"ใคร" เฉินรุ่ยฟางปาดเช็ดน้ำตาก่อนจะมายืนที่หน้าประตูห้อง ไม่ช้านางก็มองลอดช่องเล็กที่หน้าประตูบ้าน เห็นหญิงสูงอายุผู้เป็นเจ้าของห้องที่เธอพักอาศัยมายืนอยู่
"เก็บค่าเช่า!"
เฉินรุ่ยฟางได้ยินประโยคนี้เธอก็ตกใจ เธอพึงนึกขึ้นได้ว่าค่าใช้จ่ายเมื่อเดือนที่แล้วเธอก็ผัดผ่อนเอาไว้ สาเหตุมาจากว่า แต่เดิมท่านพ่อของเฉินรุ่ยฟางนั้นแม้บาดเจ็บแต่เขาก็ทำงานให้สมาคมนักล่า ทำให้พ่อของเธอได้รับเงินค่าชดเชยแม้จะบาดเจ็บอยู่
แต่ระบบประกันค่ารักษาของสมาคมนักล่านั้นไม่เหมือนระบบราชการในโลกของหลี่เค่อ มันไม่ได้มอบเงินสวัสดิการให้ใครเปล่าๆ ไปตลอดชีวิต
ทุกอย่างมีขอบเขต และขอบเขตนั้นก็ได้หมดลงแล้วเมื่อเดือนที่แล้ว
"ขอโทษจริงๆ คะ คือว่า... หนูยังไม่มีเงินจ่ายตอนนี้คะคุณเจ้าของบ้าน แต่หนู..."
เจ้าของห้องเช่าไม่รอให้เฉินรุ่ยฟางพูดจบ ที่นี่คือย่านรอบนอก 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต' ผู้คนส่วนใหญ่ปากกัดตีนถีบ อุปนิสัยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ดีงาม และเจ้าของบ้านเช่าก็ไม่ใช่คนใจบุญสุนทาน เมื่อเธอได้ยินว่าเฉินรุ่ยฟางไม่มีเงินให้เธอ เธอก็ด่าว่าเฉินรุ่ยฟางอย่างเสียหายทันที
ทำเพื่อนบ้านรอบห้องเช่าถึงขนาดต้องเปิดประตูบ้านออกมาร่วมรับฟัง
เฉินไฮ่ผิงและเฉินซ่านกั๋วได้ยินเจ้าของบ้านเช่าด่าว่าพี่สาว สองเด็กชายไม่พอใจและรีบออกมาแก้ต่างว่าพี่สาวเราไม่ใช่แบบนั้น
แต่อย่างไรเจ้าของห้องเช่าก็ไม่ฟังสุดท้ายเธอก็ยื่นคำขาด
"มารดาก็แค่หญิงนางโลมจะไปสูงส่งอะไร ริคิดร่ำเรียนเป็นผู้ฝึกปราณบ่มเพาะเวทย์ แต่เงินค่าเช่าห้องถูกๆ 250,000 เหรียญหมิง ไม่มีจ่าย ถุ้ย! หน้าขายหน้าเหลือเกิน ใช่สิพวกนางโลมขายตัวมันจะมีความซื่อสัตย์อะไร แค่รักษาคำพูดจ่ายค่าห้องเช่าตรงเวลาก็ทำไม่ได้ ได้แต่ใช้มารยาหลอกล่อผู้ชายหน้าโง่ๆ ไปวันๆ ยัยแก่คนนี้ขอพูดตรงนี้เลยนะ หาพรุ่งนี้นางตัวดีที่มีแม่เป็นนางโลมผู้นี้ยังไม่จ่ายเงินค่าห้องเช่า 250,000 เหรียญหมิง ยัยแก่คนนี้จะเอาแก่ไปขายใช้หนีห้องเช่า จากนั้นก็ไล่พวกแก่สามคนพี่น้องออกไป จะได้รู้ว่าโลกนี้อะไรที่เรียกว่าโหดร้าย"
หญิงชราเจ้าของห้องเช่าไม่พูดเปล่า แก่ขู่ด้วยว่าลูกชายแก่นั้นเป็นนักสู้เช่นกัน แถมยังทำงานให้กับสำนักฆ่าอสูรที่ดุร้าย ในโลกใบนี้ไม่มีบริษัท การจะทำงานมักไปเข้าร่วมกับกลุ่มการค้าหรือสำนักเล็กๆ ที่มีกิจการชัดเจน
