“เด็กคนนั้นไม่ได้เป็นบ้าหรอกหรือขอรับท่านพ่อ นี่ไม่ได้ไม่เสียสติอย่างเดียว เขายังไม่ได้เป็นใบ้ด้วย” บุตรชายคนโตของหัวหน้าตระกูลถังกล่าว เมื่อฉีจิงลากลับไปแล้ว
“คิดดูแล้วก็มีเพียงอารมณ์ที่ดูแปลก ๆ ไปบ้าง” ชายชรากล่าว “เมื่อวานที่เขายืนอยู่ข้าง ๆ พี่ชายนั้น ไม่เห็นจะขยับตัว แถมยังเงียบกริบไม่ส่งเสียงอะไรออกมาสักนิด ช่างแตกต่างจากเด็กคนอื่นเสียจริง”
ถังหย่งลองคิดอย่างละเอียด สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบาพูดว่า “แล้วก็ไม่รู้ว่าที่เขาเรียกว่าพี่สาว จะหมายถึงถังฉือเย่หรือไม่?”
“ใช่ก็ดี! ไม่ใช่ก็ดี! เพราะที่สุดแล้วมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องแย่อะไร…ฉีจิงผู้นี้หากวันหลังเจ้าได้เจอกับเขาก็สุภาพกับเขาหน่อย ดูจากที่พ่อหนุ่มคนนี้จัดการเรื่องต่าง ๆ แล้ว เขาคงไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน”
ชายหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของบิดา “เวลาจะทำอะไรก็ใจใหญ่ ใจกว้างเสียจริง ขนาดพระพุทธรูปที่ทำมาจากทองคำ เขายังบอกว่าจะไม่เอาก็ไม่เอาเสียอย่างนั้น ไม่รู้สึกเสียดายเลยสักนิด”
ชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังเหลือบตามองที่บุตรชายแวบหนึ่ง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงบอกว่า “ตอนแรกข้าก็คิดเช่นนั้น แต่เมื่อกลับมาคิดดูดี ๆ เรื่องพระพุทธรูปทองคำอะไรนั่น…จะมีจริงหรือเปล่าก็พูดยาก ถ้าหากมีจริงครั้งนี้เขาก็ทำได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดทีเดียว”
………………………………….………
ถังฉือเย่ลงมือทำอาหารเช้าตั้งแต่ฟ้าเริ่มสางก่อนจะนั่งลงกินข้าวกับเสี่ยวเหยา พร้อมกันนั้นก็นั่งคิดไปว่าวันนี้ตนควรขึ้นไปบนภูเขาดีหรือไม่ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นกลับมองเห็นวังซื่อที่กำลังมองมาด้วยสายตาดูถูก หญิงสาวพิจารณาอยู่นานกว่าจะเข้าใจอะไรบางอย่าง
“ท่านพูดบ่นข้าอยู่ทั้งวัน ไม่ใช่ว่าท่านต้องไปหาผู้ชายหรอกหรือ?” ถังฉือเย่ถามเพราะรู้สึกว่าวังซื่อจะต้องมีปัญหาอะไรสักอย่าง แม้จะรู้ว่าไม่ใช่คนเป็นแม่ทุกคนที่จะรักลูก ยิ่งวังซื่อที่เป็นดั่งแม่ดอกบัวขาวด้วยแล้ว ภายนอกแม้จะมีใบหน้างดงามแต่จิตใจกลับเน่าเฟะ เพราะฉะนั้นถึงนางจะไม่รักลูกก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงคนพูดดังขึ้นมาจากด้านนอก
“เย่เอ๋อร์!”
