เฝ้ารักจันทร์เสี้ยว

    บทที่ 38 ไป๋เซียงจวิ้น กับไท่จือเฟยตระกูลไป่

    บทที่ 38 ไป๋เซียงจวิ้น กับไท่จือเฟยตระกูลไป่

     

            หลังจากงานมงคลของชินอ๋องเสร็จสิ้นไปแล้วจ้าวซินเยว่ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านหญิงผู้หนึ่งก็ต้องปฏิบัติภารกิจรับใช้ไทเฮาอยู่สม่ำเสมอทำให้นางกลายเป็นสตรียังไม่ได้ออกเรือนที่โด่งดังและน่าจับตามองที่สุดในเมืองหลวง

             

            แต่สาเหตุจริงๆที่จ้าวซินเยว่ยังคงเทียวเข้าเทียวออกวังหลวงแม้ไทเฮาจะบอกให้นางพักผ่อนที่เรือนนั้นมีอยู่ตัวนางห่างไปจากเมืองหลวงแรมปีย่อมมีหลายสิ่งเปลี่ยนไปกระแสของราชสำนักนั่นคือสิ่งที่นางต้องการรู้มากที่สุดในยามนี้

             

            เมื่อนางกับคณะของไทเฮาจากเมืองหลวงไปแล้วการตัดสินโทษของรุ่ยอ๋องก็เริ่มขึ้นและมีการสืบเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อโดยมีชินอ๋องและจ้าวหานเข้าร่วมไม่นานก็ตามตัวคนของแคว้นลี่ที่แฝงตัวเข้ามาได้จำนวนหนึ่งจึงส่งตัวให้แคว้นลี่จัดการ

             

            ในยามนั้นชินอ๋องที่เป็นเพียงตัวแทนแม่ทัพมีอำนาจทำได้เท่านั้นหลังจากนั้นไม่นาน หวงจือเหว่ยก็ปรากฏตัวขึ้นที่แคว้นลี่พร้อมกับยอมรับโทษทัณฑ์ทั้งหมดที่ไม่สามารถห้ามเจ้านายของตนไม่ให้คิดการณ์ใหญ่ได้ จึงอาสาแก้ไขปัญหา

             

                   เพียงเวลาหกเดือนหวงจือเหว่ยก็รวบรวมกบฏและจัดการสังหารทิ้งทั้งยังจัดการส่งข้าวของมายังแคว้นฝูเพื่อจะขอยุติสงครามที่เกิดจากความโลภทั้งหมดพอดีกับที่ชินอ๋องได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพอย่างเป็นทางการจึงได้มีการทำสัญญาสงบศึกระหว่างกัน

     

            หลังจากที่ได้แก้ไขเรื่องทั้งหมดหวงจือเหว่ยก็ขึ้นเป็นแม่ทัพของแคว้นลี่

             

            ส่วนทางด้านแคว้นฝูในช่วงที่ชินอ๋องขึ้นเป็นแม่ทัพย่อมมีคนไม่เห็นด้วยเพราะกลัวจะเป็นภัยกับฝ่าบาทแท้จริงคือคนของฝั่งฮองเฮาที่เกรงกลัวอำนาจของชินอ๋อง แต่ลั่วจุนปั๋วอัครเสนาบดีก็ทำหน้าที่คานอำนาจตระกูลเสิ้นได้ดีทั้งยังออกตัวสนับสนุนความคิดเห็นของฝ่าบาทเกี่ยวกับชินอ๋อง

             

            นอกจากนี้จ้าวหานที่เดิมควรจะได้ขึ้นเป็นแม่ทัพต่อก็ออกตัวว่าตนจะไม่ขึ้นเนื่องจากมิได้ชำนาญการรบตนมีหน้าที่วางแผน ไม่สามารถออกหน้าและดูแลคนได้ทำให้แม่ทัพภาคและทหารทั้งหลายต่างเข้าใจและสนับสนุนชินอ๋องโดยที่ตระกูลเฉินเองก็สนับสนุนเช่นกัน

