เหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง!

    บทที่ 42 กลับบ้าน(1)

    ห้วงอาวกาศกว้างใหญ่ดวงดาวร้อยเรียงเปรียบดั่งสะพานฟ้าอย่างไรก็ตามตอนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสถานการณ์บนแดนเบญจภพเสวียนเทียนชิงและเย่ว์อิงดูดซับปราณมงคลของขวัญจากฟ้าดินเข้าไปก็ยิ่งเพิ่มพูนปราณแท้จนทะลุขีดจำกัดการเลื่อนระดับของเย่ว์อิงเป้นไปอย่างเรียบง่ายส่วนเสวียนเทียนชิงตอนนี้ก็กลายเป้นคลื่นยักษ์ถาโถมอารมณ์ของคนมากมายที่ดูการต่อสู้ไปแล้ว!

                    ทะลวงขั้นครั้งเดียวสามระดับ!

                    จากขั้นเบิกวิญญาณสู้ญาณทิพย์ช่วงท้ายหนึ่งก้าวมังกรทะยานกลายมาเป็นปรมาจารย์ขั้นสาม!

                    หากอิงจากปราณแท้ที่เขากลั่นมาตลอดสองปีอย่างมาก็ถึงทะลวงได้แค่ปรมาจารย์ขั้นสองแต่ตอนนี้รับปราณฟ้าดินจากเมฆาสีรุ้งที่เสวียนอู่หยางแบ่งให้เข้าไปก็ถึงกับทำให้ทะลวงผ่านอีกขั้นหนึ่งไปเต็มๆด้วยอายุเท่านี้สามารถเหยียบย่างเข้าสู่ญาณทิพย์ช่วงท้ายกลายเป้นปรมาจารย์ขั้นสามได้นับว่าเป็นหนึ่งในรอบหมื่นปีของแดนเบญจภพแล้ว

                    มองดูเสวียนเทียนชิงนั่งอยู่ตรงหน้าเหล่าปรมาจารย์ขั้นห้าล้วนเต็มไปด้วยความสับสนตื่นตระหนกเมฆารุ้งเหนือเมืองหลวงคือสิ่งใดแล้วการทะลวงขั้นของเสวียนเทียนชิงออกจะเหนือจินตนาการไปหรือไม่?

                    “นี่...เขายังเป้นคนอยู่ไหม? ทะลวงครั้งเดียวสามระดับ?”

                    “บ้าเอ้ย! คราวนี้จะเอาอย่างไร? ก่อนหน้านี้เจ้าเด็กนี่แค่ขั้นเบิกวิญญาณยังเหี้ยมหาญขนาดนั้นตอนนี้กลายเป็นญาณทิพย์ช่วงท้ายแล้วนะ!”

                    แม่กับชายถือดาบใหญ่ต่างอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาบัณฑิตหลูเองก็ได้แต่ยืนมองอย่างอึ้งๆก่อนหน้านี้พวกเขาไม่อยากเสียเกียรติไปรังแกเด็กรุ่นหลังยามทะลวงขั้นแต่ตอนนี้ผลลัพธ์กลับเกินการควบคุมไปแล้ว! ทว่าเสวียนเทียนชิงก็เรื่องหนึ่งแต่ที่สำคัญก็คือปรากฏการณ์เหนือเมืองหลวงที่กำลังดำเนินอยู่ตอนนี้ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นทางลงที่สวรรค์ส่งมาให้พวกเขาโดยเฉพาะ!

                    “รอดูไปก่อนก็แล้วกันไม่แน่ว่าในเมืองหลวงอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างหากพวกเขารั้งตัวเสวียนอู่หยางไม่ได้เช่นนั้นพวกเราก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องลงมือ”

                    บัณฑิตหลูกล่าวมาเช่นนี้ทำให้ดวงตาของคนอื่นทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่งที่ผ่านมาพวกเขาก็ไม่ได้ลงมือหนักหน่วงเกินไปใช่หรือไม่? ด้วยสถานกาณณ์บีบบังคับเช่นนี้ก็นับว่าไว้หน้าตระกูลเสวียนมากพอแล้วหากจบเรื่องลงด้วยดีเช่นนั้นก็เข้าจวนเสวียนไปกล่าวขอโทษเสียหน่อยก็พอแล้ว

                    ดังนั้นตอนนี้ในใจของปรมาจารย์ขั้นห้าทั้งสี่คนล้วนหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตระกูลฉินกับตระกูลเซี่ยถูกเสวียนอู่หยางผลิกกลับจนพ่ายแพ้แล้วยังจะมาโทษอะไรพวกเขาได้อีก? ทางที่ดีที่สุดก็คือให้เสวียนอู่หยางกำชัยทุบตีจนคนที่ไปปิดจวนเสวียนพวกนั้นถอยทัพ!

