ตอนที่เจ็ด Go to hell,simp
Go to hell ,simp นั้นคือคติประจำใจที่ผมจะนำมาใช้ในการดำเนินชีวิต ว่าการทุ่มเทชีวิตของตนเองเพื่อคนที่เรารักเพื่อให้เธอไปได้กับคนอื่น ไม่ใช่หนทางของชีวิตที่จะทำให้เรามีความสุข
“เรา” นี่ล่ะคือปัญหา มันคือการเอาความปรารถนาของคนอื่นมาอยู่เหนือความปรารถนาของ”ตัวเรา”นั่นเอง
ผมคุ้นๆเนื้อเรื่องว่าฉากจบที่เศร้าจนเป็น meme หรืออะไรนี่ล่ะ ผมไม่ค่อยได้ติดตามเรื่องนี้แต่พอจะจำตัวละครหลักๆได้ แม้จะเทียบกับภาพซีจีและคนจริงได้ยากพอสมควรก็ตาม
บางครั้งผมชักเชื่อเรื่องเรซิสม์ เพราะแนวคิดบางอย่างมันข้ามชาติและภาษารวมถึงวัฒนธรรมด้วยแนวคิดแบบเฮอร์ไมโอนี่ว่า
“ไปคบกับคนอื่นก่อนเพื่อให้เขามาสนใจ” ที่เฮอร์ไมโอนี่แนะนำจินนี่นั้น ผมสงสัยมานานแล้วว่าทำไมแนวความคิดอย่างนี้ถึงสามารถข้ามกำแพงชนชาติและภาษาได้อย่างนั้น
ใครเป็นคนเผยแพร่แนวความคิดนี้ออกมา?
หากไปพูดอย่างนี้ในแนวการ์ตูนฮาเร็ม เฮอร์ไมโอนี่โดนเผารูปภาพ ฉีกหนังสือทิ้งไปแล้ว แต่เจเคดันมองว่าเป็นเรื่องปรกติของแนวโรแมนติคนั่นเอง
ใช่ มอเดอไค คนเดิมอาจะรักนางเอก เห็นเธอเป็นแสงสว่างเดียวในโลกที่มืดมิด เพื่อได้เธอมาครองจะต้องทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น
มีฉากว่าจับเธอเป็นซอมบี้เพื่ออยู่กับเขาตลอดไปที่ผมเห็นใน meme ผ่านๆมาบ้างมั้ง
แต่ น่าเสียดาย ผมไม่ใช่มอเดอไคคนนั้น
ผมมีเป้าหมายของตนเองล่ะ ที่น่าจะต่างกับมอเดอไคตามต้นฉบับเดิม
เขาขาดแรงบันดาลใจที่จะทำให้ตนเองเก่งที่สุดตั้งแต่กลับชาติมาเกิดไปแบบพระเอกแนวปราณยุทธของจีน Chad Chinaman
พระเอกญี่ปุ่นฆ่าคนจะกลายเป็นพระเอกเอดจี้ สายดาร์กจากการโดนทรยศหักหลัง
พระเอกเกาหลีฆ่าคนจะกลายเป็นคนเจ้าวางแผนการ สู้กับคนที่ชั่วช้าด้วยแผนการ
พระเอกจีนฆ่าคนเก้าชั่วโคตร ล้างตระกูลคือเรื่องธรรมดา
ทำตัวให้ได้อย่างพระเอกจีน Chad Chinaman ก็จะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเจอปัญหาในชีวิตมากมายแค่ไหน
นี่คือสาเหตุที่ผมต้องการเรียนเวทย์เพื่อความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะต้องเจอเรื่องลำบากแค่ไหน ผมต้องเป็น chad chinaman ให้ได้ ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา
อาจารย์อเลสเตอร์ลูบแว่นเมื่อผมสามารถผ่านการฝึกธาตุหลักต่างๆได้แล้ว
“เราไม่สามารถฝึกธาตุแสงได้หรือครับอาจารย์” ผมกล่าวถามอาจารย์อเลสเตอร์
“เอ่อ คนธาตุแสงส่วนใหญ่ไปทางโบสถ์หมด มีส่วนน้อยที่จะมาทางสายนักเวทย์ ทำให้วิชาธาตุแสงของเราหาได้ยาก”
“และธาตุความมืดล่ะครับอาจารย์”
“เอ่อ อาจารย์พวกนั้นมีความ..เอ่อ เป็นตัวของตนเองสูง ไม่รับคำของสอนใครง่ายๆ หากไม่ใช่คนที่พวกเขาต้องการสอน อย่างที่เธออาจจะเคยได้ยินนั่นล่ะ คนเรามีนิสัยตามธาตุ ธาตุความมืดมีนิสัยเก็บตัว เป็นตัวของตนเองสูงและหมกมุ่น ..อาจารย์ค่อนข้างแปลกใจด้วยซ้ำที่เธอฝึกธาตุสายอื่นๆได้โดยไม่อิดออด นับว่าเป็นคนที่มีความจดจ่อในแบบธาตุความมืดในอีกแบบก็ได้กระมัง” อาจารย์อเลสเตอร์กล่าวอย่างครุ่นคิด
“แย่จังผมอยากเรียนเวทมนตร์รักษาคนเสียด้วยสิ” เพราะผมต้องการการรักษาตนเองให้ได้หากมีการฝึกพิเศษที่อันตราย
แต่ผมไม่เสี่ยงเพราะต้องการเรียนพื้นฐานให้หนักแน่นก่อนที่จะฝึกพิเศษด้วยทฤษฎีของตนเอง
ช้าหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก
..
“เรียนองค์ราชา แผนการของท่านบรรลุผลที่องค์ชายให้ความสนใจในเวทย์สายธาตุดินของข้าฯ ที่ทำให้มีจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงตามลักษณะของผู้ฝึกสายเวทย์ดินอย่างข้าฯ และต้องใช้เวลาที่เรียนนานกว่าสายอื่นๆรวมถึงต้องมีสมาธิที่ดีจดจ่อ เพราะสายเวทย์ธาตุดินเน้นที่จิตใจที่หนักแน่นมั่นคง และรวมไปถึงองค์ชายธาตุความมืดที่มีแนวโน้มที่ต้องการเรียนสายเวทย์ที่ว่องไวมากกว่า แต่ข้าฯต้องขอบอกอีกประการว่า วิชาสายดินของข้าฯนั้นหาได้น้อยกว่าสายอื่นแต่ประการใด ข้าฯจะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา แต่วิชาธาตุดินของข้าฯหาได้ด้อยกว่านักเวทย์คนอื่นตามที่คนทั่วไปเข้าใจ และข้าได้ส่งรายงานการเรียนรู้ขององค์ชายมอเดอไคมาด้วย ณ ที่นี่แล้ว..”
อเลสเตอร์ แบรทฟอร์ท นักเวทย์ดินระดับสามเหลี่ยมของราชสำนัก