     

            แม้จะมีการยื่นฎีกาว่าบุคคลเหล่านี้คิดจะให้อำนาจชินอ๋องมากไปจึงเกรงว่าจะมีกบฏแต่คำร้องเหล่านั้นก็ตกไปเนื่องจากการแต่งตั้งชินอ๋องนั้นเป็นความต้องการของฝ่าบาทเอง

             

            “วันนี้เจ้าออกจากวังเร็วหน่อยเถิดฝากไปหาหงถิงเสียหน่อย” หลังจากที่คิดอะไรในหัวมากมายไทเฮาที่เห็นว่าช่วงนี้นางไม่ได้ออกไปไหนจึงทำการไล่นางไปหาอู่หงถิงลูกสาวของตนที่ตระกูลเฉิน

             

            “เจ้าค่ะ”

             

            “งั้นก็ไปเถอะพรุ่งนี้เจ้าไม่ต้องมาแล้วนะ ไว้ข้าอยากให้เจ้ามารับใช้ข้าจะส่งคนไปตาม”ไทเฮาเน้นย้ำอีกครั้งด้วยความเอ็นดู

             

            ส่วนหญิงสาวที่รู้ตัวว่าตนเองมาหาไทเฮาบ่อยมากเกินไปแล้วก็โค้งตัวรับก่อนจะค่อยๆ เดินออกไปจากตำหนักของไทเฮาเงียบๆ เหมือนอย่างเคย

             

            ช่วงนี้คนของแคว้นลี่เข้ามาเดินในวังมากมายแล้วบางทีไทเฮาอาจจะกำลังเป็นห่วงความปลอดภัยของนางก็เป็นไปได้เช่นกัน

             

                   “กลับเรือนหรือไม่เจ้าคะ”ขณะที่กำลังจะขึ้นรถม้าคนของไทเฮาที่เดินมาส่งก็ถามตามปกติ

     

            “ไปตระกูลเฉิน”

             

            ไม่ช้าหรือเร็วอย่างไรก็ต้องไปที่ตระกูลเฉินอีกอย่าง นางเองก็ยังมีคำถามที่ต้องการรู้

             

            ไป๋เซียงจวิ้น

             

            นางอยากรู้ว่าความจริงแล้วสตรีผู้นี้ มาอยู่ที่แคว้นฝูได้อย่างไร และตอนนี้นางอยู่ที่ไหนกันแน่

     

     

    ... ... ...

     

     

            รถม้าของท่านหญิงตระกูลจ้าวมาถึงหน้าจวนตระกูลเฉินเจ้านายตระกูลเจ้าที่มาถึงหัวใจเต้นแรง นี่เป็นครั้งแรกที่นางมาเยี่ยมเยือนเพียงลำพังตั้งแต่กลับมา

             

            “คุณหนูเจ้าคะ” เสี่ยวโยวเอ่ยเรียกด้วยความเป็นห่วง

             

            “ไปแจ้งตระกูลเฉินว่าข้ามาพบ”จ้าวซินเยว่ตัดความลังเลไปทั้งหมด วันนี้นางมาเพื่อต้องการจะรู้ชื่อของไป๋เซียงจวิ้นผู้นั้น

             

            เจ้าหญิงแห่งแคว้นลี่ที่เคยอยู่ที่ตะกูลเฉิน และหายตัวไปจากหน้าประวัติศาสตร์หลังจากที่ถูกส่งตัวกลับ

             

            บันทึกที่หาได้บันทึกว่าไป๋เซียงจวิ้นผู้นั้นตัดสินใจลาจากฐานันดรและออกไปอยู่ข้างนอกอย่างสันโดษกับบุรุษผู้หนึ่ง

             

            แต่ตัวนางที่อยู่แคว้นฝูตั้งแต่ยังวัยเยาว์กลับถูกประกาศว่าแต่งงานกับบุรุษแคว้นลี่บางทีการกบฏเมื่อปีก่อนที่แคว้นลี่ให้ความร่วมมืออาจจะเกี่ยวกับเรื่องในครั้งนั้น

