บทที่ 39 ที่แท้ก็เป็นคนแบบนี้เองเหรอ!
ทางด้านหานชิงอวี่ หลังนำดอกไม้ไปทิ้งที่ถังขยะหน้าประตูโรงพยาบาลได้ไม่นาน สองร่างที่อยู่ด้านหลังก็เดินตามออกมาข้างนอกทีละคน
นำโดยเฉินฟาที่จับตาเฝ้าดูการกระทำของหานชิงอวี่ที่โยนดอกไม้ลงถังขยะ จู่ ๆ ก็รู้สึกแอบมีความสุขในชั่วขณะ
เมื่อเห็นหานชิงอวี่ที่ถือช่อดอกไม้อยู่ทางด้านหลัง พบเข้ากับผอ.ไป๋ปิง สาวสวยที่อยู่แผนกเดียวกับตน ยังคิดอยู่เลยว่าในที่สุดไอ้เจ้าหานชิงอวี่ก็ลงมือจนได้ แถมอีกฝ่ายยังเป็นถึงดอกไม้งามหนึ่งเดียวในแผนกอีกต่างหาก
แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ไอ้เจ้าหานชิงอวี่มันค่อนข้างเป็นที่นิยมในแผนก ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็หลงเสน่ห์มันเข้าทุกคน เฉินฟาจึงไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่
ถึงอย่างไรนี่คือโลกที่มักให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอก และหานชิงอวี่ก็เป็นคนหล่อคนหนึ่ง
ดังนั้นถ้าหากไป๋ปิงจะยอมรับดอกไม้ในมือของหานชิงอวี่ และกลับบ้านไปพร้อมกับเขา เฉินฟาก็ไม่คิดว่ามันจะน่าแปลกใจอะไรขนาดนั้น
แต่เมื่อเห็นถึงผลลัพธ์ที่อยู่ตรงหน้า เฉินฟาก็รู้สึกได้ถึงความน่าแปลกใจแล้ว ในบรรดาหมอและพยาบาลทั้งหมดในแผนกฉุกเฉินที่ยกย่องหานชิงอวี่ ไป๋ปิงก็เปรียบเหมือนกับธารน้ำใส และได้ทิ้งความประทับใจอันลึกซึ้งไว้ในใจของเฉินฟา
“เป็นอะไร พวกนายรู้จักกันเหรอ?”
ทันใดนั้น ข้าง ๆ ของเฉินฟาก็มีเสียงทุ้มลึกดังขึ้นมา
หากหานชิงอวี่ยืนอยู่ตรงนี้คงจะจำเขาได้อย่างแน่นอน เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างเฉินฟาในเวลานี้ก็คืออิงชื่อจ้ง คนที่ถูกแพทย์หนุ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาที่หน้าโต๊ะคัดกรองในวันนี้
เขากับเฉินฟาเป็นลูกศิษย์จากโรงเรียนเดียวกัน ทุกวันนี้ก็ยังทำงานที่โรงพยาบาลเดียวกัน และวันนี้ก็บังเอิญมาอยู่ด้วยกันอีก
อิงชื่อจ้งเองก็จำหานชิงอวี่ได้อย่างชัดเจน เขาจึงเริ่มถามเฉินฟาที่อยู่ด้านข้าง
เฉินฟาพยักหน้า สายตาที่มองหานชิงอวี่เต็มไปด้วยความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด “รู้จักสิ เจ้าหมอนั่นมาจากแผนกฉันเอง ส่วนสาวสวยคนนั้นเป็นผู้อำนวยการในตอนนี้ของแผนกฉัน เป็นไงล่ะ ฉันแนะนำให้นายดีไหม?”