ถังฉือเย่ขานรับก่อนจะผุดลุกขึ้นแล้วเดินไปดูที่หน้าประตูซึ่งก็ได้เห็นว่าคนที่มาเรียกนั้นคือท่านป้าของนางนั่นเอง
“เมื่อครู่ท่านหมอเฉินฝากข้ามาบอกเจ้าน่ะเขาบอกว่ากระต่ายที่เจ้าติดเขาอยู่เมื่อไหร่จะเอามาให้ ใกล้ถึงวันแล้วนะ”
ใช่แล้ว! หญิงสาวนึกอุทานในใจ เพราะลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านป้ามากที่อุตส่าห์เดินมาบอก”
“ขอบใจอะไรกัน ข้าแค่ผ่านมาก็เท่านั้น” พูดเสร็จนางก็เดินจากไป
ถังฉือเย่กลับเข้ามาเก็บของอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เตรียมตัวจะขึ้นภูเขา แต่รู้สึกว่าภายในบ้านนั้นไม่ค่อยน่าวางใจเท่าไหร่ แต่หากพาเสี่ยวเหยาไปด้วย เด็กหญิงคงเดินตามไม่ทันแน่ ๆ อีกอย่างก็ดูแลไม่ได้ด้วย แต่แล้วในขณะที่กำลังกลุ้มใจอยู่นั้น ถังฉือเย่ก็เห็นเงาของคนตัวเล็ก ๆ วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็กอดนางไว้แน่นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“อาหยาง…” หญิงสาวทักอย่างยินดี “เจ้าจะช่วยอะไรข้าอย่างหนึ่งได้หรือไม่?”
เด็กชายมองดูเงียบ ๆ ถังฉือเย่จึงอธิบายต่อ “ข้าจะขึ้นไปบนภูเขาเสียหน่อย เจ้าพอจะช่วยเฝ้าบ้านให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ นอกจากข้าและพี่ของเจ้าแล้ว ห้ามให้ใครเข้ามาได้อย่างเด็ดขาด”
ฉีหยางกอดนางไว้แน่น ก่อนจะเปล่งเสียงออกมา “ขึ้นภูเขา…ด้วยกัน”
“ไม่ได้หรอกมันอันตรายเกินไป ข้าพาเจ้าไปด้วยกันไม่ได้หรอก แต่เจ้าน่ะไม่อยากช่วยพี่สาวคนนี้แล้วหรือ?”
เด็กหนุ่มยังคงไม่ยอม มือเล็ก ๆ ของเขายังกอดเอวนางไว้แน่น ถังฉือเย่ยิ้มตาหยีพลางก้มลงจูบเบา ๆ บนศีรษะของเขา พูดเสียงอ่อนโยน “ช่วยข้าหน่อยเถอะ หากเป็นคนอื่นแล้ว ข้าไม่วางใจเลย มีเพียงอาหยางเท่านั้นที่ทำได้”
เมื่อเห็นฉีหยางยืดอกอย่างภูมิใจก่อนจะปล่อยมือ หญิงสาวจึงสั่งอีกครั้ง “ก่อนเที่ยงข้าก็กลับมาแล้ว เมื่อกลับมาข้าจะทำอาหารให้เจ้ากินนะ เจ้าเล่นกับเสี่ยวเหยาในบ้าน เชื่อฟังข้านะ”
ฉีหยางเหลือบมองเสี่ยวเหยาด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบแวบหนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ถังฉือเย่กำชับกำชาเสี่ยวเหยาอีกเล็กน้อย เรื่องหลัก ๆ คือให้นางคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของฝั่งตระกูลถังเอาไว้ เมื่อพูดเสร็จก็เงยหน้าขึ้นหันมองตรงประตูมองเห็นฉีจิงนั่งอยู่บนเกวียน และกำลังมองมาในลานบ้านอย่างเงียบ ๆ จากนั้นก็ได้ยินเสียงของเขาตะโกนถามเข้ามาว่า
“อาหยาง เจ้าจะไม่ไปในเมืองกับพี่จริง ๆ หรือ?”
ฉีหยางไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง ชายหนุ่มหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อยหันกลับมาถามถังฉือเย่ว่า “ข้าจะเข้าไปในเมือง เจ้าจะฝากซื้ออะไรหรือไม่?”
หญิงสาวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนบอก “ข้าอยากได้ตราชั่งกับหม้อต้มยา อย่างอื่นก็ช่วยข้าซื้อแป้งกับข้าวสาร ไม่ต้องเยอะมากนัก แล้วก็ฝากซื้อพวกขนมกับลูกอมด้วย”
ชายหนุ่มสกุลฉีพยักหน้า จากนั้นก็หันกลับไปขับเกวียนแล้วจากไป ถังฉือเย่เองก็ย่อตัวลงหยิบกระบุงขึ้นมาสะพายแล้วมุ่งหน้าขึ้นไปบนภูเขาทันที และก็รู้สึกว่ามีใครบางคนเดินอยู่ข้างหลังนาง…เสียงฝีเท้านั้นทั้งเรียบและหนัก
ความคิดแรกนางคิดว่าน่าจะเป็นถังหย่งหมิงแน่ ๆ จึงอดรู้สึกกลัวไม่ได้ แต่ก็ฝืนใจบ่ายหน้าขึ้นภูเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะหากิ่งไม้ใหญ่สักอันแล้วรีบหันหลังไปก็พบว่าเป็นเจ้าอ้วนที่กำลังเดินตามหลังซึ่งวิ่งมาจนเหนื่อยหอบ!
หญิงสาวผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นจึงหันกลับมาเดินต่อไปและในขณะที่เดินนั้นก็คิดหาวิธีวางกับดักกระต่ายไปด้วย เมื่อได้สถานที่เหมาะสมอันเป็นทางลาดชันที่หนึ่ง ถังฉือเย่จึงเริ่มวางกับดักซึ่งได้วางไว้หลายจุดมากด้วยความรวดเร็ว กระฉับกระเฉง
ขณะนั้นเอง! ก็ได้ยินฝีเท้าของถังฉือหยินที่ใกล้เข้ามา แต่แล้วก็ดูเหมือนว่าจะไกลออกไปอีก นางจึงอมยิ้มตรงมุมปาก นึกเหยียดเจ้าเด็กคนนี้เหลือกำลัง ดูเอาเถอะ! เขาช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน ลอบสะกดรอยตามมาเพียงเพื่อจะขโมยกระต่ายของเธอเหมือนครั้งก่อน
ถังฉือเย่ยิ้มตรงมุมปาก จากนั้นก็เริ่มทำกับดักเท้าแบบเหยียบตรงทางลาด โดยปกติกับดักเท้าแบบนี้นั้นเอาไว้ใช้ดักพวกไก่ป่า เมื่อวางเสร็จแล้วก็ต้องมัดก้อนหินเอาไว้ด้านหลังเชือกหรือไม่ก็เอาโคลนมาใส่ไว้ในถุง เช่นนั้นแล้วเมื่อไก่เดินมาติดกับดักก็จะถูกถังโคลนทับเอาไว้ ไม่สามารถตีปีกบินหนีไปไหนได้อีก!
หญิงสาวเหลียวซ้ายแลขวาตอนนี้ไม่มีของพวกนั้นเลย ดังนั้นนางจึงเอากับดักเท้านี้มาผูกไว้ระหว่างต้นไม้สองต้น ถังฉือหยินอ้วนจนก้มไม่ได้ เพียงแต่เขามองมาจากที่ไกล ๆ ก็ไม่เห็น ดังนั้นเด็กชายคนนั้นจะต้องเหยียบกับดักนี้อย่างแน่นอน!