             

            ระหว่างที่นางคิดทบทวนเสี่ยวโยวก็กลับมาแจ้งว่าอู่หงถิงเชิญนางเข้าไปด้านในหญิงสาวจึงเดินออกมาตามคำเชิญพร้อมเดินเข้าไปในจวนตระกูลเฉินด้วยหัวใจที่สั่นไหว

             

            ไม่มีวันไหนเลยที่นางลืมคนที่เคยอยู่ที่นี่ได้แต่ก่อนทุกครั้งที่นางมา ก็จะมีบุรุษผู้นั้นมากวนใจจนน่าเบื่อ แต่ตอนนี้นางกลับอยากให้คนคนนั้นมารบกวนนางยิ่งกว่าใคร

     

            ประตูเรือนรับรองที่คุ้นเคยเปิดออกร่างบางในชุดที่ดูเรียบสะอาดตาก็เดินเข้าไปพบกับสองคนที่รอนางอยู่แล้ว

             

            “จ้าวซินเยว่คารวะท่านทั้งสองเจ้าค่ะ”ร่างบางคุกเข่าคารวะอีกฝ่ายเต็มขั้นด้วยความรู้สึกผิดที่ตนไม่ได้มาทักทายเลยจนวันนี้

             

            “จ้าวซินเยว่ผู้นี้ไม่ได้ทักทายเสียตั้งแต่เนิ่นๆต้องขออภัยท่านทั้งสองแล้ว” เสียงหวานพูดอย่างจริงใจ

             

            สายตาของผู้ใหญ่ทั้งสองและบ่าวที่ดูอยู่ย่อมเห็นใจและรู้สึกเศร้ากับนางทุกคนล้วนเข้าใจว่าเหตุใดนางจึงไม่มาเหยียบที่นี่จนถึงป่านนี้

             

            แม้แต่งานฝังคุณชายใหญ่ผู้เป็นที่รักก็ยังไม่อยู่กลับติดตามไทเฮาไปอย่างรีบร้อนวันนี้ทุกคนได้เห็นประจักษ์แก่สายตาก็รู้แล้วว่าตัวนางยังคงไม่สามารถทำใจเรื่องนั้นได้

             

            “เงยหน้าขึ้นเถิดเสี่ยวเยว่ พวกเราล้วนไม่เคยโกรธเจ้าเลย”อู่หงถิงที่รักจ้าวซินเยว่ราวกับลูกสาวอีกคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

             

            “หลังจากนี้มาเยี่ยมข้าบ่อยๆเหมือนเดิมจะได้หรือไม่” อู่หงถิงพูดต่อด้วยรอยยิ้มเอ็นดูและอ่อนโยน

             

            “เจ้าค่ะ ข้าจะแวะมาเยี่ยมท่านเช่นเดิม”จ้าวซินเยว่เงยหน้าพร้อมกับตอบรับอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มจากใจ

             

            เฉินหรงฟางสั่งให้คนของตระกูลเฉินไปเอาของมามองให้จ้าวซินเยว่เป็นผ้าแพรชั้นดี และอู่หงถิงสั่งให้ไปนัดช่างมาเพื่อวัดตัวในวันถัดไปหลังจากที่นางไปอยู่อารามมาเต็มปีเสื้อผ้าของนางยามนี้ก็มีแต่เสื้อผ้าก่อนที่นางจะเดินทางไปอู่หงถิงและเฉินหรงฟางจึงอยากจะให้เสื้อผ้าใหม่กับนางเป็นความหมายว่าพวกเขายังรักนางเช่นบุตรสาวคนหนึ่งเหมือนเดิม

             

            ทั้งสามคนต่างก็พูดคุยกันอย่างราบรื่นจ้าวซินเยว่เองก็ผ่อนคลายลงมากจากครั้งแรกที่เดินเข้ามา

             

            “ข้ามีเรื่องสงสัยเจ้าค่ะ”จ้าวซินเยว่ที่กำลังรินน้ำชาให้อู่หงถิงถามด้วยใบหน้านิ่ง

             

            “ว่ามาสิ”

             

            “ไป๋เซียงจวิ้นองค์หญิงแห่งแคว้นลี่ผู้นั้น ข้าอยากรู้เรื่องราวของนางเจ้าค่ะ”

     

     

    ... ... ...