ซึ่งระบบของสำนักเล็กๆ ทั้งหลายก็ไม่ต่างกับระบบบริษัทในโลกเก่าของหลี่เค่อมากนัก โดยคนบนโลกใบนี้ชอบโอ้อวดลูกหลานตัวเองหากได้ทำงานในสำนักยุทธ์หรือกลุ่มการค้าดีๆ เช่นแม่เฒ่าผู้นี้
สองเด็กชายฝาแฝดแผดเสียงร้องไห้ถามยายเฒ่า ว่ายายเฒ่าจะเอาพี่สาวเขาไปขายได้ยังไงก็แค่ไม่จ่ายค่าเช่าชั่วคราว ไม่ได้จะไม่จ่ายเสียที่ไหน ยายแก่ทำหน้าชั่วร้ายและพูดว่า คนเป็นหนี้ต้องชดใช้ นี้คือกฎฟ้าดินของโลกใบนี้
เฉินรุ่ยฟางหายใจเข้าและออกเฮือกใหญ่ เธอไม่ได้กังวลจนเกินไป และรู้ว่าสิ่งที่หญิงชราเจ้าของห้องเช่าพูดไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ภายใต้การปกครองของ 'ถางซือฉีอ๋อง' พระองค์ไม่ได้ปล่อยให้ใครถูกจับไปขายได้ง่ายๆ ขนาดนั้น
อย่างมากมีหนี้ก็ต้องชดใช้ ส่วนการจับไปขายนั้นไม่ว่าอย่างไรก็เป็นอาชญากรรม แต่หญิงชราพูดเพื่อต้องการข่มขู่ให้เฉินรุ่ยฟางรีบหาเงินมาจ่ายหนี้เท่านั้น
เมื่อก่อนมีคนติดหนี้หญิงชราเจ้าของห้องเช่าเช่นกัน และหญิงชราก็พูดแบบนี้ไม่ผิดจากเดิมนัก
แต่แม้คำพูดของหญิงชราจะไม่เป็นเรื่องจริง แต่เฉินรุ่ยฟางก็จะนิ่งเฉยไม่ได้ แน่นอนว่าวิธีที่ดีที่สุดของเธอตอนนี้คือการหยิบยืม แต่นี่กลับไม่ใช่เรื่องถาวร
"ฉันจะทำยังไงดี" เฉินรุ่ยฟางหวนคิดถึงนามบัตร ‘หอราตรีรื่นรมย์’ อีกครั้ง
...
สายวันเฉินรุ่ยฟางได้รับการช่วยเหลือเงินส่วนหนึ่งเธอหยิบยืมจากเพื่อนสาวถังสือมาน เพราะสภาพคล่องตอนนี้ของถังสือมานดีมาก ดังนั้นจึงมีเงินให้เฉินรุ่ยฟางหยิบยืม แต่เฉินรุ่ยฟางก็ไม่ได้ยืมเงินจำนวนมากมายอะไรจากเพื่อนสาว เธอรู้ว่าเพื่อนสาวของเธอคนนี้แม้จะดูคล้ายเป็นนางพญาที่มีฐานะ แต่เธอก็มีชีวิตที่ยากลำบาก และมีเรื่องที่ต้องใช้เงินมากมาย
นอกจากนั้นตอนนี้ยังมีเรื่องของน้องชายฝาแฝดทั้งสองที่มีโอกาสจะได้ฝึกเคล็ดวิชาชั้นสูงอย่างเคล็ดวิชา 'หมัดเหล็กร้อน' และการหลอม 'กายาหมีดำ' ถ้าเธอไม่ช่วยน้องๆ หากโอกาสนี้ผ่านไปเธอก็ไม่รู้ว่าน้องๆ จะมีโอกาสได้ฝึกเคล็ดวิชาที่สามารถฝึกถึงขั้นสมบูรณ์ ซึ่งเคล็ดวิชาแบบนี้มีปรากฏแต่ในตระกูลชั้นสูงและยอดสำนักเท่านั้น
สุดท้ายเฉินรุ่ยฟางก็ตัดใจไปหยิบยืมเงินจากอาจารย์สาวของเธอหม่าอิ๋งอิ๋งจำนวน 25 ล้านเหรียญหมิงเพื่อน้องชายทั้งสองของเธอ
ก่อนเธอจะไปเยี่ยมพ่อที่พักรักษาตัว
ซึ่งมันก็เช่นเดิมพ่อของเธอนอนไม่ได้สติ
เวลาค่อยๆ ก้าวผ่าน
เฉินรุ่ยฟางร่ำไห้ต่อหน้าร่างพ่อของเธอที่นอนไม่ได้สติ เธอปลงตกและตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อครอบครัวของเธอ
...
