(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer

    บทที่ 126 อามิร่า หญิงสาวจากอินเซนเดีย (+ประกาศเล็กน้อย)

    (มีประกาศท้ายบท แวะอ่านหน่อยนะครับ :D)


    บทที่ 126

    อามิร่า หญิงสาวจากอินเซนเดีย



    คิท... กำลังรู้สึกเหมือนมีกำแพงภาษามาขวางกั้น เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงหงุดหงิด และมันคงจะแย่กว่านี้ถ้าซิลเวอร์ไนท์ไม่ทำหน้าที่ช่วยแปลภาษาให้ได้รับรู้


    “นายหญิง... แผนการเดินทางของพวกเราจะเป็นอย่างไรต่อเจ้าคะ”

    “ข้าอยากไปที่วินเดลแล้วตรงไปที่รัสเซลเหลือเกิน แต่ว่าอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ เฮ้อ... ไม่รู้ว่าคนที่นี่อยู่กันได้อย่างไร”

    “นั่นสิเจ้าคะ ไม่เห็นน่าอยู่สักนิด มีแต่ภูเขาหินและอากาศอันหนาวเหน็บ บรือ... ยังดีที่มีผ้าเนื้อนิ่มๆ ขาย ไม่อย่างนั้นพวกเราแย่แน่”

    “ท้องทะเลของเมืองนี้ช่างหดหู่เหลือเกิน เย็นและดำมืดยิ่งนัก...”


    กลิ่นเกลือทะเลลอยมาให้ผู้คนที่ไม่คุ้นเคยรู้สึกหลงใหล สายตาของท่านหญิงที่มีข้ารับใช้สองนางติดตามมาทอดมองออกไปยังเวิ้งฟ้าและผืนทะเลที่ไกลแสนไกล


    คิทเริ่มมองตามไปยังภาพเบื้องหน้า แต่เขาไม่ได้มองทะเลกับท้องฟ้าอันมืดมิดและหดหู่ สายตาของท่านชายกำลังเห็นเมืองที่ทอดยาวตามชายฝั่ง แสงไฟยังคงระยิบระยับน่าค้นหา


    สายตาสองคู่ บนภาพหนึ่งภาพ แต่กลับเห็นแตกต่างนัก...


    ขณะที่เจ้านายของแต่ละฝ่ายเหมือนจะไม่อยากพูดคุยต่อ ข้ารับใช้ที่เป็นสองสาว และสองภูตจึงเริ่มกินอาหารของตนอย่างเอร็ดอร่อย คิทและหญิงสาวปริศนาสบตากันอีกครั้งอย่างไม่ได้ตั้งใจ ฝ่ายชายหนุ่มรู้ว่าเสียมารยาทจึงหลบสายตาทำทีเป็นกินอาหารตรงหน้าเหมือนเคย

    ทว่าฝ่ายหญิงสาวกับรู้สึกว่าเขาช่างน่ารักนัก รูปร่างหน้าตาดูธรรมดา ชีวิตของอีกฝ่ายคงจะเรียบง่าย มีความสุขดี ไม่เหมือนกับเธอที่ต้องระหกระเหเร่ร่อนเหมือนคนไร้บ้าน ทำการค้าหรือไม่ก็รับจ้างเสิร์ฟอาหารหาเลี้ยงชีพ คอยปกปิดฐานะของตนเองไปวันๆ


    “ป้าขอโทษด้วยนะจ๊ะพ่อหนุ่ม ช่วงนี้คนออกจากบ้านมากินอาหารค่ำกันเยอะมากกก... ขอบใจที่แบ่งโต๊ะให้แขกท่านอื่นนะจ๊ะ”

    “ไม่เป็นไรครับป้า ข้ากำลังรออาหารจานพิเศษอยู่นะครับ ฮิๆ” ชายหนุ่มขยิบตาให้คุณป้าจนเธอยิ้มกว้าง

    “ไม่ต้องห่วงจ้า เด็กหนุ่มจากเรดวู้ดอย่างเธอ ได้อาหารพื้นเมืองแห่งบอราลที่เราภาคภูมิใจแน่นอน ป้าขอเอาผ้ากันเปื้อนเป็นประกัน”