     

     

            เทศกาลล่าสัตว์แห่งแคว้นฝูเป็นเทศกาลที่เหล่าชนชั้นสูงรวมตัวกันมากที่สุดในแคว้นแต่ปีนี้พิเศษกว่าเดิมเมื่อองค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่ได้เสด็จมาร่วมงานตามคำเชิญของแคว้นฝูเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างแคว้นพร้อมกับขุนนางชั้นสูงหนึ่งในนั้นคือหลี่รุ่ยเต๋อในยามนั้นยังพึ่งขึ้นตำแหน่งแม่ทัพได้ไม่นานเท่านั้น

             

            เทศกาลล่าสัตว์ปีนี้จึงถูกจัดขึ้นในเมืองฝั่งตะวันออกเพื่อให้แขกบ้านแขกเมืองในครั้งนี้ได้เดินทางได้อย่างสะดวกสบาย

             

            ตลอดหนึ่งสัปดาห์การแข่งขันล่าสัตว์ล้วนผ่านไปได้ด้วยดีอย่างราบลื่นไม่มีเหตุการณ์ใดที่ไม่คาดฝัน

             

            จนกระทั่งคืนงานฉลองวันสุดท้ายที่แขกทั้งบุรุษและสตรีได้ทำการฉลองร่วมกันหนึ่งในนั้นคือไท่จือเฟยไป่ในองค์รัชทายาทแคว้นฝูในยามนั้นพร้อมกับบุตรชายคนโตที่อายุได้เกือบจะเจ็ดปีมาพร้อมกับเด็กหน้าน่ารักข้างๆที่ยังไม่ถึงขวบดีกำลังซน เป็นองค์ชายน้อยที่แสนน่ารักกำลังอ้อแอ้กับพี่ชาย

             

            “อาหานอย่าเล่นของกินแบบนั้นสิ” คนเป็นพี่ว่าด้วยท่าทางจริงจัง ไม่ได้อิจฉาหรือมาดร้ายต่อน้องชายแต่กลับแสดงท่าทางเป็นผู้ใหญ่เกินตัวเพราะคิดว่าตนเป็นพี่ชายแล้วทั้งพูดสอน และเอาผ้ามาเช็ดมือเช็ดปากน้องชายที่เลอะอย่างไม่รังเกียจสร้างรอยยิ้มให้กับคนเป็นพ่อเป็นแม่มาก

             

            “เป็นเด็กที่ดีจริงๆ”องค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่กล่าวชม

             

            “ไม่หรอกๆยังต้องเรียนรู้อีกมาก”องค์รัชทายาทฝั่งนี้กล่าวอย่างถ่อมตัวด้วยรอยยิ้มภูมิใจในตัวลูกๆ ของตนเอง

             

            “แล้วพิงจิ่งกงจูกับแม่ทัพเฉินกำลังจะแต่งงานกันแล้วใช่หรือไม่ข้ายินดีด้วยจริงๆ”

             

            “ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ”อู่หงถิง พิงจิ่งกงจูตอบรับอย่างขัดเขินนางกับแม่ทัพเฉินคบหากันมานานแล้วในที่สุดได้เวลาเสียที

             

            “ท่านโชคดีแล้วที่ได้แต่งกับบุรุษที่เพรียกพร้อมอย่างแม่ทัพเฉิน”องค์รัชทายาทแคว้นลี่พูดพลางหัวเราะในลำคอ

             

            “เป็นข้าที่โชคดีกว่ามากกว่า”แม่ทัพเฉินกล่าวปฏิเสธ

             

