงนิดหน่อยเอง" เอเชิดหน้ามองตรงตั้งสมาธิ

    "วิชาการต่อสู้ระยะประชิดนั้นมีมากมายหลายรูปแบบซึ่งแต่ละรูปแบบก็จะมีจุดเด่นจุดด้อยไม่เหมือนกัน และการจะเชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้พวกนั้นต้องใช้เวลานานเป็นปี ฉันเลยอยากจะสอนแค่พื้นฐานเท่านั้นและผสมผสานกับเวทมนตร์เพื่อให้พวกเธอเอาไปใช้ได้จริง"

    ท่วงท่าที่หนักแน่นเน้นไปที่การชกต่อยทำลายจุดสำคัญต่อด้วยความละเอียดอ่อนของการเคลื่อนไหวพลิกจังหวะที่กำลังเสียเปรียบให้กลับมาได้เปรียบได้การขยับขาเป็นสิ่งสำคัญเปรียบได้ดั่งเวทมนตร์ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนหากมานามีน้อยนิดก็ยากที่จะใช้มัน

    ถึงพวกเธอจะทำเหมือนเล่น ๆ แต่ก็สามารถเรียนรู้ได้ไวต่างจากคนอื่นที่อายุเท่ากัน

    "คิโนริ !" แมรี่ลองใช้เวทมนตร์ผสานเข้ากับการใช้หมัดชกออกไปเป็นก้อนมานาที่หนาแน่นและรุนแรงโชคดีที่คิโนริกระโดดหลบได้ทัน

    "แม...รี่" คิโนริค่อย ๆ ส่งเสียงเรียกชื่อของเด็กสาวคนนั้น

    "ท-โทษที" 

    พวกเด็ก ๆ ได้รับการสั่งสอนจากโคทั้งด้านความรู้และการต่อสู้ค่อย ๆ พัฒนาความสามารถเหล่านั้นไปเรื่อย ๆ ในตอนที่ยังมีเวลา

    "ตาพวกเจ้าเดินแล้ว...เจี๊ยก" ภายในป่าลึกจุดที่เป็นดั่งศูนย์กลางป่ากลับโล่งเป็นพื้นราบและยังมีเสาสีขาวที่พวกซึฮากิยังทำอะไรไม่ได้ มังกี้ เซน คานะและสเตล่านั่งเล่นหมากรุกที่ทำจากกิ่งไม้และก้อนหิน

    "ให้ตายเถอะมังกี้ทำไมเธอที่พึ่งหัดเล่นถึงได้เก่งแบบนี้" เซนหัวเสียหลังจากพ่ายแพ้เกมที่คุ้นเคยจนต้องเอาหน้ามุดดินไปเลย

    "ฮ่า ๆ ๆ เจ้ามันอ่อนหัดเองช่วยไม่ได้ พรุ่งนี้เจ้าต้องให้ข้าขี่คอนะ" เธอยิ้มเยาะหัวเราะลั่นก่อนจะเปลี่ยนตัวผู้เล่นเป็นสเตล่าและคานะ

    "ถอยไปเลยเซนเดี๋ยวฉันเล่นให้ดู" คานะนั่งฉีกยิ้มอย่างกับได้รับชัยชนะไปแล้วแต่เมื่อได้เล่นกับสเตล่าก็ภถูกจัดการจนพ่ายแพ้เอาหน้ามุดดินเช่นเดียวกับเซน

    "ทำไมพวกเขาถึงเก่งกันขนาดนั้น" ทั้งคานะและเซนได้แต่นั่งคิดทบทวนกับตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น

    "พวกเขาอาจจะไม่ได้เก่งขนาดนั้นก็ได้แต่เป็นพวกนายเองที่...ไม่พูดดีกว่า" ซึฮากิกระตุกมุมปากยิ้มดูสะใจเป็นพิเศษพลางมองดูสเตล่าและมังกี้แข่งหมากรุกกันท่าทางเคร่งเครียดเหงื่อแตกพลั่ก

    "เออว่าแต่นายหาวิธีได้หรือยัง?" เซนดึงหัวออกจากพื้นดินเศษขี้ดินพวกนั้นติดเต็มหัวของเขาอีกทั้งยังมีไส้เดือนคลานอยู่ในผมด้วย