    “นี่... ใครเขาจะอยากได้ผ้ากันเปื้อนของเธอกัน ยัยมาร์กาเร็ต ฮ่าๆๆ” ลูกค้าโต๊ะข้างเคียงที่ดูคุ้นเคยกับเจ้าของร้านดีเอ่ยแซวอย่างเป็นกันเอง เป็นเหตุการณ์ที่ดูสนุกสนานมากทีเดียว


    สถานการณ์บนโต๊ะอาหารควรจะเป็นเช่นเดิม... ทว่าขณะนี้ ท่านหญิงผู้ลึกลับกำลังจ้องมองมายังคิทอย่างไม่ละสายตา ไม่หลบหน้า ไม่พูดคุย ไม่ทานอะไรต่อทั้งนั้น สามสาวเหมือนตกอยู่ในภวังค์ความคิดที่ค่อนข้างยุ่งเหยิง

    ไม่นานนักเธอก็เอ่ยปาก ท่ามกลางร้านอาหารที่เฮฮาและครื้นเครง คิทกลับได้ยินเสียงของอีกฝ่ายชัดเจนนัก


    “ท่าน...” คำเรียกขานของเขายังคงฟังดูนอบน้อมเช่นเดิม “ท่านมาจากเรดวู้ดจริงหรือ... ถ้าหากไม่รังเกียจข้าขอทราบนามของท่านได้หรือไม่”

    (ธรรมเนียมของอินเซนเดีย หญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน ไม่อาจเอ่ยนามของตนก่อนได้... เจ้าต้องเอ่ยนามก่อน) คิทรับฟังโทรจิตของซิลจนคลายความสงสัย เพราะแรกเริ่มนั้นเขาอยากจะทราบชื่อของอีกฝ่ายก่อนมากกว่า แต่ดูเหมือนธรรมเนียมของดินแดนจะมีความเชื่อที่แตกต่างกันเสียนี่

    “ข้ามีชื่อว่า เดวิด ครับ มาจากเรดวู้ดจริงแท้แน่นอนครับ....” (ถ้าไม่นับว่าไปเกิดเป็นคนโน้นทีคนนี้ทีมาร้อยกว่าปีนะ)

    “ข้ามีนามว่า อามิร่า เป็นชาวอินเซนเดีย ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” เธอก้มหัวให้เขาเล็กน้อย

    “เจ้าหญิง... น่ะหรือ...” คิทพูดขึ้นมาลอยๆ เพราะซิลแปลความหมายของชื่อเธอให้ฟัง โชคดีที่เขาเหม่อลอยจนไม่ทันได้สังเกตเห็นมือของหญิงสาวทั้งสามที่กำลังสั่นเล็กน้อย ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว “ชื่อของท่านหญิง มีความหมายที่ดีนะครับ งดงามเหมือนเจ้าหญิงจริงทีเดียว”

    “ท่านเดวิด รู้ภาษาอินเซนเดียด้วยเหรอคะ?”

    “เคยมีคนเล่าให้ฟังนิดหน่อยนะครับ แต่ข้าหัวช้าเลยจำได้น้อยมาก แหะๆ”

    (ถ้าท่านหัวช้า... คงไม่มีใครในดินแดนที่ฉลาดอีกแล้ว เพ้อเจ้อจริงๆ) ซิลส่งเสียงร้องแก่วกเหมือนขัดใจ จากนั้นก็หันไปกินเนื้อย่างต่อ การกระทำของซิลเวอร์ไนท์อยู่ในสายตาของอามิร่าตลอด

    “เป็นสัตว์เลี้ยงที่ดูฉลาดจริงๆ ขนสวยมากเลยค่ะ” อามิร่ามองตาเป็นประกาย อาณาจักรทางตอนใต้นั้นบูชานกเหยี่ยวมานานนับพันปีแล้ว อันที่จริงเธอตัดสินใจจะนั่งโต๊ะร่วมกับเดวิดก็เพราะเห็นเหยี่ยวหน้าตาประหลาดนี่แหละ ไม่นึกว่าจะเจอแจ็คพอตเป็นการได้พูดคุยกับคนจากเรดวู้ดเสียนี่