รถเวทย์หรูหรามากมายลอยอยู่เต็มท้องฟ้า
ตึกหรูหราหลังหนึ่งตั้งตระหง่าอยู่อย่างสง่างามใจกลางเมือง สัญลักษณ์รูปเบญจมาศเป็นที่รู้กันในหมู่คนชนชั้นสูงว่าสิ่งนี้หมายถึงอะไร มันอาจจะไม่ใช่ตึกที่ใหญ่และหรูหราที่สุดของมหานคร แต่ทุกคนต่างรู้ว่าที่นี่คือสถานบันเทิงที่ดีที่สุดของ 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต'
ซึ่งมันมีทั้งฉากหน้าและฉากหลัง
"ที่นี่งั้นเหรอ" เฉินรุ่ยฟางเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าตึกเบญจมาศที่คล้ายจะสูงเสียดฟ้า รอบตัวเธอนั้นเห็นชายหนุ่มหญิงสาวมากหน้าแต่งตัวดีเข้าไปด้านในตึกนี้มากมาย
แต่ในนามบัตร ‘หอราตรีรื่นรมย์’ สถานที่ที่บอกว่าเป็นส่วนของหอราตรีรื่นรมย์นั้นคือตึกชั้นที่ 74 ถึงชั้นที่ 99 ซึ่งเป็นชั้นที่เด่นและสวยงามที่สุดของตึกยักษ์ละฟ้าเบญจมาศแห่งนี้
เฉินรุ่ยฟางเดินเข้ามาภายในอย่างไร้เดียงสา เมื่อเธอติดต่อผู้คนและยื่นนามบัตร ‘หอราตรีรื่นรมย์’ ให้พนักงานต้อนรับซึ่งเป็นผู้ดูแลตึก
หญิงสาวผู้แลส่วนต้อนรับยิ้มให้เธอก่อนโค้งกายอย่างนอบน้อม ก่อนทำมือเชิญเธอเข้าไปในส่วนที่ข่ายส่งตัวชั้นสูง (โลกใบนี้ไม่มีลิฟต์แต่มีสิ่งที่คล้ายลิฟต์ มันคือค่ายกลส่งตัวรูปแบบหนึ่งที่จะส่งผู้คนไปที่ต่างๆ ได้ในทันที ซึ่งถ้าหากการส่งตัวไม่ไกลกันมากนัก ทรัพยากรที่ใช้ในการหล่อเลี้ยงข่ายส่งตัวหรือค่ายกลส่งตัวก็ไม่มากจนเกินไป แต่ถ้าหากสถานที่ส่งตัวอยู่ห่างกันมากค่ายกลส่งตัวทั่วไปจะไม่สามารถส่งตัวผู้คนไปได้ และยิ่งการส่งตัวไกลมากเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายหรือหินปราณที่หล่อเลี้ยงข่ายส่งตัวก็ยิ่งมากตามไปด้วย)
!ฟึบ
เพียงอึดใจสั้นๆ เฉินรุ่ยฟางก็รับรู้ได้ว่าเธอได้มาอยู่ ณ ชั้นที่ 74 ของตึกเบญจมาศ
ภายในนี้หรูหรามาก นอกจากนั้นทุกคนที่เธอเห็นก็ยังดูสูงส่ง แม้แต่พนักงานก็ตาม
เธอไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ แต่เธอเห็นเข็มกลัดเล็กๆ มีดาวติดอยู่สามดวงบนชุดของเหล่าบริกร ซึ่งในโลกใบนี้ดาวสามดวงย่อมสื่อความหมายถึงผู้ฝึกตนระดับสาม ซึ่งไม่ใช่ผู้ฝึกเวทย์ก็ต้องเป็นผู้ฝึกปราณ
