กำเนิดราชันย์นักล่า

    ตอนที่ 43 สงครามสัตว์อสูร 8


    เมื่ออิกนัสได้ดูรายละเอียดของภารกิจก็พบว่าเขาได้จัดการกับสัตว์อสูรระดับทองไปหนึ่งตัวแล้ว จากนั้นเข้าจึงสั่งให้เจ้าแบล็คปลดอาณาเขตออก แล้วจึงจัดการเอาผลึกอสูรออกมา มันเป็นผลึกอสูรระดับทองมีสีแดงสดขนาดเท่ากับลูกเบสบอลเลยทีเดียว อิกนัสเก็บมันไว้รวมกับผลึกอสูรอันอื่นๆที่พวกเขาได้มาก่อนหน้านี้ไว้ภายกระเป๋ามิติที่ด้านหลัง
    แล้วจากนั้นจึงให้ริโอใช้การ์ดตัวตนจัดการผนึกไซครอปแดงเขาเดียวตัวนั้นไว้ในการ์ด และเสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นมาภายหัวของอิกนัสในเวลาเดียวกัน
    "ท่านได้ทำการสังหารข้ามขั้น ได้รับการ์ดเลื่อนระดับหนึ่งใบ" "ท่านได้ทำการสังหารข้ามระดับสองขั้น ได้รับการสุ่มการ์ดหนึ่งใบ"
    จนถึงตอนนี้อิกนัสสามารถรวบรวมการ์ดเลื่อนระดับ สามใบและการสุ่มการ์ดอีกสี่ครั้ง กับการ์ดสัตว์อสูรอีกมากกว่ายี่สิบใบ ซึ่งในสงครามครั้งนี้นั้นเขาก็ยังคงสามารถเก็บเกี่ยวได้อีกมากมาย
    รอยแตกร้าวของม่านพลังป้องกันเมืองเริ่มลุกลามมากขึ้นทุกทีๆ มีรอยโหว่มากมายเกิดขึ้น สัตว์อสูรหลายตัวเริ่มทะลักเข้ามาจากช่องว่างเหล่านั้น นักล่าหลายคนเริ่มทำการถอยหนีออกจากสนามรบ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะประตูเมืองจะไม่เปิดจนกว่าสงครามจะสงบลง หรือถ้าจะหนีออกไปด้านข้างหรือด้านหน้าก็ยังมีกองทัพสัตว์อสูรอีกมากมายรอพวกเขาอยู่
    ในตอนนั้นเองมีอาก็เดินเข้ามาหาพวกอิกนัสหลังจากที่พักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิตและความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ แล้วเธอจึงพูดขึ้นมาว่า “พวกเราจะเอายังไงกันต่อม่านพลังใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว”
    “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ถ้าพวกเราถอยตอนนี้ คนอีกมากมายภายในเมืองก็จะตาย พวกเราอาจจะรอดแต่พวกเขาจะไม่มีทางรอด พวกนายจะเอายังไง” อิกนัสกล่าวเสียงเรียบ
    “งั้นก็ช่วยไม่ได้เอาไงเอากัน นายมีแผนอะไรอิกนัส รีบบอกมาเลยชั้นจะช่วยเอง” ลูฟัสบอกออกไปด้วยความมั่นใจ
    “หึ...ยังไงชั้นก็ร่วมหัวจมท้ายไปกับพวกนายแล้วนี่นะ จะเอายังไงต่อก็ว่ามาเลย” เสียงที่เหมือนจะไม่ใส่ใจของมีอาดังขึ้น
    “ผมยังคิดไม่ออก เพียงแค่พวกเราอาจจะไม่สามารถปิดฉากสงครามครั้งนี้ได้ แต่ไม่ว่ายังไงพวกเราจะต้องสู้ต่อไปแม้ว่าคนอื่นๆจะหนีไปหมดเเล้วก็ตาม ผมให้สัญญาถ้าไม่ไหวจริงๆผมจะให้พวกคุณสองคนหนีไปก่อนที่มันจะแย่ไปกว่านี้” อิกนัสกล่าวออกไปในขณะที่จัดการกับสัตว์อสูรระดับทองแดงลงได้อีกตัวหนึ่ง
    “ถ้านายยังเห็นชั้นเป็นเพื่อนอยู่ก็อย่าพูดแบบนี้อีก” ลูฟัสกล่าวอย่างหัวเสียในขณะที่จ้องมองอิกนัสอย่างโกรธเคือง
    “นี่พวกนายเลิกทะเลาะกันก่อน ถ้าขืนพวกนายยังเป็นแบบนี้พวกเราก็ไม่รอด ชั้นจะต้องร่ายเวทระดับสามซึ่งเป็นเวทระดับสูงสุดที่ชั้นจะมาสามารถใช้ได้ในตอนนี้ พวกนายต้องคอยคุ้มกันชั้นให้ดี ใช้เวลาไม่เกินสิบห้านาทีหรอก” มีอากล่าวเสร็จเธอก็เริ่มร่ายเวททันที