    ช่างเป็นวันที่ดีในสายตาของสามสาวนัก แม้แต่อามาลที่มีท่าทีแข็งกระด้างและไม่ไว้ใจตั้งแต่แรกพบก็อ่อนลงหลายส่วน


    อาหารมื้อเย็นระหว่างคนแปลกหน้าจึงเริ่มเปลี่ยนไปเป็นวงพูดคุยระหว่างหนึ่งชายหนุ่มกับสามสาวจากอินเซนเดีย เดวิดนั้นเข้ากับคนแปลกหน้าได้ง่าย จึงไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ฝ่ายหญิงสาวเองก็แปลกใจที่ตนเองสามารถพูดคุยได้อย่างไร้กังวลเช่นกัน

    สามสาวสอบถามเพื่อยืนยันความมั่นใจว่าอีกฝ่ายมาจากเรดวู้ดจริงๆ อยู่พักใหญ่ จนกระทั่งเมื่อได้เห็นเอกสารเดินทางประจำตัวที่ระบุถิ่นกำเนิดแท้จริงของชายหนุ่ม พวกเธอก็เบาใจ... หลังจากนั้นพวกเธอก็ถามคิทละเอียดยิบ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับแดนเหนือทำให้ผู้ฟังเบิกตากว้าง แววตาเปล่งประกายระยิบระยับเหมือนได้ฟังเรื่องเล่าในตำนานอันยิ่งใหญ่ รอยยิ้มกับเสียงหัวเราะของอามิร่าดึงดูดอีกฝ่ายเอาไว้ได้ดีทีเดียว

    ความต้องการของคนอินเซนเดียกลุ่มนี้นั้นเด่นชัด พวกเธออยากจะไปเยือนเมืองในคำเล่าลือที่คนจำนวนมากมายทั่วดินแดนกำลังกล่าวขานว่าเป็นแดนสวรรค์ อันที่จริงคิทยังได้ทราบเรื่องราวเบื้องลึกที่พวกเธอมักจะคุยกันเป็นภาษาอินเซนเดียเพื่อปกปิดเนื้อหาอันแสนเคร่งเครียดและอันตราย


    (ดูเหมือนว่าที่ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ คงเป็นเพราะมีคนตามล่าอยู่กระมัง จากที่ข้าได้ฟัง อืม... จะว่าไงดีล่ะ มีคนสามกลุ่มกำลังตามหาตัวเธออยู่ในขณะนี้ สองกลุ่มมีเป้าหมายถึงชีวิต ส่วนอีกกลุ่มนั้น... แม้แต่เธอเองก็ไม่แน่ใจ)

    (โดนไล่ล่าอย่างนั้นหรือ จากอินเซนเดียเลยเนี่ยนะ) คิทขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่านชายรู้สึกได้ถึงกลิ่นความวุ่นวายตงิดๆ

    (จะเกี่ยวกับที่หน่วยข่าวบอกไว้ว่ามีกลุ่มคนมีพิรุธจากอินเซนเดียเดินทางไปที่วินเดลหรือเปล่า)

    (ข้าคิดว่าเป็นไปได้ ท่านควรจะได้ข้อมูลจากสายข่าวทั่วอาณาจักรในอีกไม่กี่วันนี่ ส่งจดหมายไปย้ำเตือนเรื่องนี้เป็นพิเศษเสียสิ)

    (ข้าก็คิดเช่นนั้น เสร็จจากอาหารมื้อนี้แล้วฝากเตือนด้วยล่ะ) ความเห็นของซิลช่วยย้ำเตือนความคิดของเขาได้ดี


    บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าโชคชะตาช่างเล่นตลกมากเกินไป