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด ในที่สุดเฉินฟาก็เข้าใจถึงความเป็นจริงในเรื่องความสัมพันธ์กับไป๋ปิง
หรือจะบอกได้ว่า เขายอมรับความจริงเรื่องหนึ่ง: ระหว่างตนเองกับไป๋ปิง อย่างไรก็ไม่มีทางเป็นไปได้
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อยากเห็นสาวสวยอย่างไป๋ปิงต้องตกไปอยู่ในมือของหานชิงอวี่ ดังนั้นเขาก็ไม่ผิดที่อยากจะแนะนำให้กับอิงชื่อจ้ง อยากให้ผู้ชายที่ทั้งสูง หล่อ แถมยังรวย และเคยไปเรียนต่างประเทศกับเธอ
เพียงแต่ ดูเหมือนว่าอิงชื่อจ้งจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้ เขาแค่พึมพำกับตัวเองมาหนึ่งประโยค
“อายุแค่นี้ก็เป็นผู้อำนวยการแล้วหรือ”
เฉินฟาใช้แขนโอบไหล่ของอิงชื่อจ้ง ยิ้มแล้วพูดออกมา
“สหายอิง นายเองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ อายุน้อยขนาดนี้ ทั้งเป็นเด็กจบนอก พอกลับประเทศมาก็ได้เป็นถึงผู้อำนวยการแล้ว”
“แต่วันนี้ได้ยินมาว่านายเจอเรื่องซวย ๆ มา ต้องรู้สึกไม่ดีมากแน่ ๆ ในฐานะเพื่อนร่วมชั้นเก่า เดี๋ยวมื้อนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวนายเอง พวกเราไปกินเหล้าปรับทุกข์ด้วยกันเป็นไง?”
การแสดงออกที่ใจดีและน้ำเสียงกระตือรือร้นของเฉินฟา ทำให้อิงชื่อจ้งไม่กล้าที่จะปฏิเสธ
ฉะนั้นด้วยการเร่งรัดจากเฉินฟา อิงชื่อจ้งก็รีบตอบรับอย่างฝืนใจ ทั้งสองมาถึงร้านอาหารที่ค่อนข้างหรูหราแห่งหนึ่งในบริเวณใกล้เคียง
ทันทีที่เขานั่งลงและสั่งอาหารเรียบร้อย เฉินฟาก็ไม่สามารถนั่งนิ่งได้
เขาก็เปิดปากพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า
“เป็นยังไงบ้างเพื่อน รู้สึกยังไงที่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ?”
พอเจอกับคำถามของเฉินฟา อิงชื่อจ้งตอบแบบกลาง ๆ ที่ค่อนข้างเป็นทางการและสุภาพ
“ก็ดีอยู่ ฉันยังมีข้อบกพร่องอยู่หลายอย่าง ที่ยังต้องเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกับทุกคนที่นี่”
เมื่อเทียบกับเฉินฟา นิสัยของอิงชื่อจ้งไม่ใช่คนที่หน้าเนื้อใจเสือขนาดนั้น ทั้งหมดนี้เขาก็แค่พูดอย่างตรงไปตรงมา
แต่แล้ว เฉินฟาก็เริ่มแอบพูดจาจี้ปมที่ทำให้อิงชื่อจ้งต้องเจ็บปวด
“โอ๊ย นายอย่าพูดอย่างงั้นเลย ฉันจำได้ว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยนายเก่งมาก จากนั้นนายก็ไปเรียนเมืองนอก วันนี้กลับมาแล้ว บางทีก็อาจจะยังไม่สามารถรับมือกับคนบางคนได้ แต่ไม่ต้องโทษตัวเองไปนะ บางทีก็เป็นความผิดของคนพวกนั้นเองนั่นแหละ”
“ก็อย่างเช่นที่ฉันได้ยินมาวันนี้ เจ้าหานชิงอวี่นั่นเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้พูดกับนายแบบนั้นที่หน้าโต๊ะคัดกรอง”
“นายก็เหลือเกินที่ทนได้ ถ้าเปลี่ยนเป็นฉันล่ะก็ คงไม่มีความอดทนสูงเหมือนนายแน่ ๆ”
เฉินฟาอยู่แผนกฉุกเฉินมานาน ไม่มีทักษะและไม่ต้องการที่จะออกแรงช่วยเหลือคนอื่น ลำพังแค่ลุงของตนคนเดียว ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะยึดมั่นให้เขาอยู่ในแผนกได้นานกว่าหนึ่งปี