    "ยังเลยลองทำหลาย ๆ วิธีแล้วแต่ก็ล้มเหลวหมด เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะออกไปสำรวจรอบ ๆ ชั้นนี้ระหว่างนั้นพวกนายก็หาเสบียงไม่ก็เฝ้าเจ้ามังกรนั่นไว้" พวกเขาเหลือบตามองหญิงสาวผู้หนึ่ง

    เธอมีดวงตาแดงก่ำดั่งอัญมณีเลือดและเกล็ดที่เหมือนมีไว้ประดับแต่กลับแข็งยิ่งกว่าเหล็กไม่ว่าจะออร่ามานาหรือพละกำลังล้วนเหนือกว่าพวกซึฮากิทุกคน ถ้าพูดถึงสิ่งที่ด้อยกว่าก็คงมีเพียงส่วนสูงและขนาดสัดส่วนที่ไม่ต่างอะไรจากเด็กวัยรุ่น

    "ใครจะคิดว่าสกิลปลอมแปลงจะใช้กับมังกรได้...แถมยังเปลี่ยนรูปลักษณ์ซะเดาไม่ถูกเลย"

    "แต่เธอก็น่ารักดีออก" เซนยิ้มกรุ้มกริ่มมองดูร่างกายอันบอบบางน่ารักน่าเอ็นดูของเจ้ามังกรน้อย

    "ใช่ไหม ๆ" คานะจ้องมองตาเป็นประกาย

    "เอ่อ...ข้าทำอะไรผิดหรือเปล่า?" เธอสบตากับพวกเซนที่กำลังจ้องเขม็งทำเอากลัวจนต้องสะบัดหน้าหนีคอแทบหลุด

    "ไม่มีอะไรหรอก เราแค่อยากจะคุยกับเธอ" คานะเข้าไปโอบไหล่และลากมาหาเซน

    "ไม่มีหนอนใช่ไหม?" เธอมองดูมือของซึฮากิที่กำไว้เหมือนถืออะไรสักอย่างดูหวาดระแวงจนจ้องไม่พัก

    "เฮ้อ...แค่หนอนทำไมเธอถึงกลัวขนาดนั้นล่ะ?" ซึฮากิเอ่ยถามพร้อมกับแบมือให้ดูว่าไม่มีอะไรจริง ๆ

    "ค-คือตอนข้ายังเด็กตอนนั้นเกล็ดยังไม่ค่อยแข็งแรง แล้วมันก็มีหนอนค-คลานเข้าไปในซอกเกล็ดชอนไชไปทั่ว นึกถึงทีไรความรู้สึกตอนนั้นมันก็ยังขนลุกไม่เปลี่ยน"

    "ฉันเข้าใจแล้วขอโทษด้วยละกันที่ต้องให้นึกถึงมัน" ซึฮากิก้มหัวลงเล็กน้อย

    "ม-ไม่เป็นอะไรเรื่องแค่นี้เอง"

    "ฉันชื่อซึฮากิ ส่วนนั้นก็เซนแล้วก็คานะ"

    "โย่ว !" เซนตอบรับด้วยการยกมือ

    "ข้ามีนามว่ากอนด้าเป็นมังกรสายเลือดบริสุทธิ์ระดับพลังอยู่ขั้นเจ็ดถนัดใช้เวทไฟและก็-" เธอแทบจะปิดปากไม่ทันเพราะพูดไหลไปเรื่อยอีกทั้งยังเผลอกัดลิ้นตัวเอง

    "เล่นแนะนำข้อมูลส่วนตัวเยอะขนาดนี้ไม่กลัวพวกเราเลยเหรอ?" ซึฮากิเอ่ยถาม

    "ก็มัน...เผลอตัวไป ปกติมังกรอย่างเราเวลาแนะนำตัวก็จะพูดประโยคพวกนี้เป็นการแสดงความเคารพและศักดิ์ศรี"