    ผู้คนนับล้านในดินแดน เดินผ่านไปผ่านมาทุกวัน แต่กลับเป็นวันนี้ที่เขาบังเอิญมาเจอเรื่องพัวพันของปัญหาที่ลุกลามและฝังรากลึกในอาณาจักรเสียนี่ ทว่าท่านชายกลับต้องเก็บความคิดนั้นเอาไว้ก่อน ข้อมูลสำคัญเช่นนี้จะต้องได้รับการยืนยันจนชัดเจนก่อนจะเริ่มดำเนินแผนขั้นต่อไปได้

    ชายหญิงทั้งสี่คุยกันจนลืมเวลา แขกในร้านเริ่มลดลงจนแทบจะไม่มีแล้ว ร้านก็ใกล้ปิดเต็มที คุณป้ากับสามีที่เป็นพ่อครัวประจำร้านได้เสิร์ฟอาหารเลิศรสของบอราลหลายจาน พวกมันเป็นอาหารท้องถิ่นที่ทำให้คิทพอใจมากทีเดียว

    สุดท้าย... ก็ถึงเวลาต้องแยกจากกัน ทั้งคิทและอามิร่ารู้สึกว่าพวกเขาสามารถเรียกอีกฝ่ายได้เต็มปากว่า ‘สหาย’ นี่เป็นครั้งแรกที่ชาวอินเซนเดียได้รับไมตรีอย่างไม่ปิดบัง เธอพอใจกับการพบเจออย่างบังเอิญในครั้งนี้มากทีเดียว


    “สรุปว่าท่าน ไม่แนะนำให้เดินทางไปรัสเซลตอนนี้สินะ ด้วยเหตุผลอะไรหรือ”

    “ข้าเพิ่งผ่านวินเดลมาครับ ที่นั่นแย่มากๆ หมู่บ้านรอบนอกรกร้างเกือบหมดแล้ว ในเมืองก็แทบไม่มีอะไรจะกิน ถ้าเดินทางเวลานี้พวกท่านทั้งสามต้องแย่แน่ๆ ไม่เจอปล้นชิงก็เจอขุนนางที่ดักรออยู่ก่อนแล้ว...”

    “ข้าเข้าใจ... บางครั้งก็หลงลืมไปเพราะบอราลช่างงดงามและสงบสุขเหมือนเช่นที่มอราลและสโตนเกทก็มิผิดนัก แต่ว่าข้าแปลกใจ... ทำไมเขตอื่นที่ท่านว่าถึงย่ำแย่ขนาดนั้น” เธอฟังคำเตือนด้วยใจจริงของอีกฝ่าย จากนั้นก็พยายามขบคิด

    “ขุนนางน่ะครับ... มีทั้งดี และก็ไม่ดี ข้าเองก็จนใจเช่นกัน”

    “เป็นสถานการณ์ที่ลำบาก ทั้งสำหรับชาวเซริสแล้วก็พวกข้าด้วย” อามิร่าลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกไป “ข้าขอบอกท่านตามตรง พวกเราอยากจะไปอาศัยที่รัสเซลเพื่อหนีปัญหาพัวพันบางอย่าง ขณะนี้ก็จวนตัวเต็มที... เอ่อ ขออย่าได้เข้าใจผิด ข้าขอรับรองด้วยชีวิตว่าปัญหาอันนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เป็นความผิดของพวกเราแม้แต่น้อย”


    คิทได้ยินดังนั้นก็ชะงัก เขามีความสามารถที่จะพาอีกฝ่ายกลับไปที่แดนเหนือได้ทันที แต่เรื่องที่ยังไม่ได้ยืนยันเช่นนี้ อาจทำให้เขาชักศึกเข้าบ้านโดยที่ไม่รู้ตัว ความสามารถในการเคลื่อนย้ายข้ามดินแดนก็ยังเป็นความลับที่รู้กันในครอบครัวเท่านั้น ไม่อาจมีข้อแม้ หรือเปิดเผยให้คนนอกสังกัดได้รับทราบ


    เขายังเสี่ยงไม่ได้... ไม่ว่าอีกฝ่ายจะถูกตาต้องใจอย่างไรก็ตาม เขาพอจะเดาได้ว่าตนเองมีความรู้สึกอย่างไรกับหญิงสาวตรงหน้า