แต่คนที่เป็นถึงระดับสามเมื่อมาอยู่ที่นี่พวกเขากับเป็นบริกรธรรมดา
นี่มันบ้าไปแล้วในความคิดของเฉินรุ่ยฟาง เพราะเป็นที่รู้กันว่าการว่าจ้างผู้ฝึกตนระดับสามนั้นเดือนๆ หนึ่งขั้นต่ำสุดคือ 2.5 ล้านเหรียญหมิง แต่โดยทั่วไปค่าจ้างนั้นจะอยู่ที่ 7.5 ถึง 10 ล้านเหรียญหมิงตามความเสี่ยงที่เหล่าผู้ฝึกตนระดับสามได้รับ
"ที่นี่อู้ฟู้มาก" เฉินรุ่ยฟางพูดน้ำเสียงเบากับตัวเองด้วยทีท่าเขินอาย เธอไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ
และในขณะนั้นเองก็มีชายหนวดเคราสีขาว แต่งกายสุภาพทีท่าสง่างาม ครึ่งบนของชายมีหนวดเคราสวมหน้ากากสีทองเอาไว้ เขาเดินมาหาเธอ ชายชราโค้งกายและปฏิบัติตนต่อเฉินรุ่ยฟางอย่างสุภาพที่สุด
"คุณหนูไม่ทราบว่าคุณหนูมีอะไรให้กระผมรับใช้หรือไม่ขอรับ"
"ระดับห้าปรมาจารย์!" เฉินรุ่ยฟางตกใจอย่างอดไม่ได้เหมือนเห็นดาวห้าดวงที่อกชายคนนี้
เมื่อชายชราผู้เป็นบริกรได้ยิน เขาเพียงมีรอยยิ้มจางๆ ประดับอย่างสุภาพ เขาไม่พูดอะไรให้เฉินรุ่ยฟางต้องเขินอาย
ตอนนี้เป็นเฉินรุ่ยฟางแล้วที่ร้อนรน เธอรีบหานามบัตร ‘หอราตรีรื่นรมย์’
สายตาของชายชราปรากฏประกายแสงบางอย่างสีอำพัน ดูเหมือนเขาจะมองเห็นในสิ่งที่คนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้บนนามบัตรใบนี้
"คุณคือคุณหนูถังสือมานหรือขอรับ"
เฉินรุ่ยฟางเธอได้ยินเธอตกใจ เพราะเธอไม่ใช่ถังสือมาน และเธอมาที่นี่เพราะแอบหยิบเอานามบัตรที่ถังสือมานเพื่อนของเธอทิ้ง
"หนูไม่ใช่ถังสือมานคะ" เฉินรุ่ยฟางตอบอย่างซื่อตรง
ดวงตาของบริกรชราดูแปลกใจเล็กน้อย
เขาหรี่สายตา จากนั้นมองสำรวจเฉินรุ่ยฟางตั้งแต่หัวจรดเท้า
"คุณหนูมาที่นี่ทำไมเหรอครับ"
เฉินรุ่ยฟางอาย เธอพูดด้วยเสียงที่เบาที่สุด
"หนูอยากได้เงิน และหนูได้ยินจากเพื่อนของหนูว่า หากมาทำงานที่ ‘หอราตรีรื่นรมย์’ เราจะได้ทุกอย่างที่เราต้องการ"
บริกรชรานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มและตอบว่า
"ใช่แล้ว"