    "ถ้าอย่างงั้นฉันก็ต้องเอาบ้างแล้ว ฉันเซนผู้ชายเพอร์เฟกต์หล่อเหลาอีกทั้งยังหุ่นดี การเรียนปานกลาง กีฬาก็ปานกลางแต่หน้าตาเต็มสิบ" เซนโพสต์ท่าสำหรับถ่ายแบบโชว์มัดกล้ามเนื้อส่วนสำคัญไม่ว่าจะท้อง หน้าอกและหลัง

    "ฮ่า ๆ ๆ" สเตล่าถึงกับกลั้นขำไม่ไหวหลุดออกมาเสียงดังแม้จะอยู่ไกลออกไป

    "หัวเราะอะไรฟะสเตล่า !" เซนวิ่งไล่สเตล่าแต่เธอก็ดันว่องไวจนไม่อาจแตะตัวได้

    "ปล่อยพวกเขาไปเถอะ ถ้าอย่างงั้นช่วยบอกข้อมูลต่อไปนี้ได้ไหม?" ซึฮากินั่งลงพื้นพยายามทำให้กอนด้าคลายกังวล

    "ขึ้นอยู่กับคำถาม" เธอนั่งลงตรงหน้าชำเลืองตามองดูเซนกับสเตล่าที่ยังวิ่งไล่กันไม่หยุด

    "ดี ! งั้นมาที่คำถามแรก...มังกรอย่างพวกเธอมีจำนวนเท่าไหร่?"

    "ถ้าเป็นก่อนที่ข้าจะถูกจองจับในดันเจี้ยนก็น่าจะประมาณหนึ่งหมื่นตัว"

    "ระดับพลังที่มากสุดของมังกร?"

    "ขั้นเก้าซึ่งท่านผู้นั้นเป็นราชันมังกรแต่ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าท่านยังอยู่ไหม"

    "ถ้าตามประวัติศาสตร์ของมนุษย์ช่วงก่อนที่จะมีการปฏิวัติพวกมังกรอยู่ในชนชั้นไหน"

    "ชนชั้น?" กอนด้าถามซ้ำด้วยความสงสัย

    "มนุษย์เป็นทาสของเผ่าอมนุษย์ทั้งหมด ถ้าตามข้อมูลทั่วไปจะระบุว่ามังกรเป็นสัตว์ในตำนานที่มีความแข็งแกร่งมากจนมนุษย์ยากที่จะสู้ หากเป็นเช่นนั้นทำไมมนุษย์ถึงยังปฏิวัติสำเร็จ"

    "เอ่อ...ข้านึกออกแล้ว พวกข้าไม่ค่อยจะสุงสิงกับเผ่าอื่นนักเลยอาศัยอยู่ที่ยอดเขาบ้างป่าลึกบ้าง การปฏิวัติในครั้งนั้นก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเผ่าพันธุ์ก็เลยปล่อยผ่าน"

    "เป็นแบบนั้นเองสินะ  เผ่ามังกรไม่ได้ยุ่งกับเผ่าอื่นเลยไม่ได้ใช้มนุษย์เป็นทาส มนุษย์จึงไม่ทำอะไรมังกรเพราะไม่มีความแค้นต่อกันกลายเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่ใครอยู่มัน"

    "ประมาณนั้นแหละ-" ทันใดนั้นใจกลางป่าก็มีเสาสีขาวปรากฏอีกหนึ่งจุดเปิดกว้างออกเผยให้เห็นมอนสเตอร์มากมายภายในนั้นกำลังคืบคลานออกมา

    "อย่างน้อยก็มีอะไรให้ทำแล้ว" ซึฮากิยิ้มอ่อนลุกขึ้นยืน

    "จัดมาสิวะ" เซนคว้ามีดสั้นร่ายเวทไฟไว้ล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อย

    "ไปกันเถอะ" เสียงสัญญาณจากซึฮากิลั่นดังพร้อมกับฝูงมอนสเตอร์ที่กรูกันเข้ามาแต่ทุกคนกลับยืนตั้งหลักไม่มีการถอยหลังและเข้าปะทะฟาดฟันห้ำหั่นกับพวกมัน

    คล้ายกับเรื่องSTARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK) ที่คุณอ่าน