    รักแรกพบ... ไม่มีจริงสำหรับเขา เป็นแค่ความรู้สึกประทับใจเมื่อแรกเริ่มเท่านั้น สุดท้ายมันก็จะจางหายไปตามกาลเวลา

    เขาคิดเช่นนั้น บางทีความเก่าแก่ของจิตวิญญาณก็ทำให้หนุ่มน้อยไม่สามารถก้าวผ่านอะไรบางอย่างได้


    พวกเธอมีทางเลือกไม่มากนัก... หลังจากได้พูดคุยอยู่นานจนป้ามากาเร็ตแทบจะไล่ออกจากร้าน คิทก็สั่งเครื่องดื่มหวาน พร้อมขนมหวานและผลไม้มาอีกหลายจานเพื่อให้ป้าทนเปิดได้อีกหน่อย

    เขากำลังพยายามหาทางช่วยเหลือ แม้ว่าตนจะไม่อาจเผยความสามารถของตนเองจนทำให้ครอบครัวมีอันตรายก็ตาม ขณะนี้เขายังมีสหายที่เป็นลอร์ดแห่งบอราล แถมยังมีสายข่าวอยู่ที่นี่อีกถึงห้าคน ทั้งห้าไม่สามารถมาพบเขาได้นานนัก เพราะต้องทำงานแฝงตัวอยู่ในเขตนี้ซึ่งมีงานเยอะจนวุ่นวายทุกวัน แผ่นไม้สลักมนตราสื่อสารจึงถูกมอบให้เรียบร้อย เพื่อความสะดวกในอนาคต


    คิทจึงกำลังชั่งใจ... ระหว่างขอที่พักจากลอร์ดบอราลคนนั้น กับให้เหล่าสายลับช่วยดูแล...


    สุดท้ายท่านชายคนเก่งก็ถอนหายใจ หญิงสาวจากต่างแดนที่มีกลิ่นอายสูงส่ง คงไม่เหมาะจะอยู่กับสายลับของแดนเหนือที่ทำงานหาเช้ากินค่ำอยู่ที่นี่


    “ข้าอาจจะช่วยพวกท่านได้... แต่มีข้อแม้บางอย่าง” สายตาอันแน่วแน่ของคิททำให้อามิร่ารู้สึกขนลุกเล็กน้อย เธอกำลังรับฟังอย่างตั้งใจ

    “พวกท่านไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโน่นมานี่ให้เสียเวลา อย่างน้อยพักผ่อนอยู่ที่เมืองชายทะเลแห่งนี้จนกว่าฤดูใบไม้ผลิจะมาถึงก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร”

    “แต่ว่า... ทุนทรัพย์ของพวกเราร่อยหรอเต็มที จะให้อยู่ที่เมืองอันแสนแพงแห่งนี้ก็เกรงว่า... จะอยู่ได้ไม่นาน” เธอกำลังอับอายในสถานการณ์ย่ำแย่ของตัวเอง จะให้ทำงานรับจ้างในดินแดนนี้เธอก็ไม่ถนัด หลายครั้งที่เกิดปัญหาจนอามาลและผู้ติดตามอีกคนต้องถูกเลิกจ้างเพราะทำสินค้าเสียหายมากเกินไป “มิสู้กลับไปอินเซนเดียเผื่อจะเจอทางออกบ้าง”


    แม้จะเคยมียศศักดิ์และสูงส่งเพียงใด แต่เธอก็สู้ชีวิต ไม่งอมืองอเท้าเหมือนที่ควรจะเป็น


    “ข้ามีทางเลือกให้ท่าน แต่ยังคงยืนยันว่ามีข้อแม้บางประการ ต้องการรับฟังหรือไม่?” ชายหนุ่มยังคงถามอีกครั้ง เขาต้องการคำตอบตามตรง อามิร่าเริ่มกัดริมฝีปากเพราะความจวนตัว

    “ข้าขอรับฟัง ตกลงหรือไม่ค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน”

    “ข้ามีสหายของครอบครัวอยู่ที่เมืองแห่งนี้ จึงอาจจะจัดที่พักให้ท่านอยู่อาศัยตลอดฤดูหนาวได้อย่างไม่ต้องกังวล ตัวเลือกแรกไม่ต้องทำงานใดๆ ส่วนตัวเลือกที่สองนั้น อาจจะต้องทำงานบ้างเล็กน้อย...”