หลังจากที่เหยียบแล้วนั้นกับดักเท้านี้ก็จะหดรัดในทันที แล้วทางลาดชันนี้แม้จะไม่ชันมากนัก หากเป็นคนธรรมดาแล้วเมื่อติดกับดักก็แค่เอามือค้ำตรงพื้นแล้วค่อย ๆ ถอยแกะออกก็คงไม่ยากนัก แต่หากเป็นถังฉือหยินที่อ้วนแล้วล่ะก็ ด้วยน้ำหนักของเขาเมื่อตกลงไปแล้วก็คงถูกรัดเอาไว้แน่นมากเป็นแน่ หากไม่ได้ใช้มีดไม่มีทางเลยที่จะแกะกับดักนี้ออก
เมื่อถังฉือเย่เก็บของและทำสัญลักษณ์เอาไว้เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็ยิ้มให้กับตัวเองอย่างมีเลศนัย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วหันหลังเดินกลับลงจากเขา ระหว่างทางนางก็แวะเก็บเห็ดมาเล็กน้อย คิดในใจเพราะไม่รู้ว่ามื้อเที่ยงนี้จะกินอะไรดี เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านนางก็ได้เจอเข้ากับบ้านที่กำลังฆ่าหมูอยู่พอดี เขาบอกว่ากำแพงล้มลงมาทับหมูที่เลี้ยงไว้จนตาย เพราะปกติแล้วหากไม่ใช่ปีใหม่หรือเทศกาลต่าง ๆ แล้ว ชาวบ้านจะไม่มีใครฆ่าหมู
ถังฉือเย่เดินเข้าไปดู เมื่อแน่ใจว่าเป็นหมูที่ถูกกำแพงทับตายจริง ไม่ใช่เป็นโรคอะไร นางจึงค่อยวางใจเลือกซื้อมาส่วนหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้เวลาเลือกซื้อเนื้อหมูนั้นก็มักจะเลือกซื้อตรงไขมัน เพื่อเอาไปทำเป็นน้ำมันหมู หรือกากหมูก็อร่อย ดังนั้นจึงเหลือเพียงแต่เนื้อที่ไม่ติดมัน ถังฉือเย่ตัดสินใจซื้อมาหนึ่งกิโล จากนั้นก็ซื้อกระดูกมาจำนวนหนึ่งเพื่อเอาไปเคี่ยวเป็นน้ำซุป
หญิงสาวถือเนื้อหมูนั้นกลับมา เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าฉีหยางกำลังถือกิ่งไม้อยู่ และขีดเขียนตัวหนังสือบนพื้น มืออีกข้างหนึ่งไขว้หลัง สีหน้าดูเคร่งขรึม ส่วนเสี่ยวเหยายืนอยู่ข้าง ๆ อย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่กล้ารบกวนเขา
พอเห็นหญิงสาวเดินกลับเข้ามาในบ้านฉีหยางก็ทิ้งกิ่งไม้ทันที แล้วรีบวิ่งเข้ามาหา เสี่ยวเหยาเองก็ร้องเรียกนางเสียงดัง ส่วนฉีหยางที่ไม่ชอบพูดมาแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่อเห็นเสี่ยวเหยาร้องเรียกนางแล้ว เด็กน้อยขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “พี่สาว”
ถังฉือเย่ยิ้มให้อย่างเอ็นดู พลางลูบหัวเขาเบา ๆ ก่อนจะเรียกเสี่ยวเหยา “เหยาเอ๋อร์ ไปยืมเขียงจากบ้านของป้าที่อยู่ตรงข้ามมาให้หน่อยสิ บอกว่าพวกเราจะห่อเกี๊ยว”
เกี๊ยว…หรือเกี๊ยวน้ำนั้นเรียกว่าเจี่ยวจึ ซึ่งปกแล้วจะไม่ค่อยมีคนทำเท่าไหร่นัก เสี่ยวเหยาขานรับจากนั้นจึงเดินออกไป ถังฉือเย่เทแป้งข้าวสาลีออกมา จากนั้นจึงรินน้ำร้อนลงไปผสมในแป้ง แล้วหันมาสั่งให้ฉีหยางเข้าไปหยิบเห็ดหอมที่เก็บไว้นำไปล้างให้สะอาด
ฉีหยางลงมือล้างเห็ดอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เห็นได้ชัดว่าเขาคงไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ถังฉือเย่จึงยิ้มก่อนจะเดินมาสอนว่าเขาต้องทำอย่างไร โชคดีที่เขาเป็นเด็กฉลาดมาก เพียงแค่สอนว่าต้องทำอย่างไร ฉีหยางก็ลงมือทำอย่างตั้งอกตั้งใจและละเอียดถี่ถ้วนมาก ดูแล้วไม่เหมือนเด็กเล็ก ๆ ทั่วไปเลยสักนิด
.
.
.