อันที่จริง เฉินฟามักจะพึ่งพาปากอันชาญฉลาดของตัวเองมากกว่า แม้จะได้ยินมาว่าจะมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียภาพลักษณ์อันดีงามในภายหลัง แต่อิงชื่อจ้งแค่รู้สึกเหมือนคนตรงหน้าเป็นเพียงคนที่รู้วิธีประจบสอพลอและน่ารำคาญเท่านั้น
แต่ท้ายที่สุดแล้วเฉินฟาและอิงชื่อจ้งที่ได้พบกันอีกครั้งหลังจากแยกทางกันมานาน เมื่อได้ฟังคำพูดของเฉินฟา ในใจอิงชื่อจ้งราวกับได้รับน้ำฝนในภัยแล้ง คำพูดพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในใจเขา
ถึงอย่างไรอิงชื่อจ้งก็เป็นถึงผู้อำนวยการ เมื่ออยู่ในแผนกจึงไม่มีใครกล้าที่จะพูดแบบนี้กับเขา เพราะฉะนั้น เขาจึงเกือบจะถือว่าเฉินฟาเป็นคนสนิทของตนแล้วจริง ๆ
แต่เมื่อจะเปล่งเสียงออกมา คำพูดที่อิงชื่อจ้งพูดนั้นกลับเปลี่ยนไปอีกทาง
“เรื่องแบบนี้ ถือเป็นเรื่องความแตกต่างทางความคิดเห็น ไม่มีถูกผิด” อิงชื่อจ้งสายตาปล่อยวาง ดูเหมือนจะนึกถึงหานชิงอวี่เมื่อตอนกลางวันอีกแล้ว “แต่ถ้าจะให้ฉันกับหานชิงอวี่ได้แลกเปลี่ยนความรู้กันสักหน่อย ฉันก็อยากจะหาเวลาไปพูดคุยปัญหานี้กับเขาเหมือนกัน”
เฉินฟาได้ยินดังกล่าว ก็รู้สึกเหมือนเลือดตรงหน้าอกที่สะสมมานานแทบจะกระอักออกมา
ไม่ใช่สิ ที่วันนี้เขาอุตส่าห์พาอิงชื่อจ้งมาที่นี่ ก็เพื่อให้อีกฝ่ายที่อยู่แผนกผู้ป่วยนอกจัดการกับหานชิงอวี่ที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ แต่คาดไม่ถึงว่า อิงชื่อจ้งที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นคนตรงไปตรงมาในเรื่องงานขนาดนี้ ทั้งที่ตนพูดถึงขนาดนี้แล้ว ไม่คิดเลยว่าจะยังไม่สามารถกระตุ้นความขุ่นเคืองระหว่างพวกเขาได้
เขาพยายามระงับความขุ่นเคืองในใจ และยังพูดต่อไปว่า
“เรื่องแบบนี้อาจจะไม่มีถูกผิดก็จริง แต่ในฐานะที่เป็นคนด้วยกัน เจ้าเด็กหานชิงอวี่ก็ยังทำตัวไม่เหมาะสม!”
อิงชื่อจ้งอึ้งไปพักนึง ตามมาด้วยคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “ทำไม เขายังมีปัญหาในชีวิตส่วนตัวอีกเหรอ?”
ในที่สุดเฉินฟาก็ยิ้มออกมา
ที่แท้ ไม่ว่าจะเป็นคนลักษณะนิสัยแบบไหน คนส่วนใหญ่ในใจก็ยังคงมีเรื่องซุบซิบอยู่ พอได้ยินข่าวลือ ก็ยังมีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ในตัว
ดังนั้นเขาจึงนำรูปถ่ายที่เขาถ่ายในวันนั้นออกมา “นายคิดว่าทำไมหานชิงอวี่ถึงย้ายจากแผนกฉุกเฉินไปล่ะ?”
“นายดูสิ เรื่องที่เขามีเศรษฐินีเลี้ยงดู ในแผนกฉุกเฉินไม่มีใครไม่รู้เพราะถูกวิจารณ์ไปทั่ว”
ต่อมา เขาก็นำรูปภาพที่ถ่ายมาเปิดเลื่อนซ้ายขวา ด้านซ้ายเป็นภาพของหานชิงอวี่ที่กำลังอธิบายให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฟัง ภาพขวาเป็นภาพที่ถ่ายตอนแม่ของหานชิงอวี่มาเปิดประตู
เลื่อนดูซ้ายขวา ก็เหมือนว่าหานชิงอวี่จะมีเศรษฐินีเลี้ยงดูอยู่จริง ๆ
จู่ ๆ ก็พูดคุยกันถึงหัวข้อแบบนี้ อิงชื่อจ้งรู้สึกว่าแก้มสองข้างของตนร้อนขึ้นเล็กน้อย
“คิดไม่ถึงจริง ๆ ที่แท้หานชิงอวี่ก็เป็นคนแบบนี้เองเหรอ!”