    อิกนัสและลูฟัสมองหน้ากันจากนั้นจึงยิ้มออกมา แล้วจึงหันกับไปจัดการกับสัตว์อสูรเพื่อคุ้มกันมีอาต่อ
    ทางฝั่งของสลัคม่าการต่อสู้ทางฝากนี้ใกล้จะถึงบทสรุปแล้ว สลัคม่าสามารถหักงาข้างหนึ่งของจ้าวแมมมอธเกราะเหล็กออกไปได้ แต่ตามตัวเขาก็มีบาดแผลไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณหัวไหล่ด้านขวาที่เนื้อบริเวณนั้นหายไปทั้งแถบ
    “แยกปฐพี×3” สลัคม่ากัดฟันข่มความเจ็บปวดที่แขนขวาแล้วใช้มือทั้งสองข้างกำขวานคมเดียวในมือแล้วโจมตีออกไป ร่องรอยการโจมตีที่พาดผ่านไปเกิดเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ที่กลางอากาศ บรรยากาศโดยรอบเกิดการบิดเบี้ยวแปรปรวนเป็นอย่างมาก
    สลัคม่านั้นเป็นนักล่าประเภทที่ต่อสู้ในระยะประชิดอย่างบ้าคลั่ง เขาสร้างเส้นกำเนิดวิญญาณที่แขนทั้งสองข้างทั้งหมดยี่สิบเส้นโดยไม่สร้างที่จุดอื่นใดเลยแม้แต่น้อย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกำลังแขนของเขา และเพื่อส่งพลังของกระบวนท่าของเขาให้ถึงขีดสุด เส้นกำเนิดวิญญาณที่แขนนั้นจะช่วยให้เขาสามารถดึงพลังชีวิตออกมาจากวงแหวนแห่งชีวิตได้อย่างรวดเร็วและมากกว่านักล่าทั่วไป และช่วยเพิ่มพละกำลังจากแขนของเขาได้อย่างมหาศาล
    ขวานคมเดียวในมือของสลัคม่าฟาดเข้าที่กกหูของจ้าวแมมมอธเกราะเหล็กอย่างรุนแรงและทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง การโจมตีของเขาเต็มไปด้วยพลังแห่งการสั่นสะเทือนจากกฎเกณฑ์แห่งการทำลายล้าง มันทรงพลังพอที่จะแยกภูเขาออกเป็นสองส่วน
    สลัคม่าทุ่มเทพลังชีวิตไปกับการโจมตีในครั้งนี้จนหมดสิ้น และถ้ามันไม่อาจที่จะหยุดจ้าวอสูรได้แล้วตัวเขาเองนั่นแหละที่จะจบสิ้น เมื่อการโจมตีของเขากระทบเข้าร่างกายของจ้าวแมมมอธเกราะเหล็ก พลังอันมหาศาลของสลัคม่าทำให้จ้าวแมมมอธเกราะเหล็กกระเด็นออกไป ร่างกายของมันสั่นสะเทือนราวกับจะถูกแยกชิ้นส่วน กะโหลกของมันยุบลงเหมือนกระป๋องที่ถูกบีบจนบี้แบน มันกระอักเลือดออกมาจากปากหนึ่งครั้งก่อนที่จะนอนนิ่งไหวติง งาอีกข้างที่ยังเหลืออยู่ของจ้าวสัตว์อสูรแมมมอธเกราะเหล็กกระเด็นออกไปไกล
    สำหรับกฎเกณฑ์ต่างๆภายในอัชวาลโลกแห่งนี้นั้น พลังแห่งกฎเกณฑ์นั้นยิ่งใหญ่และไร้ที่สิ้นสุด เป็นพลังแห่งความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในรายละเอียดของสิ่งเล็กๆมากมายภายในโลกแห่งนี้ นักล่าทุกคนนั้นสามารถรับรู้ถึงมันได้ตั้งแต่กำเนิด ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์อะไรก็ตามแต่ เพียงแต่จะเข้าใจมันหรือไม่นั่นขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคล นักล่าทุกคนนั้นสามารถบรรลุและประยุกต์ใช้มันเข้ากับการต่อสู้ สัตว์อสูรก็เช่นกันพวกมันสามารถประยุกต์ใช้กฎเกณฑ์ต่างๆได้เช่นเดียวกับมนุษย์เพียงแต่สัตว์อสูรนั้นจะต้องมีสติปัญญาที่เทียบเท่ากับมนุษย์เท่านั้นเอง