            “แต่งแล้วก็รีบๆมีทายาทเถิด เดี๋ยวจะตามพี่ชายเจ้าไม่ทัน” องค์รัชทายาทกล่าวด้วยอารมณ์ดีนั่นทำให้คนโดนแซวขัดเขิน

             

            อันที่จริงระหว่างองค์รัชทายาทของทั้งสองแคว้นนั้นล้วนแต่สนิทสนมเพราะเป็นสหายกันตั้งแต่สมัยเด็ก ล้วนเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งนั้น

             

            และความสนิทสนมนั้นก็อยู่ในสายตาของโอรสสวรรค์คนปัจจุบันและแม่ของแผ่นดินฝูทั้งสิ้นล้วนแต่ยิ้มออกมาด้วยความยินดี แต่มีหนึ่งคนที่ไม่ได้ยินดี

             

            “แล้วชายารองของเจ้าเล่าเมื่อไหร่จะมีข่าวดี” องค์รัชทายาทแคว้นลี่ถามถึงสตรีอีกคนที่นั่งเงียบๆด้วยท่าทางเรียบร้อย

             

            ชายารองตระกูลเสิ้นแห่งองค์รัชทายาทสตรีที่งดงามเพรียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง แต่สิ่งที่นางไม่มีคือหัวใจของสามีนางแพ้ให้กับสตรีตระกูลไป่ ตระกูลหมอเก่าแก่ที่กำลังจะล่มสลายอยู่แล้วเดิมทีคนที่ควรเป็นไท่จือเฟยคือนางหากสตรีแซ่ไป่ผู้นั้นไม่ใช่หมอและไม่ถวายการรักษาแก่องค์รัชทายาทจนตบแต่งก่อนนางนางคงได้อยู่ตรงนั้น

             

            “ให้เป็นไปตาธรรมชาติเถิดเจ้าค่ะ”นางแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่ใช่องค์รัชทายาทรังเกียจนาง เขาก็ยังมาหานางอยู่บ้างมีความสัมพันธ์อย่างสามีภรรยาควรจะมี แต่เขาก็ไม่ได้มาหานางบ่อยนักสิบวันหนึ่งครั้งก็นับว่ามากแล้ว เช่นนั้น นางจะท้องได้อย่างไร

             

            แค่คิดก็น่าขันยิ่ง

             

            เพราะแบบนั้นน่าจึงเกลียดไป่ซุนหัวที่ได้ทุกอย่างของนางไป รวมถึงจ้าวอันหรานอดีตว่าที่คู่หมายตัวจริงของรัชทายาทที่แนะนำทั้งสองคนให้รู้จักกันเกลียดอู่หงถิงที่ยุยงให้สองคนรักกัน เกลียดรัชทายาทที่ไม่เลือกนาง ทั้งที่นางดีกว่าใครทั้งนั้น

             

            “แล้วคุณหนูจ้าวเล่าไม่คิดหาบุรุษบ้างหรือ” ฝ่าบาทเอ่ยถามท่านหญิงเจียลี่จ้าวอันหรานที่อยู่ไกลออกไป

             

                   “ทูลฝ่าบาทตัวข้ายังไม่มีคนที่ถูกใจ อาจจะต้องรบกวนฝ่าบาทแล้ว” จ้าวอันหรานเกิดในตระกูลจ้าวเติบโตในวังเพื่อเป็นแม่ของแผ่นดินคนต่อไป นางจึงสนิทกับราชวงศ์กว่าใคร

     

            “ฮ่ะๆๆๆๆขุนนางหลิวแอบมองเจ้ามาหลายครั้ง หน่วยก้านก็ไม่เลวไม่ลองพูดคุยทำความรู้จักกันล่ะ”ฝ่าบาทกล่าวพลางมองขุนนางหนุ่มท่าแทบสำลักเมื่อได้ยินเช่นนั้นส่วนหญิงสาวกลับมองตามไปมองหน้าคนสำลักด้วยสายตาประหลาดใจ

             

            “ฝ่าบาทหาไม่ได้ ข้าไม่อาจ”

             

            “ใครจะรู้เล่า”

             

            งานเลี้ยงวันล่าสัตว์จบลงอย่างปกติทุกคนต่างเข้าที่พักของตนเองอย่างสงบ รวมถึงพวกองค์รัชทายาทแห่งแคว้นฝูและลี่

     

     

    ... ... ...