                    ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งของเมืองหลวงตอนนี้องค์จักรพรรดิในรูปลักษณ์ของชายชุดดำกำลังยืนอยู่ด้านหน้าคนสองคนคนหนึ่งเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสวมชุดคลุมยาวสีขาว กลิ่นอายของเขาที่แผ่ออกมานั้นเทียบได้กับพวกหัวหน้าตระกูลฉินและตระกูลเซี่ยเลยทีเดียวเทียบกับปรมาจารย์ขั้นสิบคนอื่นแล้วถือว่าอายุยังไม่มากอย่างไรก้ตามตอนนี้สีหน้าของเขากลับดูไม่ดีนัก ถึงขั้นแสดงความอึดอัดออกมาตลอดเวลาส่วนอีกคนหนึ่งคือชายชราสามชุดคลุมสีเทา กลิ่นอายรอบตัวเขาผสานกับฟ้าดินกลมกลืนเป็นหนึ่งนี่ก็คือเซียนมนุษย์คนหนึ่งที่ยากจะพบเห็นในแดนเบญจภพ!

                    ทว่าเซียนมนุษย์คนหนึ่งที่สามารถพลิกทั้งแดนเบญจภพด้วยมือข้างเดียวยามนี้กลับแสดงสีหน้าตื่นตะลึงออกมาอย่างไม่อาจปกปิดเมฆารุ้งในตำนานปรกาฏขึ้นก็เป้นเรื่องหนึ่งแต่ที่ทำให้ในใจของเขาเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาตอนนี้ก็เพราะเขามองเห็นสิ่งเดียวกับฟู่หยงจิ้นต่างหาก

                    ทัณฑ์เพลิงผลาญกระดูก! นี่คือการบรรลุขั้นเซียนปฐพี!

                    “แดนเบญจภพของข้าต่ำต้อยไร้อันดับบนสะพานฟ้าไม่คาดคิดว่าจะดึงดูดสหายเต๋ามาเยี่ยมเยือนได้”

                    เสียงขององค์จักรพรรดิดึงสติของชายชรากลับมาตอนนี้สีหน้าของเขาดำมืดทั้งแววตายังเผยความกังวลออกมาเล็กน้อย เพลิงผลาญกระดูกปรากฏเมฆารุ้ง...นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแล้วต่อให้เป็นบนสะพานฟ้าคนที่สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้ก็แต่นายเหนือหัวเหล่านั้นเขาเป็นแค่เซียนมนุษย์คนหนึ่งจะกล้าเย่อหยิ่งหน้าบุคคลเช่นนี้ได้อย่างไร?

                    ทว่าสำหรับชายชุดดำตรงหน้านี้เขาไม่ได้ใส่ใจมากนักเพราะด้วยระดับของเขาสามารถมองออกว่าเป็นแค่ขั้นตัดพันธะปรมาจารย์ขั้นสิบคนหนึ่งไม่ใช่ว่าลูกศิษย์ของเขาก็อยู่ในขั้นเดียวกันหรอกหรือ? อย่างไรก็ตามชายชราเพราะตกตะลึงเกินไปจึงไม่มีเวลาไปสนใจชายหนุ่มด้านหลังที่กำลังมีสีหน้าอึดอัดเพราะกลิ่นอายของชายชุดดำ

                    “ก็แค่ผ่านทางมาเท่านั้น”

                    ชายชราสงบใจลงกล่าวออกมาอย่างราบเรียบแม้ว่าเขาจะหวาดกลัวผู้เรียกทัณฑ์เพลิงผลาญกระดูกแต่กับปรมาจารย์ขั้นสิบคนหนึ่งเขายังต้องกลัวอีกหรือ? ต่อหน้าเซียนอย่างเขาแค่ใช้ฝ่ามือเดียวก็ตบคนระดับนี้ตายอย่างง่ายดายแล้ว!

                    “อ้อเช่นนั้นก็จะไปแล้ว?”