    การบรรลุกฎเกณฑ์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด นักล่าทุกคนสามารถบรรลุถึงกฎเกณฑ์ได้หลายอย่างและหลายระดับขึ้นอยู่กับการรับรู้และความเข้าใจต่อกฎเกณฑ์นั้นๆ สิ่งที่อยู่ภายในกฎเกณฑ์นั้นมีมากมายและหลากหลาย การบรรลุกฎเกณฑ์ของนักล่าแต่ละคนนั้นอย่าจะบรรลุถึงกฎเกณฑ์แบบเดียวกัน แต่อาจจะไม่ได้บรรลุถึงสิ่งเดียวกันจากกฎเกณฑ์นั้น
    ระดับของการเข้าใจในกฎเกณฑ์ของโลกอัชวาลนั้นแบ่งออกเป็นห้าระดับ คือ ระดับพื้นฐาน ระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง ระดับสมบูรณ์ ในระดับพื้นฐาน เรียกได้ว่าเป็นการเริ่มต้นการรับรู้ถึงบางอย่างกฎเกณฑ์นั้นๆ ซึ่งความเข้าใจในระดับนี้นั้นถือว่ายังตื้นเขินเกินกว่าที่จะประยุกต์ใช้กับทักษะของนักล่าได้ แต่นักล่าทั่วไปก็ยากที่จะผ่านขอบเขตการรับรู้จาการไม่เคยรับรู้สู่การรับรู้ระดับพื้นฐานได้
    ระดับต้น เป็นความเข้าใจส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์ใดกฎเกณฑ์หนึ่งได้อย่างลึกซึ้ง อย่างเช่น กฎเกณฑ์แห่งไฟ ในระดับต้นนั้นก็สามารถเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องของความร้อนหรือการแผดเผา เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งและสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับทักษะของนักล่าได้ เพียงแค่นักล่าที่สามารถบรรลุถึงความเข้าใจของกฎเกณฑ์ระดับนี้เท่านั้นที่จะถือว่าเป็นนักล่าอย่างแท้จริง
    ระดับกลาง เป็นการเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงองค์ประกอบของกฎเกณฑ์นั้นอย่างถ่องแท้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับทักษะนักล่าราวกับเป็นหนึ่งเดียวกับลมหายใจ สามารถเข้าใจถึงส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์นั้นๆได้จนถึงขั้นองค์ประกอบ สามารถรวมส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์เข้าด้วยกันได้อย่างเชี่ยวชาญ
    สำหรับในระดับสูงเป็นเรื่องยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรหรือคว้าดวงดาวบนฟากฟ้า และผู้ที่บรรลุถึงขั้นนี้นั้นยังเป็นตนตนที่เป็นยิ่งกว่าเทพเจ้าในหมู่นักล่าด้วยกัน
    ระดับสมบูรณ์นั้นไม่อาจที่จะสันหาคำใดมาอธิบายได้เลย มีแต่ตัวตนที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าขีดจำกัดของมนุษย์เท่านั้นที่จะสามารถบรรลุถึงความเข้าใจอันยิ่งใหญ่ของจักรวาลได้ ชั่วชีวิตของคน คนหนึ่งอาจจะไม่สามารถบรรลุสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ได้เลยแม้แต่ส่วนเล็กๆของกฎเกณฑ์
    สำหรับการรับรู้และเข้าใจกฎเกณฑ์ของสิ่งต่างๆ ทุกคนรู้ว่าถ้าเป็นเปลวไฟมันก็จะร้อน เป็นน้ำแข็งมันก็จะเย็น แต่เมื่อเราสามารถเข้าถึงกฎเกณฑ์ของสิ่งต่างๆได้อย่างลึกซึ้ง เปลวไฟอาจจะไม่ใช่เพียงแค่ความร้อนเพียงอย่าเดียวแต่บางทีมันอาจจะเย็นด้วยก็ได้ น้ำแข็งก็เช่นกันมันไม่เพียงแต่จะเย็นแต่ในบางทีมันอาจจะร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวไฟ
    โดยนักล่าที่บรรลุถึงความเข้าใจและรับรู้ถึงกฎเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งได้นั้นจะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก นักล่าที่รับรู้ได้ถึงกฎเกณฑ์นั้นจะถือได้ว่าเป็นนักล่าอย่างแท้จริง ความแข็งแกร่งของนักล่าคนนั้นจะไร้ซึ่งขีดจำกัดและสามารถพัฒนาระดับชีวิตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนนักล่าที่ไม่สามารถบรรลุถึงกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งชีวิตของเขาหรือเธอจะเป็นได้เพียงแค่คนธรรมดาในหมู่นักล่าด้วยกัน
    สำหรับสลัคม่านั้นเขาสามารถบรรลุถึงกฎเกณฑ์แห่งการทำลายล้าง ซึ่งถือได้ว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่อยู่ในจุดที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์อื่นๆมากมาย ส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์แห่งการทำลายล้างนั้นมีอยู่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การสลาย การฉีกกระชาก การทะลวง การสั่นสะเทือน การแตกออกและอื่นๆอีกมากมาย
    สลัคม่านั้นบรรลุถึงส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์แห่งการทำลายในด้านการสั่นสะเทือน การโจมตีของเขาเต็มไปด้วยพลังจากการสั่นสะเทือน มันจะทำให้เขาแฝงและส่งผ่านการสั่นสะเทือนไปยังศัตรู ศัตรูของเขาจะได้รับการโจมตีที่รุนแรงยิ่งกว่าการโจมตีธรรมดาที่ไม่ได้แฝงกฎเกณฑ์แห่งการทำลายหลายสิบเท่า แต่สลัคม่านั้นยังไม่บรรลุถึงกฎเกณฑ์แห่งการทำลายล้างในด้านการสั่นสะเทือนดีพอ และทุกสิ่งย่อมมีข้อแลกเปลี่ยนเมื่อเขาใช้การสั่นสะเทือนมันก็จะสั่นสะเทือนมาที่เขาด้วยทำให้เขาต้องรับภาระจากการสั่นสะเทือนนั้นด้วย
    สลัคม่ายืนมองผลงานของเขาก่อนที่จะทรุดลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อน เมื่อเห็นว่าตัวเขาสามารถปราบเจ้าอสูรลงได้อย่างสมบูรณ์ เขาจึงสามารถผ่อนลมหายออกมาได้
    จากนั้นซาเบลจึงเดินเข้ามาลากร่างสลัคม่าออกไปจากตรงนั้น แล้วจึงวางที่กำแพงเมืองก่อนที่เธอจะเดินกลับเข้าสู่สนามรบอีกครั้ง
    ในตอนนี้นั้นจ้าวสัตว์อสูรระดับไดม่อนถูกกำจัดไปแล้วสองตัวเหลืออีกเพียงสองตัวที่ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงของเหล่านักล่าที่กำลังเผชิญกับสงครามสัตว์อสูรอสูรอยู่
    ในตอนนั้นเองที่ซาเบลเดินกลับเข้ามาในสนามรบ ก็ปรากฏหัวของสัตว์อสูรตัวหนึ่งพุ่งทะลุพื้นดินขึ้นมาตรงจุดที่เธอยืนอยู่
    หัวนั้นเป็นของสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายหัวของงูเห่าแต่มันมีหงอนสีแดงอยู่บนหัวของมัน แต่เพียงพริบตาเดียวมันก็หายไปจากตรงนั้น ซาเบลที่ใช้ดาบในมือกันการโจมตีของสัตว์อสูรตัวนั้นถูกกระแทกกระเด็นออกไป จากนั้นเธอจึงพลิกตัวกลางอากาศแล้วจึงลงพื้นได้อย่างมั่นคง เธอกวาดตามองออกไปรอบๆแต่ก็ไม่พบสัตว์อสูรตัวนั้น
    ในตอนนี้นั้นม่านพลังป้องกันเมืองพลังทลายลงไปแล้วกว่าร้อยละแปดสิบ อีกเพียงไม่นานสัตว์อสูรที่เหลืออยู่กว่าหนึ่งพันตัวก็จะสามารถบุกเข้ามาโจมตีเมืองไวท์ชาโดว์ได้ นักล่าที่อยู่ด้านหน้ากำแพงเมืองนั้นเริ่มมีคนที่บาดเจ็บล้มตายบ้างแล้ว จึงทำให้นักล่าหลายคนเริ่มที่จะหนีออกจากสนามรบ แต่ก็ล้วนเป็นนักล่าระดับต่ำทั้งสิ้น