     

     

            ในคืนนั้นองค์รัชทายาทแคว้นฝูหมายจะนอนร่วมกับไท่จือเฟยเหมือนเคยแต่ผ่านไปไม่นานก็มีสาวใช้ของชายารองรีบวิ่งมาหาทั้งสองอย่างหน้าตาตื่น

             

            “ขะขออภัยเจ้าค่ะ พระชายารองเป็นลมหมดสติไปแล้วเจ้าค่ะ”สาวใช้ของชายาเสิ้นพูดอย่างติดๆ ขัดๆด้วยสีหน้าของเจ้านายสูงสุดดูไม่พอใจอย่างมากที่มาขัดจังหวะครอบครัวของตนกับไท่จือเฟยแต่เมื่อได้ยินแบบนั้นก็ตกใจไม่น้อย

             

            “เมื่อครู่ยังดีๆอยู่เลยไม่ใช่หรือ ตามหมอหลวงมาสิ” องค์รัชทายาทเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ

             

            “ท่านไปหานางเถิดเจ้าค่ะข้าจะส่งลูกเข้านอนเอง” ไท่จือเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม มันเป็นเรื่องสมควรแล้วหากคนตรงหน้าไม่ไป เดี๋ยวคนอื่นก็จะมองไม่ดีเอา

             

            “เดี๋ยวข้าจะมานะ”ว่าจบร่างสูงก็เดินออกไปพร้อมสาวใช้ของชายารองก่อนที่ไท่จือเฟยจะถอนหายใจ

     

     

    ... ... ...

     

     

            ที่พักชั่วคราวของชายารองยามนี้หมอหลวงอยู่ข้างในร่างสูงเดินตามเข้าไปด้วยสีหน้าเป็นห่วงไม่น้อยแม้จะไม่ได้รักแต่ก็เป็นภรรยาคนหนึ่ง นางก็ไม่เคยทำอะไรให้เสื่อมเสีย

             

            “ยินดีด้วยเจ้าค่ะพระชายารองกำลังตั้งครรถ์” หมอหญิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม เมื่อไท่จือเดินเข้ามา

             

            … ท้องหรือ?

             

            ชายารองเสิ้นยกยิ้มดีใจเมื่อนางได้ยินเช่นนั้นมือบางยกขึ้นลูบท้องของตัวเองเบาๆ ส่วนอีกคนที่ตกใจจนนิ่งคงไม่พ้นไท่จือที่ไม่รู้ว่าตนเองควรจะยินดีหรือไม่

             

            “งั้นหรือ”ร่างสูงเพียงรับเบาๆ เท่านั้นท่ามกลางความยินดีของบ่าวในชายารอง

     

     

    … … …

     

     

            ข่าวการตั้งครรถ์ของชายารองยังไม่ได้ถูกเปิดเผยในวงกว้างทว่าในตำหนักของรัชทายาทนั้นก็เป็นอันรู้โดยทั่วกัน ไป่ซุนหัวไท่จือเฟยเองก็รับรู้ข่าวนั้นแล้วเช่นกัน สิ่งที่นางทำได้ก็เพียงส่งของบำรุงไปให้ทันทีที่กลับมายังเมืองหลวงและอนุญาตให้ชายารองเรียกหมอหลวงที่ดีที่สุดไปให้ดูแลชายารองอย่างดีและปล่อยให้สามีของนางไปอยู่กับสตรีผู้นั้น

             