                    องค์จักพรรดิในชุดดำมิดชิดกล่าวออกมาน้ำเสียงฟังแล้วสบายหูนักแต่กลับทำให้สีหน้าของชายชราเปลี่ยนไปแววตาของเขาปรากฏความไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย หากมใช่เพราะไม่อยากดึงดูดเซียนปฐพีท่านนั้นเขาคงจัดการเจ้าคนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนี่ไปแล้วหลังแค่เสียงในลำคออกมาคำหนึ่งก็สะบัดชายเสื้อหมุนตัวเตรียมจะจากไปทว่าน่าเสียดายที่เรื่องราวไม่ง่ายขนาดนั้น

                    “แดนเบญจภพของข้าไหนเลยมาแล้วจะจากไปได้ง่ายดายเช่นนั้น”

                    เสียงขององค์จักรพรรดิทำให้ชายชราเดือดดาลขึ้นมาทันทีในใจคิดว่าก่อนจะไปยังต้องสั่งสอนสารเลวคนนี้สักหน่อยทว่าพอเขาหันกลับมาเตรียมจะลงมืออีกฝ่ายก็นำหน้าไปแล้วก้าวหนึ่งแม้ว่าองค์จักรพรรดิจะเป็นปรมาจารย์ขั้นสิบอยู่ต่ำกว่าเซียนมนุษย์ขั้นหนึ่งแต่นี่เป็นเป็นระดับขั้นใหญ่ที่เหมือนสวรรค์และโลกไม่เหยียบเข้าขั้นเซียนก็ยังเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาเท่านั้น!

                    อย่างไรก็ตามโลกนี้มากมายไปด้วยเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลและอยุติธรรมอยู่แล้ว!

                    สองขั้นใหญ่ต่างกันมากก็จริงแต่ใครกล้าพูดกันว่าปรมาจารย์ขั้นสิบจะสู้เซียนมนุษย์ไม่ได้?

                    โฮก!

                    เสียงสัตว์ร้ายคำรามสะเทือนฟ้าดินยามชายชราหันหน้ากลับมาก็มองเห็นหัวหมาป่าสีดำสนิทนัยน์ตาแดงฉานพุ่งเข้ามาแล้ว! นี่เป็นแค่ฝ่ามือหนึ่งของชายชุดดำแต่ไหนเลยจะเอาพลังของปรมาจารย์ขั้นสิบมาเทียบด้วยได้? หากให้ชายหนุ่มลูกศิษย์ของเขามารับฝ่ามือนี้เกรงว่าไม่ตายก็คงพิการไร้อนาคต!

                    “กายทองพิทักษ์!”

                    ชายชราแผดเสียงออกมาดังลั่นพริบตานั้นรอยกายของเขาก็ปรากฏชั้นแสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาครั้งหนึ่ง ถึงอย่างไรก็เป็นเซียนที่หลุดพ้นจากกายหยาบดังนั้นการเคลื่อนไหวของเขาจึงรวดเร็วเกินขีดจำกัดของมนุษย์ฝ่ามือสีทองดันออกไปด้านหน้าดูเชื่องช้าแต่กลับรวดเร็วยิ่งนัก

                    ปัง!

                    หมาป่าทมิฬร้องคำรามเกรี้ยวกราดแต่สุดท้ายก็ถูกฝ่ามือของชายชราทำลายสวนกลับไปองค์จักรพรรดิถอยกลับไปหลายก้าวส่วนชายชราแม้ยืนอยู่ที่เดิมแต่ทั้งร่างกลับสั่นสะเทือนจนเขาตกใจอีกฝ่ายเป็นแค่ปรมาจารย์ขั้นสิบเองนะ เขาเป็นเซียนผู้หนึ่งกลับร่างกายสั่นไหวแม้จะใช้กายทองพิทักษ์แล้วก็ตาม!

                    “ที่แท้ก็เป็นสหายจากตำหนักกายาใช้กายทองพิทักษ์ได้ดูท่าฐานะของสหายในตำหนักกายาคงสูงมิใช่น้อย”

                    แม้จะถูกฝ่ามือกระแทกจนถอยกลับไปแต่เสียงขององค์จักรรพดิยังคงดูสบายๆสู้กับเซียนผู้หนึ่งใช้ว่าเขาจะไร้หนทางเอาชนะแต่ราคาที่ต้องจ่ากลับได้ไม่คุ้มเสียอีกอย่างหน้าที่ของเขาก็แค่ถ่วงเวลาจนเสวียนอู่หยางมาถึงก็พอแล้วส่วนทางด้านชายชราพอได้ยินเช่นนี้ก็สีหน้าก็ยิ่งมืดครึ้มลงอีกฝ่ายไม่เพียงมีความสามารถแต่ยังคาดเดาฐานะของเขาได้ด้วย?