    “ข้าคงไม่ขออยู่ฟรีอย่างไร้เกียรติ เชิญกล่าวข้อแม้หรือข้อแลกเปลี่ยนของท่านเถอะ” คิทพยักหน้าและยิ้มอย่างชอบใจ อีกฝ่ายเป็นท่านหญิงแกร่งที่หาได้ยากนัก

    “ข้อแม้คือ... เราไม่เคยเจอกัน... นี่เป็นเรื่องบังเอิญ ไม่มีสิ่งใดติดค้างทั้งนั้น พวกท่านทำได้หรือเปล่า?” หญิงสาวทั้งสามมองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจ อีกฝ่ายยังคงยิ้มร่ารอคำตอบรับ ปากกำลังเคี้ยวผลเบอร์รี่ราดน้ำหวานอย่างชอบใจ ไม่ได้เคร่งเครียดกับคำตอบของพวกเธอสักนิด

    “ตกลง! ไม่เคยเจอ (เพียงแค่จดจำไว้คงไม่มีปัญหา) นี่เป็นเรื่องบังเอิญ (เรื่องบังเอิญไม่มีอยู่จริง) และไม่ติดค้าง (แต่ถ้ามีโอกาส ข้าก็จะตอบแทนให้เหมาะสม บุญคุณไม่ว่าอย่างไรก็ควรทดแทน)” แน่นอนว่าคำพูดในใจเหล่านั้น ไม่ได้ถูกกล่าวออกไปให้อีกฝ่ายได้ยิน

    “เยี่ยม ฮี่ๆ” คิทหยิบแผ่นกระดาษในกระเป๋าก่อนจะลงมือขีดเขียนและประทับตราสีเขียวลงไปอย่างแผ่วเบาท่ามกลางอักขระมายาที่คอยสร้างภาพเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “พรุ่งนี้ไปรอแถวจัตุรัสกลางเมืองฝั่งตะวันออกนะครับ มันเป็นจุดนับพบที่พลุกพล่านทีเดียว ถ้าอย่างไรหาผ้าสีแดงสดผูกเอาไว้ที่ข้อมือสักข้างเพื่อให้เห็นได้ชัดเจนด้วยนะครับ” ชายหนุ่มพูดเสร็จก็ยื่นซองจดหมายที่ปิดผนึกเอาไว้อย่างแน่นหนา และจะเปิดออกต่อหน้าสายเลือดของมาร์ควิสแห่งบอราลเท่านั้น

    “จำคำสัญญาด้วยนะครับ มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง ขอตัวก่อนแล้ว เดี๋ยวจะมีปัญหากับเจ้าของร้าน”

    “โชคดีครับ”


    เด็กหนุ่มที่ดูธรรมดาเดินจากไปแล้ว พรรคพวกของอามิร่าจึงมองซองจดหมายอย่างไม่เข้าใจ

    มันจะช่วยพวกเธอได้อย่างไร แค่เปิดก็ยังทำไม่ได้... ครั้นจะมองหาอีกฝ่ายเพื่อซักถาม...

    เจ้าหนุ่มคนนั้นก็หายไปเสียแล้ว



    _________________________

    ใครอยากอ่านยาว ๆ แวะไปอุดหนุน Ebook เรื่อง ทำสวน? ใครว่าง่าย ได้ใน Meb Market นะครับ

    มีครบ 9 เล่ม จบบริบูรณ์ทุกภาคครับผม พร้อมตอนพิเศษและภาพสวย ๆ ให้ได้รับชมเพิ่มเติมเป็นพิเศษด้วยฮะ


    https://www.mebmarket.com/?action=book_details&book_id=223064


    กดดูเล่มอื่น ๆ ได้ในซีรี่ส์เลยนะครับผม ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ




    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer ที่คุณอ่าน