            ขณะเดียวกันข่าวนี้ก็ไปถึงคนของตระกูลเสิ้นเช่นกัน ว่ากันว่าช่วงหลังนี้ฮูหยินตระกูลเสิ้นเข้าออกตำหนักองค์รัชทายาทบ่อยเสียจนเป็นบ้านตัวเองบางครั้งก็นำคนของตัวเองเข้ามามากมายโดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของตำหนักเลยสักคำ

             

            และช่วงสองสามวันที่ผ่านมาชายารองก็เกิดมีอาการป่วยขึ้นมาเพราะแบบนั้น ทำให้ตัวนางที่เป็นชายาเอกผู้ดูแลเรือนหลังของตำหนักรัชทายาทจึงจำเป็นต้องมาเยี่ยมเยือนสตรีผู้นี้ด้วยตัวเอง

             

            "เป็นอย่างไรบ้างหรือ"ไท่จือเฟยผู้งดงามถามชายารองที่มีใบหน้าซีดเซียวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางยกมือขึ้นจับชีพจรชายารองด้วยตนเอง

             

            นางคือไป่ซุนหัวบุตรีเพียงผู้เดียวของตระกูลไป่ ที่ยามนี้ไร้ซึ่งอำนาจแต่ตระกูลไป่ยังมีชื่อเป็นหนึ่งในตระกูลผู้รวมแคว้นร่วมกับราชวงศ์อู่และตระกูลของนางก็ขึ้นชื่อเรื่องวิชาการแพทย์ ตัวของนางเองก็เป็นถึงหมอหลวงหญิงก่อนจะพบรักกับรัชทายาทและแต่งงานกันในที่สุด

             

            "เรียนไท่จือเฟยข้ายังไม่เป็นอะไรมากเจ้าค่ะ เพียงแพ้ท้องเท่านั้น"

             

            "ชีพจรของเจ้ายังไม่ค่อยปกตินักพักผ่อนเถิด หากมีอะไรก็บอกข้าได้ทุกเมื่อ"

             

            "ขอบคุณเจ้าค่ะ"

             

            เพราะองค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่และน้องชายยังไม่กลับไปยังแคว้นองค์รัชทายาทจึงจำเป็นต้องออกไปอยู่กับแขกบ้านแขกเมืองไม่ค่อยได้กลับตำหนักในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา สิ่งต่างๆล้วนต้องผ่านชายาเอกอย่างนาง แม้แต่เรื่องของเหล่าชายาคนอื่นๆ ในตำหนัก

             

            "น้องหญิงสตรีเช่นเราตั้งครรถ์นั้นลำบากแค่ไหนข้าย่อมรู้ดี โปรดพักผ่อนให้เพียงพอเถอะอย่าได้พึ่งคิดอะไรในยามนี้ ใช้ชีวิตให้สบายที่สุด"คำสอนของชายาเอกนั้นแฝงไปด้วยความหมายหลายอย่างมากจนคนฟังมองใบหน้าสวยของสตรีตรงหน้าอย่างเรียบนิ่ง

             

            "ขอบคุณไท่จือเฟยที่เป็นห่วง"

             

            ยามสตรีที่เป็นหมายเลขหนึ่งของตำหนักเดินออกไปใบหน้าซีดเซียวก็ปรากฏความเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด

             

            "อย่าได้พึ่งคิดอะไรหรือ? หึ"นางรำพึงรำพันกับตนเองก่อนจะหันไปมองสาวใช้ของตนเอง

             

            "เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วหรือไม่"เสียงหวานเอ่ยถามสาวใช้ของตนเองเบาๆ ส่วนอีกฝ่ายก็ยกยิ้มแล้วย่อตัวลงเป็นคำตอบก่อนที่เจ้านายจะแสยะยิ้ม

             

            "ตำแหน่งมารดาแผ่นดินต้องเป็นของข้าเท่านั้น"

     

     

    #####

    คล้ายกับเรื่องเฝ้ารักจันทร์เสี้ยว ที่คุณอ่าน