                    แดนมนุษย์ชั้นต่ำแห่งนี้มันอะไรกัน? ไม่เพียงเบื้องบนให้ความสนใจแต่ยังมีปรากฏการณ์พลิกฟ้าก่อนหน้านี้อีกตอนนี้แค่ปรมาจารย์ขั้นสิบคนหนึ่งยังถึงขั้นทำให้เขากดดันได้ขนาดนี้? อย่างไรก็ตามที่น่าตกใจที่สุดก็คือคำพูดประโยคเมื่อครู่ขององค์จักรพรรดิต่อให้เขาเป็นคนกล่าวออกมาเองแต่แค่นี้ก็คาดเดาฐานะของเขาได้ก็นับว่าไม่ธรรมดาแล้วอย่างน้อยก็ต้องกลุ่มคนชั้นนำของสะพานฟ้าไม่ใช่ยาจกจากแดนมนุษย์ชั้นต่ำเช่นนี้จะมองออก!

                    “เจ้าเป็นใครกันแน่? ต่อให้เป็นคนบนสะพานฟ้าก็ยังมีไม่มากที่รู้ว่ากายทองพิทักษ์มาจากตำหนักกายา”

                    ตอนนี้ชายชราไม่รีบร้อนจะจากไปแล้วเขาชื่อว่าหลิวเสี้ยนเป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอกของตำหนักกายาครั้งนี้ไม่รู้ว่าตระกูลฉินและตระกูลเซี่ยนใช้ลูกไม้อันใดถึงได้ติดต่อกับตำหนักกายาได้แล้วสุดท้ายก็เป้นหลิวเสี้ยนที่ถูกส่งมาตามคำขอของพวกเขาบนสะพานฟ้าไม่ได้นับรวมแค่ในดาวดวงหนึ่งอย่างแดนเบญจภพแต่นับรวมดวงดาวมากมายที่ประกอบกันจนเกิดเป็นภาพสะพานฟ้าขึ้นมาดังนั้นแม้ว่าตำหนักกายาจะเป็นแค่ขุมอำนาจระดับกลางบนสะพานฟ้าแต่นั่นก็คือระดับที่แดนมนุษย์แห่งหนึ่งไม่อาจเทียบเคียงได้พูดอย่างไม่เกินจริงแค่ขุมอำนาจระดับต่ำแห่งหนึ่งบนสะพานฟ้าก็สามารถทำลายแดนเบญจภพได้อย่างง่ายดายแล้วส่วนการที่แดนเบญจภพยังไม่ถูกกลืนกินไปก็มีอยู่สองสาเหตุ

                    ข้อแรกก็คือผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นไม่ได้สนใจดินแดนแห้งแล้งแห่งนี้ส่วนข้อที่สองก็คือแดนเบญจภพนั้นปรากฏยอดคนขึ้นมาไม่ขาดสาย ยุคก่อนมีจักรพรรดิไท่ผิงส่วนยุคนี้ก็มีเสวียนอู่หยางเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งคนต้านทัพข้าศึกขนานแท้ แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วจะมีแค่บุคคลระดับสูงบนสะพานฟ้าที่รู้เรื่องนี้แต่ก็ยังมีข่าวลือว่าในแดนเบญจภมียอดฝีมือซ่อนตัวอยู่ทำให้แม้แต่ตำหนักกายาก็ยังไม่กล้าเคลื่อนไหวโจ่งแจ้งได้แต่อาศัยศึกภายในฉวยโอกาศส่งหลิวเสี้ยนเข้ามา

                    “ตำหนักกายายิ่งใหญ่นักหรือ? เรื่องในบ้านข้าพวกเจ้าก็ยังกล้าเข้ามาวุ่นวาย?”

                    เสียงราบเรียบดังขึ้นแน่นอนว่าไม่ใช่องค์จักรพรรดิเป็นผู้กล่าวตอนนี้สีหน้าของหลิวเสี้ยนเปลี่ยนไปอีกแล้ว ว่านี้อารมณ์ของเขาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่หยุดจริงๆยามนี้หันหน้ามองไปทางต้นเสียงเห็นชายคนหนึ่งย่างเดินเข้ามาแผ่ไอกระบี่แหลมคมสร้างแรงกดดันสะเทือนฟ้าสะเทือนดินก็ยิ่งทำให้เขาตื่นตระหนกจนหายใจติดขัด!

    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง! ที่คุณอ่าน